เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 19-01-2022
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,482
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 19 มกราคม 2565

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส และยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย ในขณะที่ลมตะวันตกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้าหากันบริเวณภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ขอให้เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อนยังคงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20-22 มกราคม 2565 คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิลดลง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 18 ? 19 ม.ค. 65 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันตกพัดปกคลุมบริเวณดังกล่าว ทำให้อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก มีอากาศเย็นในตอนเช้า

ส่วนในช่วงวันที่ 20 ? 22 ม.ค. 65 คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลางตอนบน ในขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนอง กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 23 ? 24 ม.ค. 65 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่อีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมีลมตะวันตกพัดปกคลุมบริเวณดังกล่าว ทำให้อุณหภูมิจะลดลง 1-4 องศาเซลเซียส โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอากาศเย็นในตอนเช้า

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อนพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตลอดช่วง ทำให้มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค รวมทั้งทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังอ่อนลง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วง ส่วนในช่วงวันที่ 20 ? 23 ม.ค. 65 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 20-22 มกราคม 2565)" ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 19 มกราคม 2565

ในช่วงวันที่ 20-22 มกราคม 2565 คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิลดลง โดยภาคเหนือจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ส่วนภาคอื่นๆจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 1-8 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 19-01-2022
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,482
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ควรรู้ มีภูเขาไฟกลางทะเลใกล้ไทย หากระเบิด "สึนามิ" อาจถึงใน 45 นาที!



"ผมอยากให้เป็นข้อมูลที่ทราบทั่วกันว่า ภูเขาไฟในรัศมีที่อาจสร้างผลกระทบให้ไทยได้ คือ ภูเขาไฟ Barren Island หากระเบิดแรงจริงๆ ก็อาจจะมีสึนามิมาถึงประเทศไทย เพราะห่างจากประเทศไทยเพียง 700 กิโลเมตรเท่านั้น"


นี่คือหัวข้อหลักในการพูดคุยวันนี้ ระหว่างทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ และ นายนพดล มากทอง โฆษกมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ

เมื่อหลายวันก่อน เกิดเหตุภูเขาไฟใต้น้ำระเบิด หลายประเทศต้องเจอกับ "คลื่นสึนามิ" ถล่ม แม้ระดับน้ำไม่สูงนัก แต่หลายๆ เมืองก็ได้รับความเสียหาย ในขณะที่ประเทศไทยเอง ก็มีกระแสข่าวมากมาย และสุดท้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องออกมาหยุดยั้ง "ข่าวลือ" ซึ่งอาจจะช้าไป

ในประเด็นนี้ นายนพดล โฆษกมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ผิด ที่ไม่ออกมาเตือน เพราะรู้อยู่แล้วว่าประเทศไทย ไม่ได้รับผลกระทบ แต่...ประชาชนก็ไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความสับสน ที่เป็นห่วงคือ หากภูเขาไฟใต้น้ำ หรือบนเกาะ ในรัศมี 1,000 กิโลเมตร ระเบิดเมื่อไหร่ อาจจะเกิดคลื่น "สึนามิ" มาถึงประเทศไทยได้


Baren Island ภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่ หากระเบิด ไทยเจอสึนามิแน่!

นายนพดล กล่าวกับผู้เขียนว่า การเกิดคลื่นสึนามิ ส่วนมากมีสาเหตุมาจาก "แผ่นดินไหว" ใต้ทะเล ส่วนรองลงมา ก็คือ การระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล

จากข้อมูลพบว่าในปี 2554 เคยเกิดภูเขาไฟในทะเลระเบิด ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงมีการตื่นตัวเพื่อค้นคว้าข้อมูลการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล โดยมีเป้าหมายจะนำข้อมูลที่ได้มาใช้เตือนภัยล่วงหน้า แต่...นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นได้รับข้อมูลน้อย เพราะเจออุปสรรคเรื่องการสำรวจทางกายภาพ เช่น

เส้นทางภูเขาไฟใต้ทะเลมีความลาดชันสูง ทรัพยากรทางทะเลมากมายทับถม แม้จะแก้ปัญหาด้วยการส่งหุ่นยนต์เข้าไปสำรวจ แต่ข้อมูลที่ได้ไม่ 100%

โฆษกมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า โดยภาพรวมถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะสามารถมาใช้แจ้งเตือนประชาชนในอนาคตได้

ภูเขาไฟที่ใกล้ประเทศไทย และที่ต้องจับตา คือ ภูเขาไฟที่ Barren Island ใกล้ๆ กับ เกาะนิโคบาร์ ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากประเทศไทย 700 กิโลเมตร


**หากเกิดภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด ในรัศมี 1,000 กิโลเมตร จะได้รับผลกระทบ**


อาจารย์นพดล กล่าวต่อว่า จากการติดตามล่าสุด พบว่ายังมีการปลดปล่อยลาวาออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มันไม่รุนแรงจนทำให้เกิดการกระเพื่อม หรือ ทำให้เกิด "สึนามิ" ได้ หากมองในแง่ของการเตือนภัยคนไทยจำเป็นต้องรู้ว่าภูเขาไฟลูกนี้อยู่ใกล้ "ประเทศไทย" แม้มันจะตั้งอยู่บนเกาะ แต่ถ้าระเบิดก็สามารถสร้างคลื่นสึนามิได้

"ถึงแม้เวลานี้จะยังบอกไม่ได้ว่ามันจะเกิดระเบิดเหมือนที่ "ตองกา" เมื่อไหร่ วันใด หรือเวลาไหน แต่ที่แน่ใจคือ หากมันเกิดระเบิดรุนแรง สึนามิมาถึงไทยแน่นอน.."

คำถามคือว่า "เราจะมีเวลาเตรียมตัวแค่ไหน" โฆษกมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า "เรามีเวลาประมาณ 45 นาที เพราะแบบนี้เอง ถึงอยากให้คนไทยได้ทราบข้อมูลแบบนี้ จะได้อพยพได้ทัน"


อาจารย์นพดล มองบทเรียนที่เกิดขึ้นกรณี ?ตองกา? ที่ไทยได้เรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็น


ประเด็นที่ 1 : ภูเขาไฟระเบิด เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติ

ภูเขาไฟปะทุที่ตองกา ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะภูเขาไฟต้องปลดปล่อยพลังงาน แต่เนื่องจาก "ภูเขาไฟ" ลูกดังกล่าวไปปะทุในทะเล จนเกิดคลื่นสึนามิ แต่ สึนามิ จะไปกระทบในรัศมี 1,000 กิโลเมตร แต่สำหรับ "ตองกา" ห่างจากประเทศไทยกว่า 10,000 กิโลเมตร


บริบทที่ 2 : ระบบการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชน

ภูเขาไฟระเบิดที่ตองกา ประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ "แอ็กชัน" กับเรื่องนี้ ซึ่งจะไปตำหนิเขาก็ไม่ได้ เพราะเหตุการณ์มันไกลมาก แต่เมื่อ "สึนามิ" ขึ้นไปในหลายประเทศ หลายประเทศมีการเตือนภัย และก็มีกระแสข่าวที่ถูกปล่อยทางโซเชียลมีเดีย วิเคราะห์ว่าอาจจะมาถึง "ไทย" ทั้งที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ "รู้ทั้งรู้" ว่า ยังไงคลื่นสึนามิ ก็มาไม่ถึง แต่กลับไม่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ ส่งผลให้ประชาชนกลับต้องไปติดตาม "ข่าวลือในโซเชียลฯ"

นี่คือ ประเด็นที่เราต้องทบทวน หน่วยงานทราบข้อมูลดี แต่คนทั่วไปไม่ทราบ ฉะนั้น สิ่งที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทบทวน อย่าปล่อยให้ "ข่าวลือ" ที่มาจากการ "จินตนาการ" ไปว่า คลื่นจะต้องมาถึงประเทศไทย ถึงอ่าวไทย และตอนนี้ไม่มีทุ่นเตือนภัย จะทำให้ได้รับผลกระทบหนัก

อาจารย์นพดล เผยว่า ก่อนปี 2547 เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า "สึนามิ" คืออะไร หลังจากที่เราประสบ จากนั้นจึงได้ริเริ่มระบบเตือนภัย แต่เวลานี้พบว่า ระบบเตือนภัยของเราชำรุดทรุดโทรม ป้ายที่ชี้ให้วิ่งหนีขึ้นภูเขา กลับชี้ลงไปในทะเล ระบบเตือนภัยดังบ้าง ไม่ดังบ้าง

"เรื่องแผ่นดินไหว ไม่สามารถบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ระบบเตือนภัยต้องมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนให้มากที่สุด"

มีอยู่ปีหนึ่งที่เกิดแผ่นดินไหว และเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น คนภูเก็ตก็ต้องอพยพหนีสึนามิด้วย แต่...สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การอพยพไม่ได้เป็นไปตามที่ซ้อมไว้เลย เขาบอกว่า "ห้ามขับรถ" ก็แห่ขับรถออกมาจนติดอยู่บนถนน นี่คือ ประเด็นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยง หากเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด มีสึนามิจริงๆ จะหนีกันไม่ทัน

"สิ่งสำคัญคือ อย่า!!! (เน้นเสียง) ฝากความหวังที่ระบบเตือนภัย 100% จะต้องเตรียมความพร้อม เพราะบางครั้งระบบเตือนภัยก็ทำงาน หรือ ไม่ทำงาน การฝึกซ้อมที่ผ่านมา ก็คือการฝึกซ้อม จะไม่เหมือนกับสถานการณ์จริง"


วิธีการเอาตัวรอดจาก "สึนามิ"

1. ต้องรู้ว่าพื้นที่ที่เราอยู่สุ่มเสี่ยงหรือไม่

2. ภัยธรรมชาติ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะเกิดซ้ำในอนาคต ฉะนั้นต้องตระหนักรู้เรื่องนี้และไม่ประมาท

"เรายืนยันได้ว่าสึนามิเกิดขึ้นอีกแน่ แต่วันเวลาที่เกิด เราไม่รู้ เนื่องจากในทะเลอันดามัน มีรอยมุดตัวของแผ่นดินอยู่ นั่นมีความล่อแหลมว่า อาจจะเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างความมั่นใจกับประชาชน"


https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2290698


*********************************************************************************************************************************************************


ผู้เชี่ยวชาญสร้างทีมหุ่นยนต์ ช่วยเก็บกวาดขยะใต้น้ำ


(ภาพประกอบ หุ่นยนต์ Tortuga Rov, Credit : SeaClear,2021)

ชายทะเลเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ทว่าความสุขอันแสน เรียบง่ายอาจถูกทำลายไปเมื่อขยะปรากฏในน้ำ ส่งผลเสียร้ายแรงต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีการใช้บริการนักประดาน้ำช่วยเก็บขยะในพื้นที่ทะเลบางแห่ง แต่ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี เพราะนักดำน้ำที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญนั้นหายาก ในขณะที่ระยะเวลาที่พวกเขาต้องอยู่ใต้น้ำก็ถูกจำกัดด้วยระบบจ่ายอากาศ บางพื้นที่ก็ไม่ปลอดภัยเพราะมีการปนเปื้อน

แต่หากใครบังเอิญอยู่แถวชายฝั่งเมืองดูบรอฟนิก หรือ "ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก" ทางใต้ของโครเอเชีย ในช่วงหน้าร้อนปีก่อน ก็อาจได้เห็นทีมหุ่นยนต์ 4 ตัวทำงานเก็บขยะในทะเล หุ่นยนต์ตัวหนึ่งถูกฝึกให้แยกแยะขยะกับสิ่งอื่นๆ บนพื้นทะเล เช่น สัตว์และสาหร่าย ส่วนหุ่นยนต์อีกตัวจะเก็บขยะใส่ตะกร้า ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ในเนเธอร์แลนด์ ที่ทำงานกับโครงการซีเคลียร์ (SeaClear) เผยว่าเรือหุ่นยนต์บนผิวน้ำจะเป็นศูนย์จ่ายพลังงานไฟฟ้าแก่หุ่นยนต์ 2 ตัวที่ลงไปทำงานใต้น้ำ และโดรนหุ่นยนต์ที่บินสำรวจขยะ โดยขยะที่เก็บกู้มาจะนำมารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสภาวิจัยแห่งชาติ ในนครเวนิส อิตาลี เผยว่า ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เน้นการกำจัดขยะที่ลอยอยู่ในแม่น้ำเพื่อให้สามารถดักจับก่อนที่มันจะเข้าสู่ทะเลด้วยฟองสบู่ที่เรียกว่า "Bubble Barrier" สร้างโดยสูบลมผ่าน ท่อที่มีรูพรุน และวางไว้ที่ก้นแม่น้ำ ซึ่งจะสร้างกระแสน้ำขึ้นเพื่อนำขยะลอบไปยังพื้นผิวน้ำ เพื่อให้เก็บกวาดขึ้นฝั่ง

ระบบกั้นด้วยฟองสบู่นี้ถูกทดสอบในคลองที่เนเธอร์แลนด์ และขณะนี้กำลังทดลองในแม่น้ำทางเหนือของเมืองปอร์โตในโปรตุเกส นักวิจัยมองว่าวิธีนี้เป็นแนวคิดง่ายๆ ที่ไม่มีผลกระทบต่อการเดินเรือและไม่ส่งผลเสียต่อสัตว์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องตรวจสอบผลกระทบอย่างเข้มข้น.


https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2290038

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 19-01-2022 เมื่อ 04:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 19-01-2022
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,482
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


พบ "วาฬบรูด้า" ว่ายหากินหมู่เกาะอ่างทอง ปีนี้มาเร็วกว่าเดิม

ข่าวดีนักดูวาฬ พบเจ้าเปรมปรีดิ์ "วาฬบรูด้า" ว่ายหากินเขตหมู่เกาะอ่างทอง ต่อเนื่องอีกปี แถมมาเร็วกว่าปกติ บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล



วันนี้ (18) นายณัฐวัฒน์ นุ้ยศรีราม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ได้นำเจ้าหน้าที่สายตรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ ออกลาดตระเวนสำรวจและบันทึกภาพวาฬบรูด้า ขณะหากินอาหาร จำนวน 1 ตัว อยู่ระหว่างเกาะรอก เกาะแปยัค เกาะแหล เกาะหินแตก ในพื้นที่อุทยานฯ ทางด้านทิศตะวันตก จึงได้ประสานงานจัดส่งภาพถ่ายให้กับฝ่ายฐานข้อมูลการจำแนกประชากรวาฬบรูด้าในอ่าวไทย โดยใช้ภาพถ่าย (Photo Identification) ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ผลปรากฎว่า จากการเปรียบเทียบอัตลักษณ์โดยเฉพาะลักษณะครีบหลัง ตรงกับ "เจ้าเปรมปรีดิ์" ซึ่งเมื่อปีที่แล้วก็ได้เข้ามาหากินในพื้นที่อุทยานฯ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ร่วมกับแม่วันดี เจ้าวันหยุด และ เจ้าอิ่มเอม ซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน รวม 4 ตัว

ซึ่งโดยปกติส่วนใหญ่ วาฬบรูด้าออกหากินอยู่บริเวณทะเลอ่าวไทยตอนบนแถบจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี การที่วาฬบรูด้าลงมาหากินบริเวณภาคใต้ตอนล่างต่อเนื่องในปีนี้ น่าจะเป็นตัวชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศทางทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองได้เป็นอย่างดี ซึ่งอุทยานฯ จะสำรวจติดตามว่าจะมีวาฬบรุด้าเข้ามาหากินเพิ่มเติมในช่วงฤดูนี้หรือไม่ แล้วจะรายงานให้ทราบต่อไป


https://www.komchadluek.net/news/501776

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:31


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2022, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger