เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,446
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้ สำหรับทะเลอันดามันมี คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 16-20 มิถุนายน 2562 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 14 - 15 มิ.ย. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 16 - 20 มิ.ย. 62 บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 16- 19 มิ.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดาและอ่าวไทยตอนบนควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (98.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (98.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (188.1 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 15-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,446
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


มนุษย์บริโภคไมโครพลาสติกกว่าครึ่งแสนชิ้นในทุกปี



เศษพลาสติกเล็กๆที่แยกออกมาจากผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น เสื้อผ้าสังเคราะห์ ยางรถยนต์ และคอนแทคเลนส์ นับเป็นวัสดุที่แพร่กระจายมากที่สุดในโลก ซึ่งการวิเคราะห์ใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ในแคนาดา พบว่ามนุษย์มีการบริโภคและหายใจรับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่าไมโครพลาสติก (microplastic) จำนวนหลายหมื่นอนุภาคต่อปี ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่าขยะพลาสติกจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราโดยตรงได้อย่างไร

มีการวิจัยหลายฉบับก่อนหน้านี้รายงานว่าพบไมโครพลาสติกในธารน้ำแข็งที่สูงที่สุดของโลกบางแห่ง และยังพบที่ก้นทะเลลึกที่สุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอนุภาคพลาสติกสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์จึงวิเคราะห์หลายร้อยชุดข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกและเปรียบเทียบกับอาหารทั่วไป รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคของชาวอเมริกัน พบว่าชายวัยผู้ใหญ่อาจบริโภคไมโครพลาสติกได้มากถึง 52,000 ชิ้นต่อปี

ตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าประมาณปริมาณพลาสติกที่บริโภคโดยคนที่กำหนด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่ไหนและกินอะไรมากขึ้น แต่ที่สำคัญคืออนุภาคพลาสติกขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 130 ไมโครเมตรนั้นมีศักยภาพที่จะเคลื่อนย้ายไปสู่เนื้อเยื่อของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม นักนิเวศวิทยาของมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียในอังกฤษเผยว่า ไม่มีหลักฐานว่าอนุภาคพลาสติกที่ระบุในการศึกษานี้ก่อให้เกิดอันตรายที่สำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1591193

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 15-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,446
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


หวั่น ! ไม่มีโลมาให้ดู หลังพบเรือท่องเที่ยว- ประมงเสี่ยงทำอันตราย จี้รัฐดูแลด่วน

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เรียกร้องหน่วยงานรัฐ ดูแลโลมาประจำถิ่นเกาะไม้ท่อน หลังพบเรือท่องเที่ยว - เรือประมงอวนลากเสี่ยงทำอันตรายโลมา หวั่นอนาคตไม่มีโลมาไม่เห็น



วันนี้ (14มิ.ย.62) เพจชื่อ Healthy Reefs Club ซึ่งเป็นเพจของกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ได้มีการเผยแพร่ภาพของฝูงโลมาจำนวนหนึ่งที่กำลังว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน ซึ่งระบุว่า เป็นโลมาที่อยู่อาศัยบริเวณเกาะไม้ท่อน จ.ภูเก็ต ที่ออกมาว่ายน้ำเล่น และ บางครั้งก็จะว่ายน้ำตามเรือท่องเที่ยวที่แล่นผ่านไปมา สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

โดยเจ้าของเพจได้นำเสนอข้อความเกี่ยวกับภาพโลมาดังกล่าวไว้ด้วยว่า "ในอนาคต วันข้างหน้า ทุกคนจะมีโอกาสได้เห็นอย่างนี้อีกไหม..ปลาโลมา สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม อันซีน แห่งท้องทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต เกาะไม้ท่อน อยากเห็นปลาโลมา ต้องไปเกาะไม้ท่อน คำนี้เป็นคำพุดที่ติดหูกันในปัจจุบัน แต่ในวันข้างหน้า ทุกคนจะได้เห็นอย่างนี้อีกไหม.นี้เป็นสิ่งน่าคิด ดูแล้วจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่จริงแล้วมันมีสาระ



ปัญหาในปัจจุบัน..

1. เรือที่ยังใช้ความเร็ว เมื่อเข้าพื้นที่ที่ปลาโลมา อาศัยอยู่ (ปัญหา) อาจก่อให้เกิดผลกระทบและอุบัติเหตุที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือตายของปลาโลมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

2. เรือประมง ประเภทเรืออวนลากคู่ ควรมิให้หรือเลิกให้การ ในพื้นที่บริเวณหน้าเกาะไม้ท่อนหรือยึดระยะทางให้ห่างเกาะไม้ท่อนออกไปอีก เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของปลาโลมาในเรื่องความปลอดภัยและห่วงโซ่อาหาร (ปัญหา) หากปล่อยให้มีการทำประมง เรืออวนลากคู่ ในพื้นที่ที่ปลาโลมา อาศัยอยู่ อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของโลมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของห่วงโซ่อาหาร หากห่วงโซ่อาหารไม่สมบูรณ์หรือหายไป สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างเจ้าปลาโลมาจำเป็นต้องย้ายถิ่น หายไปจากอันซีน จ.ภูเก็ต แห่งเกาะไม้ท่อน ทะเลอันดามัน

จึงใคร่ขอวิงวอนเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นระดับจังหวัด และกระทรวงทรัพยากรทางทะเล โปรดช่วยแก้ไข ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยเถอะครับ .. มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วมันไม่เล็ก.. ขอแค่ให้มีพื้นที่แก่สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างเจ้าปลาโลมา อันซีนแห่งท้องทะเล จ.ภูเก็ต ให้อยู่คู่ ทะเล จ.ภูเก็ตไปนานๆ.."


https://mgronline.com/south/detail/9620000056868

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 15-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,446
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"มาเรียม" ตำราเล่มใหม่ "คนเลี้ยงพะยูน"

ไทยพีบีเอสออนไลน์ เปิดใจทีมสัตวแพทย์ ผู้ดูแล "มาเรียม" ลูกพะยูนวัย 6 เดือนพลัดหลงแม่ ยอมรับหลงรักเจ้าพะยูนน้อยขี้อ้อน อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตั้งเป้าปรับการใช้ชีวิต เพื่อให้กลับคืนบ้านใช้ชีวิตได้เอง ชี้เป็นตำราเล่มใหม่ที่คนเลี้ยงพะยูนในทะเล



ภาพของลูกพะยูน "มาเรียม" เคลิ้มหลับตาพริ้มหลังกินนมจนอิ่ม ซุกอยู่ในอ้อมกอดของพี่เลี้ยง ท่ามกลางท้องทะเลตรัง กลายเป็นภาพแห่งความอบอุ่น บอกเล่าเรื่องราวของคนและสัตว์ทะเลหายากที่น่าประทับใจ

"มาเรียม" คือลูกพะยูนวัย 6 เดือนพลัดหลงแม่ในพื้นที่ จ.กระบี่ เมื่อ 26 เม.ย.ที่ผ่านมาหลังจากเจ้าหน้า ที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต ได้พยายามนำปล่อยคืนทะเล 2 ครั้งบริเวณอ่าวทุ่งคา ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง แต่ลูกพะยูนตัวนี้กลับว่ายเข้าหาฝั่ง

"ไม่อยากให้ลูกพะยูนตัวนี้ ถูกเลี้ยงในบ่อเลี้ยงไปทั้งชีวิต จึงตัดสินใจเลี้ยงมาเรียมในบริเวณเขาบาตู เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง "

จุดเริ่มต้นที่ ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ภูเก็ต) บอกว่า เป็นทางเลือกที่ต้องตัดสินใจที่จะทำให้พะยูนตัวนี้อยู่รอด!

เขาบอกว่า ปกติลูกพะยูนที่ขาดแม่ จะไม่สามารถอยู่ได้ในธรรมชาติ ต้องเลี้ยงในบ่อเลี้ยง แต่เราไม่อยากเห็นเขามีชีวิต ทั้งชีวิตในบ่อเลี้ยง จึงเลือกที่จะให้เขาอยู่ในธรรมชาติ พวกเขาตัดสินใจที่จะเลี้ยงลูกพะยูนในห้องเรียนธรรมชาติ ในบ้านของฝูงพะยูนกว่า 200 ตัวที่หมู่เกาะลิบง พร้อมกับตั้งชื่อว่า "มาเรียม" ที่หมายถึง ผู้หญิงแห่งท้องทะเลผู้มีความสง่างาม"




เปิดตำราใหม่ คนเลี้ยงลูกพะยูน

กว่า 1 เดือนวันที่นักวิจัย ทีมสัตวแพทย์จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เจ้าหน้าที่เขตห้ามสัตว์ป่าเกาะลิบง จ.ตรัง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชาวบ้านกลุ่มพิทักษ์ดุหยง และอาสาสมัครกว่า 30 ชีวิต ร่วมทำภารกิจนี้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ภารกิจของคนเลี้ยงพะยูน แบ่งออกเป็น ทีมหนึ่งคอยทำหน้าที่เตรียมนม ป้อนนม ทีมหนึ่งคอยดำน้ำเก็บหญ้าทะเล ทีมหนึ่งต้องสอนว่ายน้ำ โดยมีแม่ส้ม เรือแคนูที่มาเรียม ยึดเหนี่ยวเหมือนแม่ และทีมเฝ้าระวังภัย ไม่ให้มาเรียม เกยตื้น หรือเข้าใกล้เขตอันตราย

"มาเรียมเป็นลูกที่ต้องอยู่กับแม่ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และการที่ปกป้องและหลบภัยได้เขาจะเข้าหา ไม่ว่าจะเรือแม่ส้ม หรือคนเลี้ยง"

สัตวแพทย์หญิงพัชราภรณ์ แก้วโม่ง? นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการ? สังกัดศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน? จ.ภูเก็ต?? บอกว่า แม้มาเรียม จะกินหญ้าทะเลได้เอง แต่ลูกพะยูนวัยนี้ ยังต้องการนม

สูตรน้ำนมที่ให้กับมาเรียม เป็นนมแพะ เสริมด้วยวิตามิน น้ำมันพืช เพื่อสร้างสารอาหารที่เหมาะสำหรับสัตว์ในวัยเด็ก ที่ต้องได้รับพลังงานร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ไป หรือวันละ 2 ลิตร หมอต้องป้อน ทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้มาเรียมเติบโตสมวัย

นอกจากนี้ เจ้ามาเรียม ยังไม่ห่างจากแม่ส้ม เรือแคนนู ที่ทีมสัตวแพทย์และจิตอาสา เป็นผู้บังคับทิศทาง ไม่ต่างจากพะยูนตามธรรมชาติที่มักจะอยู่เป็นคู่แม่ลูก แต่สำหรับเจ้ามาเรียม มีแม่ส้มคอยพาไปออกกำลังกาย และออกหากินตามแหล่งหญ้าทะเล


ตกหลุมรักเธอไม่ยาก-เธอต้องอยู่รอด

"วินาทีที่สบตากับมาเรียม ตกหลุมรักเธอทันที คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุดให้เธอมีชีวิตรอด"

สัตวแพทย์หญิง วัชรา ศากรวิมล สัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยอ่าวไทยตอนกลาง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกกับเรา เธอคือหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ ทีมแรกๆ จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ได้ไปทำภารกิจเลี้ยงลูกพะยูน

ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ดูแลลูกพะยูน โดยไม่ได้เลี้ยงแล้วเอาไปปล่อยในทะเล แต่เป็นการดูแลพะยูนในพื้นที่ทะเลธรรมชาติ โดยเข้าไปดูมาเรียมช่วงวันที่ 24-28 พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นโอกาสทั้งเรียนรู้หมอ สัตวแพทย์ ชาวบ้าน

"มาเรียมเหมือนกับเด็กๆ ถึงเวลาที่จะดูแลป้อนนม ป้อนหญ้าทะเล เขาจะคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง เพราะเขาคิดว่าเราเป็นแม่ เพราะปกติพะยูน เวลาแม่พาหากินจะว่ายคลอเคลียกันไม่ห่าง"

งานที่รับผิดชอบร่วมกับพี่เลี้ยงมาเรียม จะมีเรือแคนู หรือแม่ส้ม เวลาพายไป มาเรียมจะมาคอยดันหลัง ดุนเรือพาไปกินนม กินหญ้าทะเล และว่ายน้ำ เพื่อให้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ

มาเรียม ชอบให้มีการสัมผัส เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ชอบให้เกาหลัง หรือตบก้นเวลานอน จุดที่สัมผัสของเขา ตัวพะยูน จะนิ่มแค่ช่วงปากกับท้อง จะมีหนังหนาและขนแข็งเหมือนกับช้างแต่กระจายๆ และตรงปากของเขาจะนิ่ม ทุกที่จะลูบตัวทำให้เราจะดูว่าผิดปกติ อกหัวใจเต้นปกติหรือไม่



จริงๆ มีการกำหนดให้ลงน้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่พออยู่กับมาเรียมแล้วเพลิน ลงน้ำตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงบ่ายโมง ในช่วงที่ไปเลี้ยงมาเรียม มีวันหนึ่งประมาณตี 2 น้ำลงมากจนมาเรียม มาเกยน้ำตื้น เขาพยายามว่ายเข้ามาหาคน พอเจอกันปุ๊บว่ายเข้าหากันปั๊บ ป้อนนมอุ่น ๆ และกอดให้คลายกังวล

"สิ่งที่เราต้องฝึกมาเรียมก็คือ ให้รู้จักหลีกเลี่ยงร่องน้ำ พยายามไม่ให้คุ้นชินกับเรือทุกลำ หรือกับคนเลี้ยงเองก็ตาม เพื่อไม่ให้ใกล้ชิดกับคนจนไม่รู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่ เพราะในช่วงแรก เคยเจอมาเรียมเข้าไปใกล้กับเรือที่จอด และต้องเอาออกมา แต่ชาวบ้านที่นั่นน่ารักมาก และเขาจะเบาเรือ"

ซึ่งถือเป็นความกังวลเหมือนกันว่า ถ้ามาเรียมต้องไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่มีคนเฝ้า จะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังปัญหาภัยคุกคามเครื่องมือประมง ซึ่งโชคดีว่าพื้นที่เกาะลิบงมีชุมชนที่รักพะยูน และอนุรักษ์พะยูน และยอมรื้อถอนเครื่องมือประมงออก เพื่อไม่ให่เกิดอันตรายกับมาเรียม

ยอมรับว่าตกหลุมรัก ถึงแม้จะรู้ว่ามาเรียม เป็นลูกสัตว์ป่าที่ไม่ควรจะผูกพัน เพราะเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตอาศัยในธรรมชาติ แต่พอกลับมาแล้วกลับรู้สึกใจหาย และถามข่าวทุกวัน และเตรียมจะเข้าไปดูแลมาเรียมอีกครั้งในช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้


บทเรียนต้องไม่ซ้ำรอย "เจ้าโทน"

ก่อนหน้านี้ ดร.ก้องเกียรติ เคยให้ข้อมูลระบุว่า อยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่จะไม่เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะกับ "มาเรียม" เมื่อปี 2536 พี่สุพจน์และพี่กาญจนา นำ "น้องอาย" ลูกพะยูนเพศเมีย ซึ่งพลัดหลงจากแม่ที่ระนอง มาอนุบาลที่ศูนย์ชีววิทยาภูเก็ต ?น้องอาย? เป็นลูกพะยูนวัยเดียวกับ "มาเรียม"เมื่อเห็นว่าแข็งแรงดีแล้วก็นำไปปล่อยที่บ้านเจ้าไหม เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2536 ต่อมาได้ชื่อใหม่ชาวบ้านตั้งให้ว่า "เจ้าโทน"

"เจ้าโทน" เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่เพราะความเชื่องและชอบว่ายน้ำเข้าหาคน นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่บ้านเจ้าไหม สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ แต่ในช่วงเวลาไม่ถึงสามเดือน "เจ้าโทน" ก็ตายเพราะติดอวนประมงในวันที่ 27 กันยายน 2536 กระดูกของ "เจ้าโทน" ได้รับการจัดทำและมอบให้โรงเรียนทางเข้าบ้านเจ้าไหม ขอไว้อาลัยแก่ ?น้องอาย

"พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในท้องทะเลไทยมีประมาณ 200 ตัว โดยเฉพาะพื้นที่เกาะลิบง เป็นบ้านของพะยูนฝูงใหญ่ที่สุด"



นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกว่า การมาของมาเรียม เป็นความหวังของพะยูนตัวอื่นๆ ที่จะอยู่รอดต่อไป มาเรียมเหมือนเด็กกำพร้าที่ว้าเหว่ เพราะขาดแม่ เพราะพะยูนเป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยูกันเป็นฝูง และเราจึงต้องทำให้เขาอยู่รอด

ที่ทำมาแล้วระยะหนึ่ง ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ต้องอาศัยวิชาการ การดูแล และความร่วมมือจากประชาชน และเป็นเป็นทฤษฎีใหม่ ที่ไม่ปรากฎว่าคนสามารถเลี้ยงลูกพะยูนได้ ซึ่งตอนนี้กำลังมีแนวคิดเตรียมจะติดกล้องวงจรปิด เพื่อดูแลมาเรียม เพราะนับจากนี้อีก 6 เดือนต้องดูแลฝึกให้เขาปรับตัวอยู่กับธรรมชาติ

"ที่ผ่านมามีการเลี้ยงดูสัตว์ที่คล้ายพะยูนที่เรียกว่ามานาตี ในตู้เลี้ยง ส่วนมาเรียม ถ้าเราศึกษาได้จริง จะเป็นครั้งแรกของโลกที่เลี้ยงพะยูนได้ในทะเลจริง จะเป็นทฤษฎีใหม่ ที่ใช้เป็นความรู้การดูแลพะยูนที่เกยตื้นให้รอดได้ในอนาคต"

ที่ผ่านมา พะยูนไม่ได้ตายจากการถูกล่า แต่เกิดจากการติดเครื่องมือประมง และคนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เห็นพะยูนได้ใกล้ชิดเท่านี้มาก่อน มาเรียม จึงเป็นความหวังของการอนุรักษ์พะยูนให้อยู่รอดในท้องทะเลไทย


ข้อมูลการเดินทางของมาเรียม

26-28 เม.ย.62 พบมาเรียมเกยตื้น พฤติกรรมเข้าหาไต้ท้องเรือ กินหญ้าทะเลได้ ปล่อย 2 ครั้งแต่กลับมาเกยตื้น ที่เดิมและไม่ปลอดภัยจากเรือ

29 เม.ย.62 ย้ายปล่อยที่อ่าวทุ่งคา เกาะลิบง แหล่งพะยูนขนาดใหญ่
3 พ.ค.62 มาเรียมว่ายมาอยู่ที่อ่าวบาตู เกาะลิบง บังคลื่นลมได้ดี มีหญ้าทะเล ทีมงานเริ่มให้อาหารในสภาพการเลี้ยงแบบธรรมชาติ

14 มิ.ย.62 ข้อมูลล่าสุด มาเรียมมกินนมได้ จำนวน 2,500 มิลลิลิตร และหญ้าทะเล สุขภาพแข็งแรง อยู่ในระดับดีแต่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด คุณหมอที่ดูแลยกตัวอย่างถ้าแบ่งเป็นระดับ 1-5 น้องอยู่ประมาณ 2.5 ซึ่งจริงๆแล้วควรจะอยู่ในระดับ 3-3.5 โดยจะมีการวางแผนด้านโภชนาการร่วมกันต่อไป


https://news.thaipbs.or.th/content/280883

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 15-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,446
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"เกาะสีชัง" คุมเข้มห้ามทิ้งขยะ-น้ำเสีย 2 ปี

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ประกาศใช้มาตรา 17 คุมเข้มห้ามทิ้งขยะ-น้ำเสีย คุ้มครองเกาะสีชัง จ.ชลบุรี เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.นี้ มีระยะเวลา 2 ปี



วันนี้ (14 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเษกษา เผยแพร่คำสั่งกรมทรัพยากรกรทางทะเลและชำยฝั่ง ที่ 518/2562 เรื่องมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทำงทะเลและชายฝั่ง บริเวณพื้นที่เกำะสีชัง อ.เกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

โดยระบุว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัดชลบุรี คณะกรรมการทรัพยา กรทำงทะเลและชำยฝั่งจังหวัดชลบุรี รวมทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วน ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องได้มีนโยบาย ในการดำเนินการ เพื่อบริหารจัดการช้ประโยชน์จำกทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณพื้นที่เกาะสีชัง อ.เกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อเป็นการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไม่ให้ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

เนื่องจากมีกิจกรรมการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสถานภาพความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หากปล่อยให้เนิ่นช้าจะทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณดังกล่าวเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้คงความอุดมสมบูรณ์ได้ ส่งผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจและสังคมบริเวณพื้นที่โดยรอบและในภาพรวมของประเทศ

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 ประกอบมาตรา 3 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมกำรบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ประกอบมาตรา32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

จึงให้ยกเลิกคำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 364/2562 เรื่องมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริเวณพื้นที่เกาะสีชัง อ.เกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ลงวันที่ 4 เม.ย.2562


ภาพ: เทศบาลตำบลเกาะสีชัง

และกำหนดมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งบริเวณพื้นที่เกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง และอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อระงับการกระทำ หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อันเป็นการอนุรักษ์ หรือแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตามแผนที่แนบท้ายคำสั่งนี้ ดังนี้

ข้อ 1 ห้ามเท ทิ้ง ระบาย ของเสีย น้ำเสีย ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล หรือสิ่งอื่นใด ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมลงสู่บริเวณทะเลและชายฝั่ง

ข้อ 2 กำหนดดำเนินการตามคำสั่งนี้มิให้ใช้บังคับกับการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครอง ฟื้นฟู อนุรักษ์ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือเป็นการศึกษาและวิจัยทางวิชาการ ซึ่งได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือกำหนดดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการดำเนินการอันเกี่ยวกับโครงการของรัฐ เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ

ข้อ 3 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ดำเนินการภายใต้คำสั่งนี้ ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ตามกฎหมายภายในท้องที่รับผิดชอบ

ข้อ 4 คำสั่งนี้ให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยให้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 2 ปี




https://news.thaipbs.or.th/content/280878

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 15-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,446
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


วอนหน่วยงานหาแนวทางป้องกัน "ฝูงโลมาเกาะไม้ท่อน"

หวั่นฝูงโลมาเกาะไม้ท่อน ย้ายถิ่นและได้รับอันตราย วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางป้องกันผลกระทบจากเรือประมงอวนลากคู่และเรือท่องเที่ยว หลังพบยังมีการปฏิบัติไม่ถูกต้อง



วันนี้ (14มิ.ย.62) ในเพจที่ใช้ชื่อว่า Healthy Reefs Club ซึ่งเป็นเพจของกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ได้มีการเผยแพร่ภาพของฝูงโลมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งระบุว่า เป็นโลมาที่อยู่อาศัยบริเวณเกาะไม้ท่อน จ.ภูเก็ต ซึ่งจะออกมาว่ายน้ำเล่นและบางครั้งก็จะว่ายน้ำตามเรือท่องเที่ยวที่แล่นผ่านไปมา สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอข้อความเกี่ยวกับภาพโลมาดังกล่าวไว้ด้วยว่า "ในอนาคต วันข้างหน้า ทุกคนจะมีโอกาสได้เห็นอย่างนี้อีกไหม..ปลาโลมา สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม อันซีน แห่งท้องทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต เกาะไม้ท่อน อยากเห็นปลาโลมา ต้องไปเกาะไม้ท่อน คำนี้ที่ติดหูกันในปัจจุบัน แต่ในวันข้างหน้า ทุกคนจะได้เห็นอย่างนี้อีกไหม.นี้เป็นสิ่งน่าคิด ดูแล้วจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่จริงแล้วมันมีสาระ



.. ปัญหาในปัจจุบัน..

1. เรือที่ยังใช้ความเร็ว เมื่อเข้าพื้นที่ที่ปลาโลมา อาศัยอยู่ (ปัญหา)..อาจก่อให้เกิดผลกระทบและอุบัติเหตุที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือตายของปลาโลมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

2. เรือประมง ประเภทเรืออวนลากคู่ ควรมิให้หรือเลิกให้การ ในพื้นที่บริเวณหน้าเกาะไม้ท่อนหรือยึดระยะทางให้ห่างเกาะไม้ท่อนออกไปอีก เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของปลาโลมาในเรื่องความปลอดภัยและห่วงโซ่อาหาร (ปัญหา) หากปล่อยให้มีการทำประมง เรืออวนลากคู่ ในพื้นที่ที่ปลาโลมา อาศัยอยู่ อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของโลมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของห่วงโซ่อาหาร หากห่วงโซ่อาหารไม่สมบูรณ์หรือหายไป สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างเจ้าปลาโลมาจำเป็นต้องย้ายถิ่น หายไปจากอันซีน จ.ภูเก็ต แห่งเกาะไม้ท่อน ทะเลอันดามัน

จึงใคร่ขอวิงวอนเจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นระดับจังหวัด และกระทรวงทรัพยากรทางทะเล โปรดช่วยแก้ไข ปัญหาในเรื่องนี้ด้วยเถอะครับ .. มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วมันไม่เล็ก.. ขอแค่ให้มีพื้นที่แก่สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างเจ้าปลาโลมา อันซีนแห่งท้องทะเล จ.ภูเก็ต ให้อยู่คู่ ทะเลจ.ภูเก็ตไปนานๆ.."

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมไปยังผู้ที่นำภาพและเขียนข้อความดังกล่าว ระบุว่า เนื่องจากทำงานด้านการท่องเที่ยว จากการพบเห็นโลมาบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเคยมีการนับได้ไม่ต่ำกว่า 25 ตัว ส่งผลปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ต้องการนั่งเรือออกไปดูความน่ารักของโลมาที่เกาะไม้ท่อน ดังนั้นหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีก็อาจจะส่งผลให้โลมาฝูงดังกล่าวได้รับอันตรายหรือย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น จึงอยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เข้าไปตรวจสอบและวางแนวทางเพื่อไม่ให้การประกอบอาชีพทั้งจากเรืออวนลากคู่และเรือท่องเที่ยวไปกระทบกับวิถีชีวิตของฝูงโลมา เพื่อให้โลมาดังกล่าวอยู่คู่กับทะเลภูเก็ตตลอดไป


http://www.nationtv.tv/main/content/378718333/#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:54


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger