เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 11 กันยายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 10 - 11 ก.ย. ประเทศไทยมีฟ้าคะนะองบางพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน และอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 12 - 15 ก.ย. ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 11 - 16 ก.ย. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (102.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (218.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (101.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


น่าตกใจ พบ "ไมโครพลาสติก" ในท้อง "ปลาทูไทย" เฉลี่ยตัวละ 78 ชิ้น

น่าตกใจ พบไมโครพลาสติกในท้อง "ปลาทู" จากการเก็บตัวอย่างเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ค่าเฉลี่ยสูงตัวละ 78 ชิ้น ชี้ คนกินเข้าไปเสี่ยงต่อหลายโรค



วันที่ 10 ก.ย.62 แฟนเพจ ReReef เผยแพร่การศึกษาไมโครพลาสติกใน "ปลาทู" ของศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ จ.ตรัง บริเวณเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม

พบว่าปลาทูขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 66.53 กรัม ความยาวมาตรฐานเฉลี่ย 17.46 เซนติเมตร มี "ไมโครพลาสติก" ในกระเพาะของปลาทูเฉลี่ย 78.04 ชิ้นต่อตัว ประกอบไปด้วยลักษณะที่เป็นเส้นใย แท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ซึ่งลักษณะของไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดคือ ชิ้นสีดำ ด้วยค่าร้อยละ 33.96

ขณะที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า พลาสติกในท้องปลาทูมาจากถุงพลาสติกจากใต้ทะเล ถุงกร่อนแตกตัวเป็นไมโครพลาสติก ลอยขึ้นไปอยู่ในน้ำ ตราบใดที่ถุงยังอยู่ เศษพลาสติกก็หลุดออกมาเรื่อยๆ ดังนั้นการเก็บขยะทะเลจึงเป็นส่วนช่วยลดไมโครพลาสติกโดยตรง

ปลาทูกินแพลงก์ตอนในน้ำ ก็กินไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่ในท้อง บางส่วนสลายตัวกลายเป็นนาโนพลาสติก เข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปลาได้ เรากินสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป ก็อาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อหลายโรค ตามที่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้.


https://www.thairath.co.th/news/society/1657491

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


รู้จัก "เกาะปอดะ" ที่เที่ยวดัง จ.กระบี่ ในวันกลับคืนสู่แผ่นดินแม่


เกาะปอดะ กับเอกลักษณ์อันโดดเด่น (ภาพ : เพจ หน่วยพิทักษ์ฯ ที่ พพ.6 (เกาะปอดะ)/ อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี)

จบแล้ว คดีเกาะปอดะ ที่สู้กันจนถึงฎีกา ยืดเยื้อมากว่า 30 ปี โดยผลสิ้นสุดของคดีนั้น ศาลฎีกาจังหวัดกระบี่ ได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลย คือนายชวน ภูเก้าล้วน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.อุทยานฯ ลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน

อย่างไรก็ดีเนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นความผิดไม่ได้รุนแรง จึงแก้คำพิพากษาให้รอลงอาญา 2 ปี ให้จำเลยบำเพ็ญประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเวลา 30 ชม. พร้อมชำระค่าปรับเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่

ส่วนเกาะปอดะนั้น ศาลพิพากษาให้เป็นของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ผู้เป็นโจทย์ยื่นฟ้องในคดีนี้

สำหรับเกาะปอดะ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ "อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี" ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางทะเลของจังหวัดกระบี่

เกาะปอดะตั้งอยู่ในทะเลกระบี่ ฝั่งด้านหน้าอ่าวนาง อยู่ห่างจากฝั่งอ่าวนางประมาณ 8 กิโลเมตร เมื่อยืนอยู่บนฝั่งแผ่นดินกระบี่บริเวณ หาดพนรัตน์ธารา หรือ อ่าวนาง แล้วมองออกไปจะเห็น กลุ่มหมู่เกาะทะเลกระบี่ ซึ่งเกาะที่ใหญ่ที่สุดนั้นก็คือ "เกาะปอดะ"


แนวหาดทรายยาวขาวเนียนแห่งเกาะปอดะ (ภาพ : เพจ หน่วยพิทักษ์ฯ ที่ พพ.6 (เกาะปอดะ)/ อช.หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี)

บนเกาะปอดะ มีชายหาดขนาบทั้งสามด้าน เป็นแนวหาดทรายที่ขาวเนียน เนื้อทรายละเอียด เดินแน่นนุ่มเท้า เมื่อมองออกไปเห็นน้ำทะเลสวยใส โดยเฉพาะที่ด้านหน้าหาด เมื่อมองออกไปจะเห็นแนวหาดทราย ท้องทะเล และภูเขาหอินรูปใบเรือตั้งตระหง่าน ถือเป็นภาพจำอันโดดเด่นของเกาะปอดะแห่งนี้

ด้วยความสวยงามโดดเด่นของเกาะปอดะ เกาะแห่งนี้จึงถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเส้นทางเที่ยวทะเลกระบี่ ทัวร์ 4 เกาะ ได้แก่ ทะเลแหวกของเกาะ 3 เส้า คือ เกาะไก่ เกาะหม้อ เกาะทับ และเกาะปอดะ

สำหรับเกาะปอดะหลังต่อสู้เป็นคดีความยืดเยื้อมายาวนานกว่า 30 ระหว่างเอกชนกับภาครัฐ วันนี้เกาะปอดะได้กลับสู่แผ่นดินแม่ เป็นพื้นที่สาธารณะ ภายใต้การดูแลของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ไม่ได้เป็นของเอกชนคนใด ซึ่งก็ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลรักษาเกาะปอดะ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเกะแห่งนี้เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนตลอดไป


https://mgronline.com/travel/detail/9620000086972


*********************************************************************************************************************************************************


"National Geographic" ตามติดภารกิจ "เฝ้าระวัง"น้ำแข็งขั้วโลกละลาย



"ภาวะโลกร้อน" และ "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" เป็นเรื่องที่คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจมากขึ้น ยิ่งเมื่อได้รับรู้เรื่องราวและภาพการละลายของน้ำแข็งที่กรีนแลนด์เมื่อเร็วๆ นี้ ล่าสุด นิตยสาร National Geographic Thailand ประจำเดือน กันยายน 2562 นำเสนอสารคดีเรื่อง "เฝ้าระวังน้ำแข็ง" เขียนโดย "เจนนิเฟอร์ คิงสลีย์" และถ่ายภาพโดย "เอสเทอร์ ฮอร์แวท"

อากาศยามเย็นในฤดูร้อนวันนั้นอุ่นพอให้พวกทหารถอดเสื้อนั่งเล่นกลางแจ้งได้ คนหนึ่งเล่นกีตาร์ อีกคนอ่านหนังสือ บรรยากาศผ่อนคลายคล้ายพักร้อน แม้นี่จะเป็นค่ายทหารเดนมาร์กทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ เรียกว่าสถานีนอร์ (Station Nord) ซึ่งอยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือ 925 กิโลเมตร เสียงหึ่งๆ ของเครื่องปั่นไฟแว่วมาแต่ไกล และบางครั้งบางคราวสุนัขกรีนแลนด์สองตัว จะส่งเสียงเห่า ดวงอาทิตย์วนรอบท้องฟ้าอาร์กติก

ภารกิจประจำวันของหน่วยทหารแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นงานด้านวิทยาศาสตร์ อาร์กติกอุ่นขึ้นเร็วกว่าพื้นที่อื่นใดในโลก และสำหรับนักวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นี่มีข้อดีจากทำเลที่อยู่ห่างไกล นั่นคือเกือบ 82 องศาเหนือ ภายในอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเข้าถึงได้เพราะมีลานบิน ไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะบอกว่า อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่นี่ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบ อาร์กติกเป็นส่วนหนึ่งของระบบทำความเย็นของโลก และเมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้น้ำแข็งทะเลละลายเร็วขึ้น ระบบที่ว่าก็กำลังพังลง ที่นี่นับว่าสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับนักวิจัยผู้มาเยือนจากทั่วโลกจะได้เก็บข้อมูลจากน้ำแข็ง ทะเล และบรรยากาศ เพื่อวัดความเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งเป็นข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ หวังว่าจะช่วยให้พวกเขาพยากรณ์ได้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้า

มีสถานที่ไม่กี่แห่งที่เราลืมตาตื่นในโรงนอนซึ่งมีเตียงเรียงเป็นตับ ดื่มกาแฟ แล้วก้าวออกไปสู่สภาพแวดล้อมสุดขั้วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งหิมะขาวโพลน อากาศหนาวจับจิต หมอก และความมืดในฤดูหนาวที่ยาวนานหลายเดือน คือสิ่งปกติที่มีให้พบเจอ

สถานีนอร์ยังมีจุดประสงค์ทางการเมืองด้วย ถึงได้มีทหารเป็นผู้ดูแล เดนมาร์กอ้างอำนาจอธิปไตยที่นานาชาติยอมรับเหนือภูมิภาคแถบนี้ แต่จำต้องสำแดงตนเพื่อรักษาอำนาจนั้น สำหรับผู้เชี่ยวชาญหกคนที่พำนักอยู่ที่นี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นทหารในกองทัพเดนมาร์กและแทบจะเป็นเพศชายเสมอ สถานีนอร์คือบ้านตลอดการประจำการนาน 26 เดือน

สถานีซึ่งแรกเริ่มเป็นศูนย์ตรวจวัดลมฟ้าอากาศเมื่อปี 1952 คือหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีสนามบินของตนเอง มีอาคารกว่า 25 หลัง รวมถึงโรงนอน ห้องประชุมเชิงปฏิบัติการ เพิงเก็บเครื่องปั่นไฟ ครัว และศูนย์ชุมชน

ที่นี่กว้างขวางพอจะจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อสร้างงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายแต่สวยงามได้ ทหารเก็บกวาดลานบิน เติมน้ำมันเครื่องบิน ทำความสะอาดโรงนอน เก็บเสบียงที่ส่งมาทางเครื่องบินบรรทุกสินค้า ตักน้ำจากทะเลสาบธารน้ำแข็งที่อยู่ใกล้ๆ และซ่อมแซมอุปกรณ์ ในฤดูหนาว ทหารหกนาย หรือแปดถ้านับสุนัขด้วย จะอยู่ตามลำพังหลายเดือน โดยมีสัญญาณดาวเทียมเอื้อให้ส่งอีเมลและข้อความง่ายๆ ได้ แต่ละคนจะได้สิทธิโทรศัพท์ประจำเดือน

ช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาจะเปิดบ้านต้อนรับชุมชนนานาชาติที่ผลัดเปลี่ยนกัน มาเยือนมากถึง 60 คน ซึ่งมีทั้งทีมนักวิทยาศาสตร์ คนงานสนับสนุน นักบิน วิศวกร และเจ้าหน้าที่ทหาร



ทอมัส ครุมเพน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันอัลเฟรดเวเกเนอร์ของเยอรมนี เป็นผู้นำการบินสำรวจเพื่อวัดความหนาของน้ำแข็งทะเลช่วงฤดูร้อน ซึ่งคำนวณจากภาพถ่ายดาวเทียมได้ยากมาก นอกเหนือไปจากค่าอื่นๆ โดยนำอากาศยาน ดีซี-3 ที่ได้รับการปรับแต่งแล้ว ออกบินที่ระดับความสูง 60 เมตรเหนือน้ำแข็งและพ่วงเซ็นเซอร์ที่ผูกไว้กับเชือกให้ลอยเหนือผิวน้ำแข็งแค่ 15 เมตร

การบินเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความวิริยอุตสาหะเพียงเพื่อตอบคำถามง่ายๆ ว่า น้ำแข็งทะเลหนาเท่าไร หิมะสะท้อนแสงแค่ไหน

ข้อสังเกตที่ได้จากการบินเหล่านี้จะป้อนเข้าสู่แบบจำลองสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สลับซับซ้อนที่ใช้สมการและข้อมูลหลายพันชิ้นเพื่อคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากสภาพภูมิอากาศยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป ข้อมูลเกี่ยวกับอาร์กติกนับว่าสำคัญยิ่งต่อการพยากรณ์ผลกระทบระดับโลก เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและของระดับทะเล

"เราจำเป็นต้องมองไปยังอนาคตเพื่อบอกผู้คนว่า ผลกระทบอะไรที่พวกเราจะเผชิญ" ครุมเพนบอก นักวิจัยคนอื่นๆ ปล่อยบอลลูนตรวจลมฟ้าอากาศ ขุดหลุมเก็บตัวอย่างหิมะ หรือจับตามองอุปกรณ์ของตนเองทั้งคืนโดยมีสุนัขคอยเห่าเตือนภัยหมีขั้วโลกอยู่ใกล้ๆ พวกเขาค่อยๆ เก็บรวบรวมข้อมูลที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญที่สุดแห่งยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา คำตอบนี้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งทั้งทางการเมืองและวิทยาศาสตร์ และต้องใช้ข้อมูลที่สะสมมาหลายปีจากหลายสถานที่กว่าจะเริ่มได้เค้าคำตอบ

ในภูมิภาคนี้ของโลก เราไม่มีทางได้สิ่งเหล่านี้ ถ้าขาดผู้เชี่ยวชาญประจำสถานีอย่างเยสเปอร์ ยูล แฮนเซน ผู้อธิบายง่ายๆ ว่า "เราแค่ทำส่วนของเราเพื่อให้พวกเขาทำส่วนของพวกเขาครับ"

งานนี้ไม่ใช่ของง่าย นอรา ฟรีด ฉลองวันเกิดอายุ 25 ปีที่สถานีในฐานะผู้ช่วยวิจัยเมื่อปี 2018 สักวันหนึ่ง "ฉันต้องอธิบายให้ลูกฟังว่า เราไม่ได้ทำอะไรเลย แม้จะรู้ทั้งรู้ว่า อาร์กติกจะปราศจากน้ำแข็ง" เธอบอก "ฉันรู้สึกแย่แทนอาร์กติกค่ะ"


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000086670

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ปิดคดีประวัติศาสตร์! ฎีกาตัดสินจำคุก 3ปี 6เดือน 'ชวน ภูเก้าล้วน' บุกรุกเกาะปอดะ



ปิดคดีประวัติศาสตร์! ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 'ชวน ภูเก้าล้วน' 3 ปี 6 เดือน บุกรุก เกาะปอดะ ครอบครัว-ประชาชนรุดมอบดอกไม้ให้กำลังใจเต็มหน้าศาล

จากกรณีที่เกิดคดีประวัติศาสตร์ ในการแย่งสิทธิ์ครอบครองที่ดินบนเกาะปอดะ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับ นายชวน ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ วัย 83 ปี เศรษฐีที่ดินและนักธุรกิจชื่อดังใน จ.กระบี่ โดยกรมอุทยานฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชวน เมื่อปี พ.ศ.2559 ในข้อหากระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.อุทยานฯ กล่าวหาว่า นายชวน บุกรุกทำสิ่งปลูกสร้างในที่ดินบนเกาะปอดะ ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เนื้อที่ 22 ไร่เศษ

โดยดำเนินการกั้นรั้วลวดหนาม และก่อสร้างศาลาแปดเหลี่ยม ซึ่งนายชวน อ้างว่าซื้อที่ดินดังกล่าวซึ่งมีเอกสารครอบครอง ส.ค.1 ต่อมาจากเจ้าของที่เดิมอีกที ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2560 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง กรมอุทยานฯ จึงยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ ภาค 8 แผนกสิ่งแวดล้อม และเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2561 ศาลอุทธรณ์ ภาค 8 มีคำพิพากษากลับ ให้นายชวน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.อุทยานฯ ตัดสินลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน นายชวน จึงต่อสู้ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา

ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ย. ที่ศาลจังหวัดกระบี่ ส่งหมายเรียกให้ นายชวน ภูเก้าล้วน จำเลยในคดีนี้ มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลกำหนดใช้ห้องพิจารณาคดีที่ 3 ทั้งนี้ บรรยากาศก่อนการอ่านคำพิพากษา มีประชาชนและญาติ ๆ ของนายชวน กว่า 50 คน ต่างมายืนรอมอบดอกไม้ให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าศาลอย่างคึกคัก แต่นายขวนปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ก่อนเดินทางเข้าห้องพิจารณาคดี เพื่อรับฟังคำพิพากษา

ต่อมาศาลฎีกา แผนกสิ่งแวดล้อม อ่านคำพิพากษา ยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยมีความความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.อุทยานฯ ลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นความผิดไม่ได้รุนแรง จึงแก้คำพิพากษาให้ จำคุก 3 ปี 6 เดือน แต่โทษจำให้รอลงอาญา 2 ปี ให้จำเลยบำเพ็ญประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ชำระค่าปรับเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นายชวนมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด


https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2875550

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


มาเรียมกับมนุษย์...โดนเหมือนกัน พิษพลาสติกจิ๋ว เข้าท้อง



ภาพเศษถุงพลาสติกเต็มท้อง "น้องมาเรียม" สร้างความสะเทือนใจให้เหล่าสาวกออนไลน์เป็นอย่างมาก มีการกระหน่ำแชร์ตีโพยตีพายถึงอันตรายขยะพลาสติกในท้องทะเลไทยมากมาย...แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอันตรายของพลาสติกไม่ได้มีแค่ในน้ำทะเล เพราะในขวดน้ำดื่มใสแจ๋วก็มีเช่นกัน เพียงแค่บิดฝาก็เจอพลาสติกจิ๋วปนเปื้อนทันที...

ผลชันสูตร "น้องมาเรียม" พะยูนน้อยกำพร้าแม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ทีมสัตวแพทย์ยืนยันว่า "น้องจากไปเพราะขยะพลาสติกเล็กๆ เข้าไปขวางลำไส้" ส่งผลให้อุดตันและอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด เหตุการณ์นี้ทำให้นึกถึงรายงานผลสำรวจขององค์กร "ออร์บ มีเดีย" (Orb Media) เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ที่นำน้ำดื่ม 250 ขวด ของ 11 ยี่ห้อ วางขายใน 9 ประเทศ คือ สหรัฐ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล เคนยา เลบานอน เม็กซิโก และ ไทยแลนด์ มาสุ่มตรวจจนพบอนุภาคพลาสติกถึงร้อยละ 93 โดยเป็นยี่ห้อน้ำดื่มมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Evian Aqua และ Nestle Pure Life หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อเนสท์เล่ เพียวไลฟ์

นักวิทยาศาสตร์ใช้สีย้อม "ไนล์เรด" ฉีดเข้าไปเพื่อให้ยึดเกาะและมองเห็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่ล่องลอยเจือปนอยู่ในน้ำ พบว่าน้ำขนาด 1 ลิตร มีอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเฉลี่ยตั้งแต่ 100?1,000 ชิ้น หมายความว่าน้ำขวดที่เราซื้อดื่มกันทุกๆ วันนั้นมี ?ไมโครพลาสติก? แอบปนเปื้อนอยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว

"ไมโครพลาสติก" (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่ 1 เม็ดพลาสติกตั้งต้น ที่ตั้งใจผลิตขึ้นมาเป็นส่วนประกอบของสินค้าต่างๆ เช่น "เม็ดสครับ" (scrub) ในสบู่ล้างหน้า หรือ "คริสตัล บีดส์" (Crystal Beads) ในผงซักฟอก ส่วนกลุ่ม 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก เป็นเศษหลุดลอกหรือเสื่อมสลายแตกตัวมาจากพลาสติกขนาดทั่วไป เช่น เศษถุงพลาสติก หรือกล่องพลาสติกที่เปื่อยหรือแตกแล้ว



ก่อนหน้าที่ไม่ค่อยมีใครกังวลใจกับขยะ "พลาสติกจิ๋ว" เหล่านี้มากนัก จนกระทั่งพบว่าพวกมันปนเปื้อนในน้ำดื่มเกือบทุกขวด กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างพากันออกมาแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่เชื่อว่า "กลไกร่างกายมนุษย์จะขับออกไปได้เพราะเล็กจิ๋วมาก" ทำให้ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก กับอีกกลุ่มที่เห็นตรงข้ามว่า "อนุภาคขนาดเล็กจะยิ่งเข้าไปเกาะติดในเนื้อเยื่อหรือผนังทางเดินอาหาร" ถ้าสะสมจำนวนมากอาจส่งผลให้การทำงานของอวัยวะในร่างกายผิดปกติได้

เช่น ดร.สเตฟานี ไรท์ จากสถาบันการศึกษาคิงส์คอลเลจ ของอังกฤษ เตือนว่าพวกมันอาจไปซ่อนตัวอยู่ในเซลล์ภูมิคุ้มกันในผนังกระเพาะ หรือแอบไปฝังตัวสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง หากโชคร้ายอาจเข้าสู่กระแสเลือดไปสะสมในตับก็ได้ จากนี้ไปคงต้องศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วนว่าไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหารเหล่านี้เป็นอันตรายแค่ไหน นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งบางชนิด หรือทำให้จำนวนอสุจิลดลง

ปัจจุบันไทยผลิตน้ำดื่มแบบขวดขายปีละ 4,400 ล้านขวดต่อปี หมายความว่าพวกเราก็ไม่ต่างจาก "น้องมาเรียม" ที่รับ "พิษพลาสติก" เข้าท้องทุกวัน

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาประเมินว่าคนอเมริกันรับไมโครพลาสติกเข้าร่างกายปีละประมาณ 70,000 หน่วย ถ้าใครชอบซื้อน้ำขวดกินเป็นประจำก็จะรับเพิ่มเข้าไปอีกเป็น 90,000 หน่วย

ช่วงนั้น "นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์" เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการปนเปื้อนดังกล่าวเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เชื่อว่าน้ำดื่มบรรจุขวดในไทยยังคงปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพราะกำหนดคุณภาพตามมาตรฐานสากล ต้องสะอาดไม่มีสารหรือสีออกมาปนเปื้อน ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และควบคุมปริมาณตะกั่วและแคดเมียมในพลาสติกได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม

ล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานเกี่ยวกับ "ผลกระทบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์" ถือเป็นฉบับแรกที่เน้นการปนเปื้อนในน้ำดื่ม โดยสรุปเนื้อหาได้ว่า "ไมโครพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่า 0.15 มิลลิเมตร จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ แต่ถ้าขนาดเล็กกว่านั้นโดยเฉพาะนาโนพลาสติกจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการพบพลาสติกจิ๋วในขวดน้ำดื่มว่ามีจำนวนมากกว่าน้ำประปาเล็กน้อย โดยพบจาก ?ฝาปิด" และกระบวนการผลิตขวด !




ทำให้เกิดคำถามว่าพลาสติกจิ๋วเกี่ยวกับฝาปิดขวดน้ำอย่างไร?

"ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี" นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในขวดน้ำดื่มนั้น ส่วนใหญ่มาจากขั้นตอน "การปิดฝา" และ "บิดฝาเพี่อเปิดดื่ม" ซึ่งทำให้เกิดเศษพลาสติกขนาดเล็กมากๆ แตกหักปนเปื้อนลงไปในน้ำภายในขวด พร้อมกล่าวต่อว่า

นอกจากในน้ำดื่มแล้วยังพบส่วนที่เป็นขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมอีกจำนวนมาก โดยวิธีการลดปริมาณขยะไมโครพลาสติกนั้นมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบที่ 1 พลาสติกที่เกิดจากการตั้งใจผลิตขึ้นมา เช่น ส่วนผสมในโฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ต้องมีการประกาศห้ามใช้ ซึ่งบางประเทศใช้วิธีการ "แบน" (Ban) หรือไม่ให้ผู้ผลิตใช้ไมโครพลาสติกเป็นส่วนประกอบ ส่วนรูปแบบที่ 2 ได้แก่ไมโครพลาสติกที่แตกตัวหรือย่อยสลายมาจากพลาสติกชิ้นใหญ่ต้องใช้การควบคุมหรือจัดการป้องกันไม่ให้กระจายหรือหลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น กำหนดให้บริษัทผลิตเครื่องซักผ้าคิดค้นวิธีดักกรองไมโครไฟเบอร์ หรือพวกเส้นใยขนาดเล็กๆ ที่หลุดออกมา

"ควรห้ามหรือลดการผลิตพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น กล่องโฟม ฯลฯ เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า กล่องชานอ้อย หรือวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน รวมถึงจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก ร้านค้าไม่ควรแจกถุงฟรี ต้องเก็บเงิน นอกจากนี้ควรมีมาตรการควบคุมนักท่องเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ให้รับผิดชอบนำขยะของตัวเองออกมา ไม่ทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม เช่น บางอุทยานมีการเก็บเงินมัดจำขยะ 100 บาท เมื่อนักท่องเที่ยวนำขยะออกมาโชว์ ก็จะคืนเงินมัดจำให้" ดร.สุจิตรา กล่าวแนะนำ



ทั้งนี้เมื่อปี 2560 เกาหลีใต้ไม่ให้เครื่องสำอางและยาสีฟันมีส่วนผสมของไมโครพลาสติก และในปี 2561 อังกฤษสั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิด

ส่วนประเทศไทยที่มีสถิติ โยนขยะทิ้งลงทะเลมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และในแต่ละปีผลิตขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตันนั้น ก็ได้ประกาศ "โรดแม็พ" หรือ ร่างแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ.2561-2573 เช่นกัน

โดยกำหนดว่าภายในปี 2562 จะเลิกใช้ พลาสติกผสมไมโครบีดส์

ผ่านไปจนจะหมดปี 2562 แล้ว ก็ไม่เห็นว่า "รัฐบาล" มีประกาศหรือมาตรการอะไรบังคับใช้อย่างจริงจัง...หรือเป็นไปได้ว่า "คุณลุงบิ๊กตู่" ยังไม่ค่อยเข้าใจคำว่า "ไมโครพลาสติก"?

คงต้องรอผ่าท้องคนไทยแล้วเจอ "เศษพลาสติกจิ๋วเสียก่อน" หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจะเริ่มตื่นเต้น!?!


http://www.komchadluek.net/news/scoop/387634

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


จนท.อุทยานฯเร่งช่วยเต่ากระติดเศษอวนประมงปล่อยคืนสู่ทะเลสำเร็จ



10 กันยายน 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟสบุ๊คที่มีชื่อว่า "ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" ได้โพสต์ข้อความว่า...

เต่ากระรอดตาย!!!เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา? ช่วยชีวิตเต่ากระรอดตายหวุดหวิดจากเศษอวนประมง 10 ก.ย.62 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่? ตต.? 7? (ตะโละปะเหลียน?) อุทยานแห่งชาติตะรุเตา? พบเจอเต่ากระ? ติดเศษอวน? ขณะออกลาดตระเวนเชิงคุณภาพ? บริเวณใกล้อ่าวราชา เกาะราวี ได้ทำการช่วยเหลือและปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ? ปัจจุบันเราพบสัตว์ทะเลติดเศษอวนประมงอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่สามารถช่วยไว้ได้และตายก่อนพบเจอ ในเมื่อเรารู้สาเหตุที่สร้างผลกระทบต่อสัตว์ทะเลเหล่านี้ เราจึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน ร่วมด้วยช่วยกันไม่ทิ้งขยะอุปกรณ์ประมงลงในทะเลทั้งนี้เพื่อให้ธรรมชาติสวยงามอยู่เคียงข้างกับเราไปนานๆ ที่สำคัญให้โอกาสสัตว์ทะเลเหล่านี้ได้มีชีวิตอยู่คู่ทะเลที่สวยงามไปตลอดอายุขัยของพวกเขา อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล Tarutao National Park


https://www.naewna.com/likesara/439499
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


ทำความเข้าใจปัญหาและทางออก "วิกฤตขยะพลาสติก"



วิกฤตสิ่งแวดล้อม และผลพวงจากปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทยได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง หลังการจากไปของ "มาเรียม" ลูกพะยูนน้อยขวัญใจคนไทย ซึ่งเมื่อผลการชันสูตรมาเรียมออกมาก็ทำให้เราทราบถึงสาเหตุการตายสุดสะเทือนใจในครั้งนี้ว่า เกิดจากเศษพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ตกค้างอยู่ในลำไส้จำนวนมาก ส่งผลให้ลำไส้อุดตัน-อักเสบ ลุกลามไปเป็นอาการติดเชื้อในกระแสเลือด และปอดเป็นหนองในที่สุด

ข่าวการเสียชีวิตของมาเรียมได้รับความสนใจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความวิตกกังวลกับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาขยะพลาสติกที่แม้จะมีการรณรงค์ลดการใช้มาหลายปีแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าสถิติการใช้ และจัดการกับขยะพลาสติกในบ้านเรายังไม่มีวี่แววจะดีขึ้นในระดับที่น่าพึงพอใจมากนัก ซ้ำร้ายขยะที่อยู่บนบกยังทยอยกระจัดกระจายสู่แม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และค่อย ๆ ทำลายระบบนิเวศไปทีละเล็กทีละน้อย


ไทยกับมาตรการลดขยะพลาสติก

จากสถานการณ์ทั้งหมดที่ว่ามา มีองค์กรในประเทศออกมาแสดงจุดยืนในการแก้ปัญหาขยะพลาสติกหลายแห่งด้วยกัน อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ประกาศว่า จะขับเคลื่อน "circle economy" หรือเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเอาจริงเอาจัง โดยการเสนอให้รัฐประกาศการลดขยะพลาสติกเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทางหอการค้าได้สรุปแผนออกมาทั้งหมด 4 หัวข้อใหญ่ ๆ ได้แก่ ต้องรณรงค์ให้ความรู้ และปรับแนวคิดใหม่ โดยเน้น 2 กลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก คือ นักเรียน-นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สอง คือ การแยกขยะ จัดตั้งถังขยะในที่ทางที่เหมาะสม ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเครือข่ายของทางหอการค้าฯ

สาม คือ การลดขยะอาหารในภาคการค้าและบริการ นำอาหารเหลือที่สามารถบริโภคได้บริจาคผู้ขาดแคลน เสนอแนะให้ภาครัฐร่วมกันป้องกัน และแก้ไขปัญหาขยะทะเลให้มากยิ่งขึ้น และส่วนสุดท้าย การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาขยะ เช่น การเลิกใช้โฟม การเก็บเงินหากผู้บริโภคต้องการรับถุงพลาสติก ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันรณรงค์ลดการสร้างขยะ และส่งเสริมการแยกขยะ ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาขยะทะเลในประเทศไทยลดน้อยลง

ด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้มีการหารือกับภาครัฐ เกี่ยวกับการออกมาตรการบังคับทางกฎหมายที่จะกำหนดให้ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีของภาครัฐนำร่อง จำหน่ายถุงพลาสติกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ เบื้องต้นเสนอไว้ที่ 2 บาทต่อถุง และจะนำรายได้ดังกล่าวมาจัดสรรแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 25 สตางค์ให้ห้างสรรพสินค้านำไปทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 50 สตางค์ส่งเข้ากองทุนพลาสติกที่บริหารโดยสถาบันพลาสติก สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม และอีก 1.25 บาท มอบให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินำไปบริหารจัดการขยะ ทั้งหมดมีการวางแผนไว้ว่าจะดำเนินการให้ได้ทั้งหมดภายในปี 2563




แนวทางจัดการจากนานาชาติ

ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม แต่หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ต้องพบกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ยากจะรับมือได้ทันท่วงที จนมีการบรรจุปัญหาการจัดการขยะพลาสติกเข้าเป็นส่วนหนึ่งในวาระแห่งชาติที่ต้องมีการเร่งแก้ไขโดยด่วน

จิม ซีวอร์ด รองประธานบริหารด้านความยั่งยืน เทคโนโลยี และกิจการร่วมค้า บริษัท ลีอองเดลบาเซิล ในฐานะตัวแทนของภาคีเครือข่ายจัดการขยะระดับโลก "Alliance to End of Plastic Waste" (AEPW) ที่เพิ่งแถลงเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่ทำให้สมดุลระบบนิเวศเสื่อมโทรมไม่ได้มาจากการใช้พลาสติก แต่เป็นการจัดการกับขยะพลาสติกที่ไม่ถูกต้อง สิ่งสำคัญ คือ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก ทำให้พลาสติกเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการ "circle economy" หรือเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนได้ทั้งหมด รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

นอกจากการจัดตั้งองค์กรภาคีเครือข่ายระดับโลกแล้ว ฟากอุตสาหกรรมเสื้อผ้า-แมสโปรดักชั่นก็แสดงท่าทีเกี่ยวกับข้อกังวลเหล่านี้เช่นกัน ทั้ง Gucci (กุชชี่), H&M (เอชแอนด์เอ็ม) และ ZARA (ซาร่า) ก็นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าที่ประชุม G7 เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมไปแล้ว โดยหลัก ๆ เป็นการวางกรอบการผลิตตั้งแต่วัสดุ การขนส่ง รวมถึงการจัดแฟชั่นโชว์ ที่เคยตกเป็นประเด็นการสร้างมลพิษมาแล้ว

ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคเองก็ตั้งเป้าลดการใช้พลาสติกไว้เป็นวาระองค์กรอยู่หลายแบรนด์ อาทิ Nestle (เนสท์เล่) ประกาศว่าจะไม่แจกหลอดพลาสติก และจะมีการจัดตั้งสถาบันวิทยาการด้านบรรจุภัณฑ์ (Nestle Institute of Pack-aging Sciences) เพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ Unilever (ยูนิลีเวอร์) บริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มียอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของโลกก็ตั้งเป้าว่า จะใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิล และย่อยสลายได้ภายในปี 2025 ด้วยการใช้พลาสติกรีไซเคิลเพียงบรรจุภัณฑ์ 25% และพัฒนา "CreaSolv" เทคโนโลยีผลิตซองบรรจุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ด้วย

'


มองสถานการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นแล้วว่า ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างฉับพลัน นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศและสัตว์แล้ว สิ่งที่เราพบบ่อยขึ้นในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ก็คือ ภัยธรรมชาติ ที่ผันผวนจนยากแก่การประเมินสถานการณ์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน อธิบายให้ฟังคร่าว ๆ ว่า ภาพรวมทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โลกร้อนเร็วขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ ภัยแล้งเร็วกว่ากำหนด พายุรุนแรงขึ้น ปะการังฟอกขาวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโดยปกติลักษณะแบบนี้จะมีลูปการเกิดประมาณ 8-9 ปีต่อ 1 ครั้ง แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นทุกปี โลกจึงอยู่ในสถานะของการตั้งรับ และเตรียมตัวหาวิธีลดผลกระทบ

"วิกฤตเหล่านี้เริ่มออกมาสู่เขต กทม.แล้ว ทั้งพายุหรือปะการังฟอกขาวเองก็ดี ทั้งหมดนี้เกิดผลกระทบกับทุกภาคส่วน แม้แต่ในภาคธุรกิจเองก็เช่นกัน อย่างออสเตรเลียเจอกับปะการังฟอกขาว 2 ครั้ง ที่อื่นในโลกก็ต้องเจอกับวิกฤตแบบนี้ ลักษณะที่เกิดก็จะทำให้แต่ละประเทศมีการออกกฎระเบียบใหม่ ๆ ตามมา สร้างมาเพื่อรับมือกับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ดูจากลูปแล้วรุนแรงขึ้นแน่นอน เอสเคิร์ฟในแง่สิ่งแวดล้อมเราตอนนี้อยู่ต้นเอสเคิร์ฟเลยนะ ยังไม่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงเลย ภาคธุรกิจจะลงทุนตอนนี้ต้องมองถึงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน ไม่ใช่เน้นแต่เมกะโปรเจ็กต์ ต้องรอบคอบ และเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วย"

อาจารย์ยังให้ข้อมูลต่อด้วยว่า ต้นตอที่แท้จริงไม่ใช่การใช้พลาสติก แต่เป็นการจัดการกับขยะพลาสติก มีคนบางกลุ่มพยายามยกโมเดลประเทศอื่น ๆ มาเปรียบเทียบกับไทย อาทิ ประเทศเคนยามีการแบนการนำเข้าพลาสติก ซึ่งหากดูบริบทจริง ๆ แล้วไม่สามารถยกมาเทียบเคียงกับไทยได้ ไทยมีฐานการผลิตปิโตรเลียมซึ่งต้องพึ่งพาพลาสติกอยู่ ในขณะที่เคนยาไม่มีฐานการผลิต และต้องนำเข้าวัตถุดิบแทบทุกอย่างจากต่างชาติ ส่วนประเทศที่จัดการได้ดีเยี่ยมและมีบริบทคล้ายคลึงกับไทย คือ นอร์เวย์ ถูกยกให้เป็นประเทศที่มีการจัดการกับขยะพลาสติกดีที่สุด มีการผลิตน้ำมันเยอะกว่าไทยมาก มีรถไฟฟ้าอัตราความเร็วสูงที่สุดในโลก แต่สามารถนำขยะพลาสติกเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ 99%

นอกจากนี้สิ่งที่ควรเฝ้าระวังมากที่สุดอีกอย่าง คือ ขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งจะนำไปสู่ลูปที่น่ากลัวสุด คือ ภาวะโลกร้อน รวมถึงปัญหาน้ำเสียที่อาจารย์มองว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางการจัดการอย่างชัดเจนแม้แต่น้อย เพราะการจัดการน้ำเสียในบ้านเราเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน หากให้ลองประเมินระยะเวลาในการจัดการคร่าว ๆ คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยราว ๆ 20 ปี


ทิศทางในอนาคต และการจัดการที่ยั่งยืน

ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นสิ่งที่ทั่วโลก ทุกองค์กร และทุกแบรนด์ให้ความสนใจกันเป็นวงกว้าง อาจารย์มองว่า ต่อไปเทรนด์โลกที่จะเกิดขึ้นแน่นอน คือ ลักษณะการดำเนินธุรกิจแบบ "green fund" คือ การจัดการองค์กรที่มีการชูประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นอันดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น หากในอนาคตประเทศไทยต้องการกู้เงินจากองค์กรต่างชาติ เขาจะไม่ได้มองเพียงกำลังจ่ายของเรา แต่ยังรวมไปถึงภาพรวมการจัดการสิ่งแวดล้อมในประเทศด้วย หากมีขยะพลาสติกในทะเลมาก ก็อาจจะเสียดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งการแมเนจองค์กรลักษณะนี้นอกจากจะช่วยบีบให้อีกฝ่ายต้องเร่งมือในการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไปในตัวด้วย

ในส่วนของการจัดการปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน และเป็นรูปธรรมนั้น อาจารย์แจกแจงออกเป็น 4 หัวข้อหลัก ๆ ได้แก่ ข้อแรก ต้องเร่งรัดลดการใช้พลาสติกอย่างไม่จำเป็นให้เร็วที่สุด ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักดูผลกระทบกับผู้ผลิต และผู้ค้าปลีกรายย่อยด้วย ต่อมาต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งร้านกาแฟและร้านอาหาร ไม่ช้าก็เร็วการแบนถุงพลาสติกต้องเกิดขึ้นแน่นอน จากมติคณะรัฐมนตรีที่เร่งรัดให้เร็วขึ้น โดยขีดเส้นตายไว้ที่ปี 2563

สาม คือ บรรจุภัณฑ์พลาสติก เป็นส่วนที่อาจารย์มองว่ายากที่สุด ต้องค่อย ๆ เรียนรู้กันไป ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ภาคเอกชนก็ต้องว่องไวในการปรับตัวด้วย และสุดท้าย คือ การรีไซเคิล ปัจจุบันไทยทำได้เพียง 25% ต่อปี ฉะนั้นระบบรีไซเคิลต้องพัฒนา

"คนที่ผมอยากให้เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคือภาคธุรกิจ โรงงานหลาย ๆ แห่งที่เจ๊งไป ตอนน้ำท่วมปี?54 ก็มีบทเรียนกันแล้ว มัวแต่นั่งลดต้นทุน คิดค้นเอไอ จริง ๆ สิ่งที่ควรใส่ใจมากที่สุด คือ ประเด็นสิ่งแวดล้อม ในอนาคตจะเกิดบ่อยขึ้นกว่านี้อีก ไม่ใช่คุ้มทุน 5 ปีพอ จากเดิมที่เราโทษว่าเป็นสาเหตุทางธรรมชาติ-แก้ไขไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ มันคาดการณ์ได้แต่ภาคธุรกิจต้องหันมาใส่ใจให้มากขึ้น"


https://www.prachachat.net/d-life/news-370001
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ตะลึง! ปลาทูหาดเจ้าไหม 1 ตัว เจอไมโครพลาสติก 78 ชิ้น

ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง เก็บตัวอย่างปลาทู บริเวณเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ตรวจพบไมโครพลาสติกในกระเพาเฉลี่ย 78 ชิ้นต่อตัว "ธรณ์" ชี้ กินเสี่ยง หลายโรค



วันนี้ (9 ก.ย.2562) ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง เปิดผลการศึกษาปลาทูที่อยู่บริเวณท่าเรือหาดเจ้าไหม จ.ตรัง สุ่มตัวอย่างพบว่าในกระเพาะของปลาทู มีไมโครพลาสติกสะสมในกระเพาะมากถึง 78 ชิ้นต่อตัว ประกอบไปด้วยลักษณะที่เป็นเส้นใย (สีดำน้ำเงิน แดง และเขียว) ชิ้น (สีดำ ขาว แดง น้ำตาล-ส้ม ฟ้า-น้ำเงิน และเหลือง) แท่งสีดำ และกลิตเตอร์ ซึ่งลักษณะของไมโครพลาสติกที่พบมากที่สุดคือ ชิ้นสีดำ ร้อยละ 33.96 และขณะนี้เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ถึงผลกระทบต่อมนุษย์หากนำสัตว์น้ำที่มีไมโครพลาสติกมารับประทาน

ขณะที่ ตามจุดต่างๆ บริเวณชายหาดเจ้าไหม จากการร่วมเก็บขยะของเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง และนักศึกษาสหกิจ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ยังพบขยะเป็นจำนวนมากกว่า 200 ชิ้น น้ำหนักกว่า 12 กก. ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก

- แก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic Cups) 42 ชิ้น 1.00 ก.ก.
- ขวดน้ำพลาสติก เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดนม ขวดนมเปรี้ยว 17 ชิ้น 1.00 ก.ก.
- หลอดพลาสติก 119 ชิ้น 0.10 ก.ก.
- ไฟแชค 11 ชิ้น 0.20 ก.ก.
- หลอดน้ำแข็งหวานเย็น (Dessert Plastic Tube)16 ชิ้น 0.20 ก.ก.
- ฝาขวด ฝาบรรจุภัณฑ์พลาสติก 56 ชิ้น 0.30 ก.ก.
- ช้อน ส้อม พลาสติก 15 ชิ้น 0.10 ก.ก.
- แปรงสีฟัน 1 ชิ้น 0.01 ก.ก.
- ขวด บรรจุภัณฑ์ พลาสติก 0.15 ก.ก.
- ถุงพลาสติก ถุงก๊อบแก๊บ 1.50 ก.ก.
- พลาสติกอื่นๆ เช่น ตะกร้า ของเล่น ฯลฯ 4.50 ก.ก.
- โฟม (Styro Foam) 0.70 ก.ก.
- เครื่องมือประมงอื่นๆ 0.20 ก.ก.
- เชือก 2.00 ก.ก.
- แก้ว ขวดแก้ว 0.60 ก.ก.
- รองเท้า 1 ชิ้น 0.10 ก.ก.

รวม 278 ชิ้น น้ำหนักรวมกว่า 12.66 กก.




ไมโครพลาสติก เฉลี่ย 78 ชิ้น ปลาทู 1 ตัว

ขณะที่ นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานด้านการจัดการสัตว์ทะเลหายาก และใกล้สูญพันธุ์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องไมโครพลาสติกกำลังดัง เมื่อศูนย์วิจัยอุทยานพบไมโครพลาสติกในปลาทูเฉลี่ย 78 ชิ้น/ตัว ซึ่งถือเป็นค่าเฉลี่ยที่สูงมาก

#พลาสติกในท้องปลาทูมาจากไหน ลองดูภาพถุงพลาสติกที่เราเพิ่งเก็บมาจากใต้ทะเลสิครับ ถุงกร่อนแตกตัวเป็นไมโครพลาสติก ลอยขึ้นไปอยู่ในน้ำ ตราบใดที่ถุงยังอยู่ เศษพลาสติกก็หลุดออกมาเรื่อยๆ การเก็บขยะทะเล จึงเป็นส่วนช่วยลดไมโครพลาสติกโดยตรง ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกัน

การแบนถุงก๊อบแก๊บในเดือน มกราคม ปีหน้า จะช่วยลดต้นตอไมโครพลาสติกไปได้อีกเยอะเลย #เมื่อแตกออกมาแล้วในน้ำมีเยอะไหม


การเก็บไมโครพลาสติกจากน้ำทะเล ภาพ : Thon Thamrongnawasawat

นายธรณ์ กล่าวว่า นำเครื่องมือเก็บไมโครพลาสติกลากในทะเล จากนั้นก็นำมากรองใส่ขวดที่อยู่ในมือผม จะเห็นเม็ดเล็กๆ ที่ก้นขวด นั่นแหละครับคือไมโครพลาสติก (บางส่วน) เมื่อนำไปส่องดูในกล้อง เราจะเห็นไมโครพลาสติก หรือพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร มีอยู่หลายแบบ

ปลาทูกินแพลงก์ตอนในน้ำ ก็กินไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่ในท้อง บางส่วนสลายตัวกลายเป็นนาโนพลาสติก เข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปลาได้ เรากินสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป ก็อาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อหลายโรค ตามที่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้


ภาพ : ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง


อาหารปนเปื้อนไมโครพลาสติก

ขณะที่ เฟซบุ๊กเพจ ReReef ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ปัญหาไมโครพลาสติกไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไปแล้ว เพราะดูเหมือนจะพบการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกไปแทบจะทุกสภาพแวดล้อมตั้งแต่บนยอดเขาลงไปถึงก้นมหาสมุทร หรือแม้แต่ฝนที่ตกลงมา แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการพบไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหารของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ในเบียร์ ในน้ำดื่มบรรจุขวด เกลือ และแน่นอนที่สุดในอาหารทะเล

ติดตามข่าวงานศึกษาการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในอาหารทะเลของต่างประเทศไม่ว่าจะปลา หอยแมลงภู่ หอยนางรม กุ้ง ปู กุ้งมังกร ก็ยังรู้สึกว่าไกลตัว แต่งานศึกษาเบื้องต้นไมโครพลาสติกในปลาทูของศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่จังหวัดตรัง ก็ทำให้พบความจริงว่า เราคงจะหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนไมโครพลาสติกได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ

การศึกษาไมโครพลาสติกในปลาทูบริเวณเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม สิ่งที่น่าสังเกตคือปริมาณไมโครพลาสติกที่พบจัดว่าค่อนข้างสูงมาก เพราะโดยเฉลี่ยโดยรวมจากงานศึกษาการปนเปื้อนในสัตว์น้ำของหลายๆประเทศพบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0-7.2 ชิ้นต่อตัว หรือการศึกษาปลาทู ที่อินโดนีเซียเมื่อปี 2015 ก็พบโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ชิ้นต่อตัว แต่ของบ้านเราสูงถึง 78 ชิ้น


อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกายเราจะสามารถขับถ่ายไมโครพลาสติกเหล่านี้ออกจากร่างกายได้ถึง 90% และยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันว่ามนุษย์ต้องได้รับปริมาณพลาสติกมากเท่าไหร่จึงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ หรือการทำงานของอวัยวะต่างๆ แต่การศึกษาในสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่มก็พบผลกระทบตั้งแต่การทำให้เกิดโรคในปะการัง หรือการรบกวนทำงานของฮอร์โมนในปลา ข้อเท็จจริงที่ว่าไมโครพลาสติกเป็นตัวดูดซับสารพิษต่างๆ ในสภาพแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากๆ ที่ตอนนี้พบการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในอาหารหลายอย่างที่เราบริโภค

จากที่เคยมีคำกล่าวที่ว่า "You are what you eat" หรือสุขภาพของเราจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ว่าเรากินอะไร อาจจะต้องเปลี่ยนเป็น You eat what you throw away หรือ อะไรที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเล สุดท้ายก็กลับมาเรา คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงเลย


https://news.thaipbs.or.th/content/284013

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ทส.ลงนาม MOU 11 หน่วยงานแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้านหาดใหญ่ยังอ่วมควันไฟป่า

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยืนยัน พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 11 หน่วยงานในการป้องกันและรับมือกับปัญหามลพิษ PM2.5 อย่างครบวงจร เชื่อมั่นทุกหน่วยงานมีประสบการณ์และทรัพยากรเพียบพร้อมในการรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศ



เมื่อวันที่ 10 กันยายน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวิจารย์ สิมาฉายา เป็นประธานในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นายวิจารณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ความแห้งแล้งผิดปกติ ทำให้หลายภูมิภาคของประเทศไทยประสบกับปัญหามลพิษหมอกควัน PM2.5 คั้งแต่ต้นปี ทั้งที่กรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในภาคเหนือ และในช่วงเดือนกันยายนนี้ หลายจังหวัดทางภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบจากหมอกควันไฟป่าเช่นกัน


หมอกควันหาดใหญ่

หมอกควันไฟป่าปกคลุมพื้นที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา //ขอบคุณภาพจาก: สถานวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
โดยจากการตรวจสอบแหล่งกำเนิดหมอกควัน PM2.5 พบว่า ฝุ่นละอองมลพิษเหล่านี้มาจากหลายแหล่งกำเนิด อาทิ การเผาเศษวัสดุการเกษตร ไฟป่า การคมนาคมและขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงหมอกควันข้ามพรมแดนจากภายนอกประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน

"ดังนั้นการจะทำงานแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้สำเร็จจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน กระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมมลพิษที่แหล่งกำเนิด รวมไปถึงสถาบันการศึกษาที่สามารถจะใช้งานวิจัยนำมาต่อยอดการแก้ไขปัญหา นี่จึงเป็นที่มาของการลงนามความร่วมมือวันนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตนทำงานประสานกันในการควบคุมและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างครบวงจร" นายวิจารณ์แถลง

ด้านการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน นายวิจารณ์กล่าวว่า การแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5 ในแต่ละพื้นที่จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ประสานงานหลัก (single command) โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานควบคุมการก่อมลพิษที่ต้นทาง โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จะมีบทบาทในการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายต่อสุขภาพจากฝุ่นควัน PM2.5 ส่วนสถาบันการศึกษาจะมีส่วนช่วยสนับสนุนองค์ความรู้วิชาการในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกัน สถานวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รายงานผ่านทางแฟนเพจ รายงานสถานการณ์หมอกควันในภาคใต้ ว่า หมอกควันไฟป่าได้พัดเข้าปกคลุมพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 9 กันยายน โดยสามารถวัดค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 รายชั่วโมง ได้สูงถึง 79 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) เมื่อเวลา 9.00 น. อยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นสถานวิจัยฯจึงแนะนำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และควรสวมใส่หน้ากากป้องกันเมื่อออกนอกอาคาร


ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่หาดใหญ่ เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน

ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ อ.เมือง จ.ยะลา ของกรมควบคุมมลพิษ ตรวจพบว่าค่า PM 2.5 ในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน โดยเมื่อเวลา 14.00 น. พบว่าค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM2.5 รายชั่วโมง อยู่ที่ 56 มคก./ลบ.ม. ซึ่งสูงกว่าทั้งค่ามาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทยที่ 50 มคก./ลบ.ม. และ ค่ามาตรฐาน PM2.5 ของข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก(WHO Guideline) ที่ 25 มคก./ลบ.ม.

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายประลอง ดำรงค์ไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์หมอกควันไฟป่าในพื้นที่ภาคใต้เป็นผลมาจากทั้งแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งในและนอกประเทศ แต่คาดว่าควันไฟจากการระอุของไฟป่าในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช น่าจะเป็นสาเหตุหลัก เสริมกับหมอกควันข้ามพรมแดนจากจุดความร้อนบนเกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย

นายประลอง กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มีทรัพยากรและความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับสถานการณ์หมอกควันไฟป่า หลังจากมีประสบการณ์ในการรับมือกับปัญหาหมอกควันในปีก่อนๆ โดยในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ประสบภัย ให้เตรียมสร้างห้องปลอดฝุ่น เพื่อเป็นจุดปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้กรมควบคุมมลพิษยังได้ส่งหนังสือไปถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อขอความร่วมมือประเทศต้นทางแก้ไขปัญหาหมอกควันช้ามพรมแดนอีกด้วย

อนึ่ง จากข้อมูลของสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ ฝุ่น PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะ การเผาวัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม สามารถเข้าไปถึงถุงลมในปอดได้ เป็นผลทําให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ และโรคปอดต่างๆ หากได้รับในปริมาณมากหรือเป็นเวลานานจะสะสมในเนื้อเยื่อปอด ทําให้การทํางานของปอดเสื่อมประสิทธิภาพลง ทําให้หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเป็นเวลานานโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ


https://greennews.agency/?p=19473


*********************************************************************************************************************************************************


มันอยู่ในปลาทู!! นักวิจัยพบไมโครพลาสติกในปลาทูไทย

ยืนยันแล้ว อาหารทะเลไทยเปื้อนไมโครพลาสติก หลังจากนักวิจัยศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง พบไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทูไทย เฉลี่ยตัวละ 78 ชิ้น

ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง รายงานผ่านทางแฟนเพจของศูนย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายนว่า จากการเก็บตัวอย่างปลาทูจากบริเวณท่าเรือบริเวณหาดเจ้าไหม เพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อนของขยะประเภทไมโครพลาสติกจากการกินอาหารของปลาทู พบว่าปลาทูขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 66.53 ? 1.136 กรัม มีไมโครพลาสติกในกระเพาะของปลาทูเฉลี่ย 78.04 ? 6.503 ชิ้น/ตัว


ตัวอย่างปลาทูที่นักวิจัยเก็บมาตรวจสอบ //ขอบคุณภาพจาก: ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง

โดยลักษณะของไมโครพลาสติกที่พบ ประกอบไปด้วยเส้นใยพลาสติก (สีดำน้ำเงิน แดง และเขียว) เศษพลาสติกชิ้น (สีดำ ขาว แดง น้ำตาล-ส้ม ฟ้า-น้ำเงิน และเหลือง) เศษพลาสติกแท่งสีดำ และกลิตเตอร์ โดยพบเศษไมโครพลาสติกสีดำมากที่สุด

จากข้อมูลดังกล่าว เพจ ReReef แสดงความเห็นว่า ปริมาณไมโครพลาสติกที่พบในปลาทูไทยถึงเฉลี่ยตัวละ 78 ชิ้น นับว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยการปนเปื้อนไมโครพลาสติกในสัตว์น้ำจากงานศึกษาการปนเปื้อนไมโครพลาสติกจากของหลายๆประเทศที่พบอยู่ที่ประมาณ 1 ชิ้นต่อตัวเท่านั้น

ด้าน นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซ ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความเห็นว่า การพบการปนเปื้อนไมโครพล่าสติกในปลาทูไทยนับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกยิ่ง เพราะเป็นสิ่งยืนยันว่าไมโครพลาสติกได้ปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของคนไทยเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเมื่อพบในปลาทูที่จับได้จากทะเลอันดามัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีกว่าทะเลอ่าวไทย


เส้นใยไมโครพลาสติกที่พบในกระเพาะปลาทู //ขอบคุณภาพจาก: ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง

"สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือต้องหยุดการปนเปื้อนไมโครพลาสติกเพิ่มเติมลงสู่ทะเลให้ได้มากที่สุด โดยสิ่งที่ผู้บริโภคทุกคนทำได้คือการงดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไมโครบีดส์ (microbeads) ซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนไมโครพลาสติกจำนวนมหาศาลในทะเล รวมถึงการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastic) ให้ได้มากที่สุด" นายธารากล่าว

อนึ่ง กรีนพีชให้คำอธิบายไมโครบีดส์ หรือ เม็ดบีดส์ ว่าคือชิ้นส่วนเล็กๆ ของพลาสติกในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยาสีฟัน น้ำยาทำความสะอาด ส่วนใหญ่จะทำจากโพลีเอทิลีน มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร จึงสามารถหลุดรอดจากระบบกรองน้ำและปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างง่ายดาย โดยเมื่อไมโครบีดส์ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ สัตว์น้ำก็จะกินมันเข้าไป และสุดท้ายไมโครบีดส์ก็จะย้อนกลับมาที่ผู้บริโภคในที่สุด


https://greennews.agency/?p=19478

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 11-09-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


ญี่ปุ่นกลับมาล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์อีกครั้ง ขณะที่นักล่าวาฬมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ



ชาวประมงญี่ปุ่นกลับมาล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์อีกครั้ง หลังจากหยุดไป 33 ปี ผู้คนบางส่วนสนับสนุนให้สืบทอดประเพณีการล่าวาฬ แต่คนที่เห็นว่านี่เป็นประเพณีที่ล้าสมัยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

วาฬขนาด 10 เมตรตัวหนึ่งซึ่งถูกยิงด้วยฉมวกที่นอกชายฝั่งของญี่ปุ่น กำลังถูกลากเข้าฝั่งที่เมืองวาดะ เมืองเล็ก ๆ ที่มีการล่าวาฬ หลังจากนั้นบรรดาคนงานได้ช่วยกันแล่วาฬน้ำหนัก 6 ตันตัวนี้

การที่ญี่ปุ่นตัดสินใจให้มีการล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์ได้อีกครั้ง ทำให้เกิดความไม่พอใจไปทั่วโลก แต่คนในพื้นที่ดูเหมือนจะไม่รับรู้ถึงความกังวลเหล่านั้น

โยชิโนริ โชจิ นักล่าวาฬ กล่าวว่า "เนื้อวาฬเป็นอาหาร ที่เรากินกันมานาน 400 ปีแล้ว เราเห็นมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนึ่ง เหมือนกับปลาทั่วไป หรือปลาคอด อะไรแบบนั้น"

ในช่วงทศวรรษ 1960 นักล่าวาฬชาวญี่ปุ่นล่าวาฬได้ 20,000 ตัวต่อปี แต่ปีนี้ ล่าวาฬได้มากที่สุดเพียง 227 ตัว

การจับวาฬดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มารอชมจำนวนมาก รวมถึงบรรดาผู้ที่ชื่นชอบเนื้อวาฬ

"เรากินเนื้อวาฬกันที่บ้าน ฉันก็เลยอยากให้ลูก ๆ รู้ว่า เขาทำกันอย่างไร กว่าจะได้เนื้อวาฬมาขึ้นโต๊ะ" ผู้หญิงที่มาชมการล่าวาฬพร้อมกับครอบครัวกล่าว

ผู้สูงอายุบางส่วน อยากให้สืบทอดประเพณีนี้ต่อไป แต่คนญี่ปุ่นราว 95% ไม่กิน หรือแทบไม่เคยกินเนื้อวาฬเลย ขณะที่นักล่าวาฬในญี่ปุ่นกำลังลดจำนวนลงเรื่อย ๆ


https://www.bbc.com/thai/international-49636186

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 03:32


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger