เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย สำหรับอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 26-27 ม.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส

ส่วนในช่วงวันที่ 28-31 ม.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส เว้นแต่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานปานกลาง โดยบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 26-27 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย ส่วนขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ ส่วนในช่วงวันที่ 28-31 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (86.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (98.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake_Others.jpg (202.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (199.1 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


แซลมอนหลังค่อมอาจเป็นภัยต่อวาฬเพชฌฆาต



ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเขื่อน มลพิษ และเสียงรบกวนจากเรือเดินสมุทร เป็นสาเหตุที่ทำให้วาฬเพชฌฆาตที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกมีจำนวนลดลง แต่ล่าสุดประธานที่ปรึกษาของหน่วยทรัพยากรธรรมชาติในเมืองซีแอตเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า ศัตรูตัวร้ายรายใหม่ของวาฬเพชฌฆาตคือ พิงค์ แซลมอนหรือปลาแซลมอนหลังค่อม (pink salmon, Humpies) ซึ่งเป็นปลาแซลมอนชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากชนิดอื่นๆ นั่นคือตัวเล็กที่สุดและกระดูกสันหลังค่อมโค้งงอมากกว่า

นักวิจัยปลาแซลมอนเผยว่าในรายงานเกี่ยวกับวาฬเพชฌฆาตเมื่อไม่นานนี้ สังเกตเห็นแนวโน้มที่น่าตกใจว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีวาฬจำนวนมากเสียชีวิต ซึ่งคาดการณ์ว่าเชื่อมโยงกับปลาแซลมอนหลังค่อมจำนวนมหาศาลที่ว่ายกลับไปยังทะเลซาลิซ อยู่ระหว่างรัฐวอชิงตันของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในทุกๆ ปี นักวิจัยสงสัยว่าท่ามกลางการพยายามอนุรักษ์ และการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงของสภาพมหาสมุทรในช่วง 20 ปีมานี้ทำให้แพลงก์ตอนสัตว์อุดมสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะของปลาแซลมอนหลังค่อม ทำให้ปลาชนิดนี้ขยายการเติบโตอย่างรวดเร็วและอาจรบกวนความสามารถในการล่าเหยื่อที่วาฬเพชฌฆาตต้องการ นั่นคือปลาแซลมอนชินุค (Chinook salmon)

การขาดแคลนปลาแซลมอนชินุคถือว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อวาฬเพชฌฆาต นักวิจัยเผยว่า วาฬดังกล่าวใช้เวลาล่าปลาแซลมอนชินุคที่อยู่กระจัดกระจายมากขึ้น และพวกมันแทบจะไม่กินปลาแซลมอนหลังค่อมเลย อย่างไรก็ตามยังต้องตรวจสอบถึงสาเหตุที่ชัดเจนมากขึ้นกว่านี้.


https://www.thairath.co.th/content/1478795

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


เขื่อนเหมืองแตก ! น้ำโคลนหลากซัดชุมชนบราซิล 200 ชีวิตสูญหาย



เขื่อนเหมืองแตก ? เอพี รายงานวันที่ 24 ม.ค. เกิดเหตุเขื่อนกักเก็บหางแร่เหล็ก ในประเทศบราซิล ถล่มลงมา ทำให้น้ำโคลนและของเสียจากการทำเหมืองหลากซัดชุมชน ในรัฐมีนัส เชไรส์ เบื้องต้นมีผู้สูญหายไปถึง 200 คน

บริษัทเจ้าของเหมือง วาลี เอสเอ ออกแถลงการณ์ว่า กระแสน้ำปนหางแร่ไหลหลากเข้าชุมชนวีลา แฟร์เตโก ใกล้เมืองบรูมาดินโญ แม้จะยังไม่ได้รับรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเป็นทางการ แต่เป็นไปได้ที่จะมีเหยื่อในเหตุการณ์นี้จำนวนมาก จากยอดผู้สูญหายกว่า 200 ชีวิต ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยและอาสาสมัครต่างช่วยกันอพยพผู้คนออกจากโคลนที่ถล่มทับ


AP PHOTO

สถานีโทรทัศน์ของบราซิลเผยให้เห็นเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยกู้ภัยลดระดับลงไปช่วยหญิงคนหนึ่งขึ้นจากดินโคลน และมีภาพทีวีอีกช่อง เผยให้เห็นพื้นที่ประสบภัยเเต็มไปด้วยโคลน และมีแม่น้ำปนโคลนไหลทะลักหลากผ่านถนน

ประธานาธิบดี ไจร์ โบลโซนาโร ผู้นำบราซิล ทวีตข้อความว่า เสียใจกับเหตุการณ์นี้และส่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ก่อนหน้านี้ เคยเกิดเหตุเขื่อนของเหมืองแร่ บริหารโดยบริษัทวาลี และบรษัทบีเอชพี บิลลิตันของออสเตรเลีย ถล่มพังที่เมืองมาเรียนา รัฐมีนัส เชไรส์ แห่งนี้ เมื่อปี 2558 มีผู้เสียชีวิต 19 ราย อีกหลายร้อยชีวิตสูญเสียบ้านเรือน ต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น เพราะเป็นหายภัยทางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุดในบราซิล หลังจากน้ำ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรทะลักลงแม่น้ำและไปไกลถึงมหาสมุทรแอตแลนติก




https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2136320

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


"มหาชัย" ครองแชมป์ PM 2.5 อยู่ระดับสีแดง กทม.ดินแดง-ธนบุรี หนักสุด



25 ม.ค. 62-กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานแถลงข่าว "วิกฤตมลพิษ PM 2.5: ถึงเวลายกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศไทย" โดย นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการจัดอันดับเมืองที่มีปัญหามลพิษฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศไทยล่าสุดปี 2561 พบว่า พื้นที่เมือง 10 อันดับที่ต้องเผชิญกับมลพิษ PM 2.5 คือ 1.ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 2.ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก 3.ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 4.ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 5.ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 6.ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง 7. ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี 8.ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 9.ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ 10.ริมถนนอินทรพิทักษ์ ธนบุรี


" พื้นที่เมืองที่ต้องเผชิญมลพิษ PM 2.5 ใน 10 อันดับแรก พบว่า มีจำนวนวันที่มีความเข้มข้นของ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินมาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่ระหว่าง 19-68 วัน เทียบกับข้อแนะนำองค์การอนามัยโลกที่ระบุไม่ควรเกินค่ามาตรฐาน 25 มคก./ลบ.ม. มากกว่า 3 วัน ในช่วง 1 ปี จะเห็นได้ว่า คนในเมืองต้องเสี่ยงกับผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากไม่มีมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศที่ก้าวหน้า จะเกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขยายวงกว้างมากขึ้น

" เป็นเพราะไม่ยอมรับวิกฤต รัฐบาลจึงล้มเหลวแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส ประชากรในเขตเมืองที่ได้รับมลพิษทางอากาศกลางแจ้งเกินค่ามาตรฐานตามค่าที่กำหนดของ WHO กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกร่างมาตรฐานใหม่ของ PM 2.5 ในบรรยากาศ ขอให้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับค่าเฉลี่ย 24 ชม. เป็น 35 มคก./ลบ.ม. จาก 50 มคก./ลบ.ม. รวมถึงค่าเฉลี่ย 1 ปี เป็น 12 มค./ลบ.ม. ภายในปี 2562 นี้ เพื่อเป็นตั้งเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่ทำได้เลยวันนี้ พรุ่งนี้ รวมถึงตรวจวัดและรายงาน PM 2.5 และปรอทที่ปลายปล่องโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงรัฐต้องเปิดโอกาสให้นักวิชาการหัวกะทิร่วมแก้ปัญหา หาทางออกใหม่ที่ต่างจากแผนปฏิบัติการเดิมในอดีต " นายธารา กล่าว

ด้าน ผศ. ดร. อริศรา เจริญปัญญาเนตร จากศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากรายงานการวิเคราะห์เบื้องต้นมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา ปี 2559-2561 โดยใช้ค่า PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชม.ของ WHO ไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม. พบว่า ปี 59 ค่าความเข้มข้นฝุ่น PM 2.5 ในไทยและเพื่อนบ้านอยู่ในระดับมลพิษสูงกินพื้นที่กว้าง แต่สูงที่สุด คือ ลาว ร้อยละ 95 ของพื้นที่ประเทศ รองลงมา กัมพูชา ไทย และเมียนมา ส่วนปี 60 แม้สถานการณ์ฝุ่นพิษคลี่คลายขึ้น แต่ในไทยกลับรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 32 ของพื้นที่

" ส่วนมลพิษฝุ่น PM 2.5 ปี 61 พบว่าไทยสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นจากปี 60 ครองอันดับ 1 ฝุ่นพิษปกคลุมร้อยละ 60 ของพื้นที่ รองลงมาเป็นกัมพูชา ลาว เมียนมา รายงานนี้ยังวิเคราะห์ความรุนแรงของฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่ปลายมกราคมถึงกลางพฤษภาคมของทุกปีมักพบค่าฝุ่นเพิ่มสูงในภาคเหนือ แต่หากดูข้อมูลภาคกลางและกรุงเทพมหานครฝุ่น PM 2.5 คลุมตลอดทั้งปี แต่คนกรุงหลงลืมไป จากรายงานยังสะท้อนแม้ช่วงประกาศห้ามเผา พบจุดความร้อนสะสมในไทยนับพันจุด ถ้ารวมเพื่อนบ้าน พบเกือบ 3 หมื่นจุด ปัญหาหมอกควันคลุมเมืองจะแก้ไขไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว " ผศ.ดร.อิศรา กล่าว

ผศ.ดร.อิศรา กล่าวด้วยว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล เกิดจากการเผาในที่โล่ง มีการวิเคราะห์ข้อมูลวันที่ 11-17 ม.ค.ที่ผ่านมา พบจุดสะสมความร้อน หรือ Hot Spot ที่กัมพูชาเยอะมาก ประกอบกับมีลมประจำถิ่นพัดจากตะวันออกมาตะวันตก นำพาควันมาปกคลุมกรุงเทพฯ นอกจากนี้ มีปัญหาฝุ่นพิษภาคคมนาคมขนส่งที่ส่งผลให้รุนแรงขึ้นไปอีก

ผศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการแก้วิกฤตฝุ่น จะต้องยอมรับว่ามีปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และเป็นความเสี่ยงแบบไม่เต็มใจยอมรับ เกิดผลเสียต่อประเทศ เพราะมีข้อมูลการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศในไทยเป็นอันดับ 4 เราถูกยัดเยียดความตาย นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยทำฐานข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษ ขาดการวางแผนการประเมินมลพิษสะสมและศักยภาพของธรรมชาติในการรองรับมลพิษในไทย ไม่มีกฎหมายควบคุมฝุ่น PM 2.5 ที่ดีพอ ปัญหาต้องแก้ด้วยการป้องกันระยะยาว และเป็นระบบ

" การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นแค่ความพยายามเอาตัวรอดเท่านั้น พ่นน้ำ แจกหน้ากาก ตรวจจับควันดำ ธนาคารโลกรายงานข้อมูลการเสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 ในไทยอยู่ที่ 50 คนต่อ 1 แสนคน จีดีพีของประเทศติดลบจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากร นี่คือ ความเสียหายของประเทศจากฝุ่นพิษ " ผศ.ดร.ธนพล กล่าว

ผศ.ดร.ธนพล กล่าวต่อว่า มีบทเรียนประเทศต่างๆ เผชิญปัญหาฝุ่นมาก่อน แต่ก็สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ที่สหรัฐฯ หลังเกิดหมวกควันได้ใช้หลักจัดการพื้นที่ที่ไม่สามารถให้อากาศที่ดีแก่ประชาชนนั้น ก่อนอนุมัติโครงการใดๆ ในอีไอเอและอีเอชไอเอต้องมีแนวทางป้องกัน คำนึงถึงมลพิษจากแหล่งกำเนิด ช่วยป้องกัน PM 2.5 ตั้งแต่ขั้นอนุญาติโครงการ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ตามแนวรถไฟฟ้ามีโครงการคอนโดมากมาย ซึ่งอาคารสูงทำให้การระบายมลพิษได้ยาก

" ปัจจุบันเทคโนโลยีมีจัดการแหล่งกำเนิดดีกว่าโปรยน้ำ ไล่จับฝุ่นในอากาศทีหลัง เรามีแบบจำลองมลพิษทางอากาศสามารถประเมินศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับมลพิษได้ เพื่อลดมลพิษใหม่เพิ่มเติมจากแหล่งเดิม เรียกร้องให้ประเทศไทยใช้มาตรการเชิงรุกมากกว่าขอความร่วมมือ ต้องผลักดันกฎหมายบังคับใช้ ทั้งปรับค่ามาตรฐาน PM 2.5 ลดการเจ็บป่วย มีกฎหมายค่ามาตรฐานปลดปล่อย PM 2.5 จากปลายปล่องโรงงานและรถยนต์ เร่งทำทำเนียบการปล่อย PM 2.5 หากเกินค่ามาตรฐานจะสามารถจัดการได้ถูกจุด ในสหรัฐและอังกฤษหลังใช้กฎหมายเข้มข้นผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษอากาศไม่ถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศต่างจากจีนมีคนกระทบเกือบ 100% แต่จีนก็ไม่นิ่งเฉย ปี 2561 ออกกฎหมายควบคุมคุณภาพอากาศ ต้องลดฝุ่น PM 2.5 ร้อยละ 18 และมีวันอากาศดีอย่างน้อยร้อยละ 80 คำถามคือ กรุงเทพฯ คุณภาพอากาศจะเป็นอย่างไรใน 2 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า ทุกภาคส่วนต้องร่วมผลักดันกฎหมาย ออกแบบอนาคตของประเทศ " ผศ.ดร.ธนพล กล่าว


https://www.thaipost.net/main/detail/27512

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ภาพขยะเกลื่อนท่องเที่ยวชื่อดัง โซเชียลจวกยับ'ถามหาจิตสำนึก'



25 ม.ค.62 ทีมข่าวได้รับแจ้งจากสมาชิกบนเฟซบุ๊กท่าหนึ่ง ส่งภาพขยะและสิ่งปฏิกูลที่ถูกทิ้งเกลื่อนบริเวณ ริมถนนมิตรภาพ กิโลเมตรที่ 57-58 ช่วงสะพานต่างระดับเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทีมข่าวจึงรุดลงพื้นที่ ซึ่งพบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นที่พักรถของผู้ที่สัญจรไป-มา และ นักท่องเที่ยว

ล่าสุด พบว่าพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยถุงพลาสติกที่เริ่มสะสมและมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นมีถุงสิ่งปฏิกูลถูกนำมาทิ้งแถวๆใต้ต้นไม้หรือพงหญ้าพร้อมกับส่งกลิ่น จากในภาพคือเจ้าหน้าที่หมวดการทางปากช่อง ที่2 ได้ลงพื้นที่จัดเก็บทำความสะอาด ขยะที่ถูกทิ้งไว้ริมถนนมีจำนวนมากถูกทิ้งเกลื่อนริมถนนเก็บขยะได้เป็นรถ

และแน่นอนว่าเส้นทางนี้เป็นทางที่จะขึ้นไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทีมข่าวจึงตรวจสอบพบว่ามีผู้ที่มาจอดพักรถ ทานอาหาร บางรายทานเสร็จแล้วทิ้งไว้ วันดีคืนดีมีรถมาจอดนำถุงสิ่งปฏิกูลมาทิ้งเพิ่มอีก จึงอยากฝากไปถึงผู้ที่มาท่องเที่ยวรวมถึงประชาชนในพื้นที่โปรดช่วยกันรักษาความสะอาด "ไม่ว่าที่ไหนก็คือบ้านของเรา"

ขอบคุณ : นักข่าวบ้านนอก


https://www.naewna.com/likesara/391075
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


บ่าวสาวควงคู่'วิวาห์ใต้สมุทร'2019! สัมผัสรักบนพื้นทรายใต้ท้องทะเลตรังรับวาเลนไทน์



25 ม.ค.62 จากประกายเล็กๆของคู่รักหนุ่นสาวคู่หนึ่ง ที่หลงใหลความงามของท้องทะเลเป็นอย่างมาก ภายใต้ท้องทะเลน้ำทะเลลึก คู่รักทั้งสองพากันหาคำตอบ เดินทางท่องทะเลพร้อมอุปกรณ์ดำน้ำที่ผ่านการฝึกฝนจนเกิดความรอบรู้ชำนาญ เพื่อสัมผัสความงามที่ธรรมชาติปั้นแต่งไว้อย่างน่าพิศวงภายใต้ท้องทะเลเป็นความสุขที่ตามหากันจริงๆ ต่อมาคู่รักทั้งสองเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล ตามโครงการคืนธรรมชาติสู่แหล่งปะการัง

และเป็นจุดเริ่มของคู่รักในการสร้างเรื่องราวตำนานความรักใต้ท้องทะเลตรัง ด้วยการเข้าร่วมงาน "วิวาห์ใต้สมุทร" (Trang Underwater Wedding Ceremony) โดยหอการค้าจังหวัดตรัง จังหวัดตรัง จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์

นับจากนั้น งานวิวาห์ใต้สมุทร์จังหวัดตรัง ดังกระหึ่มมีชื่อเสียงขจรกระจาย กลายมาเป็นกิจกรรมแห่งเดียวของประเทศและแห่งแรกของโลก ที่ทำให้จังหวัดตรัง เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนได้รับการบันทึกเป็นสถิติโลกในหนังสือ กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด (Guinness World Records) ว่าเป็นวิวาห์ใต้สมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในฐานะที่มีคู่สมรสเข้าร่วมแต่งงานใต้น้ำมากที่สุดและมีการจัดติดต่อกันทุกปปีมาจนถึงปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาการจัดงานวิวาห์ใต้สมุทรจังหวัดตรัง (Trang Underwater Wedding Ceremony) พิธีการต่างๆยึดความเป็นอัตลักษณ์ พิธีแต่งงานที่งดงามตามแบบพื้นถิ่นชาวใต้ ทุกขั้นตอนของงานวิวาห์สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีการแต่งงานของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ตัดเย็บด้วยผ้าไทย ขั้นตอนทางพิธีทางศาสนา แห่ขันหมาก รดน้ำสังข์ จดทะเบียนสมรสทุกขั้นตอนดำเนินไปตามวัฒนธรรมประเพณี เฉพาะพิธีจดทะเบียนที่ถูกบันทึกเป็นสถิติโลก กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ด (Guinness World Records) คู่รักจะดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลเพื่อจดทะเบียนให้เป็นไปตามกฎหมาย (ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของงาน)

ปีนี้ จังหวัดตรัง โดยสำนักงานการท่องเที่ยวกีฬาจังหวัดตรัง เทศบาลนครตรัง หอการค้าจังหวัดตรัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดตรัง พร้อมทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนจังหวัดตรัง ร่วมกันจัดและเป็นเจ้าภาพจัดพิธี ?วิวาห์ใต้สมุทร 2019? (Trang Underwater Wedding Ceremony) ขึ้นในระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2562 จัดมาเป็นครั้งที่ 23 เพื่อตอบรับกระแสนิยมในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ และเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกด้วย

และวันที่ 25 มกราคม 2562 ที่บริเวณชายหาดปากเมง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายพิชัย มะนะสุทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง นางสาวนันทวัน ศิริโภคพัฒน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดตรัง นายศุภศักดิ์ ศรีหมาน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง เป็นประธานร่วมแถลงข่าวการจัดแถลงข่าวการจัดงาน?พิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2019 : Trang Underwater Wedding Ceremony 2019? ระหว่างวันที่ 12-13-14 กุมภาพันธ์



ภายใต้แนวคิด "The Moment of Love at the Emerald Cave Trang, Thailand" ร่วมสัมผัสความรักบนพื้นทราย ใต้ท้องทะเลตรัง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกหอการค้า ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่นและประชาชนร่วมกิจกรรมบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น

นางสาวนันทวัน กล่าวว่า ททท.สำนักงานจังหวัดตรัง ร่วมกับหอการค้าสนับสนุนกิจกรรมงานวิวาห์ใต้สมุทร เหมือนทุกๆปี่ที่ผ่านมา ซึ่งจัดมาเป็นปีที่ 23 จังหวัดตรังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพทั้งทางบกและทะเล ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนของจังหวัดตรัง ซึ่งได้มีการดึงจุดแข็งมาขาย โดยปี 2561ตั้งแต่เดือนมกราคม- มีนาคม นักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดตรังตั้งแต่ มกราคม-กุมภาพันธ์ เดินทางโดยเครื่องบิน 5-6 หมื่นคน ภาพรวม 1.6 ล้านคน รายได้ 9 พันกว่าล้านบาท

โดยหลายๆหน่วยงานช่วยกัน จังหวัดตรัง เป็น 1 ใน 7 จังหวัด ที่ได้รับการคัดเลือกแถลงข่าวเทศกาลตรุษจีนที่ททท.จัดขึ้น และในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จังหวัดตรังมีกิจกรรม อาทิ เทศกาลอาหารดีจังหวัดตรัง ตรงกับเทศกาลตรุษจีน งานวิวาห์ใต้สมุทร งานเทศกาลเลลูกลมชมถ้ำเขาช้างหาย แสดงว่าเดือนกุมภาพันธ์ มีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเต็มปฎิทิน

นายศุกศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของ สำงานงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง ได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวและกีฬา กิจกรรมการจัดงานวิวาห์ใต้สมุทรถือเป็นกิจกรรมใหญ่ของจังหวัดทั้งในระดับประเทศแพร่หลายไปทั่วโลก เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน นอกจากงานวิวาห์ใต้สมุทรแล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกมากมาย ส่งผลให้จังหวัดตรังมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

นายพิชัย กล่าวว่า การจัดงานพิธี " วิวาห์ใต้สมุทร 2019 : Trang Underwater Wedding Ceremony 2019" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13-14 กุมภาพันธ์ 2562 ปีนี้เป็นปีที่ 23 มีคู่บ่าวสาวร่วมงานจำนวน 16 คู่ เป็นชาวไทย 13 คู่ และชาวต่างชาติ 3 คู่ คือ จีน มาเลเซีย และเนเธอร์แลนด์ โดยทางเจ้าภาพได้จัดให้คู่บ่าวสาวร่วมกิจกรรมตลอด 3 วัน เช่น ท่องเที่ยวสถานที่สำคัญในจังหวัดตรัง อาทิ อันดามันเกตเวย์ น้ำตกกะช่อง อ.นาโยง สถานีรัก บ้านพระยารัษฎาฯ และชุมชนย่านซื่อ อ.กันตัง วังเทพธาโร และเขาหัวแตก อ.ห้วยยอด คู่บ่าวสาวร่วมขวนแห่ขันขบวนหมาก ด้วยระบำกลองยาวจากทุกอำเภอ ขบวนแขกผู้มีเกียรติ พร้อมทั้งวงดุริยางค์จากสถานศึกษาบรรเลงตามจุดต่างๆ เวลา 18.09 น. จะมีการลั่นระฆังวิวาห์ เพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกคนได้เป็นสักขีพยานแห่งความรักในงานวิวาห์ครั้งนี้ จากนั้นคู่บ่าวสาวก็จะเข้าสู่พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพร และร่วมงานเลี้ยงต้อนรับและประเพณีกินเหนียว ซึ่งเป็นประเพณีเฉพาะในภาคใต้

"พิธีรดทรายสังข์และจดทะเบียนสมรสใต้ทะเล เจ้าภาพจัดในทะเลตรัง บริเวณหินก้อนเดียว ใกล้กับถ้ำมรกต เกาะมุกด์ อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งบริเวณนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม น้ำทะเลใสลึกประมาณ 8 เมตร การจดทะเบียนสมรสปีนี้มีการจดทะเบียนจริงบนแพกลางทะเล โดยอำเภอกันตังจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการจดทะเบียน เป็นการจดทะเบียนที่แปลกใหม่ ไม่เหมือนที่ใด และจะสร้างความประทับใจให้คู่รักในพิธีที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตคู่ ก่อนกลับภูมิลำเนา คู่วิวาห์จะเดินทางไปวัดเขาแก้ว สักการะพระประธานในอุโบสถ ตีระฆังและฆ้องใหญ่ที่สุดในภาคใต้ เพื่อความเป็นสิริมงคลและมีโชคลาภ จากนั้นก็จะไปสักการะพระท่ามกงเยี่ย ณ ศาลเจ้าท่ามกงเยี่ย ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง เยี่ยมชมจวนผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นโบราณสถานมีอายุกว่า 100 ปี" นายพิชัย กล่าว



ขณะที่ นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า การจัดงานวิวาห์ใต้สมุทรครั้งที่ 23 ของจังหวัดตรังในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่มีแห่งเดียวในประเทศไทยและในโลก เมื่อพูดถึงตัวเลข 23 เท่ากับว่า 2 บวก 3 ก็เท่ากับ 5 ซึ่งเลข 5 เป็นพลังและเป็นมงคล ตนเชื่อว่าหลายคนผ่านชีวิตคู่สมรสมาแล้วถือเป็นสุดยอดของการครองเรือนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ดังนั้นการจัดกิจกรรมวิวาห์ใต้สมุทรสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันความรัก ความอบอุ่น ความสามัคคีของครอบครัวที่มีจุดเริ่มจากความรัก งานนี้เสมือนงานมงคลทุกคนก็ได้รับความเป็นมงคล งานนี้ปี ตนในฐานะหัวเรือใหญ่ของจังหวัดในการที่จะบริหารจัดการราวมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหอการค้าที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้งานเดินหน้าตามความประสงค์ ตนให้แนวคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนเห็นความสำคัญก็จะให้การสนับสนุนอาจจะเป็นเรื่องของกำลังทรัพย์ แรงกายแรงใจๆมีความสำคัญให้เราทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะฉะนั้นหาดปากเมงแห่งนี้ ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมเจียรนัยเพชรเม็ดงามท้องทะเลตรัง

"ผมให้ความสำคัญกับการจัดทะเบียนสมรส ซึ่งผมจดทะเบียนสมรส วันที่ 12 ธันวาคม 2531 การทะเบียนสมรสถือเป็นสัญญลักษณ์ เป็นหลักฐานที่สำคัญ การจดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ผมใจฐานะนายทะเบียนของจังหวัดในการอนุญาติให้นายทะเบียนนายอำเภอมีหน้าที่จดๆนอกสถานที่ได้ เชื่อว่าคู่สมรสจะใช้บรรยากาศในครั้งนี้ในการสานสายใยของความรักร่วมกันก่อร่างสร้างตัว ณ สถานที่ๆภาคภูมิใจ คือสถานที่บริเวณ หินก้อนเดียวหน้าถ้ำมรกต ต.เกาะลิบง อ.กันตัง คู่สมรสที่ไม่ประสงค์ดำน้ำ จะอยู่บริเวณถ้ำที่สันหลังมังกร ซึ่งถือว่าเป็นมงคล ซึ่งทราบว่ามีคู่สมรสชาวจีนด้วย จะถือฤกษ์มังกรเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ของชาวจีนผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้คู่สมรสมีความภาคภูมิใจและมีความเป็นศิริมงคล" นายลือชัย กล่าว

การจัดกิจกรรมงานวิวาห์ใต้สมุทรจังหวัดตรัง 2019 ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ ถือเป็ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดตรังให้แพร่หลายยิ่งขึ้น โดยมีรูปแบบการจัดหลักที่เหมือนๆกัน แต่การจัดในแต่ละปีมีมีแนวคือหรือคอนเซ็ปต์แตกต่างกันออกไป โดยในปีนี้ ภายใต้แนวคิด "The Moment of Love at the Emerald Cave Trang, Thailand" ร่วมสัมผัสความรักบนพื้นทราย ใต้ท้องทะเลตรัง ที่ดึงมนต์เสน่ห์ทะเลตรังมาเป็นจุดขาย


https://www.naewna.com/likesara/391113

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,501
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


กรมควบคุมมลพิษ เผย กทม. "ฝุ่น PM 2.5" ฟุ้งกว่าเมื่อวาน คาดบ่ายลมแรงฝุ่นอาจลด

กรมควบคุมมลพิษ รายงาน ค่าฝุ่น PM 2.5 พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ในช่วงเช้าอากาศลอยตัวได้ดี แต่ลมพัดอ่อนทำให้ฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 7 มคก./ลบ.ม. เกินค่ามาตรฐาน 24 จุด คาดช่วงบ่ายลมพัดแรงขึ้น ฝุ่นละอองอาจเจือจางลงได้



วันนี้ (25 ม.ค. 62) กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ระบุว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า พื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีหมอกในตอนเช้า อากาศลอยตัวได้ดี แต่ลมพัดอ่อน ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM 2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ 25 มกราคม 2562 ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน (24 ม.ค.62) โดยเฉลี่ยประมาณ 7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จำนวน 24 พื้นที่


โดยพื้นที่ริมถนน เกินค่ามาตรฐาน 16 สถานี พื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน 8 สถานี คาดการณ์ ในช่วงบ่ายของวันนี้ อากาศยังลอยตัวได้ดี มีลมพัดแรงขึ้น ทำให้ปริมาณฝุ่นละอองมีโอกาสเจือจางลงได้



ขณะที่จากมติคณะกรรมการควบคุมมลพิษ หรือ กก.คพ. เพื่อหารือแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ใน กทม.และปริมณฑล เมื่อวานนี้ 24 ม.ค. 62 ได้สรุปแนวทาง ในขั้นปฏิบัติ เป็น 4 ระดับ ตามความรุนแรงของสถานการณ์

ระดับที่ 1.ฝุ่นละออง PM 2.5 มีค่าน้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งส่วนราชการทุกหน่วยจะปฏิบัติภารกิจ ตามอำนาจหน้าที่ และกฎหมายที่มีอยู่ในสภาวะปกติ

ระดับที่ 2.ฝุ่นละออง PM 2.5 มีค่าระหว่าง 50 - 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หน่วยงานทุกหน่วยต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ ให้เข้มงวดขึ้น โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ในพื้นที่ของตนเอง

ระดับที่ 3.ฝุ่นละออง PM 2.5 มีค่าระหว่าง 75 - 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเมื่อค่าฝุ่นละอองจากระดับที่ 2 ไม่ลดลง นิ่งนาน และคาดการณ์แล้ว ว่าจะสูงขึ้นอีก ต้องยกมาเป็นระดับ ที่ 3 โดย กก.คพ. จะจัดการประชุมเพื่อหามาตรการในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการในการควบคุมแหล่งมลพิษ โดยเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมทั้งผู้ว่าราชการ ปริมณฑลทั้ง 5 จังหวัด ในการที่จะใช้ พรบ.การสาธารณสุข และ พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือกฎหมายอื่นๆ เพื่อแก้ไข ควบคุมพื้นที่หรือควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งก่อให้เกิดเหตุรำคาญต่อประชาชน

ระดับที่ 4.ฝุ่นละออง PM 2.5 มีค่าเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้เมื่อมีการดำเนินการในระดับที่ 3 แล้ว สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ยังไม่ลดลง และมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต่อเนื่องยาวนาน ก็จะมีการประชุม กก.วล. เป็นกรณีเร่งด่วนพิเศษ ในการพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยจะนำเสนอเพื่อกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในการสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้ ให้แต่ละหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และจัดส่งให้ กทม. ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์กรณีสถานการณ์อยู่ในระดับ 2 และ 3 เพื่อใช้ในการปฏิบัติการต่อไปโดยมี? คพ.ร่วมสนับสนุน


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/97210


*********************************************************************************************************************************************************


อ.จุฬาฯ เตือนพิษจากแคดเมียม ในฝุ่น PM 2.5 เสี่ยงเป็น "โรคอิไตอิไต"

'อ.เจษฎา' เผยธาตุโลหะหนักแคดเมียม ที่พบในฝุ่นละออง PM 2.5 หากสูดดมเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมาก เสี่ยงเป็นโรคอิไตอิไต



จากกรณีที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เปิดผลวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 ที่วัดได้จากชั้นบรรยากาศทั่วกรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีธาตุทางเคมีที่เป็นโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 ถึงจำนวน 3 ชนิด ที่เกินค่ามาตรฐานสากล คือ สารหนู ซีลีเนียม และแคดเมียม โดยธาตุกลุ่มนี้สามารถก่อให้เกิดมะเร็งต่อคนได้ ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> นิด้า พบ "ธาตุก่อมะเร็ง" ในฝุ่นละออง PM 2.5 ในระดับต้องเฝ้าระวัง

ล่าสุดวันนี้ (25 ม.ค.62) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดธาตุกลุ่มนี้ปนเปื้อนในอากาศ ไม่ได้เกิดจากควันที่ออกมาจากท่อไอเสียรถเท่านั้น อีกหนึ่งสาเหตุที่ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก คือ เรื่องของผ้าเบรค โดยในกระบวนการเบรคของรถยนต์ในแต่ละครั้งจะทำให้ผ้าเบรคถูกเสียดสีไปด้วย ซึ่งผ้าเบรคก็ประกอบไปด้วยธาตุโลหะหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือธาตุแคดเมียมที่มีความอันตรายสูง โดยฝุ่นละออง PM 2.5 มีความสามารถอย่างหนึ่ง คือ ดึงโละหะดังกล่าวมาอยู่กับตัวได้ และเมื่อจับตัวกับฝุ่น โอกาสที่คนหายใจนำธาตุแคดเมียมเข้าไปก็มีมากขึ้น

ทั้งนี้หากธาตุดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมาก จะไปจับตัวกับเม็ดเลือดแดง และส่งผลต่อไปที่ไต ทำให้เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า โรคอิไตอิไต เป็นโรคชนิดหนึ่งเกิดจากภาวะพิษจากแคดเมียม อย่างไรก็ตามภาครัฐบาลควรตระหนักถึงปัญหานี้ และเร่งทบทวนมาตรการการป้องกัน เพราะปริมาณค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในตอนนี้สูงมาก และยังพบปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้อนในอากาศอีก ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อสุขภาพคนไทยเป็นอย่างมาก


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/97234

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:10


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger