เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีหมอกบางในตอนเช้าและมีฝนบางแห่ง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า สำหรับภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

อนึ่ง พายุระดับ 3 (โซนร้อน) "นากรี"(nakri) ปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนกลาง พายุนี้เกือบไม่เคลื่อนที่ มีแนวโน้มเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 10-11 พ.ย. 2562 โดยพายุนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยในระยะนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 6 - 7 พ.ย. 62 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออก

ส่วนในช่วงวันที่ 8 - 11 พ.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส โดยจะมีฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 8 - 12 พ.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลง สำหรับประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมตลอดช่วง ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุระดับ 3 (โซนร้อน) "นากรี" ยังไม่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยในระยะนี้



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุระดับ 3 (โซนร้อน) "นากรี" (มีผลกระทบในช่วงวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2562)" ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 06 พฤศจิกายน 2562

เมื่อเวลา 22.00 น.ของวันนี้ (6 พ.ย. 2562) พายุระดับ 3 (โซนร้อน) "นากรี" มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 13.6 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.2 องศาตะวันออก พายุนี้เกือบไม่เคลื่อนที่ ความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแนวโน้มเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 10-11 พ.ย. 2562 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางไว้ด้วย พายุนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทยในระยะนี้ จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (100.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (62.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (94.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (222.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมันหล่อลื่น


ภาพ : Northwestern University/Argonne National Laboratory/Ames Laboratory

แต่ละปีมีการผลิตพลาสติกกว่า 380,000 ล้านกิโลกรัมทั่วโลก นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่า การผลิตจะเพิ่มเป็น 4 เท่าภายในปี พ.ศ.2593 วัสดุทำจากพลาสติกมากกว่า 75% ถูกทิ้งหลังจากใช้งานครั้งเดียว โดยขยะจะลงสู่มหาสมุทรและตามแหล่งน้ำ เป็นอันตรายต่อสัตว์ตามธรรมชาติและยังแพร่กระจายสารพิษ

ขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งในธรรมชาติหรือในหลุมฝังกลบ จะไม่เสื่อมสภาพเพราะมีพันธะคาร์บอน ซึ่งเป็นคาร์บอนที่แข็งแกร่งมาก ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ร่วมกับห้องปฏิบัติการทดลองแห่งชาติอาร์กอน และห้องปฏิบัติการทดลองอาเมส แห่งกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาวิธีใหม่ด้วยการใช้สารละลายเร่งปฏิกิริยา ที่ประกอบด้วยอนุภาคโลหะทองคำขาวนาโน (platinum nanoparticles) มีขนาดเพียงแค่ 2 นาโนเมตรวางลงบนสารประกอบเคมีเพอรอฟสไกต์ (perovskite) ทรงลูกบาศก์ขนาดประมาณ 50-60 นาโนเมตร ซึ่งเพอรอฟสไกต์มีความเสถียรภายใต้อุณหภูมิและความกดดันสูง จัดเป็นวัสดุที่ดีเยี่ยมสำหรับการแปลงพลังงาน ไปแยกพันธะคาร์บอนของพลาสติกเพื่อผลิตไฮโดรคาร์บอนเหลวคุณภาพสูง ของเหลวเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในน้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่น ขี้ผึ้ง หรือผ่านกระบวนการอื่นๆ เพื่อผลิตส่วนผสมสำหรับผงซักฟอกและเครื่องสำอาง

ทีมวิจัยเผยว่าการค้นพบเทคโนโลยีใหม่นี้จะช่วยสะสางปัญหาการสะสมของขยะพลาสติก ปรับปรุงวิธีการรีไซเคิล และต่อยอดการพัฒนาให้ยังใช้ประโยชน์จากวัสดุพลาสติกได้ต่อไปในอนาคต ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1697178

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


แบนแก้วจานช้อนส้อมพลาสติก แก้ปัญหา'ขยะ'ล้นโลก

ไปไกลกว่าถุงที่แรกของโลก! ฝรั่งเศสแบนแก้วจานช้อนส้อมพลาสติกเริ่มปี 2020 เพื่อแก้ปัญหาขยะล้นโลก



รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฎหมายที่จะทำให้การกินบาร์บีคิวปิกนิกหรือปาร์ตี้วันเกิดเปลี่ยนไป เพราะตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป แก้วจานช้อนส้อมพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งส่วนใหญ่จะถูกห้ามใช้

ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลในฝรั่งเศสได้ออกนโยบายใหม่ยกเลิกภาชนะใช้แล้วทิ้ง เพื่อที่จะสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนมากขึ้น สิ่งที่ยังใช้อยู่ได้มีเพียงแค่ภาชนะใช้แล้วทิ้งแบบที่ย่อยสลายได้เท่านั้น

กฎหมายนี้ออกมาหลังจากกฎหมายแบนถุงพลาสติกของเมื่อปีที่แล้วทั้งหมดนี้สอดคล้องกับกฎหมายหลักของประเทศ 'Energy Transition for Green Growth Act' ที่มุ่งให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศบุกเบิกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกระจายรูปแบบพลังงานและเพิ่มการใช้งานของแหล่งพลังงานหมุนเวียน

ทุกๆ ปีถ้วยพลาสติกกว่า 4.73 พันล้านถ้วยถูกใช้และทิ้งในฝรั่งเศสมีเพียง 1% ที่ถูกนำไปรีไซเคิลเป้าหมายของการแบนครั้งนี้ จึงเพื่อลดประมาณสร้างขยะพลาสติกและผลักดันให้คนหันมาผลิตผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ ภาชนะใช้แล้วทิ้งที่จะไม่ถูกแบนในครั้งนี้ต้องทำจากวัสดุที่ย่อยสลายได้อย่างน้อย 50% และภายในปี 2025 จะมีการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 60%

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุขกับการแบนครั้งนี้บริษัท Pack2Go บริษัทที่ผลิตแพคเกตจิงอาหารในยุโรปได้ออกมาแย้งการแบนครั้งนี้ว่า เป็นการละเมิดหลักการของการเคลื่อนย้ายเสรีของสินค้าภายในสหภาพยุโรป (European law on the free movement of goods)

การแบนนี้จึงถูกเลื่อนไปก่อนเป็นปี 2020 เนื่องจากมันจะทำให้ครอบครัวที่มีฐานะยากจากลำบาก เพราะพวกเขายังคงต้องใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งพวกนี้อยู่ โดยวัสดุแบบเป็นมิตรนั้นยังมีราคาแพงกว่าแบบปัจจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ถ้ามนุษย์ยังคงใช้ภาชนะที่ใช้แล้วทิ้งอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ภายในปี 2050 มีการคาดการณ์ว่าจะมีพลาสติกในท้องทะเลมากกว่าปลา เพราะทุกๆ ปีจะมีพลาสติก 8 ล้านตันลงสู่ทะเล ดังนั้นควรมีการจัดการที่เด็ดขาดเพื่อที่จะไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น

ประเทศไทยเองก็กำลังมีกฏหมายแบนถุงพลาสติกที่เริ่มในปีหน้าที่ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี

และเนื่องจากเราสร้างขยะพลาสติกลงทะเลมากสุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ปัจจุบันนี้ทำอะไรเพื่อแก้ไขปัญหานี้เพียงพอหรือยัง


https://www.dailynews.co.th/article/740057


*********************************************************************************************************************************************************


'ฝุ่นพิษ'พุ่งเพิ่มเป็น12เขต เกินมาตรฐานกระทบสุขภาพ

"ฝุ่นพิษ"pm2.5 พุ่งเพิ่มขึ้นเป็น 12 เขต 3 ชั่วโมงล่าสุดตรวจวัดได้ 32-81 มคก./ลบ.ม. ยังคงมีค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ



จากกรณีเมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 6 พ.ย. สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (pm2.5) ของสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ตรวจวัดได้ 34-78 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) พบว่าเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) จำนวน 11 พื้นที่ ได้แก่ 1.เขตปทุมวัน บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ 2.เขตสาทร สี่แยกหน้าสำนักงานเขตสาทร ซอยถนนเซนต์หลุยส์ 3.เขตบางคอแหลม บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก 4.เขตยานนาวา ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ 5.เขตธนบุรี ริมป้ายรถเมล์บริเวณแยกมไหศวรรย์ 6.เขตคลองสาน บริเวณหน้าห้องสมุดใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน 7.เขตบางกอกน้อย บริเวณหน้าสถานีตำรวจรถไฟบางกอกน้อย 8.เขตภาษีเจริญ หน้ามหาวิทยาลัยสยาม (ประมาณซอยเพชรเกษม 36) 9.เขตหลักสี่ ภายในสำนักงานเขตหลักสี่ 10.เขตบางพลัด ภายในสำนักงานเขตบางพลัด และ 11.เขตบางขุนเทียน ภายในสำนักงานเขตบางขุนเทียน?

ล่าสุดเมื่อเวลา?10.00-12.00 น. (3 ชั่วโมงล่าสุด)?สรุปผลการตรวจวัด PM2.5 ตรวจวัดได้ 32-81 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ย 51 มคก./ลบ.ม.?ค่า PM2.5 มีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงมีค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 12 เขต ได่แก่ เขตปทุมวัน เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกน้อย เขตภาษีเจริญ เขตบางพลัด เขตบางขุนเทียน เขตสาทร เขตบางซื่อ และเขตหลักสี่


https://www.dailynews.co.th/bangkok/740241

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


แก้ไม่จบ!! ขยะพลาสติกเกลื่อนโลก ชี้เหตุต้นทุนบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก "แพง-ทดแทนไม่ดีเท่า"


ขยะพลาสติกยาวสุดสายตา กินพื้นที่มากกว่า 3 ประเทศในยุโรป ลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก : เครดิตภาพ AFP PHOTO / CAROLINE POWER

ต้นทุนการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มพลาสติกที่จะนำไปสู่ทางเลือกอื่นๆ เพื่อให้สภาพแวดล้อมของโลกดีขึ้น ยังไม่คุ้มค่าต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง จึงเป็นสาเหตุให้ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์พบเจอแทบทุกพื้นที่ของโลกมากขึ้น

ในแต่ละหีบห่อพลาสติกมากกว่า 78 ล้านตันเกิดขึ้นทั่วโลกโดยภาคอุตสาหกรรม คิดเป็นมูลค่ากว่า198,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่กลับสู่กระบวนการรีไซเคิล ขณะที่ส่วนใหญ่ถูกทิ้งเป็นขยะ

การกระจายข่าวผ่านช่องทางการสื่อสารในประเด็นของปัญหาพลาสติกต่อแหล่งน้ำและมหาสมุทร สามารถเรียกร้องความสนใจของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้ค้าปลีกได้บ้าง ทำให้เกิดขั้นตอนการสอดส่องและจับตาขยะพลาสติก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานและการศึกษาต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าพร้อมหีบห่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน




ต้นทุนหาย กำไรหด บรรจุภัณฑ์เปลี่ยนยาก

ส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่มีความพยายามติดตามและจัดการกับขยะพลาสติกอันเนื่องมาจากการผลิตสินค้าของเขาเอง ออกมายอมรับว่า ความรับผิดชอบที่เพิ่มเติมนี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของตนเอง

ตัวอย่างเช่น บริษัทโคคา-โคลา ที่ผลิตหีบห่อพลาสติกราว 38,250 ตันต่อปี ในอังกฤษ ได้ประมาณการว่า บริษัทจำหน่ายขวดพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียว (Single-use plastic bottles) ทั่วโลกกว่า 110,000 ล้านขวด แม้ว่าบริษัทจะตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มการรีไซเคิลขวดพลาสติกของตนอีกเท่าตัว แต่ในการดำเนินการก็เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายอย่างมาก ซึ่งก็ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กว่า 60 ประเทศทั่วโลกเริ่มออกกฎหมายภาคบังคับ โดยพุ่งเป้าหมายลดการใช้ถุงพลาสติกและวัสดุที่ทำจากพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง โดยที่ เกาะวานัวตู ในมหาสมุทรแปซิกฟิก เริ่มเป็นประเทศแรกของโลกที่ห้ามการใช้ถุงพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหารจากโพลีสไตลีนทั้งเกาะแบบ 100%

แม้ว่าแนวโน้มทั่วโลกจะออกมาไม่แตกต่างกัน คือ ให้ผู้ประกอบการผลิตและค้าปลีก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก วางเป้าหมายในการลดปริมาณหีบห่อพลาสติกลง แต่ก็เป็นการวางเป้าหมายที่ยังไม่มีวิธีดำเนินการที่ชัดเจนรองรับ นั่นเองที่ทำให้บรรดานักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญวิตกว่าหากปราศจากแนวคิดที่ถูกต้องเหมาะสมในเชิงวิชาการ และปราศจากแนวทางการวิเคราะห์ Cost - Benefit Analysis ที่ชัดเจน การห้ามใช้พลาสติกแบบหักดิบจะกลายเป็นการผลักดันให้ผู้บริโภครับภาระต้นทุนนี้ และต้องจ่ายเงินในการซื้อสินค้าที่แพงขึ้นในที่สุด


ขยะพลาสติกจากหลากหลายแบรนด์ดัง


ไม่มีบรรจุภัณฑ์ทดแทนได้เทียบเท่า

แนวคิดในการมองว่า หีบห่อพลาสติกเป็นสิ่งเลวร้ายและต้องหาหีบห่ออย่างอื่นมาใช้แทน อาจจะพูดได้ง่าย แต่ทำไม่ง่ายหากนำมาดำเนินการจริงๆ เพราะจะต้องเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อและปรัชญาการทำธุรกิจให้ได้จริงก่อน เพราะจนถึงขณะนี้ ความเชื่อส่วนใหญ่ พลาสติก คือวัสดุสำคัญในการทำหีบห่อ และสามารถยืดหยุ่นและปรับตัวให้นำมาใช้งานได้ดี ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ดีที่สุด ใช้วัสดุในปริมาณและสัดส่วนน้อยกว่าวัสดุประเภทอื่น ใช้พลังงานต่ำกว่า อีกทั้งมีต้นทุนที่ถูกกว่า น้ำหนักเบา ปรับรูปทรงได้หลากหลายตามความต้องการซึ่งยังไม่มีวัสดุทดแทนอื่นใดที่ตอบโจทย์ได้เท่าเทียม

มีการเปรียบเทียบกันระหว่างขวดเครื่องดื่มพลาสติกกับขวดแก้ว ผลการศึกษาพบว่า ขวดแก้วมีต้นทุนสูงกว่าประมาณ 0.01 ดอลลาร์ต่อขวด และในการขนส่งขวดแก้วแทนพลาสติก ขวดแก้วมีนำหนักระหว่าง190 - 250 กรัม เทียบกับขวดพลาสติกที่มีน้ำหนักเพียง 18 กรัม ทำให้ค่าใช้จ่ายพลังงานระหว่างขนส่งเพิ่มขึ้น40% และการขนส่งที่รองรับน้ำหนักมากขึ้น ก็ไปสร้างมลภาวะจากคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งอีก 5 เท่าต่อขวด จนทำให้ผลการศึกษาของ Susan Selke, Director of the School of packaging ที่ Michigan State University ต้องสรุปว่าในหลายกรณีของการศึกษาชี้ว่าพลาสติกกลับมีผลที่แท้จริงต่อสิ่งแวดล้อมดีกว่าหีบห่อจากวัสดุอื่นๆ

นอกจากนั้นจากผลการศึกษาของ The American Chemistry Council กับบริษัทจัดทำบัญชีสิ่งแวดล้อมพบว่า ต้นทุนที่เกิดจากตัวสินค้า อาจจะสูงขึ้นถึง 5 เท่าตัว หากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเปลี่ยนไปใช้บรรจุภัณฑ์อื่นแทนพลาสติก อย่างเช่นแก้วหรืออลูมิเนียม และยิ่งรัฐบาลออกกฎหมายที่ลงโทษทางภาษีกับผู้ประกอบการที่สร้างคาร์บอนแล้ว ภาระภาษีทั้งหมดจะถูกส่งต่อและผลักภาระภาษีให้แก่ผู้บริโภคในที่สุด ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปว่า การยกเลิกการใช้พลาสติก ภายหลังจากที่ใช้มาเกือบ 70 ปีในการเป็นวัสดุทำหีบห่อผลิตภัณฑ์ จะทำให้เกิดภาระต้นทุนเพิ่ม และผลกระทบทางลบที่ไม่ได้คาดหมายอีกหลายประการ

อีกตัวอย่างหนึ่งจากผลการศึกษา คือ การหีบห่อเนื้อสัตว์โดยใช้ฟิล์มพลาสติกแบบมิดชิด และไม่ใส่สารกันเสียสามารถเก็บรักษาไว้ได้ 3-7 วัน แต่ถ้าหีบห่อด้วยพลาสติกหลายชั้นอาจจะเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 45 วันโดยไม่เสีย ซึ่งเท่ากับว่าหีบห่อพลาสติกลดต้นทุนความเสียหายจากการที่อาหารเสียและต้องทิ้งไปเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับไม่ใช้การหีบห่อด้วยพลาสติก และหากหีบห่อเป็นแบบสุญญากาศที่กันไม่ให้ออกซิเจนเข้าถึงได้ อาหาร ผักและผลไม้จะลดการเน่าเสียและขยายอายุการเก็บรักษาได้ถึง 45%

การที่สามารถยืดอายุการเก็บรักษาสินค้าประเภทผัก ผลไม้ และอาหารได้บนชั้นวางสินค้าเพียง 1 วัน ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 500 ล้านปอนด์ (การสำรวจข้อมูลในอังกฤษ) ขณะที่ต้นทุนจากการที่อาหารเน่าเสียทั่วโลกประมาณว่าตกราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ยิ่งถ้ามีการยกเลิกใช้พลาสติกโดยสิ้นเชิงย่อมจะยิ่งทำให้ต้นทุนของการเน่าเสียเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า


ไบโอพลาสติก ต้นทุนยังแพง ทดแทนไม่ดีเท่า


ไบโอพลาสติก แพงและทดแทนไม่ครอบคลุม

แนวคิดใหม่ของโลกเสนอแนะว่า แทนที่จะห้ามใช้ห่อพลาสติกเสียทั้งหมด ควรจะห้ามใช้พลาสติกคุณภาพคุณภาพต่ำและพัฒนาให้คุณภาพการใช้งานพลาสติกดีขึ้นด้วยการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ของพลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มดีกว่าเดิมจนไม่เกิดพลาสติกชนิดอายุสั้น แบบที่ใช้แล้วทิ้ง หรือเป็นกลุ่มพลาสติกแบบย่อยสลายเองได้ (biodegradable) ในอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกแทนซึ่งใช้โปรตีนจากพืชหรือแป้งมาพัฒนาเป็นวัสดุพื้นฐานประเภทไฮโดรคาร์บอนเพื่อสร้างเป็นพลาสติก หรือพวกโพลีแลกติก เอซิก คาดว่าในอนาคตต้นทุนของการผลิตอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกจะมีแนวโน้มถูกลงจากที่ในขณะนี้ยังแพงกว่า 3.5 เท่า

อุปสรรคสำคัญของการเติบโตและขยายตัวของอุตสาหกรรมไบโอพลาสติก คือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่พลาสติกจากการรีไซเคิลยังถูกกว่าพลาสติกที่ผลิตใหม่จากน้ำมันปิโตรเลียมโดยตรง อย่างเช่น 1 ตันขวด PET อาจจะมีต้นทุนถึง 1,000 ปอนด์ ในขณะที่ ขวด PET จากกระบวนการรีไซเคิลอาจจะมีราคาเพียง 158 ปอนด์ต่อตันเท่านั้น

นอกจากนั้น การใช้ขวด PET ที่เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกอย่างโพลีแลกติก ยังทำให้สภาพขวดอ่อนกว่าขวด PET เดิม และไม่เหมาะในการนำมาใช้จับด้วยมือและบิดจุกขวดเพื่อเปิดตอนใช้งาน และการที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มหันไปใช้วัสดุจากไบโอพลาสติกมากขึ้น เพื่อรองรับแนวคิดกรีน ก็อาจจะมีความเสี่ยงในการเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการ จากการใช้ผสมกับพลาสติกแบบเดิม ทำให้ต้นทุนการรีไซเคิลเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มในขั้นตอนการคัดแยก

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ พลาสติกจากไบโอพลาสติกอาจจะตอบโจทย์ในเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องเชื้อโรคจากการป้องกันสินค้าเน่าเสียง่ายไม่ได้ เพราะการใช้ไบโอพลาสติกจะทำให้พฤติกรรมของสังคมกลับไปสู่การทิ้งขยะเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรคเพิ่มขึ้น เพราะไบโอพลาสติกเป็นแบบใช้แล้วทิ้งไม่ได้ทำให้เกิดการใช้ซ้ำ

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศอย่างฟินแลนด์ เยอรมนี เดนมาร์กและออสเตรเลีย ทำโครงการในการรับฝากและใช้ซ้ำ หรือ ?Deposit & Reuse Scheme? ขวดพลาสติกสามารถนำมาคืนเพื่อแลกเป็นเงินสดได้ แต่พบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 5 เท่าของการใช้งานเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่งเป็นผลการศึกษาของ European Commission ที่สวนทางกับรายงานของ World Economic Forum ชี้ว่า มาตรการในการใช้ซ้ำเป็นนวัตกรรมที่ริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถลดต้นทุนการหีบห่อได้ไม่น้อยกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และอาจจะทำให้รายจ่ายของผู้บริโภคคนสุดท้ายลดลง

จากผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า สมมติฐานของนักวิชาการชั้นนำในโลกที่ยืนยันว่าโลกไม่อาจจะกำจัดพลาสติกจากการใช้งานหีบห่อได้ทุกอย่าง ยกเว้นกรณีถุงพลาสติก (ถุงก๊อบแก๊บ)ที่ใช้ใส่สินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ ควรจะพัฒนาสู่รูปแบบพลาสติกที่มีคุณภาพโดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เนื่องจากยังมีประเด็นอีกมาก หากไม่พิจารณาให้รอบคอบก็อาจจะเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจ

ซึ่งการศึกษาด้วย Cost-Benefit Analysis ในกรณีของหีบห่ออาหาร รวมทั้งฟิล์มพลาสติกที่ใช้ปิดสินค้า และเครื่องดื่มพบว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยรวมของการเปลี่ยนไปใช้พลาสติกย่อยสลาย ยังไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000106823

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ภาวะโลกร้อน" กรรมตามทัน ............... โดย โสภณ องค์การณ์


หมอกควันพิษในนิวเดลี ประเทศอินเดีย

มนุษย์เป็นผู้เปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดและความสะดวกสบายในชีวิต ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ทำลายธรรมชาติเพราะการพัฒนาและวิวัฒนาการทำให้ต้องแลกกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้โลกเริ่มไม่น่าอยู่

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น หรืออพยพไปอยู่ดวงดาวอื่นๆ อย่างในภาพยนตร์ตามจินตนาการของผู้สร้าง คนในโลกจำเป็นต้องอยู่ต่อไป ผู้รู้เรื่องความเป็นไปของสภาวะของโลกได้ออกมาเตือนด้วยเสียงเข้มกว่าเดิมทุกระยะว่า ภาวะโลกร้อนอยู่ในระดับวิกฤต

ภาวะโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ ดังเช่นปัญหาหมอกควันพิษในหลายเมือง ทั้งกรุงเทพฯ ปักกิ่ง และที่เป็นข่าวโด่งดังทุกวันนี้คือกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดียซึ่งเป็นภาวะยิ่งกว่าวิกฤตเพราะควันพิษคลุมเมืองในระดับเข้มถึง 999 เปอร์เซ็นต์

ระดับที่ยอมรับกันได้คือ PM 2.5 ต้องไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ และอินเดียมีประมาณ 22 เมืองที่มีปัญหาหมอกควันพิษ แต่นิวเดลีเกินหน้าไปหลายระดับ ช่วงหนึ่งรุนแรงระดับเทียบเท่ากับคนสูบบุหรี่มากถึง 44 มวนต่อวัน หรือเกิน 2 ซอง ซึ่งหนักมาก

มีประมาณ 30 เมืองในโลกที่มีปัญหาด้านหมอกควันพิษ อินเดียมีมากที่สุด ก่อนหน้านี้หลายเมืองในประเทศจีนมีปัญหาหนักจากการใช้ถ่านหินในภาคอุตสาหกรรม การจราจรที่หนาแน่น การหุงต้มโดยใช้ถ่าน แต่รัฐบาลมีมาตรการเข้มข้นเพื่อแก้ปัญหา

รัฐบาลมองว่าการปรับเปลี่ยนนิสัยของคน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จำเป็นต้องทำ

รัฐบาลจีนได้ให้เตาหุงต้มไฟฟ้าแก่ประชาชน ลดละเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม จัดระเบียบการใช้ถนนเพื่อลดอากาศเป็นพิษ แต่ยังไม่ทำให้สำเร็จได้เต็มที่เพราะจำนวนยานพาหนะในแต่ละเมืองของจีนเพิ่มขึ้นมากทุกปี

ชีวิตความเป็นอยู่ที่เริ่มพ้นสภาพจากความยากจนเป็นการใช้ทรัพยากรและสร้างปัญหาให้ธรรมชาติจนเกินระดับที่จะรับได้ จีนก็ไม่พ้นจากกฎเกณฑ์นี้

แต่อินเดียยังต้องใช้เวลาอีกมาก และมาตรการต่างๆ ต้องใช้การลงทุนสูงเพื่อปรับเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานอุตสาหกรรม การใช้ยานพาหนะ และเกษตรกรรม

ไม่กี่วันก่อนความรุนแรงของหมอกควันทำให้เครื่องบินหลายลำต้องไปลงสนามบินอื่นเนื่องจากนักบินไม่สามารถมองเห็นทางวิ่งได้ชัด รัฐบาลต้องเร่งแจกหน้ากากกว่า 5 ล้านใบเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมีปัญหาทางเดินหายใจ แต่ก็ไม่เพียงพอ

นิวเดลีมีประชากร 18 ล้านคน อยู่ในภาวะจำยอม ส่วนหนึ่งต้องทุกข์กับการแสบตา จมูก ลำคอ ไอ ระบบทางเดินหายใจและสุขภาพโดยรวม และปวดศีรษะต่อเนื่อง

ภาพปรากฏบนทีวีเห็นว่าชาวอินเดียส่วนมากยังสัญจรไปมาบนท้องถนนโดยไม่ใช้หน้ากาก อาจเป็นเพราะหายาก มีราคาแพง หรือคุ้นเคยกับภาวะหมอกจนทนได้ แม้แต่ทัชมาฮาลในเมืองอัคระ อาคารกลายเป็นสีเหลืองเพราะควันโรงงานอุตสาหกรรม

สาเหตุหลักของหมอกควันพิษในนิวเดลีเป็นเพราะโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะทุกประเภทที่แน่นถนน และการเผาซากพืชในพื้นที่เกษตรกรรม เหมือนประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทางการไม่สามารถควบคุมได้สำเร็จ

องค์การอนามัยโลกมีรายงานว่าจำนวนคนเสียชีวิตมีประมาณ 4.2 ล้านรายในแต่ละปีจากปัญหาที่ต้องเผชิญกับหมอกควันพิษ ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจวาย หัวล้มเหลว เบาหวาน มะเร็งปอด และโรคปอดเรื้อรัง เป็นการเจ็บป่วยสิ้นเปลืองเงินมาก

ชาวอินเดียได้เดินขบวนเรียกร้องให้จัดการปัญหา แต่ชาวกรุงเดลียังไม่ยอมรับว่าสภาพหมอกควันพิษเป็นต้นตอของปัญหา มีกวีชื่อ นาฟคีรัต โสธิ บอกว่า ?สุดท้ายกรรมตามทันเสมอ? เพราะเป็นการกระทำของมนุษย์เอง ทำอะไร ก็ต้องรับสิ่งนั้น

ชีวิตของชาวเมืองส่วนหนึ่งยังคงใช้การเผาไหม้ของฟืนและวัตถุอื่นๆ เพื่อประกอบอาหาร เป็นการใช้วิถีชีวิตตามปกติเพราะจำนวนคนยากจนและรายได้น้อยยังมีมาก

นักวิทยาศาสตร์ชี้ชัดแล้วว่าภาวะโลกร้อนเป็นต้นเหตุของความแปรปรวนของอากาศในโลก เช่นความรุนแรงของพายุ เหตุเอลนีโญ ลานีญา และระดับน้ำทะเลสูงจากการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ ธารน้ำแข็งบนภูเขาละลายอย่างต่อเนื่อง

ข้อสรุปของปัญหาโลกร้อนคือ การใช้ชีวิตแบบตอบสนองความต้องการความสุขซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมั่งคั่ง สมบูรณ์พูนสุข ซึ่งเอาจากธรรมชาติ เอาวัสดุจากธรรมชาติมาเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างอาคาร และระบบต่างๆ เปลี่ยนสภาพแวดล้อม

โรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์พัฒนาเพื่อความสุขสบายของตนเอง นักวิทยาศาสตร์ได้ยก 6 ประเด็นเพื่อดำเนินการ ถ้ามนุษยชาติต้องการป้องกันตัวเองจากหายนะในอนาคต ซึ่งเกิดจากการกระทำของตนเอง ถ้าล้มเหลวจะอยู่รอดยาก

เป็นการล่มสลายของระบบการดำเนินชีวิตของมนุษยชาตินั่นเลย!

นั่นคือความจำเป็นต้องยกเลิกการใช้พลังงานจากฟอสซิล ลดการระบายความร้อนและของเสียจากพาหนะซึ่งใช้ก๊าซมีเทน ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศน์ สร้างระบบเศรษฐกิจโดยการปลอดสารคาร์บอน ไม่เพิ่มประชากรมากเกิน

นั่นทำได้โดยระบบวางแผนครอบครัว ให้ความรู้แก่สตรีในการคุมกำเนิด การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนจะต้องไม่มองว่าเป็นการเสียสละความสุข แต่เป็นความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้สภาพเลวร้ายกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งบอกว่า การเปลี่ยนแปลง ปรับสภาพต้องเริ่มในทุกเรื่อง เช่นการติดขัดของจราจรในเมือง ปัญหาบนท้องถนน และอากาศสกปรก ถ้าจะให้ดีขึ้น


https://mgronline.com/daily/detail/9620000106664

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกว่าหมื่นคนประกาศ "ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ"



บรรดานักวิทยาศาสตร์จาก 153 ประเทศทั่วโลก จำนวนกว่า 11,000 คน ร่วมกันลงนามสนับสนุนรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกฉบับล่าสุด รวมทั้งออกแถลงการณ์ประกาศ "ภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ" (Climate emergency)

เหล่านักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสาขาวิชาชี้ว่า มนุษยชาติจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากชนิดที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน และไม่สามารถหลีกเลี่ยงชะตากรรมนี้ได้ หากผู้คนไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สร้างก๊าซเรือนกระจก หรือละเลิกกิจกรรมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างถอนรากถอนโคนแบบถาวร

รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกฉบับดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Bioscience เป็นที่มาของการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศในครั้งนี้ โดยรายงานได้รวบรวมข้อมูลการวิจัยที่ยาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งครอบคลุมตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างขวางและหลากหลาย ตั้งแต่อัตราการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล, ปริมาณการบริโภคเนื้อ, อัตราการเจริญพันธุ์และการเติบโตของประชากรโลก, อัตราการแผ้วถางป่าและตัดไม้ทำลายป่า, ระดับอุณหภูมิพื้นผิวโลก อัตราการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ ไปจนถึงตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างสุดขั้ว

ดร. โทมัส นิวซัม นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย หนึ่งในแกนนำของกลุ่มผู้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศบอกว่า "นักวิทยาศาสตร์มีความรับผิดชอบทางศีลธรรม ในแง่ที่จะต้องเป็นผู้ออกมากระตุ้นเตือนให้มนุษยชาติตระหนักถึงภัยอันใหญ่หลวง"


ข้อมูลล่าสุดเผยว่า เดือนที่แล้วเป็นเดือนตุลาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา

"จากข้อมูลที่เรามีอยู่นั้น ชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ หากมนุษย์ไม่เร่งแก้ไข มีความเป็นไปได้สูงว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรุนแรงกว่าที่เคยพบเจอกันมาอย่างมาก เช่นบางพื้นที่ของโลกอาจไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป" ดร. นิวซัมกล่าว

รายงานฉบับนี้มีจุดประสงค์ในการนำเสนอข้อมูลที่เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ และสาธารณชน ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ที่ภัยด้านสิ่งแวดล้อมกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วทุกขณะ แต่กลับถูกปล่อยปละละเลยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมานานหลายสิบปี



โลกต้องหยุดยั้งการทำลายป่าไม้ หากประเทศต่าง ๆ จริงจังกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมากพอ

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้ระบุในรายงานข้างต้นด้วยว่า มีมาตรการ 6 ด้านที่ผู้คนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เพื่อชะลอและหยุดยั้งผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

1) ด้านพลังงาน ควรใช้นโยบายอนุรักษ์แหล่งพลังงานและประหยัดพลังงานในระดับมหภาค ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หันมาใช้พลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันหรือนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล คิดค่าการปล่อยคาร์บอนให้สูงพอที่ธุรกิจต่าง ๆ จะหลีกเลี่ยงการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

2) ด้านสารก่อมลพิษระยะสั้น ควรลดการใช้และปล่อยมีเทน, สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน, รวมทั้งเขม่าควันต่าง ๆ เนื่องจากอาจจะช่วยลดความรุนแรงของภาวะโลกร้อนในช่วง 20-30 ปีข้างหน้าลงได้ถึง 50%

3) ด้านธรรมชาติ ควรหยุดยั้งการแผ้วถางพื้นที่ป่า อนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศเช่นป่าไม้ ทุ่งหญ้า หรือป่าโกงกาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก

4) ด้านอาหาร ควรบริโภคพืชผักให้มากขึ้นและลดผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ลง ซึ่งจะช่วยตัดลดการปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ รวมทั้งลดการแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อเลี้ยงปศุสัตว์ด้วย


รายงานระบุว่า ปัญหาการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจะต้องได้รับการแก้ไขด้วย

5) ด้านเศรษฐกิจ ควรยกเลิกแผนการที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก เปลี่ยนทิศทางนโยบายที่มุ่งแสวงหาแต่ความมั่งคั่งและเพิ่มตัวเลขจีดีพีด้วยการทำลายทรัพยากร มาเป็นนโยบายที่คำนึงถึงความยั่งยืนของ "ชีวมณฑล" ในระยะยาวแทน

6) ด้านประชากร ควรจำกัดจำนวนประชากรโลกให้อยู่ในระดับคงที่และเหมาะสม โดยใช้วิธีการที่มีความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากในปัจจุบันมีประชากรเกิดใหม่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 2 แสนคนต่อวัน


https://www.bbc.com/thai/international-50315620

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:15


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger