เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 28-02-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า ส่วนภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกมีอากาศเย็นในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศแห้งในระยะนี้ไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันเริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่าง(ฝั่งตะวันออก) ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

ฝุ่นละอองในระยะนี้: ประเทศไทยตอนบนมีแนวโน้มการสะสมฝุ่นละออง/หมอกควันเพิ่มขึ้น เนื่องจากลมที่พัดปกคลุมมีกำลังอ่อนลง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 28 ก.พ. ? 1 มี.ค. 66 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนเริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ส่วนในช่วงวันที่ 2 ? 5 มี.ค. 66บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิลดลงเล็กน้อย กับมีลมแรง

สำหรับในช่วง 27 ? 28 ก.พ. 66 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร อ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 2 - 4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ส่วนทะเลอันดามันห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร

ส่วนในช่วง 1 ? 5 มี.ค. 66 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วง สำหรับในช่วง 27 ? 28 ก.พ. 66 ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนในช่วงวันที่ 28 ก.พ. ? 2 มี.ค. 66 ประชาชนในบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย


******************************************************************************************************



ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย ฉบับที่ 11 (69/2566) (มีผลกระทบถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566)

มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน เริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังค่อนข้างแรง โดยอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร อ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร และทะเลอันดามันห่างฝั่งมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่าง(ฝั่งตะวันออก) ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้เริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศแห้งในระยะนี้









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 28-02-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ทช. เปิดภาพการสำรวจสถานภาพ "หญ้าทะเล" ในพื้นที่ จ.ตรัง

กรมทะเลชายฝั่ง เปิดภาพทะเลตรัง หลังสำรวจประเมินชนิด การแพร่กระจาย และสถานภาพของหญ้าทะเล พบส่วนใหญ่อยู่ในระดับสมบูรณ์เล็กน้อยถึงสมบูรณ์ปานกลาง



วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2566 มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 19-26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง ได้ออกสำรวจประเมินชนิด การแพร่กระจาย และสถานภาพของหญ้าทะเลโดยวิธีวาง Line transect และ Spot check ในพื้นที่เกาะลิบง และบริเวณใกล้เคียง จังหวัดตรัง

ผลการสำรวจสถานภาพหญ้าทะเลในพื้นที่หญ้าทะเลรวมทั้งหมด 19,751 ไร่ พบหญ้าทะเลทั้งหมดที่มีการแพร่กระจายในเขตทะเลอันดามัน ทั้ง 12 ชนิด คือ หญ้าเงาแคระ (Halophila beccarii), หญ้าเงาใบใหญ่ (Halophila major), หญ้าเงาใบเล็ก (Halophila minor), หญ้าใบมะกรูด (Halophila ovalis), หญ้าคาทะเล (Enhalus acoroides), หญ้าชะเงาเต่า (Thalassia hemprichii), หญ้าชะเงาปลายใบมน (Cymodocea rotundata), หญ้าชะเงาปลายใบฟันเลื่อย (Cymodocea serrulata), หญ้ากุยช่ายเข็ม (Halodule pinifolia), หญ้ากุยช่ายทะเล (Halodule uninervis), หญ้าเงาใส (Halophila decipiens) และหญ้าต้นหอมทะเล (Syringodium isoetifolium)

สถานภาพหญ้าทะเลโดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับสมบูรณ์เล็กน้อยถึงสมบูรณ์ปานกลาง ซึ่งพบหญ้าใบมะกรูด หญ้าคาทะเล และหญ้าชะเงาเต่าเป็นชนิดเด่นในพื้นที่สำรวจ และยังพบร่องรอยการกินหญ้าทะเลของพะยูนกระจายทั่วทั้งบริเวณแนวหญ้าใบมะกรูด โดยเฉพาะบริเวณอ่าวทุ่งจีนและเกาะลิบงด้านเหนือ

ส่วนหญ้าคาทะเลที่พบส่วนใหญ่มีลักษณะใบขาดสั้น ไม่สมบูรณ์ มีสีเขียวและสีน้ำตาลปะปนกัน ราก เหง้า เน่าเปื่อย พื้นทะเลมีลักษณะเป็นทรายปนโคลน คุณภาพน้ำ ความลึกน้ำ 0.1 - 6 เมตร อุณหภูมิ 30-31 องศาเซลเซียส ความเค็ม 30 พีพีที ความเป็นกรด-ด่าง 7.7-8.2 สัตว์น้ำชนิดเด่นที่พบบริเวณแหล่งหญ้าทะเล ได้แก่ ดาวทะเลชนิด Pentaster obtusatus และดาวทราย (Astropecten bengalensis) ปลิงดำ (Holothuria atra) ปลิงสีชมพู (Cercodesma anceps) กลุ่มปลาบู่ และปลาสลิดทะเล ขยะทะเลในแหล่งหญ้าทะเลที่พบส่วนใหญ่ คือถุงและขวดพลาสติก ขวดแก้ว และเศษอวน.


https://www.thairath.co.th/news/local/south/2641028


******************************************************************************************************


หากปกป้องหมู่เกาะกาลาปากอสไม่ได้ แล้วจะสามารถปกป้องส่วนใดในโลกได้?



"หมู่เกาะกาลาปากอส" ได้รับเลือกเป็นเป้าหมายแห่งแรกๆจากโครงการ "Mission Blue" องค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านการอนุรักษ์มหาสมุทร ภายใต้การสนับสนุนของ "Rolex" ในฐานะที่เป็น "Hope Spot" พื้นที่เปี่ยมไปด้วยระบบนิเวศทางทะเลที่จำเป็นต้องได้รับการปกป้อง เพื่อความสมบูรณ์และอนาคตของมหาสมุทร โดย "ซิลเวีย เอิร์ล" ผู้ก่อตั้งโครงการตั้งใจแสดงให้โลกเห็นว่าความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ต่อมหาสมุทรนั้นสามารถแก้ไขได้ ซึ่งการสำรวจครั้งใหม่ได้เพิ่มหลักฐานถึงความจำเป็นที่ต้องปกป้องผืนทะเลให้มากยิ่งขึ้น

เป็นเวลาเกือบศตวรรษที่ "Rolex" สนับสนุนเหล่านักสำรวจผู้บุกเบิก กระทั่งมาต่อยอดการสนับสนุนไปสู่การอนุรักษ์โลกธรรมชาติ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนบุคคลและองค์กรในระยะยาว โดยใช้วิทยาศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจและคิดค้นวิธีแก้ปัญหาความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ระบบนิเวศอันอุดมสมบูรณ์และไม่เหมือนที่ใดของ "หมู่เกาะกาลาปากอส" เป็นที่อยู่ของพืชและสัตว์นานาชนิด ที่ไม่สามารถพบในที่อื่นใดบนโลก เมื่อนักสมุทรศาสตร์ในตำนานอย่าง "ซิลเวีย เอิร์ล" ไปเยือนหมู่เกาะแห่งนี้ครั้งแรกในปี 1966 ถึงกับเปรยว่า ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีปลาฉลามและปลาชนิดต่างๆมากที่สุดเท่าที่เคยไปเยือน แต่สิ่งที่ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้มีความพิเศษก็สามารถทำให้เปราะบางเช่นกัน เพราะยิ่งมีคนค้นพบเกาะแห่งนี้มากขึ้นเท่าใด สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นก็สามารถรุกรานเข้ามา ทำให้ทรัพยากรในพื้นที่ตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น

ความพยายามของเธอไม่สามารถรอให้ถึงช่วงเวลาที่วิกฤติไปกว่านี้ แม้ประเทศเอกวาดอร์จะก่อตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเลกาลาปากอสขึ้น เมื่อปี 1998 ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลของเกาะถึง 133,000 ตารางกิโลเมตร ทว่ายังจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่า ชาวบ้าน, นักท่องเที่ยว และชาวประมง จะได้ใช้หมู่เกาะ กาลาปากอสอย่างยั่งยืนต่อไปอีกหลายปี

25 ปี หลังการก่อตั้งเขตอนุรักษ์ทางทะเล กาลาปากอส ถึงเวลาแล้วที่จะประเมินผลลัพธ์ของการคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล ในฐานะ "Rolex Testimonee" ซิลเวียได้ร่วมกับทีมนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบัน ดำเนินการสำรวจทั่วพื้นที่ "Hope Spot" แห่งนี้ เป็นเวลาสองสัปดาห์เต็ม เพื่อประเมินระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่อย่างครอบคลุม โดยการสำรวจส่วนใหญ่เน้นค้นหาความหลากหลายที่ซ่อนเร้นและถูกลืมเลือนอยู่ภายใต้เกลียวคลื่น เพื่อใช้เป็นคุณค่าพื้นฐานด้านความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ซึ่งการสำรวจในอนาคตสามารถติดตามย้อนรอยได้ มีการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ดีเอ็นเอจากสิ่งแวดล้อม (eDNA) และระบบวิดีโอใต้น้ำ งานนี้ทีมสำรวจค้นพบข้อมูลประชากรที่สำคัญของสัตว์ที่ไม่ค่อยมีผู้ศึกษาวิจัย เช่น ม้าน้ำ และกุ้งก้ามกรามเฉพาะถิ่น

ทีมสำรวจดังกล่าวยังทำการวิจัยระยะยาวเกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานข้ามมหาสมุทรของสัตว์ทะเลนานาชนิด ด้วยวิธีตรวจจับตำแหน่งที่บันทึกการอพยพของฉลามจากสถานที่ที่ไกลออกไปถึงอ่าวเม็กซิโกและชายฝั่งคอสตาริกา พร้อมสำรวจแหล่งที่อยู่ของเต่า ทำแผนที่พื้นที่หาอาหารของฝูงนกเพนกวิน รวมถึงวัดระดับของไมโครพลาสติก ซึ่งการทำงานภาคสนามจะช่วยให้นักอนุรักษ์สามารถคิดให้เหมือนมหาสมุทร และตระหนักถึงความเชื่อมโยงของระบบนิเวศอย่างไม่มีขอบเขตสำหรับสัตว์ทะเล.


https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2638510

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 28-02-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เจ้าท่าพังงาออกคำสั่งให้เร่งกู้ซากเรือทัวร์ดำน้ำถูกเพลิงไหม้ขึ้นฝั่งโดยเร็ว



พังงา - เจ้าท่าพังงา พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุไฟไหม้เรือทัวร์ดำน้ำเสียหายทั้งลำ พร้อมออกคำสั่งให้บริษัทเจ้าของเรือเร่งกู้ซากเรือขึ้นฝั่งโดยเร็ว

กรณีเกิดเหตุไฟไหม้เรือทัวร์ดำน้ำวอดทั้งลำ ที่ท่าเทียบเรือลำแก่น บ้านทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ล่าสุด วันนี้ (27 ก.พ.) พ.ต.อ.วรพงศ์ พรหมอินทร์ ผกก.ท้ายเหมือง พ.ต.ท.หญิง ญาณิสร ประสงค์ ผกก.พฐ.(พิสูจน์หลักฐาน) พังงา พ.ต.ท.ปิยวัชร จีนอ่วม สว.สอบสวน ว่าที่ ร.ต.กิตติภูมิ สมัยกลาง ผอ.เจ้าท่าภูมิภาค สาขาพังงา ว่าที่นาวาเอก รัชภูมิ นันทวิสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์ควบคุมความมั่นคงท่าเรือจังหวัดพังงา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ศรชล.ภาค 3 เจ้าท่าพังงา กองพิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่สอบปากคำคนขับเรือ และตรวจสอบหาสาเหตุการเกิดไฟไหม้เรือที่ถูกไฟไหม้

ทางเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำ นายไชยรัตน์ บิณกาญจน์ นายท้ายเรือว่า ก่อนเกิดเหตุเรือนำเที่ยวดำน้ำลึกได้จอดเสียประมาณ 1 เดือน และนำช่างมาซ่อมเครื่องยนต์เมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) โดยได้นำเครื่องยนต์มาเปลี่ยนใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องมือ 2 โดยเริ่มซ่อมเรือตั้งแต่ช่วงเช้า และประมาณ 18.30 น.ได้เอาเรือไปทดลองขับในทะเลประมาณ 40 นาที และนำเรือกลับเข้ามาฝั่งประมาณ 20.00 น.และได้สตาร์ทเครื่องทิ้งไว้เพื่ออุ่นเครื่องยนต์ทดลองไว้ก่อน แต่อยู่ๆ ก็เกิดไฟไหม้ เมื่อเลา 20.20 น.จากหัวเรือบริเวณห้องเก็บของไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ทุกคนที่อยู่บนเรือตื่นตกใจ ก่อนที่จะนำถังดับเพลิง จำนวน 3 ถัง มาฉีดไฟที่กำลังลุกไหม้จากห้องโถงที่เก็บของ แต่ไม่เป็นผลไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว จึงต้องประสานขอความช่วยเหลือรถดับเพลิงของฐานทัพเรือพังงา เทศบาลตำบลลำแก่น และเทศบาลตำบลคึกคัก จำนวน 3 คัน มาฉีดนำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกไหม้

ด้าน ว่าที่ ร.ต.กิตติภูมิ สมัยกลาง ผอ.เจ้าท่าภูมิภาค สาขาพังงา กล่าวว่า จากกรณีเรือซันแดนเซอร์ หมายเลขทะเบียนเรือ 546102656 ขนาด 32.05 ตันกรอส เกิดไฟไหม้ขณะจอดเทียบท่าบริเวณท่าเทียบเรือสะพานปูน ต.ลำแก่น ทางเจ้าท่าจังหวัดพังงาได้ลงพื้นที่พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบปากคำ นายไชยรัตน์ บิณกาญจน์ ถือประกาศนียบัตรนายเรือในประเทศ 500 ตันกรอส โดยทราบว่าได้นำเรือซันแดนเซอร์ ออกจากทุ่นผูกเรือบริเวณท่าเทียบเรือทับละมุ เพื่อนำเรือไปวิ่งทดสอบเครื่องยนต์ในทะเลอันดามัน เนื่องจากได้ซื้อเครื่องยนต์เรือมือสองมาจากต่างประเทศ จำนวน 2 เครื่อง

ซึ่งการทดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่พบปัญหา หลังจากแล่นเรือทดสอบโดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที ได้นำเรือมาจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือทับละมุ ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. ขณะที่นายไชยรัตน์ กับพวกรวม 4 คน กำลังนั่งอยู่บริเวณท้ายเรือ ได้พบเห็นกลุ่มควันออกมาจากห้องเก็บของชั้นล่างบริเวณส่วนหน้าของเรือ จึงได้นำถังดับเพลิงฉีดเพื่อดับไฟ แต่ไม่สามารถดับได้เนื่องจากขณะนั้นมีกระแสลมค่อนข้างแรง จึงวิ่งขึ้นมาบนฝั่งเพื่อขอความช่วยเหลือ

โดยทางเจ้าท่าได้มีหนังสือสั่งห้ามใช้เรือ หนังสือสั่งให้ดำเนินการกู้เรือไปยังเจ้าของเรือ พร้อมเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาบันทึกปากคำ พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ต่อไป


https://mgronline.com/south/detail/9660000018878

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 28-02-2023
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


พบอีก "คราบน้ำมันรั่วระยอง" ? SPRC แถลงปฏิเสธิ "ไม่ใช่จาก SPRC"



ประมงระยองพบคราบน้ำมันลอยกลางทะเลเป็นวงกว้าง ยังไม่ทราบต้นตอ ขณะบริษัท SPRC ต้นเหตุน้ำมันดิบรั่วกลางทะเลเมื่อต้นปี 65 ปฏิเสธ "ไม่ใช่ของ SPRC"

ด้านความคืบหน้า "คดีน้ำมันรั่วระยอง" ที่ชาวบ้านผู้เสียหายยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 7 หน่วยงาน เครือข่ายประมงพื้นบ้านเผย ต้องดิ้นเรี่ยไรหาค่าธรรมเนียมศาลกว่า 1 ล้านบาท


เหตุน้ำมันรั่ว ระยองล่าสุด

กลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยองเปิดเผยว่า วานนี้ (21 ก.พ.) ขณะล่องเรือออกหาปลาบริเวณทะเลห่างฝั่งบ้านหนองแฟบ ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง ประมาณ 1-2 ไมล์ทะเล พบคราบน้ำมันเป็นลักษณะแผ่นฟิล์มกระจายเป็นวงกว้างทั่วบริเวณ จึงได้บันทึกคลิปไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบหาต้นตอ

บ่ายวันเดียวกัน บริษัท SPRC ต้นตอเหตุน้ำมันรั่วลงทะเลระยองเมื่อต้นปี 65 ที่ผ่านมาได้ออกแถลงการณ์ยืนยันจากเหตุการณ์พบฟิล์มน้ำมันทะเลหนองแฟบที่ปรากฏตามสื่อโซเชียล เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น ทางบริษัทฯได้ทำการตรวจสอบแล้วขอยืนยันว่าฟิล์มน้ำมันที่พบไม่ใช่ของบริษัทฯ และไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมใดๆ ของบริษัท

เช้าวันนี้ (22 ก.พ.66) มีรายงานอีกว่า ได้มีชาวประมงพบเห็นคราบน้ำมันอีก มีลักษณะเป็นกลุ่มก้อนสีดำขนาดใหญ่ถูกพบบริเวณชาดหาดแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี คาดว่าน่าจะมาจากแหล่งเดียวกันโดยถูกคลื่นลมทะเลพัดไปถึงชายหาดแสมสาร

ยังคงไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ เปิดเผยถึงการดำเนินการใด ๆ ของหน่วยงานเกี่ยวข้องต่อเหตุดังกล่าว ตลอดวันที่ผ่านมา


"คดีน้ำมันรั่ว" ค่าธรรมเนียมศาล กว่า 1 ล้าน

รายงานข่าวเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ฟ้องคดีน้ำมันดิบรั่วกลางทะเลระยอง เรี่ยไรเงินหน้าศาลจ่ายค่าธรรมเนียม เหตุไม่มีหลักฐานนำมาแสดงยกเว้น นายกประมงพื้นบ้านครวญอาชีพหาเช้ากินค่ำจะเอามาจากไหน ชี้หากรัฐจริงใจแก้ปัญหาชาวบ้านไม่ต้องดิ้นรนกันเอง

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 09.00 ? 13.00 น. ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และอาชีพต่อเนื่อง เช่น แม่ค้ารถเร่ ร้านเช่าเตียงผ้าใบ ห่วงยาง ร้านค้าอาหารตามสั่ง ฯลฯ ในพื้นที่จ.ระยอง ประมาณ 700 คน ได้เดินทางไปที่ศาลปกครองระยอง ตามคำสั่งศาลซึ่งให้ผู้ฟ้องทั้ง 834 ราย ชี้แจงข้อมูลส่วนตัวเพื่อประกอบการพิจารณาขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล แต่ชาวบ้านไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้ จึงนำเงินไปจ่ายค่าธรรมเนียมศาลเอง

ในกรณีผู้ฟ้อง จำนวน 834 ราย ยื่นฟ้องต่อหน่วยงานรัฐ เหตุละเลยการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ในการบริหารจัดการเหตุน้ำมันรั่วที่ระยอง เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นเหตุให้ทะเลระยองเกิดความเสียหายเกินสมควร ยากต่อการแก้ไขเยียวยา โดยศาลมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเฉลี่ยรายละ 1,370 บาท รวมเป็นเงิน 1,142,580 บาท

สืบเนื่องจากวันที่ 20 มกราคม 2566 สมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า พร้อมทีมทนายความจาก Rising Sun Law ได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ 7 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ที่ 1, กระทรวงมหาดไทย ที่ 2, กรมเจ้าท่า ที่ 3, กรมธุรกิจพลังงาน ที่ 4, กรมประมง ที่ 5, กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ที่ 6 และกรมควบคุมมลพิษ ที่ 7 ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการบริหารจัดการเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลอย่างต่อเนื่องกลางทะเลจังหวัดระยองกว่า 400,000 ลิตร จากจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเล (SINGLE POINT MOORING SYSTEM) ของบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดแก่ระบบนิเวศ ทรัพยากรทางทะเล และวิถีชีวิตของประชาชน แต่กลับละเลยในการป้องกันเหตุหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า ประมาทเลินเล่อในการแก้ไขปัญหา

โดยผู้ฟ้องคดีทั้งหมด 834 ราย (เดิม 837 ราย ถอนตัว 3 ราย) ขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษา หรือมีคำสั่ง ให้มีการออกกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการรับมือแก้ไขและป้องกันสถานการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล และจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวระยอง ตลอดจนให้เยียวยาชดใช้ความเสียหายอันเกิดจากการละเมิด จน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู้ฟ้องคดีทั้งหมด และรับผิดเยียวยาชดใช้ค่าเสียโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคตของผู้ฟ้องคดีด้วย (อ่านต่อ)


เครือข่ายประมงพื้นบ้านระยองโอด "เห็นใจกันหน่อย"

วีรศักดิ์ คงณรงค์ นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง เปิดเผยว่า เราฟ้องศาลปกครองเพื่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากการปฏิบัติงานล่าช้า จากปัญหาน้ำมันรั่วในระยอง แก่ผู้ฟ้องปีละ 6 หมื่นบาทต่อราย เนื่องจากประชาชนต้องแบกรับผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต การประกอบอาชีพ และสูญเสียโอกาสสร้างรายได้ทั้งปัจจุบันและอนาคต

"วันนี้ศาลให้พวกเรานำเอกสารหลักฐานมาแสดงต่อศาล เพื่อเป็นเหตุในการยกเว้นค่าธรรมเนียม แต่ในความเป็นจริงชาวบ้านทำไม่ได้หรือไม่มี เช่น บัญชีเงินฝาก ซึ่งเราไม่เคยมีกันเลย เพราะเราหาเช้ากินค่ำ หรือหลักฐานที่แสดงว่ามีบ้านเป็นของตนเอง เพราะชุมชนประมงส่วนใหญ่จะเป็นผู้อาศัย รวมทั้งหลักฐานด้านหนี้สินต่างๆ ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีบัญชีทรัพย์สินที่ชี้ได้ว่ามีความเดือดร้อน เอกสารหลักฐานเหล่านี้จึงเป็นภาระที่หนักหน่วงของชาวบ้าน

นอกจากนี้ศาลยังมีเวลาจำกัดให้เราหาหลักฐานนำมาแสดง เพียง 4-5 วัน ดังนั้นชาวบ้านจึงจำเป็นต้องเลือกแนวทาง คือ เอาเงินมาวางศาล เป็นเงิน 1,370 บาทต่อคน จากผู้ฟ้องทั้งหมด 834 คน ชีวิตต้องลำบากมากจากการที่ไปกู้เงินมาวางค่าธรรมเนียมศาล บางรายถึงกับต้องเรี่ยไรช่วยกันเพราะเขาไม่มีจริงๆ

เราฟ้องเรื่องส่วนรวมคืออยากให้หน่วยงานรัฐแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูทะเลเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ทั้งต่อทรัพยากรทางทะเลและวิถีชีวิตของชาวระยอง ดังนั้นทางกลุ่มฯ จึงมีความเห็นร่วมกันว่าเราไม่อยากให้พี่น้องตกขบวน หรือเสียโอกาสในการฟื้นฟูทางทะเล ซึ่งเขาไม่ได้กังวลเรื่องส่วนตัว แต่เขาสนใจว่าถ้าไม่จ่ายค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ถ้าเขาตกหล่นแล้วใครจะฟ้องให้เขา ใครจะมาทวงสิทธิหรือเรียกร้องการแก้ไขปัญหาในอนาคตเพื่อลูกหลานเขาต่อไป

จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องฟ้องเรียกร้องเอาเงินแก้ไขเยียวยา หากหน่วยงานรัฐจริงจังในการรับผิดชอบ และแก้ไขอย่างถูกจุดจนไม่เกิดปัญหา และเราก็คงไม่ต้องมาดิ้นรนกันขนาดนี้" วีรศักดิ์ กล่าว


https://greennews.agency/?p=33307

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:32


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger