เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 25-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,948
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 25 มกราคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นโดยทั่วไป กับมีหมอกบางในตอนเช้า สำหรับภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีอากาศหนาว ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย สำหรับอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 26-27 ม.ค. 62 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 25-27 ม.ค. 62 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศหนาวเย็นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในช่วงวันที่ 28-30 ม.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อยกับมีหมอกในตอนเช้า เว้นแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า

สำหรับบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 25-27 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย ส่วนขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ ส่วนในช่วงวันที่ 28-30 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย


รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (87.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (190.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 25-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,948
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ภาพช็อค!!ออสเตรเลียร้อนปรอทแตก ม้าป่า 90 ตัวตายในแอ่งน้ำแห้งขอด


ภาพจากเฟซบุ๊ก Ralph Turner

บีบีซี - คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมออสเตรเลียตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ได้นำมาซึ่งภาพสุดช็อค ม้าป่ามากกว่า 90 ตัวตายอยู่ในธารน้ำที่แห้งขอด จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ในวันพฤหัสบดี(24ม.ค.)

พวกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าพบม้าป่าทั้งตายแล้วและกำลังนอนรวยรินอยู่ในแอ่งน้ำแห้งขอดแห่งหนึ่งใกล้ๆกับเมืองอลิซสปริงส์ ในรัฐนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เจ้าหน้าที่บอกว่าในบรรดาม้าทั้งหมดที่พบนั้น ราวๆ 40 ตัวได้ตายแล้ว จากภาวะขาดน้ำและขาดอาหาร ส่วนที่เหลือนั้นอยู่ในสภาพรวยริน จนสุดท้ายจำเป็นต้องทำการุณยฆาตพวกมันในเวลาต่อมา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพร้อนระอุเป็นประวัติการณ์ ด้วยอุณหภูมิทะลุขึ้นไปแตะ 49.5 องศาเซลเซียส บริเวณทางเหนือของเมืองแอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ขณะที่ในตัวเมืองเมื่อวันพฤหัสบดี(24ม.ค.) ก็ร้อนปรอทแตกไม่ต่างกัน ด้วยอุณหภูมิพุ่งแตะ 47.7 องศาเซลเซียส สูงสุดนับตั้งแต่ปี 1939

ออสเตรเลียต้องประสบกับสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ และทั่วประเทศต่างทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลายสิบจุด ทั้งนี้เฉพาะในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย มีมากกว่า 13 เมืองที่อุณหภูมิพุ่งทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยเจอมา

ขณะเดียวกันในอลิซสปริงส์ ใกล้จุดที่พบม้าตายหมู่ อุณหภูมิก็อยู่เหนือระดับ 42 องศาเซลเซียสต่อเนื่องมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโดยทั่วไปของเดือนมกราคม ถึง 6 องศาเซลเซียส ตามข้อมูลของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย

พวกเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามาพบฝูงท้าดังกล่าวโดยบังเอิญ หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อยู่ในชุมชุนแห่งหนึ่ง ซึ่งสังเกตเห็นว่าพวกมันหายไปจากป่า ทั้งนี้ชาวบ้านท้องถิ่นนามว่า ราล์ฟ เทอร์เนอร์ ได้เดินทางไปดูจุดที่พบม้าเช่นกันและได้โพสต์ภาพถ่ายลงบนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมบรรยายภาพว่า "ฉากแห่งการถูกฆ่าหมู่"

โรฮัน สมิธ ชาวบ้านอีกคนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซีว่าปกติแล้วจะมีน้ำในแอ่งดังกล่าวและดูเหมือนว่าฝูงม้าเหล่านั้น "จะไม่มีที่ไป"

ทางสภาเมืองบอกว่าพวกเขาจำเป็นต้องทำการุณยฆาตม้าที่เหลือ เนื่องจากพบว่าพวกมันใกล้ตายแล้ว นอกจากนี้แล้วก็ยังมีแผนเตรียมกำจัดม้า, ลิง, ลา และ อูฐ อีกราวๆ 120 ตัว หลังจากพวกมันใกล้ตายจากภาวะขาดน้ำในชุมนุมหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง

ขณะเดียวกันก็มีสัตว์ป่าอื่นๆอีกหลายชนิดที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากสภาพอากาศเลวร้ายเช่นกัน ท่ามกลางรายงานการตายหมู่ของค้างคาวพื้นเมืองในรัฐนิวเซาท์เวลส์ เช่นเดียวกับปลาอีกนับล้านตัวที่พบตายตามตลิ่งแม่น้ำในรัฐต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง


https://mgronline.com/around/detail/9620000008598

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 25-01-2019 เมื่อ 05:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 25-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,948
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ผงะใต้ท้องทะเล ลูกกอล์ฟ 5 หมื่นลูก นักเรียนสาวดำน้ำงมเก็บ 2 ปี



ผงะใต้ท้องทะเล ? วันที่ 24 ม.ค. เมโทร รายงานปัญหาขยะพลาสติกใต้ท้องทะเล ผ่าน อเล็กซ์ เวเบอร์ นักดำน้ำสาว อายุ 18 ปี ที่เก็บลูกกอล์ฟมากกว่า 5 หมื่นลูก จากก้นมหาสมุทร นอกชายฝั่งเพบเบิลบีช เมืองคาร์เมล รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

อเล็กซ์ทราบปัญหาดังกล่าวตั้งแต่อายุ 16 ปี หลังจากว่ายน้ำออกไปนอกชายฝั่งดังกล่าว และเห็นก้นมหาสมุทรเต็มไปด้วยสีขาว จึงเข้าใจทันทีว่าลูกกอล์ฟนับพันลูกปกคลุมผืนทรายใต้ท้องทะเลจนมองไม่เห็นได้อีก จึงตัดสินใจเก็บลูกกอล์ฟขึ้นมา โดยร่วมมือพ่อของเธอซึ่งจะใช้เวลาหลายเดือน

"รู้สึกเหมือนถูกยิงเข้าที่หัวใจ" อเล็กซ์ในวัย 18 ปี ให้สัมภาษณ์กับวิทยุเอ็นพีอาร์ของสหรัฐอเมริกา หลังจากพบลูกกอล์ฟใต้ท้องทะเล

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่สองพ่อลูกกลับมาดำน้ำเพื่อเก็บลูกกอล์ฟจากก้นมหาสมุทร กลับพบลูกกอล์ฟตกลงมายังทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ จนลูกกอล์ฟที่เก็บได้มีมากถึง 5 หมื่นลูก



อเล็กซ์ได้ติดต่อ แมตต์ ซาโวคา นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งกำลังศึกษาปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทร พร้อมมอบหมายให้นักดำน้ำสาวเขียนรายงานวิทยาศาสตร์ถึงการค้นพบลูกกอล์ฟใต้ท้องทะเล

จากนั้น แมตต์ และ อเล็กซ์ ดำน้ำลงไปเก็บลูกกอล์ฟด้วยกัน แล้วนำลูกกอล์ฟใส่เรือคายักแล้วว่ายน้ำล่องเรือกลับเข้าชายฝั่ง

"ทะเลนอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียค่อนข้าหนาวจัด จึงต้องสวมชุดดำน้ำหนาๆ ทีเดียว ตอนที่พวกเราออกไปนอกชายฝั่ง ก็ได้ยินเสียงเหล็กกระทบ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองเทือกเขา ก็เห็นลูกกอล์ฟหลายลูกลอยมาจากสนามกอล์ฟตกลงมายังมหาสมุทรที่พวกเรากำลังเก็บลูกกอล์ฟ ? หากสภาพร่างกายเราพร้อม ครั้งหนึ่งจะเก็บลูกกอล์ฟจากใต้ท้องทะเล 500-5,000 ลูก"



ลูกกอล์ฟที่ตกลงมายังมหาสมุทรมาจากสนามกอล์ฟระดับ 5 ดาว ทั้งสองแนวชายฝั่ง และอีกสามแห่งริมแม่น้ำคาร์เมล ซึ่งลูกกอล์ฟกลิ้งลงแม่น้ำแล้วไหลลงสู่ทะเล

งานวิจัยร่วมกันของ อเล็กซ์ และ แมตต์ ระบุว่า ลูกกอล์ฟมีสารเคลือบโพลียูรีเธนชนิดบางที่ย่อยสลายเมื่อเวลาผ่านไป และยังมีส่วนผสมของสังกะสีที่เป็นพิษด้วย แม้ว่าสารเคมีจากลูกกอล์ฟ 5 หมื่นลูก จะส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรเพียงเล็กน้อย แต่จะย่อยสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพียงพอที่สัตว์น้ำจะกินเข้าไปได้

ทั้งนี้ อเล็กซ์กำลังสมัครเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล และยังดำน้ำเก็บลูกกอล์ฟจากก้นมหาสมุทรต่อไป


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2131594

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 25-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,948
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


'บิ๊ก คลีนนิ่ง' ชายหาดพัทยา เตรียมพร้อมงานมหกรรมทางเรือฯ

กองทัพเรือ ร่วมเมืองพัทยา "บิ๊ก คลีนนิ่ง" ชายหาดพัทยา เตรียมพร้อมงานมหกรรมทางเรือนานาชาติ



เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ สั่งการให้ กำลังพลของกองทัพเรือพื้นที่อำเภอสัตหีบ จำนวน 700 นาย เข้าร่วมกับเมืองพัทยา ทำการbig cleaningครั้งใหญ่ บริเวณตลอดแนวชายหาดเมืองพัทยา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับงาน มหกรรมทางเรือนานาชาติ (International Fleet Review2017)เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งอาเซียนที่จะจัดให้มีสวนสนามทางเรือขึ้นในวันที่ 20 พ.ย.60 ณ อ่าวพัทยา จ.ชลบุรี โดยมี นาวาเอก สุรยุทธ์ นิเวศทองฤกษ์ รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (รอง ผบ.สอ.รฝ.) ควบคุมการปฏิบัติ

นาวาเอก สุรยุทธ์ นิเวศทองฤกษ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมทำความสะอาดชายหาดพัทยา ร่วมกับ ภาครัฐ และภาคเอกชน เนื่องจากในวันที่ 20 พ.ย.เป็นวันกองทัพเรือ ประกอบกับในปีนี้นับเป็นปีพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ50 ปี การก่อตั้งอาเซียน โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ โดยกองทัพเรือไทย ได้ร่วมกับ19 ประเทศในอาเซี่ยน และมิตรประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน นำเรือรบรวม 26 ลำ ร่วมกับเรือรบของกองทัพเรือไทยอีก 24 ลำ จัดพิธีสวนสนามทางเรือ ในงานมหกรรมทางเรือนานาชาติ (International Fleet Review2017) ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ในอ่าวพัทยา อันเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิดในวันดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ ทางกองทัพเรือ และเมืองพัทยา ได้เล็งเห็นถึงภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะความสะอาดของบ้านเมือง ที่จะเป็นหน้าตาให้กับแขกผู้มาเยือน จึงได้นำกำลังพลรวมกว่า 1,000 นาย ปูพรมตลอดแนวชายหาด เคลียพื้นที่ให้ปราศจากซึ่งสิ่งปฏิกูล และขยะมูลฝอย



ในส่วนของกองทัพเรือ ได้จัดกำลังพลจาก ฐานทัพเรือสัตหีบ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองเรือยุทธการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ร่วมกับเมืองพัทยา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รวมกว่า 1,000 นาย เข้าเคลียพื้นที่ตลอดแนวชายหาดเมืองพัทยา


http://www.bangkokbiznews.com/news/d...81572#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 25-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,948
Default

ขอบคุณข่าวจาก บ้านเมือง


สาหร่ายถูกคลื่นซัดเกยชายหาด แห่เก็บขายรายได้วันละ 2-3 พัน



เมื่อวันที่ 23 ม.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ชายหาดบ้านท้องโตนด หมู่ 2 ต.ด่านสวี อ.สวี จ.ชุมพร มีชาวบ้านแห่กันมาเก็บสาหร่ายสีน้ำตาลที่คลื่นซัดลอยมาเกยชายหาดเป็นจำนวนมากโดยมีพ่อค้าแม่ค้าสั่งซื้อกิโลกรัมละ 3 บาทสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำวันละ 2000-3000 บาท ทั้งนี้ยังมีชาวสวนทุเรียนสวนผลไม้แห่มาเก็บนำไปหมักเป็นสกัดเป็นปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพฉีดกระตุ้นการเจริญเติบโตของผักผลไม้ได้ผลดีเยี่ยมพร้อมทั้งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

นางวรรณลี หีดฤทธิ์ อายุ 56 ปี เจ้าของสวนทุเรียนพร้อมครอบครัวได้นำรถกระบะมาบรรทุกสาหร่ายสีน้ำตาล โดยเล่าว่า จะนำสาหร่ายทั้งหมดที่เก็บได้เอาไปหมักเป็นปุ๋ยชีวภาพโดยเอาไปผสมกับ EM และกากน้ำตาลสกัดเอาแต่น้ำฉีดพ่นในสวนผักผลไม้ที่ปลูกไว้ช่วยลดรายจ่ายและยังสามารถเพิ่มผลผลิตที่ปลอดสารพิษเพิ่มมูลค่าให้ผลไม้มีราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป แต่สาหร่ายดังกล่าว 3-4 ปีถึงจะมีให้เก็บสักครั้ง

ส่วนนางสุภาพร มีสติ อายุ 43 ปีชาวบ้านในพื้นที่ตำบลด่านสวี เล่าว่า เช้าวันเดียวกันหลังทราบว่า มีสาหร่ายสีน้ำตาลถูกคลื่นซัดขึ้นที่ชายหาดบ้านท้องโตนด มีพ่อค้าแม่ค้าและชาวสวนได้โทรศัพท์มาสั่งซื้อให้ราคากิโลกรัมละ 3 บาทโดยวันแรกรับซื้อ 7 00 กิโลฯตนพร้อมญาติได้ช่วยกันเก็บรวบรวมนำใส่กระสอบปุ๋ยตามที่มียอดสั่งซื้อซึ่งจะมีรายได้วันละ 2000-3000 บาท คาดว่าจะมีสาหร่ายลอยขึ้นฝั่งประมาณ 1 สัปดาห์วันละหลายตันเกลื่อนชายหาดที่มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร

และจากการสอบถามชาวบ้าน บ้านท้องโตนด เล่าให้ฟังอีกว่า การที่มีสาหร่ายสีน้ำตาลถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งนั้นแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลกลับมาอีกครั้ง โดยสาหร่ายสีน้ำตาลจะอยู่ใต้ซอกหินเขตน้ำลึกมันจะลอยขึ้นมาได้ต่อเมื่อถูกลมตะวันออกเฉียงใต้ หรือที่ชาวประมงเรียกว่า ?ลมเภา?พัดนำสาหร่ายขึ้นฝั่ง แต่ไม่ได้มีทุกปีทิ้งช่วงประมาณ 3-4 ปีจะมีสักครั้ง ส่วนสาหร่ายสีน้ำตาลนั้นนำไปใช้ประโยชน์ได้ 2 ส่วนคือ ทำเป็นปุ๋ยหมักชีวภาพใช้ฉีดพ่น และอีกส่วนหนึ่งนำไปปรุงเป็นอาหารรับประทานซึ่งจะสังเกตได้อีกอย่างคือเมื่อสาหร่ายสีน้ำตาลถูกความร้อนแล้วจะกลายเป็นสีเขียว เมนูที่คนที่คุ้นเคยกันดีคือ นำสาหร่ายชุบแป้งทอดจิ้มซอส หรือยำใส่มะพร้าวคั่วแบบชาวใต้ และลวกให้สุกจิ้มกับน้ำพริกชนิดหวานเหมือนกันน้ำพริกยอดสะเดา ซึ่งประโยชน์ของสาหร่ายสีน้ำตาลมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ด้านการดูแลสุขภาพ ต่อต้านแบคทีเรีย ไวรัส ป้องกันฟันผุ ช่วยลดการดูดซึมแป้งและน้ำตาล เป็นต้น


http://www.banmuang.co.th/news/region/139489

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 25-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,948
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


ต้นไม้ช่วยดักฝุ่นละออง ลงทุนน้อยแต่ได้ผลระยะยาว

มาตรการระยะยาวในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตเมือง เช่น ยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์ดีเซล หรือ การส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ มาตรการลักษณะนี้ต้องใช้ต้นทุนสูงและใช้ระยะเวลานาน แต่บรรดามาตรการระยะยาวเหล่านี้มีอยู่มาตรการหนึ่งที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลระยะยาว มาตรการที่ว่านี้คือ การใช้ต้นไม้ดักฝุ่น



วันนี้ (24 ม.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการศึกษาเรื่องมาตรการระยะยาวเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศให้เหมาะสมโดยใช้พืชพรรณที่มีศักยภาพในการดักจับฝุ่นละอองในอากาศ ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธรรมรัตน์ พุทธไทย, รองศาสตราจารย์กัมปนาท ภักดีกุล และรองศาสตราจารย์สุระ พัฒนเกียรติ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ประโยชน์ของพืชพรรณไม่ได้แค่ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือดูดซับสารพิษเท่านั้น มันยังช่วยกรองฝุ่นได้ด้วย

โดยพืชประเภทไม้พุ่ม ไม้เลื้อย ช่วยเก็บฝุ่นได้มากถึง 60-80 เปอร์เซ็นต์ ของพุ่มทั้งหมด บางชนิดทนทานต่อมลพิษทางอากาศ สามารถนำมาต่อยอดใช้ดักฝุ่นในพื้นที่เมืองที่มีตึกสูงและถนนแคบได้ โดยทำเป็นสวนประดิษฐ์แนวตั้ง หรือ แผงกรองฝุ่นไม้เลื้อย ซึ่งเกณฑ์ที่จะวัดว่าพืชชนิดใดดักฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ ขนของใบไม้ ใบไม้ที่มีขนจะดักจับฝุ่นได้ดีกว่าใบไม้ที่เรียบ จากตัวอย่างใบตะขบฝรั่งที่มีฝุ่นเกาะบนใบเพราะมีขนสั้นนุ่ม และเมื่อสัมผัสจะรู้สึกเหนียวมันจึงดักจับฝุ่นได้ดีกว่าพืชที่มีใบเรียบเกลี้ยง คุณลักษณะอีกอย่างที่สำคัญคือ ต้นไม้ใหญ่หรือไม้พุ่มที่มีใบเล็กจำนวนมากจะดักฝุ่นละอองได้ดีกว่าต้นไม้ที่มีใบใหญ่แต่จำนวนใบน้อย

ทั้งนี้การปลูกพืชช่วยดักฝุ่นทำได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะมีพื้นที่มาก พื้นที่น้อย หรือไม่ค่อยมีพื้นที่อย่างคอนโดมิเนียมหรืออะพาร์ตเมนต์ก็สามารถปลูกพืชดักฝุ่นละอองได้ สำหรับต้นไม้ที่ศักยภาพในการดูดจับฝุ่นละอองแบ่งตามชนิดพรรณพืชมีตัวอย่างดังนี้

ประเภทไม้เลื้อย คือ สร้อยอินทนิล, เล็บมือนาง, กะทกรก

ประเภทไม้ล้มลุก คือ ไผ่รวก

ประเภทไม้พุ่ม คือ ทองอุไร, แก้ว, หางนกยูงไทย, คริสตินา

ประเภทไม้ต้น คือ ข่อย, ตะขบฝรั่ง, เสลา (สะ-เหลา), จามจุรี, แคแสด, โมกมัน, สกุลชงโค


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/97140

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:38


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger