เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ตอนล่าง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 15 - 18 พ.ค. ประเทศไทยจะมีฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 19 ? 20 พ.ค.ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น


ข้อควรระวัง

ในวันที่ 19-21 พ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในขณะที่มีฝนฟ้าคะนอง
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-05-15_DFTH1_1200.jpg (63.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg latest150518.jpg (28.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-05-15_TopChart_13.jpg (120.1 KB, 0 views)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 15-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก GreenNews

องค์การอนามัยโลก พบ 9 ใน 10 คน กำลังหายใจด้วย ?อากาศพิษ?



คนกรุงมีโอกาสได้รู้จักกับปัญหามลพิษมากยิ่งขึ้น เมื่อวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เข้าปกคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 และทอดเวลายาวนานนับเดือน

แม้ว่าหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ดูคลี่คลายลง แต่นั่นก็เพราะฟ้าฝนที่ตกลงมาอย่างเป็นใจ หาใช่เป็นเพราะเราช่วยกันลดการสร้างมลพิษลงไม่

แม้ว่าขณะนี้เครื่องวัดค่าคุณภาพอากาศจะไม่แสดงผลวิกฤตสีแดงแล้ว และผู้คนก็เริ่มจะคลายความหวาดวิตกลง หากแต่บทความล่าสุดจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา กลับชี้ชัดว่าหลายพื้นที่ทั่วโลกยังต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศในระดับอันตราย

9 ใน 10 คน หายใจด้วยอากาศมลพิษสูง

ตัวเลขที่น่าตกใจก็คือ 9 ใน 10 คน ของคนทั่วโลก กำลังหายใจด้วยอากาศที่แฝงมลพิษระดับสูง ขณะที่ประมาณการล่าสุดของผู้เสียชีวิตเพราะมลพิษทางอากาศ ได้ไต่ระดับขึ้นมาเป็น 7 ล้านคนต่อปี

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr.Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ระบุว่า แม้มลพิษทางอากาศจะเป็นภัยต่อเราทุกคน แต่ในหมู่คนยากจนและคนชายขอบคือผู้ที่จะต้องแบกภาระหนัก

?สิ่งที่ยอมรับไม่ได้ คือผู้คนกว่า 3,000 ล้านคน ซึ่งโดยส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็ก กำลังหายใจเอาอากาศเป็นพิษเข้าไปทุกวัน จากการใช้เตาเผาและเชื้อเพลิงที่สกปรกภายในบ้าน หากเราไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ก็จะไม่มีทางเข้าใกล้กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน? เขา ระบุ

ทั้งนี้ ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ WHO ประมาณการว่ามีราว 7 ล้านคนต่อปี เกิดจากการรับอนุภาคขนาดเล็กที่ปนเปื้อนในอากาศ ซึ่งสามารถเจาะลึกเข้าไปในปอด ระบบหัวใจและหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุของโรคภัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สโตรก โรคหัวใจ มะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การติดเชื้อทางเดินหายใจ ไปจนถึงโรคปอดบวม

?เชื้อเพลิงครัวเรือน? วายร้ายที่ถูกมองข้าม

ในปี 2559 เฉพาะมลภาวะอากาศภายนอกบ้านเพียงอย่างเดียว เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตกว่า 4.2 ล้านคน ขณะที่มลพิษทางอากาศภายในบ้าน ซึ่งจะมาจากการทำอาหารด้วยเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสกปรก ได้คร่าคนกว่า 3.8 ล้านคน ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

อีกข้อมูลถัดมาคือ กว่า 90% ของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ มักเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง-ต่ำ ส่วนใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา ตามมาด้วยประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ยุโรป และอเมริกา ตามลำดับ

นั่นอาจเป็นเพราะผู้คนกว่า 3,000 ล้านคน หรือมากกว่า 40% ของประชากรโลก ยังไม่สามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสะอาดเพื่อใช้ทำอาหารในครัวเรือน ซึ่งนี่เป็นแหล่งมลพิษหลักที่เกิดขึ้นภายในบ้าน



จากการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศภายในครัวเรือนเป็นเวลากว่าทศวรรษ WHO พบว่าแม้การเข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงเทคโนโลยีสะอาดจะมีอัตราเพิ่มขึ้นในทุกที่ แต่นั่นก็ยังไม่อาจเท่าทันกับการเติบโตของประชากรในหลายส่วนของโลก โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาใต้สะฮารา

WHO เปิดเผยด้วยว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย โดยนับเป็นสาเหตุราว 24% ของการตายจากโรคหัวใจ, 25% ของสโตรก, 43% ของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และ 29% ของโรคมะเร็งปอด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กัน คือข้อมูลของกว่า 4,300 เมืองใน 108 ประเทศ ได้เพิ่มเข้ามาอยู่ในฐานข้อมูลคุณภาพอากาศของ WHO ทำให้ฐานข้อมูลนี้ครอบคลุมสภาพอากาศมากที่สุดในโลก โดยมากกว่า 1,000 เมือง ได้ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังปี 2559 เป็นต้นมา แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังวัดผลและดำเนินการเพื่อลดมลภาวะทางอากาศมากกว่าที่เคย

ภายในฐานข้อมูลดังกล่าว ยังได้รวบรวมค่าความเข้มข้นเฉลี่ยของอนุภาคขนาดเล็กในแต่ละปี คือ PM10 และ PM2.5 ซึ่งจะต้องมีค่าไม่เกิน 20 และ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ตามลำดับ

?ทว่าหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก มีการตรวจวัดเกินค่ามาตรฐานจากที่ WHO กำหนดมากกว่า 5 เท่า แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของสุขภาพประชาชน? มาเรีย ไนรา (Dr.Maria Neira) ผู้อำนวยการแผนกสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม WHO ระบุ

นานาประเทศระดมมาตรการสู้มลพิษ

แม้ข้อมูลทั้งหลายจะทำให้เราเห็นว่าอันตรายยังคงอยู่เกือบทั่วทั้งโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ยังมีความก้าวหน้าที่ดีให้เห็นในบางส่วนด้วยเช่นกัน ซึ่งในหลายประเทศได้เพิ่มระดับการตรวจวัดค่า ตลอดจนมาตรการต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศและอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้

ตัวอย่างเช่น โครงการ Pradhan Mantri Ujjwala Yojana ของประเทศอินเดีย ซึ่งภายในเวลาเพียง 2 ปี ได้มอบก๊าซหุงต้ม (LPG) ให้ฟรีแก่แม่บ้านไปแล้วกว่า 37 ล้านราย ในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เพื่อสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานที่สะอาดในครัวเรือน

หรือในเม็กซิโกซิตี ก็ได้ให้ความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานรถยนต์ เช่น การเปลี่ยนไปใช้รถโดยสารแบบไร้เขม่า หรือการประกาศแบนรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ภายในปี 2568

สำหรับมลพิษทางอากาศจากอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยหลักๆ แล้ว จะมาจากการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพในครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม การขนส่ง ไปจนถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ในบางที่ยังมาจากฝุ่นทะเลทราย การเผาขยะ ไปจนถึงการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้แล้วคุณภาพอากาศก็ยังสามารถแปรเปลี่ยนไปตามองค์ประกอบทางธรรมชาติ อย่างเช่น ภูมิศาสตร์ สภาพอากาศ และปัจจัยด้านฤดูกาล ได้อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ เมื่อมลพิษทางอากาศนั้นไม่มีพรมแดน ย่อมเท่ากับว่าการปรับปรุงคุณภาพอากาศจะไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทุกระดับ ทุกประเทศ และทุกคน

เพราะข้อมูลข้างต้นคงทำให้ได้เห็นแล้วว่า ที่สุดแล้วผลร้ายเหล่านี้ย้อนกลับมาหาเราถึงปลายจมูก!
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 15-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด

อุทยานฯ ฟื้นฟูอ่าวมาหยา 4 เดือน ห้ามทำกิจกรรม หน้าหาดเด็ดขาด



เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า สืบเนื่องจากการที่กรมอุทยานฯ จะดำเนินการประกาศปิดอ่าวมาหยาในเขตอุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและใต้ทะเลในช่วงฤดูมรสุม เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ? 30 กันยายน 2561 ซึ่งเป็นมติจากที่ประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิชาการจัดการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม เนื่องจากทรัพยากรแนวปะการังบริเวณอ่าวมาหยา ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากจากกิจกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่ กิจกรรมการดำน้ำตื้น การทิ้งสมอเรือ การเข้า-ออกของเรือสปีดโบ้ทและเรือหางยาวเพื่อรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งในแต่ละวันมีจำนวนนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 3,000 -4,000 คน ซึ่งสังเกตได้จากซากปะการังที่แตกหักบริเวณพื้น และแนวปะการังบริเวณใกล้ชายหาด ซึ่งมีเรือเข้าออกตลอดเวลาไม่มีปะการังที่มีชีวิตเหลืออยู่ ในช่วงการปิดอ่าวมาหยาระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน- 30 กันยายน นั้น จะห้ามทำกิจกรรมการท่องเที่ยวบริเวณอ่าวมาหยาโดยเด็ดขาด แต่อนุญาตให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวนำเรือเข้ามาลอยลำนอกบริเวณแนวทุ่นไข่ปลาที่กั้นแนวเขตห้ามเข้าไว้ หลังจากมีการก่อสร้างสะพานเทียบเรือและทางเดินบริเวณอ่าวโล๊ะซามะเรียบร้อยแล้ว จะดำเนินการปิดไม่ให้เรือวิ่งเข้าออกบริเวณอ่าวมาหยาอย่างถาวร [?]
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 15-05-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,788
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด

ประกาศ 45 จังหวัด จับสัตว์น้ำจืดฤดูว่างไข่ต้องใช้ ?ตะแกรง-สวิง-ช้อน? เครื่องมือควบคุม



นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงบังคับใช้กฎหมายใหม่ในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ทั่วประเทศ เผยให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และสภาวการณ์ของทรัพยากรในปัจจุบัน และลดผลกระทบที่เกิดกับวิถีการทำประมงของชาวบ้าน ประเดิมวันแรก 16 พ.ค.นี้ ในพื้นที่ 45 จังหวัด ขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำจืดได้แพร่ขยายพันธุ์และมีใช้อย่างยั่งยืน

กระทรวงเกษตรฯ ได้ออกประกาศ เพื่อกำหนดฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ และกำหนดชนิด ขนาด เครื่องมือ และวิธีใช้เครื่องมือทำการประมงในฤดูดังกล่าว มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2507 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลายาวนานถึง 54 ปีแล้ว แต่จากสภาพปัจจุบันที่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สภาพแวดล้อม สภาวะทรัพยากร สภาพภูมิอากาศและเหตุปัจจัยอื่นๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และจากกฎหมายประมงฉบับใหม่ ทำให้สามารถกำหนดระยะเวลา ฤดูที่สัตว์น้ำจืดมีไข่ ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม โดยได้มีการนำข้อมูลดังกล่าวไปทำประชาคมจากผู้แทนชาวประมงในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและส่งผลกระทบน้อยที่สุดในการกำหนดมาตรการดังกล่าว



ดังนั้น ในปี 2561 กรมประมงจึงกำหนดฤดูที่สัตว์น้ำจืดมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนขึ้นใหม่ โดยกำหนดระยะเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า ข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน โดยได้ออกประกาศกรมประมง ลงวันที่ 10 พ.ค. 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน ดังนี้

ในพื้นที่ 45 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ และนครศรีธรรมราช กำหนด ฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน ระหว่างวันที่ 16 พ.ค.-ส.ค.

ในพื้นที่ 25 จังหวัด ประกอบด้วย สุโขทัย ตาก พิษณุโลก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สระบุรี กาญจนบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ กำหนด ฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน ระหว่างวันที่ 16 ม.ย.-15 ก.ย.นี้

ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และ ยะลา กำหนด ฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน ระหว่างวันที่ 16 ก.ย. ถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2561 โดยภายในระยะเวลาดังกล่าว กำหนดให้เฉพาะ เครื่องมือและวิธีการทำการประมงที่อนุญาต เท่านั้นที่สามารถทำการประมงได้ในช่วงเวลาและแหล่งน้ำในจังหวัดดังกล่าว ได้แก่ 1. เบ็ดทุกชนิดที่ไม่มีลักษณะเป็นเบ็ดต่อกันเป็นสายมากกว่า 1 ตัว 2. ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ และชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดาตั้งแต่สามเครื่องมือขึ้นไป 3. สุ่ม ฉมวก และส้อม

4. ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน โปง และโทง หรือเครื่องมือที่มีลักษณะและวิธีการคล้ายคลึงกัน 5. แหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร) 6. การทำการประมงในพื้นที่แหล่งน้ำปิดที่ไม่ติดต่อกับแม่น้ำ หรือลำธารธรรมชาติ 7. การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย หรือทดลองทางวิชาการ โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมง
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:36


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger