เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 30-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 30 มกราคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีหมอกในตอนเช้า กับมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้น แต่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนบริเวณเทือกเขาสูงยังคงมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายขณะสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย สำหรับภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ และอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตรในระยะนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 30 ม.ค. -4 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส เว้นแต่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีอากาศหนาวเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยบริเวณอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 30 ม.ค. - 4 ก.พ. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (87.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (100.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 30-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


พบฉลามโบราณร่วมยุคไดโนเสาร์เมื่อ 67 ล้านปี


ภาพ : Velizar Simeonovski, Field Museum (ภาพเล็ก : Terry Gates, NC State University)

หนึ่งในซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล (fossil) ไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียงของพิพิธภัณฑ์ฟิลด์ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ แห่งสหรัฐอเมริกา ก็ต้องเป็นโครงกระดูกของไทแรนโนซอรัส เร็กซ์ หรือเรียกสั้นๆว่า ที.เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex-T.rex) ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า ?ซู? (Sue) ขนาดตัว 12.3 เมตร นักบรรพชีวินวิทยาสันนิษฐานว่ามันตกลงไปในแม่น้ำเซาธ์ ดาโกตาและสิ้นชีพเมื่อ 67 ล้านปีก่อน

ทว่าหลังจากมีการตรวจสอบหินหนักขนาด 2,000 กิโลกรัมที่เหลืออยู่หลังจากเลาะกระดูกของเจ้าซูออกไปแล้ว ก็พบว่ามีซากฟอสซิลฟันฉลามฝังอยู่ที่หินก้อนนั้น แม้จะมีความประหลาดใจที่พบฟันฉลามอยู่ใกล้กับซากที.เร็กซ์ แต่นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในสหรัฐฯ ก็สามารถระบุได้ว่าเป็นฟันของปลาฉลามกบโบราณและการที่มันติดฝังอยู่ใกล้ซากของที.เร็กซ์ซู ก็อาจเป็นเพราะการตกลงไปตายในแม่น้ำเซาธ์ดาโกตา ที่ช่วงยุคนั้นมีฉลามอาศัยอยู่อย่างชุกชุม

นักบรรพชีวินวิทยาเรียกฉลามชนิดนี้ว่า กาลากาดอน (Galagadon) มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มปลาฉลามกบที่พบในทะเลอินโด-แปซิฟิก ซึ่งฟันเหล่านี้มีขนาดเท่าเม็ดทราย ถ้าไม่ส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็จะไม่มีทางเห็น โชคดีที่นักบรรพชีวินวิทยาพบซากฟันนี้ก่อนที่จะปล่อยผ่านเลยไป เพราะสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ในระบบนิเวศ ต่างมีบทบาทต่อเครือข่ายทั้งหมดที่จะทำให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศช่วงการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในยุคครีเตเชียส.


https://www.thairath.co.th/content/1481560


*********************************************************************************************************************************************************


เจาะสำรวจความลึกในแอนตาร์กติกาตะวันตก


ภาพ British Antarctic Survey

พืดน้ำแข็ง (Ice sheet) แอนตาร์กติกและกรีนแลนด์ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำทะเลและภูมิอากาศของโลก แต่ปัจจุบันความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเคลื่อนไหวของพืดน้ำแข็งแห่งนี้ยังไม่เพียงพอ มีหลายโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถูกตั้งมาเพื่อหาหนทางศึกษา หนึ่งในนั้นมีคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาของสหราชอาณาจักร (British Antarctic Survey-BAS) ที่เพิ่งรายงานว่าประสบความสำเร็จในการขุดเจาะหลุมลึก 2 กิโลเมตรในพืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตก ซึ่งระบุว่าเจาะลึกถึงส่วนฐานเป็นครั้งแรกของโลก

โครงการขุดเจาะน้ำแข็งนี้เรียกว่า บีมิช (BEAMISH) ดำเนินการมานานถึง 20 ปี มีจุดประสงค์คือการลากเอาตะกอนจากฐานพืดน้ำแข็งขึ้นมาศึกษา เนื่องจากตะกอนเหล่านี้อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ล่วงรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็วและส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายได้อย่างไร การขุดเจาะนี้ทำที่รัทฟอร์ด ไอซ์ สตรีม (Rutford Ice Stream) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งหลักที่สำคัญในแอนตาร์กติกา โดยการนำน้ำร้อนผ่านท่อแรงดันสูงเจาะผ่านน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง 63 ชั่วโมง

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มดังกล่าววางแผนขุดเจาะหลุมน้ำแข็งจำนวน 4 หลุม มีรายงานว่า 2 หลุมแรกทำเสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อย หากขุดจนครบแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการลากเอาตะกอนชนิดต่างๆ จากข้างใต้ขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป.


https://www.thairath.co.th/content/1481565

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 30-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


มลพิษฝุ่นละอองเสี่ยงอายุคนทั่วโลกสั้นลง2 ปี

ศูนย์วิจัยฯไทยพาณิชย์เผยสถาบันนโยบาย ม.ชิคาโกระบุคนทั่วโลกเสี่ยงอายุสั้นลงเกือบ 2 ปี จากปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ชนวนเหตุเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ- มะเร็งปอด- ?สมอง จี้รัฐแก้ปัญหาระยะยาว ระบุต้นตอเกิดจากไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลมากว่า 90% ?



รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรืออีไอซี แจ้งว่า ??ไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งปัญหามลพิษของไทย ส่วนหนึ่งมาจากการใช้รถดีเซล และน้ำมันดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล นอกจากนี้ คุณภาพของน้ำมันดีเซลและเครื่องยนต์รถบรรทุกรุ่นใหม่ยังมีมาตรฐานต่ำกว่าสากล อีกทั้งมีรถดีเซลเก่าวิ่งอยู่เป็นจำนวนมาก ?จึงอยากให้รัฐผลักดันมาตรการลด PM 2.5 จากดีเซลให้เป็นรูปธรรมเพื่อลดมลพิษอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้เนื่องภาครัฐอออกมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เช่น เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดถนน ฉีดพ่นน้ำในอากาศ แจกหน้ากากอนามัย N95 หยุดการก่อสร้างรถไฟฟ้าชั่วคราว ทำฝนเทียม เป็นต้น สำหรับมาตรการระยะยาว อีไอซีมองว่ายังคงต้องลงรายละเอียดและผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม เช่น ในด้านคุณภาพของเครื่องยนต์ดีเซล ต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสภาพรถ และปล่อยควันดำสำหรับรถดีเซลเก่า



?ส่วนมาตรฐานรถดีเซลรุ่นใหม่ควรพิจารณาควบคู่ไปกับมาตรฐานของน้ำมันดีเซล โดยยกระดับเป็นมาตรฐานยูโร 5 หรือ 6 ให้เหมือนกันจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่ นอกจากนี้ นโยบายแทรกแซงราคาดีเซล ต้องคำนึงถึงนัยยะของการบิดเบือนการตัดสินใจซื้อประเภทของเครื่องยนต์ซึ่งจะนำไปสู่การใช้น้ำมันดีเซลที่มากเกินไป ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด รวมไปถึงมาตรการเสริมอื่นๆ เช่น การเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B10 และ B20 ซึ่งจะเพิ่มสัดส่วนของไบโอดีเซลที่ทำมาจากพืชมากขึ้น การเปลี่ยนมาใช้รถโดยสารไฟฟ้าและไฮบริดแทนดีเซล การจัดโซนนิ่งจำกัดจำนวนรถบรรทุกหรือรถยนต์เข้าเมือง ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากการแก้ปัญหาด้านดีเซล เช่น ห้ามเผาขยะ วัสดุทางการเกษตร เพื่อลดมลพิษทางอากาศได้อย่างยั่งยืน

"มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองถือเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพมนุษย์ทั่วโลกมากที่สุด ยิ่งกว่าการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรืออุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งสถาบันนโยบายพลังงาน มหาวิทยาลัยชิคาโก ประเมินว่าเป็นความเสี่ยงที่ทำให้อายุขัยของคนทั่วโลกโดยเฉลี่ยสั้นลงเกือบ 2 ปี ทั้งนี้ ฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 มีอันตรายร้ายแรงมากที่สุด ที่นอกจากจะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ มะเร็งปอด ยังส่งผลต่อสมองอีกด้วย ทั้งนี้ แหล่งที่มาอันดับหนึ่งของ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ เกิดจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซล คิดเป็นสัดส่วน 26% ซึ่งไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลประกอบด้วย PM 2.5 มากกว่า 90%"



อย่างไรก็ตาม? จีนมีปัญหามลพิษติดอันดับต้นๆ ของโลก สามารถลด PM 2.5 ในปี 61 ลง 9.3% ?เหลือ 39 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรและล่าสุดกำหนดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วางจำหน่ายในตลาดหลังเดือนก.ค.64 จะต้องติดตั้งเครื่องกรองฝุ่นจากดีเซล (Diesel Particulate Filters: DPF) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้การปล่อย PM 2.5 จากรถบรรทุกลดลงกว่าระดับในปัจจุบันถึง 82% ภายในปี ?73 ?สำหรับเมืองใหญ่ของจีนได้ออกมาตรการลดมลพิษของตัวเองเช่นกัน เช่น ปักกิ่งห้ามรถบรรทุกดีเซลที่ไม่ผ่านมาตรฐานการปล่อยไอเสียวิ่งเข้าถนนวงแหวนที่ 6 ของปักกิ่ง และกวางโจวกำลังพิจารณาห้ามรถบรรทุกต่างๆ วิ่งเข้าในตัวเมือง ส่วนรถอื่นๆ ให้ใช้ระบบป้ายทะเบียนเลขคู่-เลขคี่ ในวันที่มีการประกาศแจ้งเตือนมลพิษทางอากาศเข้าสู่ระดับสูงสุด เป็นต้น


https://www.dailynews.co.th/economic/690455


*********************************************************************************************************************************************************


ทช.เร่งถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้

ปี62 ทช.ได้รับงบประมาณก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้อีก ?2โครงการ รวมระยะทาง 48.158 ?กม. ในพื้นที่จ.ชุมพร



ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ?กรมทางหลวงชนบท(ทช.) ?แจ้งว่า ทช.อยู่ระหว่างก่อสร้างทางหลวงชนบทสายบ้านสระน้อย ? บ้านปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี ?จ. ประจวบคีรีขันธ์ ?ระยะทาง 10.011 ?กม. ?งบประมาณ 74.488 ล้านบาท ?เป็นถนนผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีตขนาด 2 ช่องจราจรไปกลับ ด้านละ 1 ช่อง ?พร้อมไหล่ทางจักรยาน ระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่างเครื่องหมายจราจร ? มีผลงานแล้วกว่า 45% กำลังก่อสร้างระบบระบายน้ำและก่อสร้างชั้นผิวทาง ? คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี63

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ? เห็นชอบในโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทยอย่างยั่งยืนครอบคลุมพื้นที่จ. เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนองโดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลในการใช้การท่องเที่ยวกระจายรายได้จากเมืองหลักสู่เมืองรอง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของเมืองรองและชุมชนโดยในส่วนของ ทช.มีระยะทางที่ต้องก่อสร้าง 514.616 กม. ?เสร็จสมบูรณ์แล้ว ?279.707 กม . ?

ในปี 62 ทช.ได้รับงบประมาณก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้อีก ?2โครงการ รวมระยะทาง 48.158 ?กม. แบ่งเป็นทางหลวงชนบทสายแยกทล.4198 เทศบาลปากน้ำหลังสวน ?อ.หลังสวน ?จ.ชุมพร 23.589 กม. และทางหลวงชนบทสายแยกทล. 4001 ? บ้านโพธิ์แบะ อ.เมือง ?จ.ชุมพร 24.569 กม. จะเริ่มก่อสร้างเร็วๆนี้ ? ?สำหรับส่วนที่เหลืออีก 176.740 ?กม. .จะขอรับงบประมาณเพื่อก่อสร้างในปีต่อไป


https://www.dailynews.co.th/economic/690454

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 30-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


ครม.มีมติเห็นชอบ กฟภ.ก่อสร้างโครงการเคเบิ้ลใต้น้ำ 115 เควี รองรับการใช้งานพื้นที่สมุย-พะงัน-เกาะเต่า วงเงินลงทุนรวม 2,130 ล้านบาท



พันเอก อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการก่อสร้างสายเคเบิ้ลใต้น้ำ 115 เควี เพื่อทดแทนและเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟไปยังเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี วงเงินลงทุน 2,130 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ภายในประเทศ 1,597 ล้านบาท โดยจะทยอยดำเนินการกู้เงินตามความจำเป็นจนกว่างานจะแล้วเสร็จ และเงินรายได้จาก กฟภ. รวม 533 ล้านบาท

สำหรับโครงการก่อสร้างสายเคเบิ้ลใต้น้ำ 115 เควีนั้น เพื่อทดแทนและเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทดแทนการจ่ายไฟของสายเคเบิ้ลใต้น้ำระบบ 33 เควี ที่มีอายุการใช้งานครบ 30 ปี และสายเคเบิ้ลใต้น้ำระบบ 115 เควี ชนิด Oil Filled ที่ชำรุด เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า เพื่อลดความเสียหายเนื่องจากไฟฟ้าดับ ทั้งนี้ โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2562-2563


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90129164341076


*********************************************************************************************************************************************************


กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง ครั้งที่ 20



กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง ครั้งที่ 20 เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในภูมิภาคอาเซียน

วันนี้ (29 มกราคม 2562) ที่โรงแรมโนโวเทล ภูเก็ต รีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการเปิดการประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง ครั้งที่ 20 โดยมีนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมฯ พร้อมด้วย Ms.Crisanto Rodriguez ประธานคณะทำงานอาเซียนฯ ผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรนานาชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายประลอง ดำรงไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาขยะทะเล พบว่าร้อยละ 80 ของขยะทะเลมาจากบนบก ส่วนขยะจากกิจกรรมทางทะเล มีเพียงร้อยละ 20 ดังนั้น การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งอย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาขยะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลฯ ได้ให้ความสำคัญโดยกำหนดให้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเน้นจัดการขยะตกค้าง 30 ล้านตันให้หมดไป พร้อมจัดการขยะใหม่ ปีละ 27 ล้านตัน โดยจะต้องลดที่ต้นทางและนำขยะกลับมารีไซเคิ้ลใช้ใหม่ได้อีกครั้ง การจัดประชุมฯ ดังกล่าวเชื่อว่าจะได้ผลตามที่กำหนดไว้ และจะยกระดับการแก้ปัญหาเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียนระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งการจัดทำแผนดำเนินการและช่องทางการติดต่อของแต่ละประเทศที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาขยะทะเล

ด้าน นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การรักษาและดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปไปพร้อม ๆ กัน เพื่อที่จะรักษาความสวยงามของทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก แต่อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ตได้เข้าร่วมโครงการหลัก 3R ซึ่งประกอบด้วย Reduce Reuse และ Recycle เพื่อเป็นการคัดแยกขยะให้ถูกประเภท และเป็นการลดปริมาณขยะจากแหล่งต่าง ๆ นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ตได้เปิดตัวกิจกรรมเพื่อปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์แนวปะการังและชีวิตใต้ทะเลของทะเลไทย ภายใต้การริเริ่มของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ตยังได้รับรางวัลระดับอาเซียน ได้แก่ รางวัลอาเซียนที่ยั่งยืนด้านน้ำ ประจำปี 2560 และรางวัลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอาเซียน ประเภทผลิตภัณฑ์ในเมือง ประจำปี 2561 แสดงให้เห็นว่าจังหวัดภูเก็ตมีทรัพยากรและธรรมชาติที่สวยงาม คู่ควรที่จะเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างแท้จริง


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90129181957132

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 30-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ในอากาศปนเปื้อนฝุ่นพิษ PM2.5 เกินมาตรฐานมาแล้วกี่วัน? ................... โดย ธารา บัวคำศรี



ในกระแสดรามาฝุ่นพิษ PM2.5 เรามีการถกเถียงกันตั้งแต่เรื่องว่าฝุ่นมาจากไหน บ้างก็โทษควันปิ้งย่าง ฝุ่นจากการก่อสร้าง หรือโยนความผิดไปให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เราจำเป็นต้องพิจารณาถึงแหล่งกำเนิด PM2.5 ทุกแหล่งโดยไม่เลือกปฏิบัติและวางมาตรการระยะสั้นระยะยาวและกำหนดยุทธศาสตร์การป้องกันและจัดการมลพิษทางอากาศอย่างชาญฉลาดให้สมกับยุค Thailand 4.0

ในขณะที่หน่วยงานรัฐยังตั้งตัวไม่ติดและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาถูกหยิบยกขึ้นมาหลังจากวิกฤตฝุ่นผ่านไปหลายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

แต่คำถามที่อาจผุดขึ้นมาในใจของใครบางคน อาจจะเป็นแบบนี้

"ตั้งแต่ปีใหม่มา คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยมาแล้วกี่วัน? แล้วถ้าเป็นข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก(WHO)ล่ะ?"

เราสามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลย้อนหลังจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 10 จุดของกรมควบคุมมลพิษซึ่งตรวจวัดค่าความเข้มข้นของ PM2.5 อย่างต่อเนื่องดังนี้



กราฟแสดงความเข้มข้นรายชั่วโมงของ PM2.5 ระหว่างวันที่ 1-27 มกราคม 2562
จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 10 จุดในเขตกรุงเทพมหานคร
(ที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/history/)



เมื่อนำข้อมูลมาแสดงในตาราง เราต้องอึ้งกับผลที่ได้ ยิ่งถ้าเราใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลกแล้วยิ่งจี๊ด



หมายเหตุ : * ไม่มีข้อมูล 3 วัน
ที่มาข้อมูล : http://aqmthai.com/public_report.php



โดยสรุป ระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2562 คนกรุงเทพฯ อยู่ใต้เงามลพิษฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานของไทยตั้งแต่ 9-21 วัน และเกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงตามคำแนะนำของ WHO ตั้งแต่ 24-29 วัน

แต่ชีวิตคนไม่ได้เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในทางระบาดวิทยา ทุกลมหายใจที่เราสูดเอาอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษเข้าไป ไม่ว่ามากหรือน้อยเพียงใด จะส่งผลเสียหายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว องค์การอนามัยโลกระบุว่า จริงๆ แล้ว เรายังไม่สามารถระบุถึงขีดจำกัดของความเข้มข้น(ของมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก)ที่โยงกับผลกระทบด้านสุขภาพของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ.2548 จึงตั้งเป้าหมายให้ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้มากที่สุด (1)

แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้างนอกเหนือจากการป้องกันตนเองและหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษ หนทางหนึ่งก็คือ การผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลในทันทีโดยแยกออกจากดัชนีคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ

กรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศสามารถทำได้เลย เพราะมีการริเริ่มเรื่องนี้ที่เชียงใหม่ไปแล้ว


ที่มา : http://www.cmaqhi.org

หากกรุงเทพฯมีการใช้ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อคนกรุงเทพฯ ก็จะทำให้กรุงเทพฯเรามีระบบการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่ช่วยปกป้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงอย่างน้อยร้อยละ 15-20


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...25/blog/62106/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 30-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


'ไบโอดีเซล' ลดเขม่าลงครึ่ง-บรรเทาฝุ่นได้ นักวิจัยตั้งคำถาม ?ไทย? รอเมื่อไรเปลี่ยน?



มาวันนี้เราต่างรู้กันแล้วว่า หนึ่งในตัวการหลักสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ซึ่งกำลังเป็นประเด็นปัญหาในกรุงเทพมหานคร (กทม.) อยู่ขณะนี้ มาจากระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งไม่สมบูรณ์เท่ากับเครื่องยนต์เบนซิน ส่งผลให้ไอเสียที่ปล่อยออกมามีปริมาณก๊าซพิษ รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก Particulate Matter (PM) หรือเขม่าจากไอเสีย (Soot) มากกว่า

ขณะเดียวกัน การที่รถยนต์จำนวนมากพร้อมใจปล่อยไอเสียออกมาในทุกๆ วัน จนเป็นภาพที่คุ้นชินสำหรับการใช้ชีวิตของคนเมือง เท่ากับเป็นการเพิ่มฝุ่นละอองขนาดเล็กขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อเวลามาถึง ประกอบกับปัจจัยต่างๆ ที่เหมาะสม ระเบิดลูกนี้จึงแตกออกกลายเป็นสถานการณ์ที่ทำให้เราได้ตื่นตัวกันอยู่ในทุกวันนี้

"ไบโอดีเซลมีปริมาณเขม่าน้อยกว่า ขนาดเล็กกว่า และสามารถสลายได้เร็วกว่า" คือบทสรุปสั้นๆ จาก ผศ.ดร.ปรีชา การินทร์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระเจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะนักวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผู้ทำการศึกษาวิจัยผลกระทบของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อจลศาสตร์เคมี ในโครงสร้างระดับนาโนของมลพิษอนุภาคเขม่าและกลไกการสึกหรอของเครื่องยนต์

จากการศึกษาคุณลักษณะของมลพิษเขม่าที่เกิดจากการใช้ไบโอดีเซล (B100) ในเครื่องยนต์จุดระเบิดด้วยการอัดแบบฉีดตรง (Direct Injection Compression Ignition Engine) เขาพบว่าเขม่าที่เกิดจากการใช้ไบโอดีเซลนั้น มีปริมาณลดลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการใช้ดีเซล

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาโครงสร้างเขม่าระดับนาโนในรูปแบบอนุภาคเดี่ยว (Single Primary Particle) พบว่าเขม่าของไบโอดีเซลจะมีขนาดเล็กกว่าของดีเซล ทั้งมีโอกาสที่จะสามารถเคลื่อนที่อย่างอิสระมากขึ้น ส่งผลให้เขม่าถูกดักด้วยตัวกรองมลพิษเขม่า หรือ Particulate Filter (PF) ได้ดีกว่า และเขม่าไบโอดีเซลยังจะสามารถถูกสลายกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยรวมตัวกับออกซิเจนได้ง่ายและใช้พลังงานต่ำกว่าการสลายเขม่าของดีเซล เนื่องจากขนาดที่เล็กกว่าทำให้ผิวสัมผัสในการทำปฏิกิริยาเคมีกับออกซิเจนมีมากกว่า

ทั้งนี้เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ (Unburned Hydrocarbons, UHCs) ของไบโอดีเซล จะยังคงมีออกซิเจนเป็นส่วนประกอบในโมเลกุลตามคุณสมบัติเดิมของไบโอดีเซล ส่งผลโดยตรงให้เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์และเขม่าของไบโอดีเซลสลาย กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) และ น้ำ (H2O) ได้เร็วกว่าดีเซล



นอกเหนือไปจากข้อดีด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ในงานวิจัยของ ผศ.ดร.ปรีชา ยังได้ใช้เทคนิคการถ่ายภาพด้วยกล้องอิเลคตรอน หรือ Scanning Electron Microscopy (SEM) ศึกษาอนุภาคเขม่าและนำมาวิเคราะห์ ซึ่งพบว่าเมื่อขนาดของเขม่าแต่ละอนุภาคเดี่ยวมีขนาดใหญ่ขึ้น จะเกิดรอยแผลบนโลหะที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย หรือแปลว่ามีความเป็นไปได้ที่เขม่าของไบโอดีเซล จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการสึกหรอน้อยกว่าเขม่าของดีเซลทั่วไป ในทางวิศวกรรมยานยนต์

"ยิ่งเมื่อเราย้อนกลับไปดูการส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ที่วิเคราะห์ตามหลักทางวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเทียบส่วนผสมเชื้อเพลิงตั้งแต่ดีเซล D100 ไปจนถึงไบโอดีเซล B100 จะเห็นว่าสมรรถนะและประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก โดยพบข้อดีของไบโอดีเซลว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าดีเซลเล็กน้อย เนื่องจากอะตอมของออกซิเจนในโมเลกุลไบโอดีเซลส่งผลให้เผาไหม้ได้สมบูรณ์มากกว่าดีเซลนั่นเอง" เขากล่าวเสริม

นักวิจัย สกว. รายนี้ระบุด้วยว่า ขณะนี้ทางคณะวิจัยกำลังพัฒนารูปแบบของเครื่องยนต์ให้เหมาะแก่การใช้กับไบโอดีเซลให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอีก รวมถึงสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงไบโอดีเซลในดีเซลที่เหมาะสม การพัฒนาเทคโนโลยีด้านตัวกรองมลพิษเขม่าดีเซล หรือ Diesel Particulate Filter (DPF) รวมไปถึงน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ที่ตอบสนองการใช้ไบโอดีเซลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งองค์ความรู้ของงานวิจัยนี้ ยังสามารถปรับใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลในโรงงานอุตสาหกรรม และเครื่องยนต์เบนซินแบบฉีดตรง หรือ Gasoline Direct Injection (GDI) ได้ด้วยเช่นกัน



เขาให้ความเห็นอีกว่า การห้ามคนใช้รถนั้นอาจทำไม่ได้ แต่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมมลพิษเหล่านี้คือสิ่งที่ภาครัฐทำได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยใช้มาตรฐานไอเสียรถยนต์เป็นระดับ Euro 4 และไม่ได้บังคับใช้ทั้งหมด เพราะในส่วนของรถเมล์ รถบัสนำเที่ยว รวมถึงรถบรรทุก ที่วิ่งกันเต็มเมืองเหล่านี้ไม่ได้มีมาตรฐานระดับ Euro 4

ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ใช้มาตรฐานไอเสียระดับ Euro 6, มาเลเซีย ปั๊มน้ำมันหลายแห่งเริ่มมีการจำหน่ายน้ำมันดีเซล Euro 5, เวียดนาม มีการกำหนดเตรียมประกาศใช้มาตรฐานไอเสียระดับ Euro 5 ภายในปี 2565 ส่วนประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือประเทศยุโรป ต่างใช้มาตรฐานไอเสียระดับ Euro 6 มาแล้วหลายปี

"ไม่เข้าใจว่าทำไมบ้านเราไม่ประกาศใช้มาตรฐานไอเสียระดับ Euro 5-6 ทั้งที่เทคโนโลยีมันไปไกลมากแล้ว และอุตสาหกรรมยานยนต์ในเมืองไทยเอง ก็ผลิตรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกำจัดมลพิษผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ Euro 5-6 ไปขายในภูมิภาคอื่นมาหลายปีมากแล้วด้วย" ผศ.ดร.ปรีชา ทิ้งท้าย




https://greennews.agency/?p=18496

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:16


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger