เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง โดยบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันตอนบน ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นไป มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบน ควรงดออกจากฝั่งในระยะ 1-2 วันนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 11 - 12 มิ.ย. 62 ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น โดยบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา มีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างตั้งจังหวัดกระบี่ลงไป และอ่าวไทย มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 13 - 16 มิ.ย. 62 บริเวณประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง ส่วนทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นลดลง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 11 - 12 มิ.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดาและอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา ควรงดออกจากฝั่ง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (99.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (108.9 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


"ขยะ" เท่าภูเขา พฤติกรรมการทิ้งสุดแขยงของคนไทย



ก่อนจะไปถึงเรื่องการจัดการขยะ การแยกขยะ การเก็บขยะ การกำจัด หรือการนำประโยชน์ของขยะไปใช้สอย วันนี้เราขอตีแผ่เรื่องนี้เป็นอันดับแรกก่อน นั่นคือ "พฤติกรรมการทิ้งขยะของคนไทย" ใครทิ้งขยะลงถังทุกครั้งยกมือขึ้น! คิดเอาเองว่า...น่าจะยกสักประมาณ 10 ล้านคน ขณะที่คนไทยมีประชากรเกือบจะ 70 ล้าน แค่เทียบตัวเลขก็นึกภาพของ "กองขยะ" กองเท่าภูเขาออกแล้วใช่มั้ย?

ย้อนถามว่า...เพราะอะไร ขยะในประเทศไทยถึงมากมายก่ายกองขนาดนั้น จากสถิติสถานการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนต่อวัน ใน พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ประมาณ 27.37 ล้านตัน หรือ 74,998 ตันต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นั่นเพราะ...เราไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งต่างๆ ใช่หรือไม่ เราจึงถาโถมที่จะใช้ทุกอย่างใหม่ โดยไม่คำนึงว่าอะไรมีค่า และอะไรหมดค่า

การใช้พลาสติกต่างๆ น่าจะเป็นชอยส์แรกที่เรานึกถึง เต็มมันทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว ยิ่งจุดไหน สถานที่แห่งไหนไม่มีถังขยะแล้วล่ะก็ ทุกคนก็สามารถเขวี้ยงถุงพลาสติก หรือขยะต่างๆ ออกจากมือได้อย่างง่ายดาย แล้วเราจะทำยังไงให้ขยะน้อยลง? อันดับแรก...เราทุกคนต้องมาสร้างจิตสำนึกและรู้จัก "ขยะ" กันให้ดีก่อน เพื่อที่เราจะได้รู้จักคุณค่าของเจ้าขยะนั่น

ขยะ คือ สิ่งของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต การอุปโภค และการบริโภค ซึ่งเสื่อมสภาพจนใช้การไม่ได้ หรือไม่ต้องการใช้แล้ว บางชนิดเป็นของแข็งหรือเป็นกากของเสีย (Solid waste) ซึ่งขยะสามารถทำให้เกิดมลพิษ และเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งทางกายและทางจิตใจได้



เริ่มนึกภาพออกแล้วใช่มั้ย...อะไรคือขยะ ลองนึกเล่นๆ เรามีขยะผ่านมือเราในแต่ละวันกี่ชิ้น ตอบได้ไม่มีรางวัลแจก แค่อยากจะให้ทุกคนคิดในใจว่า มากหรือน้อย? แล้วจะจัดการอย่างไรกับมันต่อ แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นจัดการ เราจะพาคุณมารู้ลึกว่า...คนไทยมีพฤติกรรมในการทิ้งขยะอย่างไร?

1. มักง่าย

เราจะพูดในหัวข้อนี้ ด้วยความสัตย์จริง หรือสร้างภาพ เอาจริงๆ ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจ บางคนก็ทิ้งๆ เพื่อให้ขยะออกไปจากตัวเองเร็วที่สุด บางคนก็ทิ้งแบบไม่สนใจว่ามันใช่ที่ทิ้งขยะหรือไม่ หรือมันจะไม่ลงถัง หรือตกหล่นคงค้างประการใด ก็ไม่มีความหมาย หากไม่มีสายตาคู่ใดมองอยู่ หลายคนย่อมเพิกเฉย ประหนึ่งไม่มีอะไรผิดแผกแต่อย่างใด

พูดมาขนาดนี้แล้ว ลองไตร่ตรองดูให้ดี แล้วพรุ่งนี้เริ่มต้นใหม่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ความมักง่ายในการทิ้งกันเถอะ ด้วยการใส่ใจขยะในมือคุณ พิจารณาให้ดีก่อนที่จะทิ้งมันไป


2. ไม่แยกขยะก่อนทิ้ง

ขยะ...มันก็มีอยู่หลายประเภท ขยะเปียก ขยะแห้ง ขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือขยะที่เป็นพิษ หรือเป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม อันนี้ค่อนข้างน่ากลัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็มีวิธีจัดการขยะ ด้วยการแยกขยะให้ถูกต้องก่อนจะทิ้งลงถัง

ยกตัวอย่าง How To แยกขยะก่อนทิ้ง โดยแยกได้ดังนี้

1. ขยะอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายได้ เช่น เศษอาหาร เศษใบไม้ เศษหญ้า
2. ขยะรีไซเคิล เช่น แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก อะลูมิเนียม และยาง
3. ขยะอันตรายหรือของเสียอันตรายจากชุมชน เช่น ถ่านไฟฉาย หลอดไฟฟ้า
4. ขยะทั่วไป เช่น เศษผ้า เศษไม้ เศษวัสดุก่อสร้าง เถ้าจากการเผาไหม้และอื่นๆ



3. ไม่คิดนำกลับไปใช้ใหม่

ในหัวข้อนี้ ก็หมายถึง...ขยะที่สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ นั่นคือ "ขยะรีไซเคิล" นั่นเอง รู้ใช่มั้ยว่ามันมีราคา พูดเลย...ขยะทำเงิน! ตาสีตาสา มีอันจะกินก็เพราะขยะพลาสติก อย่าง แก้ว กระดาษ พลาสติกต่างๆ นี่เอง

How To ลองเก็บขวดน้ำที่ดื่มหมดแล้ว ในแต่ละวันแล้วไปขายดูนะคะ ระยะเวลา 1 เดือน คุณแทบจะได้เงินพอสำหรับซื้อชาไข่มุก 1 แก้วเลยล่ะ


4. กำจัดขยะผิดๆ

อันนี้ค่อนข้างอันตราย ขยะบางอย่างส่งกลิ่นเหม็น พอนานวันอาจกลายเป็นพิษ ถ้าเราสะสมมันไว้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม สักวันมันจะระเบิด หรือไฟลุกไหม้ จนลุกลามสู่บ้านช่องเราได้เลย ดังนั้นอย่าละเลยในสิ่งเหล่านี้ และการกำจัดขยะผิดวิธี อาจนำมาซึ่งโรคภัย อันตรายถึงชีวิตได้ด้วย

แนะนำว่า...ควรศึกษาการกำจัดขยะก่อน แล้วค่อยจัดการอย่างถูกวิธี ไม่อย่างนั้นอาจสร้างความเสียหายให้อีกมากมายตามมาอีกด้วย

คิดก่อนทิ้ง นึกก่อนซื้อ ถุงพลาสติกไม่ควรนำกลับ สำคัญคือ...ไม่ต้องเอามาจากร้านเลย ร้านค้าก็ลดต้นทุนไปได้อีก เราก็ได้ลดความร้อนให้กับโลกใบนี้ด้วย

จิตสำนึกที่ดีสร้างได้ ทิ้งขยะแบบใช้สมอง ไม่นานประเทศไทยเราก็จะน่าอยู่เหมือนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

เริ่มต้นไม่สำคัญ เท่ากับเริ่มที่ตัวคุณ!

จบนะ...บัยส์.


https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1584173

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ท่าเรือราชาเฟอร์รี่" แจงคราบน้ำมันเกลื่อนหาดท่าเรือสมุย เร่งตั้งกรรมการตรวจสอบ



ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ฯ ไม่นิ่งนอนใจ เร่งจัดการคราบน้ำมันลอยมาติดชายหาดบริเวณท่าเรือสมุยยาวกว่า 800 เมตร หวั่นกระทบระบบนิเวศน์และนักท่องเที่ยว พร้อมตั้งกรรมการตรวจที่มาคราบน้ำมันตามมาตรฐานสากล

จากกรณีที่พบคราบน้ำมันลอยติดชายหาดบริเวณท่าเรือสมุยสากล (ลิปะน้อย) เป็นระยะทางรวม 800 เมตรนั้น เบื้องต้นบริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อเข้าจัดการคราบน้ำมันดังกล่าวตามขั้นตอนมาตรฐานสากลแล้ว พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น

นายปณิธิ รามศรี ผู้จัดการฝ่ายแผนและควบคุมเรือ บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ประจำเรือเมื่อช่วงเวลาประมาณ 6.00 น.ว่า พบคราบน้ำมันลอยมาติดชายหาดบริเวณท่าเรือสมุย สากล (ลิปะน้อย) รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยกันจัดการคราบน้ำมันดังกล่าวตามหลักมาตรฐานสากล

"เมื่อช่วงเช้าพนักงานเรือได้แจ้งว่าพบคราบน้ำมันลอยติดชายหาดบริเวณท่าเรือสมุย จึงได้ดำเนินการตักทรายใส่ถุงดำแล้วขนออกไปจัดการหลักมาตรฐานสากล พร้อมทั้งนำผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานละลายน้ำราดคราบน้ำมันบางส่วนเพื่อลดกลิ่นน้ำมันแล้ว" นายปณิธิ กล่าว

อย่างไรก็ดี บริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) หรือ RP อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุคราบน้ำมัน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าคราบน้ำมันดังกล่าวมาจากที่ใดและได้เรียกเจ้าหน้าที่ประจำเรือมาทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริง


https://mgronline.com/stockmarket/detail/9620000055019


*********************************************************************************************************************************************************


เร่งตรวจสอบคราบน้ำมันปริศนาถูกคลื่นซัดเกลื่อนหาด "ลิปะน้อย" เกาะสมุย

สุราษฎร์ธานี - เจ้าท่าภูมิภาค พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเกาะสมุย ผู้จัดการท่าเรือเฟอร์รี่ ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุคราบน้ำมันสีดำปริศนาถูกคลื่นซัดลอยมาติดอยู่บนชายหาด "ลิปะน้อย" พร้อมเร่งจัดเก็บ



วันนี้ (10 มิ.ย.) ที่บริเวณชายหาดสาธารณะ ลิปะน้อย หมู่ 2 ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายพิเชษฐ์ สุดเดือน ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยนายมานะ นวลหวาน หัวหน้างานป้องกันปราบปราม สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค อำเภอเกาะสมุย พร้อมกำลัง และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเกาะสมุย ผู้จัดการบริษัทท่าเรือเฟอร์รี่แห่งหนึ่ง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบคราบน้ำมันปริศนาสีดำ ที่ถูกคลื่นซัดมากระจายเกลื่อนชายหาด เป็นระยะทางเกือบ 500 เมตร ตั้งแต่เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา และมีการพบเห็นเมื่อช่วงสายวันนี้ (10 มิ.ย.)

จากการตรวจสอบ พบว่า คราบน้ำมันดังกล่าวถูกคลื่นซัดมากับกระแสคลื่นในน้ำ ยังไม่ทราบว่าคราบน้ำมันปริศนาดังกล่าวมาจากที่ใด เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาน้ำทะเลขึ้นสูง และมีกระแสลม จึงทำให้คลื่นซัดคราบน้ำมันดังกล่าวเข้าหาชายหาด

นายพิเชษฐ์ สุดเดือน ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค อำเภอเกาะสมุย ได้ตรวจสอบ พร้อมได้ขอความร่วมมือพนักงานของบริษัทท่าเรือดังกล่าว และพนักงานจากเทศบาลนครเกาะสมุย เร่งทำความสะอาดชายหาด พร้อมตักทรายที่มีคราบน้ำมันออกจากพื้นผิวทราย ขณะเดียวกัน.ได้นำสารผงซักฟอก และน้ำยามาฉีดล้างคราบน้ำมันบนชายหาด พร้อมเก็บตัวอย่างคราบน้ำมันไปตรวจสอบ และคราบน้ำมันที่ปะปนกับขยะ ได้เก็บใส่ถุงดำเพื่อนำไปกำจัด

ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค อำเภอเกาะสมุย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในเบื้องต้นจากการตรวจสอบคราบน้ำมัน ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการใช้แรงคนขูดและตักทรายบนหน้าพื้นทรายที่มีคราบน้ำมันออกจากพื้นที่ก่อน และพบว่าคราบน้ำมันมีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร และบางพื้นที่เกือบ 1 นิ้ว หากจุดไหนที่มีความหนาของคราบน้ำมันมาก ก็จะนำรถตักมาทำการตักพื้นทรายเอาคราบน้ำมันออก

ส่วนในทะเลจากการตรวจสอบไม่พบว่ามีคราบน้ำมันลอยในทะเลแล้ว และมีความเจือจางลงแล้ว ส่วนสาเหตุที่แท้จริงต้องรอตรวจสอบว่าคราบน้ำมันดังกล่าวมาจากที่ใด หรือมีการแอบลักลอบปล่อยมาจากไหน หากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุมาจากการตั้งใจหรือจงใจปล่อยคราบน้ำมันลงทะเล ก็จะมีมาตรการเอาผิดกับผู้ที่แอบปล่อยน้ำมันลงทะเล เพราะทำให้สภาพแวดล้อมมีผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ในเบื้องต้น ยังไม่มีรายงานผลกระทบของคราบน้ำมันปริศนาที่ถูกคลื่นซัดมาติดชายหาดเเต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า ยังมีการพบคราบน้ำมันลอยอยู่ในทะเลบริเวณอ่าวบ้านพังกา ห่างจากชายหาดสาธารณะลิปะน้อย 4-5 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าคราบน้ำมันดังกล่าวมาจากที่เดียวกันหรือไม่


https://mgronline.com/south/detail/9620000055137

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


GC กางโมเดลธุรกิจ มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รับวันสิ่งแวดล้อมโลก



GC กางโมเดลธุรกิจ / เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับ วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี

เพื่อระลึกถึงความร่วมมือในการประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,300 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่

จากการประชุมครั้งนั้นได้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงร่วมกันหลายด้าน เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment: United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา การรับข้อตกลงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่เกิดจากการประชุม เพื่อไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมโลกนับตั้งแต่นั้นมา

ประเทศไทยได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

การตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกนั้นมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะขณะนี้โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผลมาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างรวดเร็ว



ด้วยเหตุนี้ หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy จึงเป็นความหวังของโลกที่จะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะหลักการดังกล่าวมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย

รวมถึงการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการ ผลิตใหม่อีกครั้ง (Re-material) หรือ การนำมาใช้ซ้ำ (Reuse) ซึ่งประเทศที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ได้แก่ เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น

ขณะที่ประเทศไทยนั้นได้มุ่งให้ความสำคัญกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ได้ปรับใช้หลักการดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจ

และหนึ่งในผู้ประกอบการหลักที่ได้มีการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างเห็นได้ชัดเจนคือ บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ GC ผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ที่ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นต้นแบบ

โดยประยุกต์ใช้ใน GC Circular Living ผ่านการพัฒนาองค์กรใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การพัฒนานำวัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเป็นพลาสติกย่อยสลายได้ หรือไบโอพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทดแทนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ถือเป็นพลาสติกทางเลือกใหม่ ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การดูแลสิ่งแวดล้อม

2. การเป็นผู้ริเริ่มทำโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand โดยการนำขยะพลาสติกจากท้องทะเลและชายฝั่งมารีไซเคิล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเก็บ ขนส่ง ออกแบบ จนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น เช่น เสื้อ รองเท้า กระเป๋า และอุปกรณ์เพื่อใช้ในครัวเรือน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสการสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกของโลกอย่างเป็นรูปธรรม

และ 3. การนำระบบ 5Rs ได้แก่ การลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การแปรรูปมาใช้ใหม่ (Recycle) การใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable) และการปฏิเสธการใช้ (Refuse) มาใช้ในทุกกระบวนการผลิตของโรงงาน ตั้งแต่การนำพลังงานเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์ การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต การเลือกใช้สารเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น



ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการที่น่าจับตาคงจะหนีไม่พ้น แผนการสร้างโรงงานรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจรตามมาตรฐานสากล มูลค่า 2,000 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิตขนาด 4 หมื่นตันต่อปี

ที่ล่าสุด "สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC แย้มว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาดคงจะได้เห็นโรงงานนี้แล้วเสร็จในปลายปี 2563 นอกจากนี้กลุ่ม GC ยังมีแผนลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงหูหิ้ว จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต 1 แสนตันต่อปี ให้เหลือศูนย์

ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจะหันมาผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน พร้อมกับพัฒนาไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

นี่เป็นเพียงโมเดลธุรกิจหนึ่งที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของไทยและของโลกให้อยู่แบบยั่งยืนเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งแวดล้อมจะดีขึ้นได้ ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกๆ คน เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการกระทำของคนเราทั้งสิ้น มาร่วมกันรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยให้ทุกๆ วันเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานในวันข้างหน้า


https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_2603114

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


จนท.ช่วยชีวิตโลมาปากขวดเกยตื้นบาดเจ็บริมหาด



เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบโลมาเกยตื้นบริเวณหาดท้ายเหมือง จึงไปตรวจสอบพร้อมอุปกรณ์ช่วยเหลือเบื้องต้น พบโลมาเกยตื้นอยู่บริเวณริมหาด บริเวณทางไปหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ลป.3 (ปาง) ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ยังมีชีวิต ขยับตัวดิ้นได้



ตรวจสอบเบื้องต้นเป็นโลมาปากขวด มีแผลถลอกเล็กน้อย 2 แห่ง บริเวณปลายปากและครีบด้านบน และพบรอยแผลคล้ายมีดบาดบริเวณใต้ตาข้างขวา 1 แห่ง วัดขนาดตัวได้กว้าง 10 ซม. ยาว 180 ซม. เจ้าหน้าที่ฯได้ทำการช่วยเหลือเบื้องต้นและพยุงพากลับสู่ทะเล แต่เนื่องจากสภาพคลื่นในทะเลมีกำลังแรงมาก โลมาจึงไม่สามารถว่ายออกจากฝั่งได้ และเริ่มหมดแรง จึงได้ประสานศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดภูเก็ตและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงา และได้นำโลมาไปส่งมอบให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงาดูแลต่อไป


http://www.komchadluek.net/news/hotclip/374970

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


'ดร.ธรณ์'เผย 5 เรื่องดีทะเลไทยในรอบปี



8 มิ.ย.62 - ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว "Thon Thamrongnawasawat" โดยมีเนื้อหาดังนี้

#วันทะเลโลก
#5เรื่องดีทะเลไทยในรอบปี

วันทะเลโลกมาถึงอีกครั้ง ผมจึงเลือก 5 เรื่องดีที่มีผลต่อการอนุรักษ์ทะเลมาสรุปให้เพื่อนธรณ์

เรื่องดีเหล่านี้จัดลำดับโดยผมเอง ไม่คำนึงถึงความดัง แต่ดูจากผลลัพธ์เกิดขึ้นฮะ


1. ฟื้นฟูอ่าวมาหยา/ฝูงฉลาม

การปิดอ่าวมาหยาและฝูงฉลามที่กลับเข้ามา กลายเป็นข่าวดัง ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย แต่ดังไปทั่วโลก มีข่าวจากหลายประเทศต่อเนื่องจนถึงตอนนี้

ถือเป็นการพลิกโฉมภาพลักษณ์เมืองไทย หลังจากเราถูกมองว่าเป็นประเทศเที่ยวยังไงก็ได้มาหลายปี

ผมเลือกเรื่องนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการสร้างภาพลักษณ์ในระดับโลก มันยากมากๆ ครับ

ต้องอาศัยจังหวะและความประจวบเหมาะหลายอย่าง

กรณีอ่าวมาหยา จะส่งผลต่อการท่องเที่ยว/การอนุรักษ์ทะเลไทยไปอีกนาน


2. สัตว์สงวนทั้งสี่

ประกาศอย่างเป็นทางการพร้อมกับ พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (2562) ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอย 27 ปีที่ไม่มีการประกาศสัตว์สงวนเพิ่ม

กรผลักดันครั้งนี้ ยังทำให้พบช่องโหว่ของกม. ก่อนได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยในพรบ.ใหม่

เป็นอันดับสองเพราะเป็นกฎหมายมีผลต่อไป และเป็นการร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ของคนไทยในการอนุรักษ์สัตว์ในธรรมชาติครับ


3. หลุด IUU

ช่วยกันทำมานาน ในที่สุดก็สำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นคือสัตว์น้ำในทะเลเริ่มกลับมา

ที่สำคัญคืองานวิชาการถูกนำมาใช้อย่างที่ควรจะเป็น และเราสามารถควบคุมการใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม โดยไม่รุกรานทะเลจนเกินไปครับ


4. โรดแมปแบนพลาสติก

เมื่อครม.มีมติรับทราบโรดแมปแบนพลาสติกหลายชนิด เช่น ถุงบาง หลอด แก้วใช้แล้วทิ้ง ฯลฯ ทำให้การสู้ขยะพลาสติก/ขยะทะเล มีข้ออ้างอิง

สำหรับความเป็นไปได้ตามโรดแมป บอกตามตรงว่ายังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่เมื่อมีมติให้อ้าง การผลักดันจะง่ายขึ้นกว่าก่อน

เรื่องนี้ยังต้องไปกันอีกนาน มตินี้จึงสำคัญตามความคิดผม


5. ปะการังฟื้นเต็มเกาะยูง

เมื่อเทียบความดัง ยังน้อยกว่าหลายข่าว เช่น เต่ามะเฟือง แต่เลือกเรื่องนี้เป็นอันดับสุดท้าย

เพราะแม่เต่ามาแล้วก็ไป กระตุ้นจิตสำนึกได้เยอะ แต่ไม่ค่อยมีผลต่อเนื่อง

ผิดจากเกาะยูงที่ปะการังฟื้น เราสามารถติดตามต่อได้เรื่อยๆ หากมีเรื่องดีๆ ก็ออกข่าวได้เป็นระยะ

ยังสามารถใช้เป็นพื้นที่อ้างอิงสำหรับเหตุผลในการควบคุมดูแลฟื้นฟูทะเลในอนาคตครับ

เมื่อดู 5 เรื่องนี้ บวกกับเรื่องดีๆ ที่เกิดอีกหลายเรื่อง ผมถือว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่คนรักทะเลยิ้มได้

ทว่า...ไม่มีปัญหาเลย มันก็กระไรอยู่

ปัญหาสาหัสในมุมมองผมคือน้ำเสีย

ข้อมูลที่ได้รับทราบคือใน 5 ปี มีน้ำเสียเข้าระบบบำบัดเพิ่มขึ้นแค่ 1%

เวลามีข่าวน้ำเสีย ผมแทบไม่แชร์ไม่ให้ความเห็น เพราะรู้ดีว่า หากเราไม่รื้อระบบแบบพลิกฟ้าสะเทือนดิน ก็คงทำอะไรไม่ได้

สุดท้าย ผมหวังว่า ในรอบปีหน้า จะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอีก

แต่เรื่องดีที่สุดในความคิดผม คงไม่พ้น คนไทยรักทะเลมากขึ้นกว่าเดิม

นั่นแหละคือหัวใจของความสำเร็จทั้งมวล

เพราะฉะนั้น เริ่มต้นจากวันนี้ วันทะเลโลก

ช่วยกันส่งยิ้มหวานและทำเรื่องดีๆ ให้ท้องทะเลนะครับ


https://www.thaipost.net/main/detail/38008

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ชาวบ้าน 'เกาะสมุย' ร้องคราบน้ำมันลอยติดชายหาดหวั่นกระทบท่องเที่ยว



10 มิ.ย.62 นายวัณพล มีเดช สมาชิกสภาเทศบาลนครเกาะสมุย เปิดเผยว่า บริเวณชายหาดท่าเรือเฟอร์รี่ ของบริษัทแห่งหนึ่ง มีคราบน้ำมันสีดำที่ลอยมาจากทะเลแล้วถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนชายหาด หมู่ที่ 2 ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้บริเวณชายหาดบริเวณดังกล่าวที่มีความยาวประมาณสองกิโลเมตรมีคราบน้ำมัน สีดำ ซึ่งคาดว่าเป็นน้ำมันเครื่องของเรือที่ใช้แล้วของเรือขนาดใหญ่ได้ทิ้งลงสู่ทะเล จากการตรวจสอบพบว่าคราบน้ำมันดังกล่าวมีกลิ่นเหม็นจนทำให้ชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวที่อยู่ในรีสอร์ท บริเวณดังกล่าวเหม็น

ซึ่งชาวบ้านบางคนมีอาการเป็นลมเนื่องจากลมได้พัดกลิ่นน้ำมันดังกล่าวเข้าหาฝั่ง ซึ่งเป็นที่พักอาศัยทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก นอกจากนี้บริเวณชายหาดได้มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาเกาะสมุย ลงตรวจสอบคราบน้ำมันดังกล่าว พร้อมกับขอกำลังจากพนักงานจากบริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด (มหาชน) กว่ายี่สิบคนมาช่วยกันทำความสะอาดคราบน้ำมันบริเวณชายหาดนำผงซักฟอกมาโรยบนคราบน้ำมันเพื่อให้น้ำมันที่ปนเปื้อนบนทรายได้แตกตัว จากนั้นได้ตัดทรายที่มีคราบน้ำมันใส่ถุงดำเพื่อนำไปฝังกลบ



คราบน้ำมันเครื่องดังกล่าวบริษัทได้รับแจ้งจากเรือเฟอร์รี่ที่ออกจากท่าในเที่ยวแรกเพื่อไปยัง อ.ดอนสัก โดยกัปตันเรือได้แจ้งกลับมาว่าได้พบคราบน้ำมันสีดำเป็นทางยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตรในทะเล ซึ่งคราบน้ำมันดังกล่าวไหลได้ไปตามกระแสน้ำทะเลตั้งแต่เกาะสี่ เกาะห้า พาดผ่านบริเวณท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ ทำให้คราบน้ำมันเครื่องบางส่วนถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนชายหาดดังกล่าว จึงขอชี้แจงว่าคราบน้ำมันที่พบไม่ใช่น้ำมันเครื่องจากเรือเฟอร์รี่ของบริษัทตามที่เข้าใจแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้บริษัทดังกล่าว ได้ให้พนักงานทำความสะอาดชายหาดที่มีคราบน้ำมันจนชายหาดกลับมาสวยงามเช่นเดิมแล้ว เรื่องนี้เจ้าท่าภูมิภาค สาขาเกาะสมุย จะได้ดำเนินการติดตามเรือที่ปล่อยทิ้งน้ำมันเครื่องลงสู่ทะเลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


https://www.naewna.com/likesara/419061

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


IUU กับ ผลกระทบต่อผู้ทำประมงไทย



เมื่อปี 2558 สหภาพยุโรปได้ให้ใบเหลืองกับประเทศไทย เพื่อเป็นการเตือนอย่างเป็นทางการให้ประเทศไทยแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ Illegal , Unreported and Unregulated Fishing (IUU Fishing) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างกับผู้ทำการประมงทั่วประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากถูกยกระดับให้ได้ใบแดง ซึ่งหมายถึงประเทศไทยจะถูกระงับการส่งออกสินค้าประมงในทุกรูปแบบ และในทุกกรณีกับสหภาพยุโรปที่เป็นผู้นำเข้าและบริโภครายใหญ่ที่สุดของโลก

เพื่อไม่ให้กระทบ และสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบอาชีพประมงของไทย ประเทศไทยจึงจริงจังกับการปฏิรูปการประมงไทย ด้วยการมีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และฉบับแก้ไขที่มีบทลงโทษปรับสูงสุดมากถึง 30 ล้านบาท การจัดทำแผนบริหารจัดการประมงระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาการขาดการรายงานและไร้การควบคุม การจัดทำระบบติดตามเรือประมง การจัดตั้งศูนย์ PIPO (Port-in-Port-out Center) ใน 22 จังหวัดชายทะเล มีการตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเทียบเรือก่อนออกเรือและกลับจากทำประมง การจัดทำระบบการออกใบอนุญาตทำประมงแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทุกมาตรการที่กล่าวมานี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพประมงในประเทศต่อต้านในระยะแรก เพราะรู้สึกว่ายุ่งยาก และตนเองไม่ได้รับความสะดวกในการถือปฏิบัติ แต่ภายหลังเข้าใจถึงปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญจากการทำประมงผิดกฎหมายที่เป็นปัญหาระดับโลก และจะส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ทำประมงจึงเกิดการยอมรับและถือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล อีกทั้งยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศน์ของการประมงไทย ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประมงชายฝั่งและประมงพื้นบ้านให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการดำเนินมาตรการตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับการประมงทั้งในระยะสั้นและและระยะยาวที่ยั่งยืนมากขึ้น

และความสำเร็จที่เห็นผลในเชิงประจักษ์อย่างชัดเจนหลังจากนั้นคือ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 สหภาพยุโรปได้ปลดสถานะใบเหลืองให้กับภาคประมงไทย เพื่อแสดงการยอมรับต่อความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการทำประมงไทยที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นรัฐบาลจึงเตรียมยกระดับความร่วมมือกับสหภาพยุโรปไปสู่การส่งเสริมความยั่งยืนทางทะเลในทุกมิติในอนาคต

นายสมาแอ บินเจะอาลี ประธานประมงพื้นบ้านคลองน้ำแบ่ง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีเรือประมงพื้นบ้านที่ออกเรือจากน้ำแบ่ง ประมาณ 120 ลำ ออกหาสัตว์ทะเลจำพวกปลา ปลาหมึกและกุ้งทุกเช้า และจะกลับเข้าฝั่งในช่วงประมาณ 10.00-14.00 น. ซึ่งเป็นวิถีชีวิตประจำวันของชาวประมงที่นี่ พร้อมยอมรับเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลที่ออกกฎหมายทุกเรื่องเกี่ยวกับประมง เพราะจะทำให้ชาวประมงเข้ามาอยู่ในกรอบง่ายต่อการควบคุม และบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับการส่งออกไปไปยังสหภาพยุโรปที่จริงจังกับการคัดค้านการประมงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมาตรการการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เกี่ยวกับเรือประมงตามนโยบายรัฐบาล สิ่งมุ่งเน้นสำคัญ คือ การควบคุมจำนวนเรือ เนื่องจากในห้วงที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนเรือพาณิชย์ และเรือประมงพื้นบ้านเพิ่มมากขึ้น

อีกทั้งเมื่อไม่มีการตรวจสอบทำให้มีการลักลอบทำผิดกฎหมายในน่านน้ำไทย ทั้งจากเรือประมงภายในประเทศ และที่ลักลอบเข้ามาจากต่างประเทศ รวมทั้งเรือไร้สัญชาติ ซึ่งทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อพบปัญหาการทำกฎหมายในด้านต่าง ๆ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ ก็เพื่อให้เรือประมงทุกลำที่จดทะเบียนได้รับการดูแลและคุ้มครองตามสิทธิอันพึงได้ และการออกเรือเป็นไปอย่างถูกกฎหมายตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ที่จะเป็นผลดีต่อการส่งออกด้านประมงของไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนของประมงพื้นบ้านที่คลองน้ำแบ่ง อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ได้ให้ความร่วมมือทุกด้าน


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90611070030745

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"กรมอุทยานฯ" เบรกแข่งรถทุกชนิดผ่านป่าอนุรักษ์

โฆษกกรมอุทยาน ยืนยันไม่อนุญาตจัดแข่งบิ๊กไบค์ ในอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ และเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าแม่ตื่น จ.ตาก เร่งตรวจสอบที่มาหลังโซเชียลแจ้งเบาะแส แต่ยอมรับพื้นที่คาบเกี่ยวกับกรมป่าไม้ แต่หากมาท่องเที่ยวคราวละ 10-20 คันก็อาจเข้ามาได้



วันนี้ (10 มิ.ย.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Panida Nong โพสต์ข้อความว่า "คัดค้านการอนุญาตใช้ป่าอนุรักษ์ป่าสงวนเป็นสนามแข่ง" โดยก่อนหน้านี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กระบุว่า งานนี้ต้องหวังพึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งกรมอุทยานและกรมป่าไม้ จากแผนที่ที่เห็นแว้บๆ ในวิดีโอปีก่อน คาดเดาว่าเส้นทางในการจัดแข่งขันความเร็วของบิ๊กไบค์กว่า 100 คัน น่าจะใช้เส้นทางในเขตป่าสงวนบ้านสามหมื่น (กรมป่าไม้) กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น (กรมอุทยานฯ) ซึ่งเป็น พท.ป่ารอยต่อกันในอำเภอแม่ระมาด

มีการเริ่มปล่อยตัวเข้าไปในป่าสงวนบ้านสามหมื่น แล้วข้ามน้ำแม่ตื่นเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์ฯ แม่ตื่น วิ่งระยะหนึ่งในเขตรักษาพันธ์ฯ แม่ตื่น แล้วข้ามน้ำแม่ตื่นกลับเข้ามาในเขตป่าสงวนแห่งชาติบ้านสามหมื่น แล้วออกมาหมู่บ้านฝั่งตรงข้ามรร.ท่านผู้หญิงพรสมฯ ตามภาพที่วงกลมสีชมพูไว้

**หากเส้นทางเป็นจริงดังที่คาดเดาเช่นนี้เนื่องจากไม่มีภาพแผนที่จัดแข่งขันงานปีก่อนในมือที่แน่ชัด เป็นเรื่องที่ดูจะร้ายแรงกว่าเนื่องจากเป็นการเข้าไปจัดแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากกันในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตป่าสงวน โดยไม่ขออนุญาต

มีรายงานว่าเบื้องต้นตามกำหนดจะมีการจัดงานวันที่ 15-16 มิ.ย.นี้


ถามคำเดียวไม่กระทบสิ่งแวดล้อมหรือครับ?

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ @Disaster_TH ระบุว่า ขอเรียกให้ตรวจสอบการจัดการแข่งขันบิ๊กไบค์ ในเขตอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก ของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ นั่นโดยเร็ว จำนวนบิ๊กไบด์กว่า 100 คัน รถยนต์อีกกว่า 60-70 คัน คนราว 200-300 คน

ขอเรียกให้ตรวจสอบ การจัดการแข่งขันบิ๊กไบร์ ใในเขตอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก ของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์พืชและกรมป่าไม้ นั่นโดยเร็ว จำนวนบิ๊กไบร์กว่า 100 คัน รถยนต์อีกกว่า 60-70 คัน คนราว 200-300 คน ถามคำเดียวคิดว่าไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือครับ


ยืนยันไม่อนุญาตแข่งรถในเขตอุทยานฯ

ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ นายสมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ แจ้งข่าวสารทางกรมอุทยานฯ ตรวจสอบไปที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติขุนพะวอ แล้วยืนยันว่าไม่มีการอนุญาตแข่งรถ แต่เนื่องจากพื้นที่อาจจะคาบเกี่ยวกับของกรมป่าไม้ ตอนนี้กำลังดูว่ามีการขอผ่านไปทางกรมป่าไม้หรือไม่

"โดยหลักการกรมอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้จัดแข่งขันรถทุกชนิดในเขตอุทยานฯ อยู่แล้ว ที่ผ่านมา แม้แต่รถบิ๊กไบค์ที่มีการท่อเสียงดัง และวิ่งด้วยความเร็วในเขตอุทยานฯ เช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็ยังไม่อนุญาตให้ขึ้นไป เพราะจะกระทบต่อสัตว์ป่า"

นายสมโภชน์กล่าวว่า แต่กรณีที่บิ๊กไบค์เข้ามาพักผ่อนคราวละ 10-20 คัน หรือมาท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ตามปกติ ก็สามารถทำได้ และขึ้นอยู่กับจำนวนรถ และบ้านพัก หรือจุดกางเตนท์รองรับเพียงพอหรือไม่ แต่ต้องอยู่ในพื้นที่ และทำเฉพาะกิจกรรมที่อนุญาตเท่านั้น

"พื้นที่อุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า มีข้อกำหนดที่ชัดเจน ไม่อนุญาตกิจกรรมกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า"


https://news.thaipbs.or.th/content/280752

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 11-06-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


"มาเรียม" มีพี่น้องกว่า 200 ตัว ต้องช่วยกันอนุรักษ์



อันดามันพบพะยูนกว่า 200 ตัว พบมากสุดในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง บริเวณที่อนุบาลมาเรียม ไม่น้อยกว่า 180 ตัว ล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ.2562 พบว่าในทะเลฝั่งอันดามัน ในแหล่งหญ้าทะเลตั้งแต่จังหวัดสตูลไปจนถึงจังหวัดกระบี่ มีพะยูนชุกชุม

พะยูน ได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ. ศ. 2562 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส (CITES) พะยูนได้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ลำดับที่ 86 ของบัญชีไซเตส ซึ่งเป็นสัตว์ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้น เพื่อการศึกษาวิจัย และเพาะพันธุ์เท่านั้น



นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เปิดเผยถึงจำนวนพะยูงในทะเลตรังว่า พะยูนในทะเลตรัง พบบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง (บริเวณแหลมจูโหยและอ่าวทุ่งจีน) มากสุดมีไม่ต่ำกว่า 180 ตัว และพบกระจายไปบริเวณแหล่งหญ้าทะเลในบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ในท้องที่จังหวัดตรัง

ซึ่งผลจากการบินสำรวจล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ.2562 พบว่าในทะเลฝั่งอันดามัน ในแหล่งหญ้าทะเลตั้งแต่จังหวัดสตูลไปจนถึงจังหวัดกระบี่ พบพะยูนขณะนี้ไม่น้อยกว่า 200 ตัว ซึ่งพบว่ามีพะยูนแม่ลูกอยู่หลายคู่ และมีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้นทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม พะยูนยังเป็นสัตว์ที่ต้องมีการอนุรักษ์เพื่อให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ได้


http://www.nationtv.tv/main/content/378717134/#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:19


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger