เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 14-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 15 - 18 พ.ค. ประเทศไทยจะมีฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 19 ? 20 พ.ค.ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น


ข้อควรระวัง

ในวันที่ 14 พ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในขณะที่มีฝนฟ้าคะนอง
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-05-14_DFTH1_1200.jpg (35.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg latest140518.jpg (31.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-05-14_TopChart_07.jpg (127.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg eq140518.jpg (52.4 KB, 0 views)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 14-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์

สานต่อ ?รักนะ..ระนอง ครั้งที่ 2? ร่วมปลูกป่าชายเลน-วางทุ่นกันแนวปะการัง ผลักดันระนองสู่มรดกโลก



จังหวัดระนอง ร่วมกับหอการค้าจังหวัดและพันธมิตรจากหลายแขนง ร่วมแถลงข่าวเปิดโครงการ ?รักนะ..ระนอง? เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดระนองและเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดระนอง



เมื่อวันที่ 8 - 9 พ.ค. ที่ผ่านมา นายจตุพจน์ ปิยัมปรุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ร่วมกับนายธีระพล ชลิศราพงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง, ดร.พงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานสหกิจสัมพันธ์ และนายอภิชิต วรกิจ ประธานกลุ่ม Young Entrepreneur Chamber of Commerce (YEC) ร่วมเปิดงาน โครงการ ?รักนะ..ระนอง? ครั้งที่ 2 รวมทั้งจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และผูกทุ่นรักษาแนวประการัง

โดยได้ความร่วมมือจากทางมูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ สายการบินนกแอร์ สมาพันธ์รัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ภาคเอกชน จังหวัดระนอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานชุมพร-ระนอง สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระนอง หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 มาร่วมกันปลูกป่าโกงกาง ตามโครงการ ?รักนะ...ระนอง ปลูกป่าชายเลน สู่มรดกโลก? ที่บริเวณหมู่ที่ 5 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ระนอง เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา

ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า จังหวัดระนองโดยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดระนอง ซึ่งจะผลักดันป่าชายเลนให้เป็นมรดกโลก และส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้แก่ชุมชน โดยการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม พัฒนาป่าชายเลน อนุรักษ์ปะการัง จึงได้ปลูกป่าโกงกางจำนวน 8,500 ต้น บนพื้นที่กว่า 34 ไร่ ซึ่งในครั้งนี้กำหนดให้ปลูกบนพื้นที่ 12 ไร่



และในวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้ร่วมกันทำ ?กิจกรรมผูกทุ่นทางทะเล เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและรักษาแนวปะการัง สานสัมพันธ์ประชาสังคมจังหวัดระนอง? สานต่อโครงการ ?รักนะ..ระนอง? ครั้งที่ 2 ณ เกาะพยาม ต.เกาะพยาม อ.เมือง จ.ระนอง โดยได้ทำการติดตั้งทุ่นผูกเรือบริเวแนวปะการัง จำนวน 25 ทุ่น รวมถึงได้ความร่วมมือเพิ่มเติมจากกลุ่มจิตอาสาจากชมรมนักดำน้ำจังหวัดระนองในการดำน้ำลงไปติดตั้งทุ่นใต้ทะเล



สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ กอง บก.ข่าวท่องเที่ยว แฟกซ์ 0-2629-4467 อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook :Travel @ Manager
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 14-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก GreenNews



?ฮาวาย? เขียนประวัติศาสตร์โลก สั่งแบน ?ครีมกันแดด? ผสมสารเคมีเด็ดขาด! เป็นแห่งแรก

?ฮาวาย? กำลังจะกลายเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่สั่งแบน ?ผลิตภัณฑ์กันแดด? ที่มีส่วนผสมของออกซิเบนโซน (Oxybenzone) และออกติโนเซท (Octinoxate) อย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2021 เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นแห่งแรกของโลกด้วยเช่นกัน

มาตรการดังกล่าว เกิดขึ้นหลังงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เพียงแค่หยดเดียวจากผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีส่วนผสมของสารเคมีข้างต้น เป็นภัยต่อระบบนิเวศใต้ท้องทะเลและต่อมนุษย์

วันที่ 3 พ.ค.2017 รัฐฮาวายได้ผ่านร่างกฎหมายห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทากันแดดที่มีส่วนผสมของสารออกซิเบนโซนและออกติโนเซท หลังพบว่าสารเคมีดังกล่าวมีส่วนทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวจนไม่อาจขยายพันธุ์ได้ รวมถึงเป็นอันตรายต่อระบบการสืบพันธุ์ของสัตว์น้ำ ก่อให้เกิดโรคระบบสืบพันธุ์ในปลาตัวผู้และนำมาสู่เซลล์ตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่ผิดรูป

ปัจจุบัน สารเคมีทั้งสองชนิดมักถูกพบเป็นส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์ทากันแดดประเภท Synthetic sunscreens หรือ Chemical sunscreens ที่มีมากถึง 3,500 ยี่ห้อทั่วโลก โดยหลักการทำงานของผลิตภัณฑ์กันแดดดังกล่าวคือ เมื่อรังสี UV กระทบมาที่ผิวมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะทำหน้าที่ดูดซึมและกักเก็บรังสี UV ไม่ให้ผ่านเข้าไปทำร้ายผิวหนัง จากนั้นจึงคายออกมาในรูปแบบของความร้อน

รายงานวิจัยยังคาดการณ์อีกว่า ในแต่ละปีผลิตภัณฑ์กันแดดที่ถูกชะล้างจากมนุษย์และตกค้างลงท้องทะเลทั่วโลกมากถึง 1.4 หมื่นตัน ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เคร็ก ดาวน์ (Craig Down) กรรมการบริหาร Haereticus Environmental Lab และนักนิเวศน์พิษวิทยา (ecotoxicologist) ทำการสำรวจตัวอย่างน้ำทะเลบริเวณอ่าวฮานัวมา เบย์ (Hanauma Bay) ตั้งอยู่ในโฮโนลูลู รัฐฮาวาย พบความเข้มข้นของสารออกซิเบนโซนปะปนกับน้ำทะเลเฉลี่ยอยู่ที่ 4,661 นาโนกรัม/ลิตร และวัดได้สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 2.9 หมื่นนาโนกรัม/ลิตร

?ในน้ำทะเล 1 ลิตร ถ้ามีออกซิเบนโซนเกิน 50 นาโนกรัม/ลิตร ก็เร่งหรือกระตุ้นให้ระบบภายในของสิ่งมีชีวิตในทะเลเป็นพิษได้ เช่น ปะการัง สาหร่ายทะเล หรือสัตว์น้ำที่กินสาหร่ายเป็นอาหาร และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมปลาจึงลดลง? ดาวน์อธิบาย

ไม่ใช่แค่ระบบนิเวศในท้องทะเลเท่านั้นที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีดังกล่าว แต่ยังรวมถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสารเคมีออกซิเบนโซนต่อมนุษย์อย่างเรา กล่าวคือก่อให้เกิดโรคทางผิวหนังอย่างอาการแพ้สารร่วมกับแสง (photo allergic contact dermatitis) รวมถึงลดความสามารถในการเจริญเติบโตของตัวอสุจิและความสามารถในการอยู่รอดของตัวอสุจิได้อีกด้วย

กล่าวได้ว่ามูลค่าที่จ่ายเพื่อครีมกันแดดหนึ่งหลอดนั้นมีมูลค่าสูงกว่าที่จ่ายตามจริงทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและต่อตัวเราเอง

หากการแบนผลิตภัณฑ์กันแดดในรัฐฮาวายถูกนำมาปฏิบัติได้จริงจะถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มาตรการดังกล่าวถูกผลักให้ออกมาเป็นรูปแบบทางกฎหมายของรัฐอย่างจริงจัง หลังจากก่อนหน้านี้เป็นเพียงกฎระเบียบสำหรับแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งเท่านั้น เช่น eco?parks ในประเทศเม็กซิโกที่ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวใช้ครีมกันแดดที่มีสารออกซิเบนโซน

อย่างไรก็ดี ความพยายามเพื่อปกป้องและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางทะเลของฮาวายในครั้งนี้ ทางรัฐคาดหวังว่าจะหลีกเลี่ยงหรือลดจำนวนแนวปะการังที่ถูกทำลายเพื่อให้โอกาสปะการังได้ฟื้นฟูตัวเองรวมถึงระบบนิเวศต่างๆ ในท้องทะเล ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญและสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของรัฐฮาวาย

แต่สำหรับสาวๆ ที่ครีมกันแดดยังคงเป็นไอเทมสำคัญในแง่การปกป้องผิวหน้าจากแดดและฝุ่นควัน วิธีหลีกเลี่ยงหรือบริโภคโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม อาจเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีสารออกซิเบนโซน (Oxybenzone) และออกติโนเซท (Octinoxate) หรือมองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรกับร่างกายและสิ่งแวดล้อมแทน
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 14-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก GreenNews



?สิงคโปร์? ออกกฎหมายรีดภาษีผู้ผลิต ?คาร์บอน? ชาติแรกในอาเซียน-กรุยทางสู่ ?พลังงานสะอาด?

20 มีนาคมที่ผ่านมา (2561) ?สิงคโปร์? ประกาศใช้กฎหมายภาษีคาร์บอน (The Carbon Pricing Bill) เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมีผลบังคับใช้จริงภายในปี 2019 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ก่อมลภาวะยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทพลังงานทั้งในประเทศและบรรษัทข้ามชาติอีก 30-40 แห่ง ท่ามกลางคัดค้านว่านโยบายนี้ ใครได้ใครเสีย?

ข้อมูลของทบวงพลังงานโลก (IEA) ในปี 2015 ระบุว่า ต่อ GDP 1 ดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์จะปล่อยคาร์บอนได้ออไซด์เป็นอันดับ 123 จากทั้งหมด 142 ประเทศ (CO2 emissions/dollar GDP) แต่หากเทียบการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รายหัว (emissions/capitaX) จะอยู่ที่อันดับ 26 ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มาก หากเทียบเคียงกับประเทศขนาดเล็กด้วยกัน

เพื่อดำเนินตามข้อตกลงปารีสอย่างจริงจัง และเพื่อจูงใจให้กลุ่มธุรกิจคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลสิงคโปร์ในฐานะเมืองท่าขนส่งน้ำมันและสินค้าทางทะเล จึงประกาศว่าภายในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 36% จากปริมาณการปลดปล่อยในปี 2005

และนั่นคือที่มาของกฎหมายภาษีคาร์บอนที่ได้เปิดให้มีการอภิปราย และรับความเห็นทั้งจากนักวิชาการและกลุ่มเอกชนในปีที่แล้ว

รายละเอียดของกฎหมายฉบับนี้ บังคับใช้กับบริษัทที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 6 ชนิด ตั้งแต่ 2.5 หมื่นตันขึ้นไป ในอัตรา 5 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 125 บาท) ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 ตัน และจะประเมินตัวเลขนี้ใหม่เพื่อขึ้นภาษีอีกครั้งในปี 2030 คาดว่าอาจเพิ่มระหว่าง 10-15 เหรียญสิงคโปร์ต่อตัน

สำหรับการจัดเก็บภาษีในครั้งนี้จะใช้รูปแบบ Fixed-price credit-based Mechanism โดยให้ผู้ประกอบการซื้อ carbon credit จากองค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์ (National Environment Agency) ในราคาคงที่ (ยังไม่ระบุว่าเท่าใด แต่จะประกาศอีกครั้งเมื่อกฎหมายใกล้บังคับใช้จริง) เพื่อมาจ่ายภาษีคาร์บอนแทนการเป็นเงินสด

ทันทีที่มีความชัดเจนเรื่องการบังคับใช้มาตรการภาษี ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO และภาคธุรกิจอย่าง Exxon Mobil ซึ่งดำเนินการโรงกลั่นในสิงคโปร์ และบริษัท Shell ต่างแสดงจุดยืนสนับสนุนการเก็บภาษีคาร์บอนในครั้งนี้ แต่ย้ำว่านโยบายดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม และทำให้บริษัทแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ Lee Bee Wah สมาชิกรัฐสภากังวลว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบ หนีไม่พ้นประชาชนหรือภาคครัวเรือน เพราะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

?แม้มูลค่าการจับเก็บภาษีจะไม่ได้มาก แต่มันย่อมกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น ข้อกังวลทั่วไปก็คือ มันจะกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างไร เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่ากลุ่มธุรกิจจะไม่ค้ากำไรเกินควรจากมาตรการนี้?? Lee Bee Wah กล่าว

เพื่อให้มาตรการนี้ใช้ได้จริงและไม่ทำให้กลุ่มธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเกินไปนัก Rahayu Mahzam สมาชิกรัฐสภาอีกคน เสนอว่า รัฐควรค่อยๆ ดำเนินมาตรการเก็บภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือเก็บภาษีแต่น้อยแล้วค่อยปรับเพิ่มขึ้น

เขา เสนอว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่การเก็บภาษี แต่หมายถึงโครงสร้าง ระบบสนับสนุนจากรัฐ เทคโนโลยีที่จะมาแทนที่ของเดิม และระบบตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายจริง

Thanaletchimi สมาชิกรัฐสภาอีกคนร่วมให้ความเห็นว่า ในฐานะที่สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ และต้องพึ่งพากลุ่มธุรกิจต่างชาติ รัฐบาลจะให้ความมั่นใจต่อกลุ่มธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างไรว่านโยบายดังกล่างจะยังทำให้มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจจะยังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิม

เพื่อตอบคำถามข้างต้น Masagos Zulkifli รมว.สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ สิงคโปร์ ยืนยันว่าผลกระทบต่อผู้บริโภครายย่อยจะมีเพียงเล็กน้อย ประเมินว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเพียง 1% ของค่าไฟฟ้าและแก๊สหุงต้ม พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานกับกลุ่มผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างไรและมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งจะทำงานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

?กฎหมายดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญของสิงคโปร์ ไม่ใช่แค่สนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจปรับปรุงการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของตัวเอง แต่จะเป็นการเตรียมพร้อมสร้างโอกาสทางการแข่งขันด้านพลังงานสะอาด? Zulkifli ระบุ
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 14-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาติธุรกิจ

ฮาวายสั่งอพยพอีก หลังเจอรอยแยกใหม่จากภูเขาไฟปะทุพ่นลาวาเดือด เสียงดังสนั่น!


REUTERS/Terray Sylvester

เมื่อ 14 พ.ค. เอพีรายงานว่า ทางการรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เตือนภัยและให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยจากภูเขาไฟกิลาอัวระเบิด อพยพเพิ่มเติม หลังปรากฏรอยแยกใหม่จากภูเขาไฟปะทุ พ่นลาวาเดือด เสียงดังสนั่นได้ยินไปไกลในระยะกิโลเมตรครึ่ง เป็นรอยแยกที่ 18 แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 พ.ค.

รอยปริแยกของแผ่นดินปรากฏตลอดแนวถนนฝั่งตะวันตกของทางหลวงหลักบนเกาะใหญ่ของฮาวาย หรือบิ๊ก ไอส์แลนด์ ชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงสองแห่งได้รับคำเตือนให้อพยพไปยังศูนย์ชุมชนที่รับทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ขณะที่ยอดผู้อพยพสูงใกล้ 2,000 คนแล้ว

รอยปริแยก และแผ่นดินที่บิดผิดรูปทรง รวมถึงแก๊สจากภูเขาไฟกิลาอัวยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องทางฝั่งตะวันออกของภูเขาไฟ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ภูเขาไฟอาจพ่นหินขนาดใหญ่เท่าตู้เย็นออกมาจากปากปล่องในเวลาอันใกล้นี้

วันเดียวกัน ฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า คณะผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา แสดงความคิดเห็นเป็นกังวลว่าภูเขาไฟที่ยังมีพลังซึ่งเรียงต่อกัน 13 ลูกบนชายฝั่งตะวันตก จากรัฐวอชิงตันยาวไปถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย อาจถูกกระตุ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟกิลาอัวในรัฐฮาวาย

กลุ่มภูเขาไฟดังกล่าวมีการปะทุทุกๆ 100 ปี ในจำนวนนี้ 6 ลูกปะทุในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการปะทุของภูเขาไฟแลซเซนครั้งล่าสุดเมื่อปี 2458

*******************************************************

หวั่นกุ้งขาดผู้ส่งออกตะลุยซื้อ 1 หมื่นตัน



แก้ปมราคากุ้งยืดเยื้อ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยตกลงรับซื้อกุ้ง 1 หมื่นตัน 2 เดือน เผยสาเหตุทุกฝ่ายเข้าอุ้ม ผวากุ้งขาดตลาดช่วง ก.ค.-ก.ย.จากผู้เลี้ยงกลัวขาดทุนไม่ลงเลี้ยงกุ้ง

จากปัญหาราคากุ้งทะเลตกต่ำทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา จากผลผลิตกุ้งโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนอย่างมากต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ร่วมกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อหาแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยที่จะดำเนินการตามโครงการ ?ประชารัฐรักษาเสถียรภาพราคากุ้งปี 2561? โดยช่วยรับซื้อวัตถุดิบกุ้งหน้าฟาร์มกับเกษตรกรในราคานำตลาดเป็นเวลา2 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ? 31 ก.ค. 2561 โดยตั้งเป้ารับซื้อปริมาณ 5,000 ตัน/เดือน รวมปริมาณทั้งสิ้น 10,000 ตัน โดยจะรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ขายกุ้งภายในวันที่ 14-18 พ.ค.นี้ และเงื่อนไขรับซื้อทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ก่อนรับซื้อในเดือนหน้า ซึ่งกรมมั่นใจว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้ดีขึ้น และช่วยพยุงราคากุ้งได้

ก่อนหน้านี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ได้ปรับลดราคาลูกกุ้งขาวแวนนาไม จากตัวละ 19 สตางค์ เหลือ16 สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.- 30 มิ.ย. 2561 และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ประกาศให้สมาชิกของสมาคม ปรับลดราคาอาหารกุ้งลง 25 บาทต่อกระสอบ ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค. ? 30 มิ.ย. 2561

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ราคากุ้งตกต่ำต่อเนื่องครั้งนี้ยังไม่วิกฤตเป็นการล้นชั่วคราว ซึ่งเดือนหน้ากุ้งอินเดียที่มีผลผลิตส่งออกสูงถึง 6.7 แสนตันในปีที่ผ่านมาจะออกสู่ตลาดจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเข้ามาช่วยซื้อหน้าฟาร์มเกษตรกรชั่วคราวเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อมิให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมกุ้งไทยล้มทั้งระบบ เพราะหากล้มลงไป โรงงานเองก็เดือดร้อนเพราะมีคนงานอยู่มหาศาล การที่จะย้ายโรงงานมูลค่ารายละ 1,000-1,200 ล้านบาทไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และเรื่องไหนค้าขายได้ เอกชนก็พร้อมช่วย 100%

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ?ประชาชาติธุรกิจ? ว่า ปัญหากุ้งล้นชั่วคราว ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำอยู่ได้ แต่หากไม่ช่วยกันอาจเกิดปัญหากุ้งขาดตลาดในเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ได้ เพราะเกษตรกรที่ขาดทุนจะไม่ลงเลี้ยงกุ้ง และจะส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานกุ้งได้ ซึ่งจากปัญหานี้คาดว่าครึ่งปีแรกนี้ไทยจะส่งออกกุ้งได้ 1.2-1.3 แสนตัน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา



?ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งอินเดียสูงกว่าไทย ช่วงนี้เกษตรกรอินเดียขายกุ้งขาดทุน เพราะช่วงต้นปีนี้ราคาลูกกุ้งแพงกว่าไทย ตกตัวละ 25 สตางค์ มีต้นทุนไม่ต่ำกว่า 20 บาทต่อกุ้งที่ขาย 1 กก. ต้นทุนไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 15 บาท/กก. และอินเดียยังมีปัญหาเรื่องน้ำในการเลี้ยง จึงต้องเลี้ยงไม่เกิน 60 ตัว/ตารางเมตร ขณะที่ไทย 80-100 ตัว/ตารางเมตร และน้ำแข็งไม่เพียงพอซึ่งส่งผลถึงความสดของกุ้ง?

รายงานข่าวระบุว่า แม้ขณะนี้ราคากุ้งอินเดียจะต่ำกว่าไทย กก.ละ 30-40 บาท แต่ในที่ประชุมยังไม่ได้หารือข้อสรุปในเรื่องที่สมาคมผู้ผลิตอาหารแช่เยือกแข็งขออนุญาตนำเข้ากุ้งจากอินเดียก่อนหน้านี้ เพราะมุ่งเน้นจะแก้ไขปัญหาราคากุ้งซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าก่อน
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:05


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger