เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่กับ มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 15 - 16 พ.ค. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น กับลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางพื้นที่

ส่วนในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง ส่วนภาคใต้ยังคงฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 15 ? 16 พ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและลมกระโชกแรงไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (87.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (93.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 15-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


หลอดพลาสติกล้นโลก แก้ยาก!! ถ้ากม.ไม่บังคับ พ่อค้า-แม่ค้า คงจะตระหนักรักษ์โลกยากนัก


เครดิตภาพ : Green peace

ปัญหาขยะหลอดพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก เพราะเป็นขยะพลาสติกอันดับต้นๆ ทั้งบนบกและตกลงสู่ทะเล เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ เนื่องจากส่วนใหญ่ของหลอดพลาสติกไม่ถูกนำมารีไซเคิล! ถึงแม้มีการรณรงค์ให้เปลี่ยนไปใช้เป็นหลอดกระดาษ หรือหลอดที่นำมาจากธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หลายคนคงจำข่าวที่น่าสลดใจได้ เมื่อหลอดพลาสติกไปติดอยู่ในจมูกเต่า ทำให้เขาดูทรมานมาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือเพื่อดึงเอาออกมา แล้วที่ไม่ได้พบสภาพนี้ล่ะ น่าจะยังมีอีก นักสิ่งแวดล้อมเห็นสภาพแล้วก็ขอร้องให้ช่วยกันเลิกใช้เหอะ หลอดพลาสติก พอกันที!

เมื่อหันมองสถานการณ์ในบ้านเรา?การรณรงค์ให้เลิกใช้หลอดพลาสติกโดยสมัครใจเริ่มก่อตัวชัดขึ้นในช่วงราว 1-2 ปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจ

กลุ่ม ReReef กับเครือข่ายร้านกาแฟและร้านอาหารหัวใจสีเขียว (Green Cafe Network) ริเริ่มขบวนการงดหลอด Straws on Request โดยร้านที่เข้าร่วมขบวนการต้องเปลี่ยนจากเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมหลอดแบบเดิมๆ มาเป็นแจกหลอดแก่ลูกค้าที่แจ้งความต้องการเท่านั้น



อีกกลุ่ม greenery.org ที่ชักชวนใครๆ มามอบของขวัญให้โลกตั้งแต่ต้นปี โดยกำหนดภารกิจท้าทายเดือนละ 1 ภารกิจ ให้ผู้สนใจร่วมลงมือทำและแบ่งปันเรื่องราวผ่านกลุ่ม Greenery Challenge ในเฟซบุ๊ก เริ่มเดือนมกราคม รับปีใหม่ด้วย ?ขวดเดียวแก้วเดิม? ซึ่งแม้จะเน้นที่การพกกระติกหรือแก้วน้ำส่วนตัวเพื่อลดขยะขวดน้ำพลาสติกและแก้วพลาสติกจากการซื้อเครื่องดื่มในแต่ละวัน ยังต้องแถมพ่วง #ไม่หลอดเนาะ เข้าไปด้วยเพื่อลดขยะหลอดพลาสติกได้อีกชิ้น พร้อมกับเสนอสารพัดหลอดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นทางเลือก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่คาดไว้อยู่แล้วว่ามาตรการบังคับคงเกิดขึ้นได้เร็วๆ นั้นยากนัก เพราะประเทศไทยเลือกแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยแนวทางประนีประนอมมาตลอด การรอคอยให้รัฐออกกฎหมายแล้วประชาชนค่อยขยับปฏิบัติตาม จึงดูไม่เข้าท่านักกับวิกฤตขยะพลาสติกขณะนี้

ทั้งจากผลสำรวจโดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจียที่ระบุว่า ประเทศไทยทิ้งขยะลงทะเลมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และจากผลการศึกษาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งรายงานการจำแนกขยะในทะเลว่า พบหลอดพลาสติกมากเป็นอันดับ 2 รองจากถุงพลาสติก (ร้อยละ 10)

นอกจากเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลโดยตรงแล้ว พลาสติกที่ลอยเท้งเต้งในน้ำเค็มนานๆ ยังสลายตัวเป็น ?ไมโครพลาสติก? หรือเศษพลาสติกขนาดจิ๋วเกินกว่าสายตาเราจะมองเห็น จากนั้นก็เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารผ่านทางแพลงค์ตอน กุ้ง ปลา ตามลำดับขั้นการกิน


การใช้หลอดกระดาษ มีโอกาสสูงเป็นทางเลือกทดแทนได้ แต่ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ราคาแพงกว่าหลอดพลาสติกถึง 4 เท่าตัว

คำเตือนอันตรายต่อมนุษย์มากขนาดนี้ แต่คนเราก็ยังลด เลิกใช้หลอดพลาสติกไม่ได้ ในเรื่องนี้ในทางกฎหมายก็คงคล้ายกับการบังคับสวมหมวกกันน็อกในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ กม.มีบังคับ แต่ตำรวจไม่จับ คนจำนวนไม่น้อยก็ยังเลือกเอาความสบายหัวมาก่อนหัวน็อกพื้น

กับอีกสาเหตุสำคัญ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้หลอดพลาสติก ด้วยความเคยชินติดหลอด โดยเฉพาะหลอดกระดาษที่พัฒนามาเป็นทางเลือกที่ใกล้เคียงกับหลอดพลาสติก แต่ทุกวันนี้ยังมีใช้กันน้อยเนื่องจากราคาที่แพงกว่าถึง 4 เท่าตัว แต่ยังเชื่อว่าจะเป็นตัวตายตัวแทนหลอดพลาสติกในอนาคตอันใกล้นี้


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000045940

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 15-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ปิดที่ท่องเที่ยว ....................... คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



ปิดที่ท่องเที่ยว ? ประกาศของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวเอง เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศแปรปรวน จะมีฝนตกชุก และอาจมีน้ำป่าไหลหลาก

อุทยานชื่อดังหลายแห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ?ปุย อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า?หมู่เกาะเสม็ด อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่งรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติ

การปิดดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. และมีผลบังคับใช้ไปยาวนานต่างกัน เช่น ถึงเดือนกันยายน หรือเดือนตุลาคม และบ้างที่มีผลไปถึงต้นปีหน้า

ด้วยเหตุสำคัญคือให้ธรรมชาติได้พักและฟื้นฟู ช่วยการสร้างสมดุลระหว่างรายได้ทางเศรษฐกิจกับการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม

การปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นแนวทางการบรรเทาปัญหาที่ใช้กันทั่วโลก

โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการท่องเที่ยว ไม่อาจรองรับทั้งคนและขยะจากนักท่องเที่ยวได้

กรณีกรมอุทยานฯ ตัดสินใจปิดอ่าวมาหยาต่อไปอีก 2 ปี จนถึงกลางปี 2564 เป็นไปตามเหตุผลนี้เช่นเดียวกัน หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากหลักร้อยจนสูงถึง 4,000 คนต่อวัน จนธรรมชาติเสื่อมโทรม ทั้งชายหาด ปะการังและสัตว์ทะเล ถูกรุกรานด้วยขยะพลาสติก

การขยายเวลาปิดอ่าวก็เพื่อให้ระบบนิเวศฟื้นฟู ส่วนเจ้าหน้าที่จะได้มีเวลาวางแผนจัดระเบียบการดูแลท่องเที่ยวและวางมาตรการบรรเทาผลกระทบ

แม้ว่ารายได้จากการท่องเที่ยวคือเส้นเลือดสำคัญเส้นหนึ่งของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบหนักขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยภายนอก

แต่เรื่องที่ต้องคำนึงถึงด้วยคือผลกระทบทางธรรมชาติ อาจกลายเป็นรายจ่ายมูลค่ามหาศาล และบางส่วนอาจฟื้นคืนกลับมาไม่ได้

การปิดแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานฯ จึงทำให้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าการฟื้นตัวของธรรมชาตินั้นสำคัญกว่าเพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นไปได้อย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการปิดสถานที่แล้ว การสร้างความร่วมมือและรับฟังความเห็นของชาวบ้านในท้องถิ่นน่าจะช่วยให้การรักษาแหล่งท่องเที่ยวมีประสิทธิภาพมากขึ้น


https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2511133

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 15-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


"เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล" การปกป้องมหาสมุทรที่ทำได้จริง ...................... โดย Greenpeace International

เรื่องราวความสำเร็จต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า การยกเลิกพื้นที่อุตสาหกรรมในท้องทะเล นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศในมหาสมุทร

มหาสมุทรของเรานั้นกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งพรมแดนขวางกั้นแตกต่างกับแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่โดยสิ้นเชิง มหาสมุทรเอื้อให้สัตว์ทะเลชนิดต่างๆ เดินทางข้ามไปยังอีกซีกโลกหนึ่งได้อย่างอิสระเสรี ซึ่งน่าเศร้าที่รวมถึงขยะพลาสติกด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า ?เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล? จะช่วยปกป้องผืนน้ำที่กว้างใหญ่ของเราได้จริงหรือ

คำตอบสั้นๆคือ ได้! ถ้าไม่เชื่อ นี่คือหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ?เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล? สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับผืนน้ำสีน้ำเงินนี้จริง

1.อ่าวมอนเทอเรย์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย


? Mike Baird

เรื่องราวของอ่าวมอนเทอเรย์นั้น เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของการกำหนด ?เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล? เพราะครั้งหนึ่งการล่าสัตว์และการประมงอย่างหนัก ทำให้สัตว์ป่าในพื้นที่เกือบสูญพันธุ์ ทว่าหลังเขตคุ้มครองทางทะเลแห่งชาติ (the National Marine Sanctuary) ได้รับการจัดตั้งขั้น เมื่อ พ.ศ.2535 พื้นที่ดังกล่าวรวมทั้งสัตว์ในบริเวณนั้นจึงกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

ปัจจุบันอ่าวแห่งนี้เป็นบ้านของสิงโตทะเล นกกระยาง ตัวนากแสนน่ารัก และยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสาหร่ายทะเล

อ่าวมอนเทอเรย์ยังเป็นจุดดูวาฬยอดนิยมอีกด้วย เพราะน่านน้ำแห่งนี้เต็มไปด้วยแหล่งอาหารดึงดูดวาฬที่อพยพตลอดทั้งปี เช่นฝูงวาฬหลังค่อมไปจนถึง วาฬสีน้ำเงิน วาฬพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวาฬทั้งหมด โดยนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มาดูวาฬให้เหตุผลว่านี่เป็นสาเหตุที่ต้องอนุรักษ์พื้นที่พิเศษนี้เอาไว้


2.อนุสรณ์แห่งชาติทางทะเล Papah?naumoku?kea มลรัฐฮาวาย


? John Burns / NOAA ? John Burns / NOAA

เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล แห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่มากกว่า 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร โดยได้รับขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช เมื่อ พ.ศ. 2549 ต่อมา ต่อมาประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ขยายพื้นที่เขตคุ้มครองแห่งนี้ให้กว้างขึ้นกว่าเดิม นับเป็นผลงานที่น่าชื่นชมของอดีตผู้นำทั้งสอง

ปัจจุบัน อนุสรณ์แห่งชาติทางทะเล papah?naumoku?kea เป็นเขตคุ้มครองทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นบ้านของสัตว์ทะเลมากกว่า 7,000 สายพันธุ์ โดย 1 ใน 4 ของสัตว์ที่พบเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นของหมู่เกาะฮาวาย เขตคุ้มครองแห่งนี้เป็นพื้นที่หลบภัยของ เต่าตนุ เป็ดและแมวน้ำสายพันธุ์ฮาวายที่ใกล้สูญพันธุ์ นกทะเลหลายล้านตัว ปะการัง และยังเป็นพื้นที่มีความหมายทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชนพื้นเมือง

ทั้งนี้ เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลยังเป็นที่ตั้งของแนวปะการังชื่อดังแห่งเกาะ มิดเวย์อะทอลล์ (Midway Atoll) และเป็นแหล่งทำรังของนกอัลบาทรอสที่บินไปมาข้ามมหาสมุทร


3.อ่าวแลมลัช เกาะอาร์ราน ประเทศสก๊อตแลนด์


อ่าวแลมลัช ? Mike Peel

บางครั้งเรื่องราวดีๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เสมอไป เช่นในกรณีของอ่าวแลมมัช ซึ่งมีพื้นที่คุ้มครองเพียง 2.5 ตารางกิโลเมตร อ่าวแลมลัชอาจไม่ได้มีชื่อเสียงในระดับโลก แต่พื้นที่คุ้มครองแห่งนี้เกิดจากการรณรงค์อย่างจริงจัง จนได้รับรางวัล Goldman Enviromental Prize รางวัลที่มอบให้แด่วีรบุรุษและวีรสตรีในระดับรากหญ้าที่ช่วยปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ชาวเกาะอาร์รานใช้ทุกวิธีทางเพื่อปกป้องบ้านของพวกเค้า ไม่ว่าจะผ่านการล็อบบี้นักการเมือง งานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ การพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน และต่อสู้กับกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาในพื้นที่ อ่าวแลมลัชแห่งนี้เป็นบ้านของพืชทะเลและสัตว์ทะเลหลายชนิด ซึ่งระบบนิเวศในพื้นที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับสาหร่ายทะเลสายพันธุ์ที่เติบโตเฉพาะในอ่าวแห่งนี้ ชาวบ้านทุกคนจึงรู้ดีว่า ต้องหยุดยั้งการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างให้ได้ เพื่อ ปกป้องสาหร่ายทะเลและสัตว์น้ำที่สำคัญ เช่น ปลาหมึก หอยสแกลลอบ และปลาชนิดต่างๆ


4.ทะเลโรสส์มหาสมุทรแอนตาร์กติก


กลุ่มเพนกวินอาเดลีกำลังเดินบนธารน้ำแข็ง เพนกวินอาเดลีพบได้แค่ในทะเลน้ำแข็งแอนตาร์กติกเท่านั้น ? Greenpeace / Jiri Rezac

ทะเลโรสส์เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอนตาร์กติก และเป็นบ้านของวาฬออก้า เพนกวินและแมวน้ำ เมื่อปี พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา ทะเลโรสส์ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียน เป็น "เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล" เพื่อปกป้องสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแอนตาร์กติก


จะเกิดอะไรขึ้นหากเรามีเขตคุ้มครองในทุกๆที่?

เรื่องราวความสำเร็จของ "เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล" ข้างต้น คือ สิ่งเตือนใจที่ดีถึง "ความเป็นไปได้" ที่เราจะยังสามารถช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้ทัน นอกเหนือจากทะเลโรสส์ พื้นที่ทางทะเลส่วนใหญ่เป็นเขตอาณาธิปไตยของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่มหาสมุทรอีกหลายแห่งซึ่งยังไม่ได้รับการคุ้มครอง และตอนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้ช่วยกันปกป้องมหาสมุทร

โครงการฟื้นฟูมหาสมุทร ซึ่งร่างโดยเหล่านักวิทยาศาสตร์เป็นโครงการที่ไม่ซับซ้อนใดๆ แม้แต่น้อย โดยใช้การกำหนด "เขตคุ้มครองทางทะล" ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลถึง 1 ใน 3 ส่วนทั่วโลก ไม่ให้มีทำประมงแบบทำลายร้าง การทำเหมืองแร่ในทะเล และการขุดเจาะน้ำมันหรือการทำอุตสาหกรรมแบบทำลายล้างรูปแบบอื่นๆ

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ในด้านการอนุรักษ์ทางทะเล เพราะเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลจะครอบคลุมพื้นที่หลายล้านตารางกิโลเมตร

ขณะนี้รัฐบาลทั่วโลกกำลังทำงานในเรื่อง สนธิสัญญาทะเลหลวง หลังการประชุม ณ องค์การสหประชาชาติเมื่อปีที่ผ่านมา และหากข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุน ก็จะช่วยให้เราสามารถกำหนด "เขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล" ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น ในปีนี้ เรามาช่วยกันสานต่องานของปีที่แล้ว ผ่านงานรณรงค์ Protect the Ocean ร่วมกับผู้คนจากทั่วโลก ผลัดดันให้สนธิสัญญาทะเลหลวงเกิดขึ้นจริง


https://www.greenpeace.org/thailand/...es-protection/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 15-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


โลกกำลังเผชิญ "ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์" ที่ปกคลุมสูงสุด

เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ของเราเมื่อศูนย์วิจัยของสหรัฐฯ The Mauna Loa Observatory (MLO) ในฮาวายพบว่า ความเข้มข้นของชั้นบรรยากาศของโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สูงสุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ



โดยความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ถูกบันทึกไว้ที่ พุ่งสูงถึง 415.26 ppm ถือเป็นระดับที่น่ากลัว และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซึ่งทำลายสถิติเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่มลพิษคาร์บอนในชั้นบรรยากาศสูงถึง 400 ppm และพุ่งขึ้นเป็น 410 ppm ในปี พ.ศ.2560 จนกระทั่งในปี 2562 พุ่งไปที่ในระดับ 415.26 ppm เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

"เป็นการเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณสามต่อล้านส่วน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยล่าสุดอยู่ที่ 2.5 ppm ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราจะเห็นผลกระทบของเอลนีโญหรือการเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก โดยอุ่นขึ้นหรือเย็นลงแบบผิดปกติ " Ralph Keeling ผู้อำนวยการโครงการ กล่าว



อย่างไรก็ตาม สาเหตุเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากย้อนไปดูข้อมูลปี พ.ศ. 2453 คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศอยู่ในระดับ 300 ppm สูงที่สุดในช่วง 800,000 ปี และในขณะนั้นมีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกราว 100 ppm มาอยู่ในระดับ 400 ppm ในช่วง 100 ปีถัดจากนั้น และวันนี้ก็อยู่ในระดับดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

นับเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยนักวิจัยระบุว่า โลกของเรายังมีโอกาสสุดท้ายที่จะหยุดกระบวนการการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อไม่ให้สถานการณ์แย่ลง


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/102992


*********************************************************************************************************************************************************


นักธุรกิจเท็กซัสทุบสถิติสำรวจก้นสมุทรลึกสุดในโลก

นักธุรกิจจากเท็กซัสสร้างสถิติเดินทางด้วยเรือดำน้ำลงไปยังก้นมหาสมุทรความลึกเกือบ 11 กิโลเมตร พร้อมกับพบว่าแม้กระทั่งส่วนที่ลึกที่สุดในโลกก็ยังมีขยะพลาสติกปะปนอยู่



วิคเตอร์ เวสโคโว (Victor Vescovo) นักธุรกิจด้านการลงทุนจากรัฐเท็กซัสและอดีตจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้เรือดำน้ำเดินทางลงไปสำรวจพื้นที่ก้นสมุทรมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียกว่า Mariana Trench ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดในโลก

โดยทีมงานระบุว่าเรือดำน้ำของเวสโคโวสามารถลงไปถึงก้นมหาสมุทรในระดับความลึกที่ 10,928 เมตร จากระดับผิวน้ำ ซึ่งลึกกว่าสถิติเดิมของยานสำรวจใต้น้ำตริเอสเต ที่เคยพาลูกเรือชาวอเมริกันดำลึกลงไปในจุดเดียวกันนี้ที่ระดับ 10,911 เมตร เมื่อปี 1960



ขณะเดียวกัน เวสโคโว ยังพบว่าแม้จะอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดในโลก ก็ยังมีถุงและพลาสติกห่อลูกอมจากฝีมือมนุษย์ปะปนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ด้วย

นอกจากนี้ ทีมงานของเวสโคโว ยังระบุว่าการสำรวจดังกล่าวยังค้นพบสัตว์สายพันธุ์ใหม่ๆอีกบางชนิด ซึ่งเป็นสัตว์น้ำคล้ายกุ้งที่เรียกว่าแอมฟิพอด หนอนช้อน และ ปลาหอยทากสีชมพู


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/102943

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:37


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger