เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลางและภาคตะวันออก มีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ และอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีหมอกในตอนเช้ากับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 5-15 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 1 - 3 ก.พ. 62 บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาวอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีหมอกในตอนเช้า

ส่วนในช่วงวันที่ 4 - 6 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 1 - 5 ก.พ. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกและมีหมอกหนาไว้ด้วย


รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (85.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg PM2.5.jpg (165.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (192.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


แชร์สนั่นซากปลาโรนัน และ ปลากระเบนไฟฟ้า ตายเกลื่อนบนแนวปะการัง เกาะราชา

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - แชร์สนั่น ! เพจ"จิตอาสา Go-Eco Phuket"ร้องรัฐบาลแก้ปัญหา หลังพบซากปลาโรนัน และ ปลากระเบนไฟฟ้า นอนตายกันเกลื่อนบนแนวปะการัง เกาะราชาน้อย คาดติดอวนเรือประมงก่อนทิ้งลงทะเล



เมื่อช่วงค่ำวันนี้ (31ม.ค.) เพจเฟซบุ๊กชื่อ "จิตอาสา Go-Eco Phuket" ได้โพสต์ภาพนิ่ง และ วีดิโอคลิปความยาวประมาณ 0.49 วินาที พร้อมข้อความระบุว่า "พบศพฉลามนอนตายเกลื่อนที่ราชาน้อยภูเก็ต เที่ยงของวันนี้ (31/1/62) เครือข่ายจิตอาสา Go Eco Phuket ได้รายงานเข้ามาว่า ในขณะที่พานักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำที่อ่าวไม้เจ็ด เกาะราชา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ที่ความลึกประมาณ 11 เมตร ได้พบปลาโรนันหัวใส และ ปลากระเบนไฟฟ้าจุดเข้ม นอนตายเกลื่อนกลาด บนแนวปะการัง ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน

จึงได้เก็บกลับขึ้นมาบนเรือเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นข้อมูล โดยพบว่าปลาพวกนี้ยังเป็นลูกปลา สันนิษฐานว่าน่าจะไปติดอวนของชาวประมง พอเห็นว่าเป็นลูกปลา ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะไม่นิยมเอามากินจึงโยนทิ้งลงในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากใกล้จุดที่พบศพปลาดังกล่าว นอกจากนั้นนักดำน้ำยังพบเศษอวนที่ถูกตัดทิ้งด้วย



สำหรับการพบศพลูกปลา ทั้ง 2 ชนิดนี้ ถือว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำที่หายากของประเทศไทย และที่ผ่านมาทั้ง 2 ชนิดไม่พบที่ภูเก็ตมานานนับปีแล้ว ถ้าอยากจะเจอก็ต้องไปดำดูที่ สิมิลัน หรือไม่ก็ เกาะโลซินปัตตานี ฝากรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า ซึ่งไม่รู้จะฝากได้รึป่าว!?ถ้าหากการท่องเที่ยวก็จะขาย การประมงก็จะทำ คงต้องมีอะไรฉิบหายกันไปข้างหนึ่งแน่!! เอาซักอย่างเอาซักทางนะครับ เราจะเป็นการท่องเที่ยวระดับโลก!? หรือจะทำประมงส่งออกระดับโลก!? ที่มัลดีฟเขาเลือกการท่องเที่ยวระดับโลก จึงไม่มีการทำประมง ปลาของเขาจึงอุดมสมบูรณ์ ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ธรรมดานะ ของเขาอุดมสมบูรณ์แบบยั่งยืนด้วย!! "



อย่างไรก็ตามหลังมีการโพสต์ภาพและข้อความดังกล่าวออกไป ปรากฏว่ามีคนมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว เพราะเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับคนที่ทำผิด

สำหรับ ปลาโรนันหัวใส หรือ ปลาโรนันจิ้งจก จากข้อมูลของเวปไซด์ วิกีพีเดีย ระบุว่า เป็นสกุลของปลากระดูกอ่อนจำพวกปลาโรนัน ที่อยู่ในสกุล Rhinobatos (ไรโนบาตอส) จัดเป็นปลาโรนันขนาดเล็ก ในประเทศไทยพบมากแถบทะเลอันดามัน เรือประมงจะสามารถจับได้ครั้งละ 4-5 ตัว ในการออกเรือแต่ละครั้ง เป็นปลาเศรษฐกิจที่มีขายกันตามตลาดปลาทะเลทั่วไป



ส่วนปลากระเบนไฟฟ้าในภาษาไทยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ปลาเสียว" โดยชนิดที่พบได้ในน่านน้ำไทย เช่น ปลากระเบนไฟฟ้าหลังเรียบ (Temera hardwickii), ปลากระเบนไฟฟ้าสีน้ำตาล (Narcine brunnea) ซึ่งปลากระเบนไฟฟ้ามีลำตัวแบนค่อนข้างกลม มีอวัยวะผลิตกระแสไฟฟ้าประกอบด้วยเซลล์รูปหกเหลี่ยม เรียงซ้อนกันเป็นกลุ่มตั้งอยู่ทางด้านข้างของตาถัดไปถึงครีบอก ภายในมีสารเป็นเมือกคล้ายวุ้น ทำหน้าที่เป็นตัว ผลิตกระแสไฟฟ้าจะวิ่งจากด้านล้างขึ้นไปด้านบนภายใต้การควบคุมของสมอง การปล่อยกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้น หรือถูกรบกวน ตามปกติใช้เพื่อล่าเหยื่อหรือทำร้ายศัตรู หากคนไปเหยียบปลากระเบนไฟฟ้าที่หมกตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมามักมีกำลังไฟประมาณ 40-100 โวลต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชา จนอาจจมน้ำได้


https://mgronline.com/south/detail/9620000011078

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ทช.เข้มงวด ใช้ พ.ร.บ.ระงับสร้างเขื่อน หวั่นกระทบแม่เต่ามะเฟือง



"ดร.ธรณ์" เผยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนหาดวัดท่าไทร จังหวัดพังงา หวั่นส่งผลกระทบแม่เต่ามะเฟือง

จากกรณีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบไข่เต่ามะเฟือง เต่าทะเลใหญ่ที่สุดในโลก และหายากที่สุดของไทย บนชายหาดบริเวณบ้านท่าไทร อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ก่อนหน้านี้ เต่าทะเลที่ไม่มีรายงานวางไข่มา 5 ปี แต่กลับมาวางไข่จนสำเร็จ

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Thon Thamrongnawasawat" หรือ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์การก่อสร้างเขื่อนหาดวัดท่าไทร อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา อาจมีผลกระทบต่อการวางไข่ของเต่ามะเฟือง ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ใช้อำนาจตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สั่งระงับการก่อสร้างดังกล่าว

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ลงพื้นที่พร้อมทั้งผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ สำรวจพบว่าอาจเกิดผลกระทบต่อการวางไข่ของเต่ามะเฟือง
1. การวางหินอยู่ในระดับลึกจากผิวทราย 55 เซนติเมตร แต่แม่เต่ามะเฟืองเวลาวางไข่ต้องขุดหลุมลึกกว่านั้น จึงอาจขัดขวางการวางไข่ของเต่ามะเฟือง
2. การใช้ geotextile ผสมหิน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสภาพในทราย อาจส่งผลกระทบได้
3. การก่อสร้างอาจเปลี่ยนแปลงสภาพชายหาดในอนาคต


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000010751


*********************************************************************************************************************************************************


รับไม่ได้! เผยภาพซากอุปกรณ์ช่างภาพ ทิ้งเกลื่อนหลังเก็บภาพสัตว์ภายในป่า

กลุ่มคนรักธรรมชาติ เผยภาพที่ทำร้ายจิตใจ หลังพบอุปกรณ์การตั้ง Camera Trap ของช่างภาพสัตว์ป่า ที่ถูกทิ้งไว้เมื่อเสร็จสิ้นการทำงาน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ พร้อมระบุข้อความว่า "ด้านมืดของคนรักธรรมชาติ ที่โลกภายนอกต้องรู้"



เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Parinya Padungtin" ได้โพสต์รูปภาพที่เผยให้เห็นซากของอุปกรณ์ของการตั้ง Camera Trap ของช่างภาพสัตว์ป่า ที่ถูกทิ้งไว้เกลื่อนภายในป่าแห่งหนึ่ง มีทั้งที่ตกอยู่บนพื้นและถูกติดอยู่กับต้นไม้ ทั้งนี้ สิ่งของบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้นั้นเป็นสิ่งของที่ย่อยสลายยาก ซึ่งภาพดังกล่าวได้สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับผู้ที่หลงรักธรรมชาติเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า "มีพรรคพวกส่งมาจากป่าตะวันตกแห่งหนึ่ง เศษซากอารยธรรมของการตั้ง camera trap ของช่างภาพสัตว์ป่า ทิ้งไว้เกลื่อนพื้นที่ ทั้งเศษโลหะที่ยังคาต้นไม้ เศษรังถ่านกับถ่าน รอยรูขันน็อตจนเนื้อต้นไม้พรุนมีตำหนิ

ผมเองก็เคยเห็นรูพรุนตามต้นไม้แบบนี้กับตา มันใช่ไหมอ่ะ การตั้ง camera trap ต้องขนาดนี้เลยเหรอ? มันถูกต้องเหรอ? (แค่รัดด้วยสลิง มันเพียงพอแล้วและเป็นสากล) ?เก็บไปแต่ภาพถ่าย ทิ้งไว้แต่ซากอุปกรณ์" ด้านมืดของคนรักธรรมชาติ ที่โลกภายนอกต้องรู้?


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000010911


*********************************************************************************************************************************************************


ซ้ำซาก ! น้ำเน่าในคลองบางเทา จ.ภูเก็ต ชาวบ้านสุดทนทั้งกลิ่น ทั้งคัน จี้รัฐแก้

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - กลับมาอีกแล้วปัญหาน้ำเน่าเสีย ในคลองบางเทา จ.ภูเก็ต ไหลลงทะเล ชาวบ้านในพื้นที่ สุดทนถ่ายภาพ พร้อมคลิปวีดีโอ ลงโซเชียล หลังต้องทนสูดดมกลิ่นเหม็นเน่า - น้ำทะเลดำ คนโดนมีอาการคันตามตัว



สำหรับปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองบางเทา ต.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต ไหลลงทะเล กลับมาอีกแล้วชาวบ้านในพื้นที่ สุดทนถ่ายภาพ พร้อมคลิปวีดีโอ ลงโซเชียล หวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการสอบถามนายรอเหม โต๊ะสกุล ชาวบ้านในพื้นที่ ทราบว่า ปัญหาน้ำเสียในคลองดังกล่าว เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ประมาณ 4 -5 ปีที่ผ่าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาระดับหนึ่ง แต่ปัญหาก็จะกลับมาเหมือนเดิมและยังคงเกิดขึ้นทุกปีโดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งโดยเฉพาะจุดที่อยู่บริเวณทางตอนปลายของคลองบางเทา ก่อนที่น้ำจะไหลละทะเล เนื่องจากปริมาณน้ำน้อยลงทำให้น้ำเสียจากด้านบนไหลมารวมอยู่ที่บริเวณปากคลองก่อนที่จะไหลลงทะเล

สำหรับปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องแต่ไม่รุนแรงมากนักชาวบ้านยังพอทนกันได้ แต่ในช่วง 1-2 เดือนนี้ พบว่าปริมาณน้ำเน่าเริ่มมีมากขึ้น เนื่องจากน้ำทะเลไม่หนุนเข้ามาในลำคลอง ทำให้น้ำขังและตกตะกอนทำให้กลิ่นรุนแรงขึ้น เพราะที่ผ่านมาน้ำทะเลจะเข้ามาชะล้างน้ำเน่าไหลกลับลงไปในทะเลด้วย แต่มาระยะหลังน้ำทะเลขึ้นไม่สูงทำให้น้ำไหลมากองรวมกันในคลองและน้ำสีดำค่อยๆไหลลงทะเล โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าน้ำเน่าเสียมีมากขึ้นและส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง

นายรอเหม กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ รวมทั้งชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา และ นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านบริเวณชายหาดดังกล่าวต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งเรื่องของกลิ่นเหม็นที่มีความรุนแรงมากขึ้น เรื่องของน้ำเสียสีดำที่ไหลลงทะเลซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาพลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และ ขณะนี้ชาวบ้านที่ใช้คลองดังกล่าวเป็นที่จอดเรือ ทำความสะอาดอุปกรณ์ และเด็กที่ลงเล่นน้ำต่างก็มีอาการคันไปตามๆกัน

จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทราบอยู่แล้วว่าปัญหาน้ำเสียที่ไหลลงคลองเกิดจากสาเหตุอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบจะพบว่าบริเวณลำคลองเกือบตลอดแนวมีการต่อท่อน้ำทิ้งจากบ้านเรือน สถานประกอบการร้านอาหาร และโรงแรมบางแห่งลงมาในคลอง เชื่อว่าถ้าปล่อยไว้ปัญหาน้ำเสียจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน รวมทั้งการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในภาพรวมมากยิ่งขึ้น


https://mgronline.com/south/detail/9620000010722

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ลมวนขั้วโลกถล่มแถบมิดเวสต์สหรัฐฯ อุณหภูมิลบทำสถิติ-ตายแล้วสิบกว่าคน


แสงไฟของท่าเรือถนนสายที่ 39 (39th Street Harbor) ในนครชิคาโก ถูกปกคลุมจากหิมะและน้ำแข็งที่ลอยเหนือทะเลสาบมิชิแกน เมื่อวันพุธ (30 ม.ค.) ขณะที่ความหนาวยะเยือกจากขั้วโลกเหนือแผ่เข้าปกคลุมพื้นที่จำนวนมากของแถบมิดเวสต์ในสหรัฐฯ

เอเอฟพี/เอเจนซีส์ ? คลื่นความหนาวเย็นหฤโหดจากขั้วโลกเหนือ ซึ่งทำให้อุณหภูมิของพื้นที่จำนวนมากทางแถบมิดเวสต์ของอเมริกาติดลบต่ำกว่าทวีปแอนตาร์กติกา เริ่มเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกและคาดว่าจะหมดฤทธิ์เดชลงไปเรื่อยๆ หลังจากทำให้เที่ยวบินนับพันต้องระงับการให้บริการ โรงเรียนและธุรกิจหยุดทำการ รวมทั้งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ โดยที่สภาพอากาศหนาวเย็นสุดขั้วนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วสิบกว่าคน

ตามรายงานทั้งของเจ้าหน้าที่และของสื่อมวลชน สำนักข่าวรอยเตอร์รวบรวมได้ว่านับตั้งแต่วันเสาร์ (26 ม.ค.) เป็นต้นว่า ทั่วทั้งแถบมิดเวสต์มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากอากาศที่หนาวยะเยือกอย่างน้อยสิบกว่าคน บางคนดับชีพเพราะอุบัติเหตุทางท้องถนนซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ขณะที่คนอื่นๆ ดูเหมือนเสียชีวิตจากการปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาพหนาวเย็นเกินไป

บริการไปรษณีย์สหรัฐฯ ที่เคยโฆษณาว่า จะให้บริการไม่มีวันหยุด ต้องกลับลำสั่งระงับการจัดส่งจดหมายและพัสดุภัณฑ์ในบางพื้นที่ของรัฐอินดีแอนา มิชิแกน อิลลินอยส์ โอไฮโอ ไอโอวา นอร์ทดาโคตา เซาท์ดาโคตา และเนแบรสกา ขณะที่ประชาชนในกว่าสิบรัฐที่อุณหภูมิติดลบเป็นตัวเลขสองหลักได้รับคำแนะนำให้งดออกจากบ้าน

ชิคาโก เมืองใหญ่อันดับ 3 ของอเมริกา เป็นทางผ่านโดยตรงของลมวนขั้วโลกคราวนี้ และเผชิญความหนาวเย็นที่สุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 2 โดยมีแนวโน้มทำสถิติใหม่ในช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดี (31 ม.ค.) ที่คาดว่า อุณหภูมิจะลดต่ำที่สุด

แรห์ม เอมมานูเอล นายกเทศมนตรีชิคาโก แถลงข่าวเมื่อคืนวันพุธ (30 ) ว่า อุณหภูมิลดต่ำถึงระดับที่ทำลายสถิติและอันตรายต่อชีวิต


ทิวทัศน์จากอีกมุมหนึ่งของท่าเรือถนนสายที่ 39 นครชิคาโก

เบน ดิวเบลเบสส์ นักอุตุนิยมวิทยาของสำนักงานอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (เอ็นดับเบิลยูเอส) ระบุว่า อากาศหนาวเย็นที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงคืนวันพุธเข้าสู่เช้าวันพฤหัสบดี

ทั้งนี้ ช่วงเช้าวันพุธอุณหภูมิในชิคาโกติดลบ 30 องศาเซลเซียส และค่าความหนาวที่แท้จริงที่รู้สึกได้เมื่อมีลมมาปะทะ อยู่ที่ -46 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่า หนาวกว่าที่อแลสกาหรือกระทั่งบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกาในเขตขั้วโลกใต้

ที่สนามบินโอแฮร์ของชิคาโก ซึ่งเป็นศูนย์การบินสำคัญในภูมิภาค เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินได้รับคำสั่งไม่ให้ออกไปสัมผัสความหนาวเย็นครั้งละเกิน 15 นาที ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากล่าช้า

รายงานระบุว่า มีเที่ยวบินกว่า 1,800 เที่ยวต้องยกเลิกการให้บริการจากสนามบินใหญ่ 2 แห่งในชิคาโก ขณะที่ผู้ให้บริการรถไฟ ?แอมแทร็ก? ระงับบริการจากชุมทางในเมืองนี้เช่นเดียวกัน

สภาพอากาศที่หนาวเย็นติดลบและส่งผลต่อชาวอเมริกันนับสิบล้านคนนี้เป็นผลจากลมวนขั้วโลก (polar vortex) หรือลมหมุนวนความเร็วสูงในลักษณะทวนเข็มนาฬิกาจากบริเวณขั้วโลกเหนือที่ส่งผลให้อากาศหนาวเย็นแผ่ปกคลุมบริเวณโดยรอบมหาสมุทรอาร์กติก


แท่งน้ำแข็งย้อยลงมาตรงบริเวณหน้าประตูของบาร์แห่งหนึ่งในเมืองเมควอน รัฐวิสคอนซิน วันพุธ (30 ม.ค.)

เอ็นดับเบิลยูเอสพยากรณ์ว่า อุณหภูมิจะทรงอยู่ที่ ?31 ถึง -42 องศาเซลเซียส โดยที่ค่าความหนาวเย็นที่แท้จริงเมื่อมีลมปะทะอยู่ที่ ? 32 ถึง -48 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายหากอยู่กลางแจ้งเพียง 5 นาที

รัฐอิลลินอยส์ มิชิแกน และวิสคอนซิลประกาศมาตรการฉุกเฉินแล้ว

เกรตเชน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน สั่งปิดหน่วยงานรัฐบาลจนถึงวันพฤหัสบดี

ขณะเดียวกัน ทางการและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนอันตรายจากเนื้อเยื่อถูกทำลายเพราะความเย็นจัดและภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ

ศูนย์พักพิงให้ความอบอุ่นนับร้อยแห่งเปิดรับประชาชนที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้สูงวัย รถบัสจำนวนมากถูกแปลงเป็นศูนย์ให้ความอบอุ่นเคลื่อนที่ และสถานพักพิงมีคนไร้บ้านมาขอพักอาศัยเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงคนจรจัดราว 16,000 คนที่เคยกินนอนข้างถนนในชิคาโก

ทั้งนี้ คาดว่า พายุหิมะจะยังคงส่งผลต่อบางส่วนในแถบนอร์ทอีสต์ของอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้มีลมกรรโชกและหิมะที่ทำให้ทัศนวิสัยสำหรับการขับขี่ลดลง และคาดว่า จะมีพายุตกหนักทางเหนือของรัฐเมน และพายุหิมะระดับปานกลางที่เกิดขึ้นฉับพลันในพื้นที่อื่นๆ ในแถบอีสต์โคสต์


https://mgronline.com/around/detail/9620000011053

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


นักธรณีวิทยา ระบุ โคลนผุดเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ

นครราชสีมา 31 ม.ค.-นักธรณีวิทยา ระบุโคลนผุดในที่นา อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา เกิดได้เองตามธรรมชาติ ระวังภาวะเป็นด่างสูง อาจระคายเคืองผิวหนัง



นายสมบูรณ์ โฆษิตานนท์ ผอ.สำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า จากการติดตามปรากฏการณ์โคลนผุด ในที่นาของชาวบ้าน ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา ยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณขอบที่ราบสูงโคราช ทั้งในนครราชสีมา, เลย, หนองบัวลำภู, ชัยภูมิ, สระแก้ว และขอนแก่น โดยลักษณะของดินบริเวณนี้จะอิ่มตัวจากน้ำใต้ดิน ประกอบกับน้ำมีแรงดันที่สูงมาก ดันน้ำขึ้นมาผสมกับดินบริเวณดังกล่าว ซึ่งมีแร่ธาตุบางชนิดทำให้ดินขยายตัวได้ 5-30 เท่า ซึ่งแรงดันดังกล่าวดันดินโคลนขึ้นมาด้านบนผิวดินบริเวณที่เป็นรอยแยก โดยชั้นดินโคลนนี้จะลึกลง 2 ? 3 เมตรจากพื้นดิน อย่างไรก็ตาม ระยะนี้บริเวณดังกล่าวยังเสี่ยงอันตราย เพราะดินยังมีความอ่อนนุ่ม คล้ายโคลนดูด หากไม่ระวังอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต



สำหรับดินโคลนที่ผุดขึ้นมาจะมีคุณสมบัติความเป็นด่างสูง หรือ PH9 ขึ้นไป หากผู้ที่มีอาการแพ้ง่ายไปสัมผัสโดยตรงอาจระคายเคืองผิวหนัง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อพื้นที่เกษตรกรรม เพราะจะทำให้พืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าว ข้าวโพด ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เบื้องต้นสำนักทรัพยากรธรณีวิทยาเขต 2 ขอนแก่น ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างแล้ว ขณะที่วิธีแก้ไขสามารถทำได้โดยการลดแรงดันน้ำใต้ดินจุดนั้นๆ โดยการเจาะผิวดินจนถึงชั้นหินเพื่อระบายน้ำออกมาตามท่อ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบและปรับสภาพให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์




https://www.tnamcot.com/view/5c531c58e3f8e40ad30095c1

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


ภูเก็ตเพจ"จิตอาสา Go-Eco Phuket" ร้องรัฐบาลแก้ปัญหา หลังพบซากปลาโรนัน และปลากระเบนไฟฟ้า นอนตายบนปะการัง เกาะราชาน้อย คาดติดอวนเรือประมงก่อนทิ้งลงทะเล



ภูเก็ตเพจ "จิตอาสา Go-Eco Phuket" ร้องรัฐบาลแก้ปัญหา หลังพบซากปลาโรนัน และปลากระเบนไฟฟ้า นอนตายบนปะการัง เกาะราชาน้อย คาดติดอวนเรือประมงก่อนทิ้งลงทะเล

เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กชื่อ "จิตอาสา Go-Eco Phuket? ได้โพสต์ภาพนิ่งและวีดิโอคลิปความยาวประมาณ 0.49 วินาที พร้อมข้อความระบุว่า "#พบศพฉลามนอนตายเกลื่อนที่ราชาน้อยภูเก็ต เที่ยงของวันนี้ (31/1/62) เครือข่ายจิตอาสา Go Eco Phuket ได้รายงานเข้ามาว่า ในขณะที่พานักท่องเที่ยวลงไปดำน้ำที่อ่าวไม้เจ็ดที่ความลึกประมาณ 11 เมตร ได้พบปลาโรนันหัวใส และปลากระเบนไฟฟ้าจุดเข้ม นอนตายกันอยู่เกลื่อนกลาด บนปะการัง ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน จึงได้นำขึ้นมาบนเรือเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นข้อมูล โดยพบว่าปลาพวกนี้ยังเป็นลูกปลา สันนิษฐานว่าหน้าจะติดอวนของชาวประมง พอเห็นว่าเป็นลูกปลาใช้อะไรไม่ได้ เพราะไม่นิยมเอามากินจึงโยนทิ้งลงในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากใกล้จุดที่พบศพปลาดังกล่าว นักดำน้ำยังได้พบกับอวนที่ถูกตัดทิ้งด้วย ถือว่าการพบศพลูกปลาทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นการสูญเสียทรัพยากรสัตว์น้ำที่หายากของประเทศไทยเราเลย อีกอย่างปลาทั้ง 2 ชนิดนี้เราไม่เคยเจอที่ภูเก็ตมานานนับปีแล้ว ถ้าอยากจะเจอก็ต้องไปดำดูที่ สิมิลัน หรือไม่ก็ เกาะโลซินปัตตานี #ฝากรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า ซึ่งไม่รู้จะฝากได้รึป่าว!ถ้าหากการท่องเที่ยวก็จะขาย การประมงก็จะทำ คงต้องมีอะไร....หายกันไปข้างหนึ่งแน่!! เอาซักอย่างเอาซักทางนะครับ เราจะเป็นการท่องเที่ยวระดับโลก! หรือจะทำประมงส่งออกระดับโลก! ที่มัลดีฟเขาเลือกการท่องเที่ยวระดับโลก จึงไม่มีการทำประมง ปลาของเขาจึงอุดมสมบูรณ์ ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ธรรมดานะ ของเขาอุดมสมบูรณ์แบบยั่งยืนด้วย!!

" สำหรับ ปลาโรนันหัวใส หรือ ปลาโรนันจิ้งจก จากข้อมูลของเวปไซด์ วิกีพีเดียระบุว่า เป็นสกุลของปลากระดูกอ่อนจำพวกปลาโรนัน ที่อยู่ในสกุล Rhinobatos (ไรโนบาตอส) จัดเป็นปลาโรนันขนาดเล็ก ในประเทศไทยพบมากแถบทะเลอันดามัน เรือประมงจะสามารถจับได้ครั้งละ 4?5 ตัว ในการออกเรือแต่ละครั้ง เป็นปลาเศรษฐกิจที่มีขายกันตามตลาดปลาทะเลทั่วไป ส่วนปลากระเบนไฟฟ้าในภาษาไทยมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ปลาเสียว" โดยชนิดที่พบได้ในน่านน้ำไทย เช่น ปลากระเบนไฟฟ้าหลังเรียบ (Temera hardwickii), ปลากระเบนไฟฟ้าสีน้ำตาล (Narcine brunnea) ซึ่งปลากระเบนไฟฟ้ามีลำตัวแบนค่อนข้างกลม มีอวัยวะผลิตกระแสไฟฟ้าประกอบด้วยเซลล์รูปหกเหลี่ยม เรียงซ้อนกันเป็นกลุ่มตั้งอยู่ทางด้านข้างของตาถัดไปถึงครีบอก ภายในมีสารเป็นเมือกคล้ายวุ้น ทำหน้าที่เป็นตัว ผลิตกระแสไฟฟ้าจะวิ่งจากด้านล้างขึ้นไปด้านบนภายใต้การควบคุมของสมอง การปล่อยกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้น หรือถูกรบกวน ตามปกติใช้เพื่อล่าเหยื่อหรือทำร้ายศัตรู หากคนไปเหยียบปลากระเบนไฟฟ้าที่หมกตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ กระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมามักมีกำลังไฟประมาณ 40-100 โวลต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชา จนอาจจมน้ำได้


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90131221622981

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


ทช. ทุ่มงบ 1.4 พันล้าน ฟื้นฟูชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด วางกฎฝ่าฝืนปรับ 1 แสน



เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัยพากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า ทช.จะดำเนินการภายใต้งบประมาณ 2562 จำนวน 1,412 ล้านบาทในการฟื้นฟูชายฝั่งทะเลทั้ง 23 จังหวัดทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. การฟื้นฟูทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้แก่ แนวปะการัง ป่าชายเลน และการกัดเซาะชายฝั่ง 2. การออกมาตรการป้องกันและดูแลทรัพยากรทางทะเล

ซึ่งมีทั้งการออกระเบียบและมาตรการควบคุมไปจนถึงการมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนจังหวัด เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการทำงานไร้รอยต่อ
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ในส่วนการฟื้นฟูนั้น ทช. ตั้งเป้าว่าในปี 2562 จะดำเนินการปลูกแนวปะการังใน 10 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ตราด ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสงขลา บนพื้นที่ 150 ไร่ เป็นปะการังจำนวน 240,000 กิ่ง รวมไปถึงการฟื้นฟูหญ้าทะเลในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ชุมพร สงขลา และพังงา พื้นที่ 60 ไร่ เป็นหญ้าทะเลจำนวน 96,000 กอ

นอกจากนี้ในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ส่วนท้องถิ่นและโยธาธิการจังหวัด ต้องทำในรูปแบบโครงสร้างที่ทช. กำหนดเท่านั้น และต้องเร่งให้เสร็จเรียบร้อยใน 1-2 ปีนี้ ส่วนการฟื้นฟูป่าชายเลนจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น โครงการไม้โกงกางเทียม หรือนวัตกรรมซีออส โครงการบูมหรือแขนดักขยะเพื่อให้ขยะที่ไหลมาตามแม่น้ำไม่สามารถเล็ดลอดออกไปสู่ทะเลได้มาก

อธิบดีทช. กล่าวว่า ในส่วนของกฎหมายมาตรการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งอยู่นอกเหนืออาณาเขตการดูแลของกรมอุทยานฯ ล่าสุดได้เสนอร่างมาตรการคุ้มครองเกาะสีชัง จ.ชลบุรี ไปเมื่อปลายปี 2561 เพิ่มจากพื้นที่คุ้มครอง 3 เกาะ ได้แก่ เกาะเต่า เกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่าง ทช.กับกองทัพเรือที่เป็นฝ่ายความมั่นคง ว่าด้วยการห้ามกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากตรวจพบจะถูกจับกุมและปรับในอัตราไม่เกิน 100,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี

"พร้อมมาตรการควบคุมดูแลนักท่องเที่ยวเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมๆ กับการดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ได้แก่ การควบคุมเรือนำเที่ยว และไกด์นำเที่ยว ในด้านรายละเอียดทางใบอนุญาต และการควบคุมประกบนักท่องเที่ยวระหว่างกิจกรรมดำน้ำชมปะการังของไกด์นำเที่ยวอย่างเป็นระบบมาตรการเดียวกับสากลที่ทำกันทั่วโลก

เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อธรรมชาติน้อยที่สุด ซึ่งได้ผ่านคณะกรรมการชาติแล้ว คาดว่าจะมีผลภายใน 1-2 เดือน รวมไปถึงแนวทางการจำกัดนักท่องเที่ยวในการขึ้นเกาะที่อยู่นอกเขตอุทยานฯที่ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาในการวางระเบียบร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนจังหวัดในการควบคุม" อธิบดีทช. กล่าวย้ำ


https://www.prachachat.net/local-economy/news-284849

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"ฉลามวาฬ" โผล่ทะเลระยองใกล้นิคมมาบตาพุด

นักวิชาการประมงเผยแพร่ภาพ "ฉลามวาฬ" ที่พบแหวกว่ายในทะเลใกล้กับนิคมมาบตาพุด จ.ระยอง กังวลหากมีสัตว์ทะเลคุ้มครองเข้ามาในพื้นที่ ต้องพิจารณาโครงการถมทะเลให้ครอบคลุม



วันนี้ (31 ม.ค.2562) รศ.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เพซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat เผยแพร่ภาพ "ฉลามวาฬ" ในทะเลบริเวณนิคมมาบตาพุด จ.ระยอง โดยระบุข้อความว่า

ฉลามวาฬขึ้นที่นิคมมาบตาพุด มองในแง่ดี มีฉลามวาฬเข้ามาหากิน หมายถึงทะเลยังโอเค แต่มองไปในอนาคต ฉลามวาฬเป็นสัตว์คุ้มครองตามกฎหมาย การพัฒนาในบริเวณนี้ โดยเฉพาะเฟส 3 ที่จำเป็นต้องมีการถมทะเล คงต้องพิจารณาให้ครอบคลุม เท่าที่ทราบ EIA ยังไม่ผ่าน คชก.อาจต้องพิจารณาในประเด็นนี้เพิ่มเติมด้วย ไม่ได้หมายความว่าสร้างไม่ได้ แต่ในแง่กฎหมายหากมีสัตว์หายากที่เป็นสัตว์คุ้มครองเข้ามาในบริเวณนั้น มีหลักฐานแน่ชัด ก็ต้องนำไปพิจารณาร่วมด้วย จะลดผลกระทบหรือจะวางแผนสนับสนุนการช่วยเหลือสัตว์หายากอย่างไร ก็คงต้องมีไว้บ้าง รวมถึงการช่วยเหลือทะเลตรงๆ ในหลายๆ ด้าน

ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2557 มีรายงานพบฉลามขึ้นแหวกว่ายบนผิวน้ำ บริเวณสะพานท่าเรือที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่คาดว่าไม่ใช่ฉลามวาฬ


https://news.thaipbs.or.th/content/277398


*********************************************************************************************************************************************************


ทช.งัดกฎหมาย ม.17 เบรกเขื่อนกั้นคลื่นกระทบไข่เต่ามะเฟือง



ทช.งัดมาตรา 17 กฎหมายทรัพยากรทางทะเล ระงับเขื่อนกั้นคลื่นหาดท้ายเหมือง บริเวณวัดท่าไทร จ.พังงา ห่วงกระทบเต่ามะเฟือง คาดว่าวันวาเลนไทน์ ลูกเต่าจะออกจากไข่เดินลงทะเล เตรียมประสานกองทัพเรือ ช่วยเคลียร์พื้นที่หน้าหาดให้สะอาดปลอดภัย

หลังจากช่วงปลายปี 2560 เกิดกระแสต่อต้านในกลุ่มนักวิชาการและนักอนุรักษ์ต่อกรณีโครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง บริเวณวัดเทสก์ธรรมนาวา (วัดท่าไทร) ในอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เนืองจากจะกระ ทบต่อระบบนิเวศ หลังพบเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่บนชายหาด เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2562 ซึ่งหลุมไข่เต่าห่างจากจุดที่มีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งประมาณ 200 เมตร

วันนี้ (31 ธ.ค.2561) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เจ้าอาวาสวัดท่าไทร มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นห่วงผลกระทบกับระบนิเวศ โดยเฉพาะช่วงปลายเขื่อนที่อาจจะเกิดปัญหากับเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ ล่าสุดมอบหมายให้ผอ.สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8 (สบทช.) ใช้อำนาจอำนาจตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนไปก่อน

"โครงการนี้มีความคืบหน้าไปกว่า 70% และดำเนินการไปก่อน แต่เมื่อมีการทักท้วงและเข้าไปตรวจสอบพูดคุยกับทางจังหวัด เจ้าอาวาสและผู้รับเหมาก็ใช้อำนาจ ม.17 ให้หยุดโครงการไปก่อน และจากนี้อาจจะมีการพิจารณาปรับแบบเพื่อลดผลกระทบ"

อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การใช้กฎหมายกับโครงการก่อสร้างที่กระทบต่อระบบนิเวศครั้งนี้ ถือเป็นทางออกในการแก้ปัญหา และต่อไปจะทำกับทุกโครงการที่สร้างแล้วจะกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเล เพราะขณะนี้มีคณะกรรมการระดับจังหวัด ผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาช่วยคัดกรองว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่ และต่อไปทุกแบบจะต้องนำมาดูทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ก็๋เบรกโครงการเขื่อนดูรา-โฮลด์ ชายหาดกะรน จ.ภูเก็ตไปแล้ว




คาด "วาเลนไทน์" เห็นหน้าเต่ามะเฟือง

สำหรับหลุมเต่ามะเฟืองคาดว่าลูกเต่ามะเฟืองอาจจะออกมาในช่วงกลางเดือนก.พ.หรือช่วงวันวาเลนไทน์ เพราะถ้านับจากการวางไข่ในช่วงปลายเดือนธ.ค.2561 จะครบกำหนดที่ลูกเต่าออก 60 วัน โดยนักวิชาการ ยังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด มีการตรวจวัดอุณหภูมิอย่างสม่ำเสมอพบว่ามีการเปลี่ยนแปลง มีความร้อนเกิดขึ้นแสดงถึงพัฒนาการของไข่เต่า

"เชื่อว่าลูกเต่ามะเฟืองรังแรกน่าจะออกมาในช่วงวันวาเลนไทน์ ซึ่งทาง ทช.และนักวิจัยจะปล่อยให้เต่าเดินลงทะเลไปตามธรรมชาติ คงไม่นำลูกเต่ามะเฟืองที่ออกมาจากการไข่ไปอนุบาลเพราะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายในระดับโลกก็ยังไม่สำเร็จ"

โดยขณะนี้ประสานกองทัพเรือชาวบ้านร่วมกันกั้นเขต ดูแลทะเลให้ปลอดภัยสำหรับลูกเต่า ทั้งช่วยกันทำความสะอาดชายหาด และท้องทะเลบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ตะกั่วป่า ไปจนถึงหาดไม้ขาว และหาดสิรินาถ จ.ภูเก็ต เพื่อช่วยลดถุงพลาสติกและขยะทะเล ให้เกิดความปลอดภัยต่อแม่เต่าและลูกเต่า

ทั้งนี้ เฟชบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat ยังได้โพสต์ข่าวดีนี้ โดยระบุว่า แจ้งข่าวด่วนให้เพื่อนธรณ์ทราบ หลังจากที่เราติดตามการก่อสร้างเขื่อนหาดวัดท่าไทร อ.ท้ายเหมือง พังงา ว่าอาจมีผลกระทบต่อการวางไข่ของเต่ามะเฟือง ถึงตอนนี้ กรมทะเลฯ กล้าตัดสินใจ ใช้กม.ระงับการก่อสร้างแล้ว


ภาพ:กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


ศิลปินแห่งชาติมอบกวี "เต่ามะเฟือง ของขวัญจากทะเล?

ก่อนหน้านี้พบเต่ามะเฟืองหรือเต่าทะเล สัตว์ป่าสงวน ได้ขึ้นมาวางไข่บนชายหาดคึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และบริเวณชายหาดอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา รวมจำนวนกว่า 100 ฟอง ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ทำให้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ในช่วงระหว่างเดือน ธ.ค. 61 เดือน ม.ค. 62 ทาง ทช.จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถาการณ์ เต่ามะเฟือง

โดยมีอุปกรณ์ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิในรังไข่ จัดทำรั้วขนาดใหญ่รอบรังไข่เต่า เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ตามธรรมชาติเข้าไปรบกวนภายในบริเวณฟักไข่ และป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้หรือขโมยไข่เต่า พร้อมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เปิดให้ชมสด เพื่อให้ทุกคนทั่วไทยทั่วโลกชมได้ตลอดเวลาผ่าน http://loveseaturtle.dmcr.go.th และร่วมมือกับท้องถิ่นเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง จัดทำป้ายข้อมูลเต่ามะเฟืองหลายป้าย ซึ่งมีผู้คนให้ความสนใจมาเดินชมตลอดเวลา

โดยนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์ ได้ให้เกียรติแต่งบทกวีที่มีชื่อว่า เต่ามะเฟือง ของขวัญจากทะเล ให้ทช.


https://news.thaipbs.or.th/content/277396

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ประหลาดใจ! แห่ชมปรากฎการณ์ "โคลนพุ" จ.นครราชสีมา



ชาวบ้าน พากันดูโคลนไหลออกจากรูและรอยแยกบนผิวดินกว่า 20 จุดกลางทุ่งนาจ.นครราชสีมา ด้านกรมทรัพยากรธรณี ตรวจสอบระบุเรียกปรากฎการณ์ "โคลนพุ" สาเหตุอาจเกิดจากแรงดันของน้ำใต้ดิน ชี้ไม่เป็นอันตรายแต่จะทำให้ดินมีความเป็นด่างสูงไม่สามารถเพาะปลูกได้

ปรากฎการณ์ "โคลนพุ" กลางทุ่งนาในจังหวัดนครราชสีมา ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เป็นกระบวนการทางธรณีวิทยา ที่เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า แรงดันน้ำใต้ดินสูง จากนี้จะศึกษาสภาพพื้นที่อีกครั้ง อาจจะถึงขั้นพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ตอนนี้ต้องปิดกั้นไว้ก่อน เพราะมีความเสี่ยงจะเกิดอันตราย

ภาพของปรากฎการณ์ "โคลนพุ" ที่เป็นลักษณะของโคลนไหลออกมาจากรู หรือรอยแยกบนผิวดิน กว่า 20 จุดกลางทุ่งนาบ้านหนองกุงน้อย ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา สร้างความแปลกใจให้กับชาวบ้านที่พบเห็น

มีเด็กเล็กลงมาเดินเล่นเหยียบย่ำโคลน แม้เจ้าหน้าที่จะนำเชือกมาปิดกั้น เพื่อแจ้งเตือนอันตราย เจ้าของที่ดินระบุว่า โคลนพุ เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2540 บริเวณที่โคลนไหลขึ้นมามีลักษณะเป็นเนินดินนูนสูงขึ้นมาประมาณ 1 เมตร



ขณะที่ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี เผยแพร่ข้อมูล หลังการตรวจสอบ โคลนพุ ว่า มีสาเหตุคือ
1.บริเวณนี้มีแรงดันของน้ำใต้ดินสูง
2.มีรอยแตกและรอยแยกที่ยอมให้น้ำไหลขึ้นสู่ผิวดิน และ
3.สภาพธรณีวิทยาด้านล่างมีกลุ่มดินหรือแร่ที่ทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วเกิดการพองตัวมีสภาพนิ่มและเหลว ไหลขึ้นมาพร้อมกับน้ำ

ส่วนผลกระทบของโคลนพุ ทำให้ดินมีความเป็นด่างสูง ไม่สามารถเพราะปลูกพืชได้ และอาจเกิดเหตุคน หรือสัตว์เลี้ยงตกลงไปในหลุมโคลนได้รับอันตราย

สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาวจะมีการศึกษาถึงปัจจัยและสาเหตุของการเกิดโดยละเอียด เพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ เช่น การปรับปรุงสภาพดิน หรือพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว


https://news.thaipbs.or.th/content/277400

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 01-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


สหรัฐฯ-ออสเตรเลีย ครองอันดับ 1 และ 2 ถูกฉลามโจมตีมากที่สุดในโลก

สหรัฐฯกับออสเตรเลีย ครองอันดับ 1 และ 2 ของโลก เป็นประเทศที่มีเหตุการณ์ฉลามทำร้ายมนุษย์มากที่สุด เมื่อปี 2561 จากรายงานของ "อินเตอร์เนชั่นแนล ชาร์ค แอทแท็ค ไฟล์"



รายงานประจำปีว่าด้วยการโจมตีของฉลาม จัดทำโดย "อินเตอร์เนชั่นแนล ชาร์คแอทแท็ค ไฟล์" ที่มีสำนักงานอยู่ที่รัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ชี้ว่า สหรัฐฯเป็นพื้นที่อันตราย ที่มีเหตุฉลามโจมตีมนุษย์มากที่สุด เมื่อปีที่แล้ว โดยมีเคสที่ยืนยัน 32 ราย และเสียชีวิต 1 ราย แต่ก็ยังต่ำกว่าเมื่อปี 2560 ที่มีมากถึง 53 ราย โดยครึ่งหนึ่งอยู่ที่รัฐฟลอริดา



ส่วนออสเตรเลีย มีเหตุฉลามโจมตีมนุษย์โดยปราศจากการยั่วยุ 20 ราย เมื่อปีที่แล้วโดยมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีก่อนๆ ที่มักจะอยู่ที่ 2 ราย ส่วนพื้นที่เกิดเหตุ ได้แก่ รัฐนิวเซาท์เวลส์ / เวสต์เทิร์น ออสเตรเลียและควีนสแลนด์


http://www.nationtv.tv/main/content/378686997/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:30


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger