เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,437
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2565

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลงกับมีลมแรง และอุณหภูมิลดลง ในขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวไทยตอนบน ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคใต้ระมัดระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม และเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 3 ? 5 พ.ค. 65 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ ในขณะที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศกัมพูชา ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 6 ? 8 พ.ค. 65 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ มีกำลังอ่อนลง ประกอบกับความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยมีอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน ในขณะที่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าวจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีลมกระโชกแรงและฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง ทั้งนี้เนื่องจาก ในช่วงวันที่ 3 - 8 พ.ค. 65 ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่าง และทะเลอันดามันตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุไซโคลน และจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบน


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 6 ? 8 พ.ค. 65 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณาและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย ส่วนประชาชนบริเวณภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย ตลอดช่วง












__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,437
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


รอยแผลชัด "ฉลาม" กัดขาด.ช.ลูกครึ่งเล่นน้ำหาดกมลา เย็บกว่า 30 เข็ม



ผู้เชี่ยวชาญฉลามชาวอเมริกันระบุ บาดแผลเด็กต่างชาติวัย 8 ขวบ ลงเล่นน้ำหาดกมลา ภูเก็ต น่าจะมาจาก "บูลชาร์ก" ในตระกูลฉลามหัวบาตรกัด ขณะที่ผู้ประกอบการเชื่อเกิดจากคมเขี้ยว "ปลาสาก" เพราะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วกับนักท่องเที่ยวชาวจีน และเคยเจอตัวใหญ่สุดหนักถึง 13 กิโลกรัม ล่าสุด นักวิชาการประมงยืนยัน เป็นแผลจากฉลามแน่นอน ต้องเย็บกว่า 30 เข็ม

จากกรณีเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 1 พ.ค. หน่วยกู้ชีพ อบต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ได้นำ ด.ช.ชาวต่างชาติ วัย 8 ขวบ มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณขาขวาหลายจุดจากบริเวณชายหาดกมลา ต.กมลา อ.กะทู้ ส่งรักษาตัวที่ รพ.กรุงเทพภูเก็ต อ.เมือง เบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัดว่าถูกสัตว์ทะเลชนิดใดกัดหรือทำร้าย จนเกิดบาดแผลฉกรรจ์ จากนั้นได้มีการส่งภาพบาดแผลดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจพิสูจน์หรือวินิจฉัยบาดแผล

ต่อมาเวลา 09.30 น. วันที่ 2 พ.ค.65 ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง นายเดวิด มาร์ติน ช่างภาพใต้น้ำและผู้เชี่ยวชาญฉลามชาวอเมริกัน ซึ่งอาศัยอยู่ใน จ.ภูเก็ต เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบาดแผลดังกล่าว โดยนายเดวิดเปิดเผยว่า ได้เห็นภาพดังกล่าวแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พ.ค.65 เบื้องต้นคาดว่าเป็นบูลชาร์กกัดเข้าที่บริเวณขาของเด็กต่างชาติดังกล่าว ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยดำน้ำถ่ายภาพสัตว์ทะเลมาทั่วโลก จึงคาดว่าอาจเป็นฉลามในตระกูลบูลชาร์ก หรือ ฉลามหัวบาตร เนื่องจากเป็นบาดแผลกัดและกระชากสะบัด ซึ่งแตกต่างจากการกัดของสัตว์ทะเลทั่วไป

"สำหรับบูลชาร์กเมื่อโตเต็มวัยจะยาวถึง 3 เมตร ขณะที่นิสัยของบูลชาร์กนั้นไม่ใช่ฉลามที่ดุร้าย หรือทำร้ายมนุษย์ เพียงแต่อาจเข้าใจผิด คิดว่าคนเป็นเหยื่อที่สามารถกินเป็นอาหารได้ ซึ่งในธรรมชาติบูลชาร์กจะกินสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร เช่น หมึก กุ้ง เม่นทะเล และเต่าทะเล โดยบูลชาร์กสามารถว่ายน้ำเข้ามาบริเวณชายฝั่งหรือบริเวณน้ำที่ขุ่นได้ เนื่องจากมีเรดาร์ที่ปลายจมูก รับรู้การเคลื่อนไหวบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างหน้าได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่สามารถมองเห็นก็ตาม แต่ยังขอยืนยันว่าชายหาดกมลาหรือชายหาดใน จ.ภูเก็ต มีความปลอดภัยจากฉลามหรือสัตว์ทะเล" นายเดวิด กล่าว

ทางด้าน นายศิวัชฐ์ ระวังกุล นายอำเภอกะทู้ ได้ลงพื้นที่พร้อมด้วยรองนายก อบต.กมลา ที่บริเวณหน้าหาดกมลา ข้าง สภ.กมลา เพื่อสอบถามเหตุการณ์ กรณีพบปลาทำอันตรายแก่นักท่องเที่ยว ได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2565 เวลาประมาณ 16.30 น.มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเป็นครอบครัวประมาณ 6 คน มีเด็กชายอายุประมาณ 8 ปี เป็นเด็กลูกครึ่งไทยต่างชาติลงเล่นน้ำทะเล ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาน้ำลงจากชายฝั่งประมาณ 30 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร เป็นเวลาประมาณ 5 นาที ปรากฏมีปลาทะเลเข้ามากัดเด็ก และเด็กได้ร้องเรียกผู้ปกครองเข้าช่วยเหลือพาขึ้นฝั่ง และผู้ประกอบการบริเวณชายหาดได้เรียกกู้ชีพพาส่ง รพ.ป่าตอง ต่อมาได้ย้ายไป รพ.กรุงเทพฯ

จากการสอบถามนายอภิสิทธ์ อนันต์ ผู้ประกอบการที่อยู่บริเวณชายฝั่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เผยว่า เหตุการณ์ปลาทำร้ายนักท่องเที่ยวในลักษณะแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 2 ปี ปลาสากทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ซึ่งบริเวณหาดกมลาตนเคยดำน้ำพบปลาสากอยู่บริเวณชายฝั่งขนาดประมาณต้นขา ใหญ่สุดประมาณ 13 กิโลกรัม มันจะเข้ามากินปลาเล็กที่มากินพืชน้ำบริเวณนี้ที่มีความสมบูรณ์ จึงอาจเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เบื้องต้นได้ประสาน อบต.กมลา ทำป้ายแจ้งเตือนและการประชาสัมพันธ์ทางเสียงตามสาย เพื่อแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวที่จะลงเล่นว่ายน้ำในบริเวณดังกล่าวได้โปรดระมัดระวังอันตรายจากสัตว์น้ำอีกทางหนึ่ง

เวลา 14.00 น.ที่ รพ.มิชชั่นภูเก็ต ถ.เทพกระษัตรี ต.รัษฎา อ.เมือง นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รอง ผวจ.ภูเก็ตพร้อมด้วย ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน จ.ภูเก็ต และ นายเดวิด มาร์ติน ช่างภาพใต้น้ำและผู้เชี่ยวชาญฉลามชาวฝรั่งเศสได้เข้าเยี่ยมอาการ ด.ช.ลูกครึ่งไทย-ยูเครน อายุ 8 ปี ที่ถูกสัตว์ในทะเลกัดขณะลงเล่นน้ำบริเวณชายหาดกมลา ต.กมลา อ.กะทู้ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา จนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นหน่วยกู้ชีพ อบต.กมลาได้นำส่งรักษาตัวที่ รพ.ป่าตอง ต่อมาได้นำส่งตัวต่อมารักษายัง รพ.กรุงเทพภูเก็ต และเข้ารับการรักษาในเวลาต่อมาที่ รพ.มิชชั่นภูเก็ต เบื้องต้นแพทย์ได้ทำการเย็บบาดแผลไปกว่า 30 เข็ม โดยได้เยี่ยมอาการและพูดคุยกับเด็กซึ่งมีครอบครัวคอยดูแล

นายพิเชษฐ์ กล่าวภายหลังการเยี่ยมอาการและพูดคุยกับเด็กที่บาดเจ็บว่า วันนี้ได้เข้าพบผู้ประสบเหตุที่ชายหาดกมลา อ.กะทู้ หน้า สภ.กมลา ห่างจากแนวชายหาดราว 100 เมตร ลึกไม่ถึง 1 เมตร โดยเด็กที่ได้รับบาดเจ็บเป็นลูกครึ่งไทย-ยูเครน คุณแม่เป็นชาวไทย พักอาศัยอยู่ใน จ.ภูเก็ต ไม่ใช่นักท่องเที่ยว ซึ่งกรณีเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเราจะมีการช่วยเหลือเยียวยาในสิทธิ์ที่พึงจะได้ แต่เมื่อเป็นคนที่อยู่ในจังหวัด สิทธิ์นั้นก็ตกไป โดยคุณแม่ของเด็กเข้าใจเป็นอย่างดี ส่วนสัตว์ทะเลที่เข้าทำร้ายเด็กนั้น นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ที่วินิจฉัยได้ดีที่สุด

"จากนี้ไปจะต้องมีบีชการ์ดคอยกำกับดูแลการลงเล่นน้ำทะเลของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันจะต้องปักป้ายเตือนและหอคอยสอดส่องดูแลนักท่องเที่ยวในช่วงที่ปลาชนิดนี้จะเข้ามาตามแนวชายฝั่ง และอีกอย่างอาจมีการใช้โดรน แต่สุดท้ายวิธีการที่ดีที่สุดคือ ป้ายเตือนภัยบอกนักท่องเที่ยว"

ด้าน ดร.ก้องเกียรติ กล่าวถึงสัตว์ทะเลที่ทำร้ายเด็กจนได้รับบาดเจ็บในกรณีนี้ว่า เบื้องต้นเราสงสัยฉลาดอยู่ 2 ชนิด คือ ฉลามบูลชาร์ก (ฉลามหัวบาตร) และฉลามแบล็กทิป(ฉลามครีบดำ-หูดำ) โดยส่วนใหญ่ที่เราพบบริเวณชายหาดกมลา อ.กะทู้ เราจะพบเป็นฉลามหูดำหรือครีบดำ แต่จากความคิดเห็นของนายเดวิด มาร์ติน ช่างภาพใต้น้ำและผู้เชี่ยวชาญฉลามเชื่อว่าถ้าเป็นฉลามครีบดำหรือหูดำเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากลักษณะการเข้าโจมตีเหยื่อจะรุนแรงมาก กรณีผู้บาดเจ็บรายนี้จึงเชื่อว่าอาจเป็นฉลามบูลชาร์ก อย่างไรก็ดีเราจะไม่ยืนยันว่าเป็นสายพันธ์ุใด แต่บาดแผลเกิดจากฉลามแน่นอน

"เราตัดข้อสงสัยเกี่ยวกับปลาสากออกไปได้เลย เพราะบริเวณตรงจุดที่เกิดเหตุไม่ใช่บริเวณแหล่งหากินของปลาสาก โดยเฉพาะบาดแผลที่พบนั้นเป็นบาดแผลที่เกิดจากฉลาม มีทั้งฟันบนและฟันล่างอยู่รวมกัน โดยเป็นบาดแผลของมีคมทั้ง 2 ด้านและมีการงับทั้งฟันบนและฟันล่างพร้อมกัน จึงตรงกับลักษณะบาดแผลที่เกิดจากฉลาม ประกอบกับบริเวณที่เกิดเหตุเป็นโซนนิ่งที่ฉลามออกหากิน ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการเคลื่อนไหวของผู้บาดเจ็บบริเวณน้ำที่ขุ่น ฉลามจึงเข้ามาหาอาหาร และคิดว่าเป็นอาหาร จึงกัดขาผู้บาดเจ็บ แต่เมื่อกัดเข้าไปแล้วไม่ใช่อาหาร จึงไม่ได้โจมตีซ้ำ และนับว่าเกิดขึ้นได้น้อยครั้งมากกับเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้" ดร.ก้องเกียรติกล่าวย้ำ


https://www.thairath.co.th/news/local/south/2382616

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,437
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ประทับใจ! อช.หมู่เกาะสุรินทร์ปล่อยลูกเต่าตนุกลับสู่ท้องทะเล 94 ตัว ก่อนนับถอยหลังปิดเกาะตามฤดูกาล 16 พ.ค.นี้



เพจ "ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" เผยภาพปล่อยลูกเต่าตนุกลับสู่ท้องทะเล 94 ตัว ที่บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ มส.3 อ่าวช่องขาด ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว ก่อนนับถอยหลังปิดเกาะตามฤดูกาล 16 พ.ค.นี้

วันนี้ (2 พ.ค.) เพจ "ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" เผยภาพทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ได้ปล่อยลูกเต่าตนุกลับสู่ท้องทะเล 94 ตัว ที่บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ มส.3 อ่าวช่องขาด ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

โดยทางเพจรายงานว่า "เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.12 น. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ พบลูกเต่าตนุทยอยลงทะเล จำนวน 8 ตัว และต่อมาเวลา 16.30 น. จึงปล่อยลูกเต่าตนุออกสู่ทะเล อีกจำนวน 86 ตัว บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ มส.3 อ่าวช่องขาด ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์

ทั้งนี้ ลูกเต่าดังกล่าวเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เฝ้าระวังและติดตามการฟักไข่ของเต่าทะเลที่แม่เต่าได้ขึ้นมาวางไข่ไว้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2565 จนกระทั่งถึงเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลา 09.12 น.พบว่าทรายบริเวณหลุมฟักไข่เกิดการยุบตัวลงอย่างชัดเจน จึงปล่อยลูกเต่าจำนวนหนึ่งลงทะเล และได้เฝ้าติดตามไข่เต่าจำนวนที่เหลืออย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่พบว่ามีการยุบตัวลงของทรายเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการปาดทรายบริเวณผิวหน้าของหลุมฟักไข่ออก ปรากฏว่าพบลูกเต่าอีกจำนวนหนึ่งรอขึ้นจากหลุมฟักไข่ และพากันดันขึ้นมาในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ ได้ปล่อยลูกเต่าที่ฟักตัวออกทั้งหมดลงทะเลรวมจำนวน 94 ตัว (83.97%) ทุกตัวมีสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ไข่เต่าทะเลรังนี้มีทั้งหมด 112 ฟอง ยังมีไข่ที่ไม่ได้ฟัก เนื่องจากเป็นไข่ลม 6 ฟอง (5.36%) และไม่มีการพัฒนา 12 ฟอง (10.71%) ไข่รังนี้ใช้ระยะเวลาการฟักรวม 57 วัน"


https://mgronline.com/onlinesection/.../9650000041609

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:08


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2022, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger