เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคกลาง และภาคตะวันออกมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับภาคใต้จะมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ และอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีหมอกในตอนเช้ากับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 - 4 ก.พ. 62 บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาวอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 5 - 7 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 5-7 ก.พ. 62 สำหรับบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนองและมีลมแรงขึ้น ดังนั้นจะทำให้ช่วยลดค่าฝุ่นละอองและมลพิษในอากาศลงได้ ส่วนบริเวณประเทศไทยตอนบนขอให้ประชาชนระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกและมีหมอกหนาไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (84.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg PM2.5.jpg (184.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (211.5 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


น้ำประปาปลอดภัย ไร้ผลกระทบฝุ่น 2.5



นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการการประปานครหลวง กปน. เปิดเผยว่า จาก สถานการณ์ที่ประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑลต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) กปน.ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะ การควบคุมทุกขั้นตอนการผลิตน้ำประปาให้สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มตามเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ซึ่งมีการป้องกันและดูแลตั้งแต่ระบบน้ำดิบ ระบบผลิต ระบบสูบส่ง และสูบจ่าย จากโรงงานผลิตน้ำถึงบ้านผู้ใช้น้ำ

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาในช่วงดังกล่าวยังเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งการตรวจวิเคราะห์ ทางกายภาพ แบคทีเรีย และเคมี จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าน้ำประปาของ กปน. สะอาด ปลอดภัย จากฝุ่น PM 2.5.


https://www.thairath.co.th/content/1485795


*********************************************************************************************************************************************************


ภูมิทัศน์ที่ไม่เคยเห็นกว่า 40,000 ปีในอาร์กติก


ภาพ : University of Colorado at Boulder

อาร์กติก (Arctic) เป็นพื้นที่ในบริเวณขั้วโลกเหนือครอบคลุมมหาสมุทรอาร์กติกและดินแดนบางส่วนของประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา กรีนแลนด์ รัสเซีย ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ซึ่งแถบอาร์กติกเป็นหนึ่งในความกังวลของนักวิทยาศาสตร์ เพราะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่น้ำทะเลอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจากการละลายของน้ำแข็ง

เมื่อเร็วๆนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดโบลเดอร์ ในสหรัฐอเมริกา ได้รายงานลงในวารสารเนเจอร์ คอมมูนิเคชันส์ ว่าการละลายของน้ำแข็งแถบอาร์กติกในพื้นที่แคนาดาได้เปิดภูมิทัศน์ใหม่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนย้อนหลังไปกว่า 40,000 ปีก่อน เมื่อใช้วิธีหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีเพื่อระบุอายุพืชที่เก็บรวบรวมได้จากริมขอบ 30 แห่งของพืดธารน้ำแข็ง (ice cap) บนเกาะแบฟฟินที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเกาะแบฟฟินประสบกับปัญหาภาวะโลกร้อนเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

นักวิจัยได้สร้างประวัติน้ำแข็งและภูมิทัศน์ในอดีตโดยใช้ตัวอย่างพืช 48 ตัวอย่างและผลึกน้ำแข็งที่สุ่มมาจากแต่ละพื้นที่ เมื่อนำทั้งหมดมาประมวลผลและหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี พบว่าภูมิภาคนี้อาจถูกน้ำแข็งปกคลุมมาอย่างน้อย 40,000 ปี และเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลอุณหภูมิที่สร้างขึ้นใหม่จากแกนน้ำแข็งแบฟฟินและกรีนแลนด์ เป็นไปได้ว่าดินแดนแห่งนี้กำลังเผชิญกับสภาวะร้อนขึ้นที่สุดของศตวรรษ และไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้าจะยังมีน้ำแข็งปกคลุมบนเกาะแบฟฟินอยู่หรือไม่.


https://www.thairath.co.th/content/1484506

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


รู้จัก ปรากฏการณ์ 'โพลาร์ วอร์เท็กซ์' ทำไมทำสหรัฐฯ หนาวหนักขนาดนี้



และแล้ว ปรากฏการณ์ Polar Vortex (โพลาร์ วอร์เท็กซ์) หรือลมวนขั้วโลก ได้เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกกล่าวขานด้วยความตื่นตะลึงอีกครั้ง เมื่อชาวโลกได้เห็นประชาชนในสหรัฐฯ กว่า 200 ล้านคนต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นจัดแบบสุดขั้ว

โดยเฉพาะ เขตมิดเวสต์ (ตะวันตกตอนกลาง) และเขตนิวอิงแลนด์ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ของสหรัฐฯ สภาพอากาศหนาวสุดยะเยือก อุณหภูมิติดลบหลายสิบองศา จนมีชีวิตราวกับถูก ?แช่แข็ง? ทำให้ต้องหลบอากาศหนาวอยู่แต่ในบ้านที่ติดฮีตเตอร์ เครื่องทำความร้อน โรงเรียนปิด ธุรกิจหยุดชะงัก สายการบินยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยว ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยหนาวเย็นยะเยือกในช่วงไม่กี่วัน เพิ่มเป็น 13 ศพแล้วจนถึงวันที่ 1 ก.พ.62

ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ คืออะไร? ทำไมจึงมีพิษสงร้ายกาจถึงเพียงนี้..




*รู้จัก ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์

ปรากฏการณ์ Polar Vortex (โพลาร์ วอร์เท็กซ์) หรือ ลมวนขั้วโลก เป็นปรากฏการณ์ที่มวลความกดอากาศต่ำและมวลอากาศเย็นขนาดใหญ่ บริเวณขั้วโลกเหนือและใต้ โดยมีทิศทางการหมุนของกำลังลมซึ่งไหลรวมกันในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา สูงขึ้นไปถึงระดับกลางจนถึงชั้นบนของบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุดของโลก และทะลุขึ้นไปถึงระดับสตาร์โตสเฟียร์ (Startosphere) บรรยากาศชั้นที่ 2 ของโลก

ข้อมูลจากสำนักงานมหาสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ( National Oceanic an Atmospheric Administration) ระบุว่า สาเหตุที่เกิดปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ ในช่วงฤดูหนาวในซีกโลกเหนือนั้นเป็นเพราะ ลมวนโพลาร์ วอร์เท็กซ์ ขนาดใหญ่ที่ชั้นบรรยากาศเหนือขั้วโลกนั้น จะเกิดการบิดเบี้ยว, มีการทรงตัวน้อยลง, มีการขยายตัว และนำความเย็นจากบริเวณขั้วโลกอาร์กติกเคลื่อนต่ำลงมาสู่แผ่นดินสหรัฐอเมริกาพร้อมกับกระแสลมเจ็ตสตรีม

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่บนโลกใบนี้แต่อย่างใดเพราะเท่าที่มีการบันทึก ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ เคยเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2396 หรือ 166 ปีก่อน




*ประเด็นที่นักวิทย์กำลังถกกันอยู่ตอนนี้ ทำไมเกิดบ่อยขึ้น?

ถึงแม้ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอด แต่ประเด็น คือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงเกิดบ่อยขึ้น โดย มาร์ค ชีนาร์ด นักอุตุนิยมวิทยาประจำสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวกับนักข่าวรอยเตอร์ว่า ขณะนี้ มีการถกเถียงกันในหมู่นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ ที่เกิดบ่อยขึ้นกว่าเดิม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอาจทำให้ปรากฏการณ์โพลาร์ วอร์เท็กซ์เกิดบ่อยขึ้น

ชีนาร์ด กลาวว่า ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ ขึ้นอยู่กับกระแสลมเจ็ตสตรีม ที่หมุนวนอยู่เหนือขั้วโลกเหนือและใต้ โดยกักความเย็นที่สุดเอาไว้ แต่ในบางครั้ง เมื่อกระแสลมเจ็ตสตรีมอ่อนกำลังลงและเกิดการโค้งงอ จึงทำให้รูปร่างของกระแสลมเปลี่ยนแปลงไป โดยจะดันกระแทกอากาศที่อุ่นกว่าไปยังรัฐอะแลสกา ในขณะเดียวกันก็จะผลักลมเย็นเข้าสู่เขตมิดเวสต์ หรือตะวันตกตอนกลางและชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ


*ภาวะโลกร้อน- Global Warming

เจนนิเฟอร์ ฟรานซีส นักวิทยาศาสตร์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านทวีปอาร์กติก ในขั้วโลกเหนือ ประจำศูนย์วิจัย Woods Hole Research Center ในเมืองฟัลเมาท์ รัฐแมสซาชูเสตต์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ อาจเป็นการลบล้าง คำอ้างของคนบางคนที่เชื่อว่า 'ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง'




*บรรยากาศชั้น สตาร์โทสเฟียร์ กำลังเปลี่ยนแปลง

เจนนิเฟอร์ ฟรานซิส ชี้ว่า การศึกษารูปแบบจำลอง ได้เสนอหลักฐานให้เห็นว่าชั้นบรรยากาศสตาร์โทสเฟียร์เหนือทวีปอาร์กติก กำลังเปลี่ยนแปลงไป และถูกทำลาย จึงทำให้ปรากฏการณ์ โพลาร์ วอร์เท็กซ์ กำลังเกิดบ่อยมากขึ้น

'พวกเรากำลังเห็นปรากฏการณ์นี้บ่อยมากขึ้น และมีการศึกษาจำนวนหนึ่งเสนอว่า การละลายของน้ำแข็งและอากาศที่อุ่นขึ้นที่ทวีปอาร์กติกได้ทำให้บรรยากาศชั้นสตาร์โทสเฟียร์ถูกทำลายมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น' เจนนิเฟอร์ ฟรานซิส ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวรอยเตอร์ผ่านทางโทรศัพท์

นักวิทยาศาสตร์อาวุโสท่านนี้ ยังกล่าวว่า อุณหภูมิที่อุ่นขึ้นที่ทวีปอาร์กติกได้นำไปสู่การละลายของน้ำแข็งครั้งประวัติศาสตร์ที่นั่น และขณะเดียวกัน ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของกระแสลมเจ็ตสตรีม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลมวนขั้วโลก หรือโพลาร์ วอร์เท็กซ์ เกิดการแปรปรวน

ดันอากาศหนาวเย็นจัดแบบเข้ากระดูก ลงมายังเขตตะวันตกตอนกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ จนทำให้ชาวอเมริกันกำลังประสบภัยหนาวจัดอย่างชนิดที่หลายคนบอกว่า ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลย...


https://www.thairath.co.th/content/1485471

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


กทม.-ปริมณฑล ฝุ่นลดเกือบทุกพื้นที่ เกินมาตรฐาน 22 จุด คาดพรุ่งนี้ PM2.5 แนวโน้มลดลง

กรมควบคุมมลพิษ เผย สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พบหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ฝุ่นละอองลดลง คุณภาพอากาศปานกลาง จนถึงเริ่มมีผลกระทบ หลายฝ่ายช่วยปฏิบัติแก้ลดฝุ่นละออง คาดการณ์พรุ่งนี้ฝุ่นจิ๋วลดลงอีก



วันนี้ (1 ก.พ.) กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ประจำวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 15.00 น. ปริมาณ PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ลดลงจากเมื่อเวลา 07.00 น. และ 12.00 น. เกือบทุกพื้นที่ โดยปริมาณ PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ในระดับคุณภาพอากาศปานกลางและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ แบ่งเป็น

พื้นที่ริมถนนจำนวน เกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 13 สถานี

พื้นที่ทั่วไป เกินค่ามาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 9 สถานี



การดำเนินงาน

1. คพ. ร่วมกับ บก.จร. ตรวจสอบตรวจจับยานพาหนะ บนถนนพระราม 9 ถนนเอกชัย ถนนบรมราชชนนี ถนนพุทธมณฑลสายสอง เรียกรถตรวจสอบ 305 คัน เป็นรถขนาดใหญ่ 227 คัน ควันดำเกินมาตรฐานจำนวน 68 คัน รถยนต์ตาม พรบ.ส่งเสริม เรียก 78 คัน เกินมาตรฐาน 13 คัน ได้ออกคำสั่งห้ามใช้ยานพาหนะ จำนวน 13 คัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปรียบเทียบปรับรถที่มีควันดำเกินมาตรฐานแล้ว

2. บก.จร. ตั้งจุดตรวจวัดควันดำ มีรายละเอียดผลการจับกุม ดังนี้ ยอดการจับกุม ทั้งหมด 483 ราย แบ่งเป็น รถใหญ่ตาม พรบ.ขนส่งจากรถที่เรียกทั้งหมด 748 รายไม่ผ่าน 329 ราย, รถเล็กตาม พรบ.จราจร จากรถที่เรียกทั้งหมด 398 ราย ไม่ผ่าน 154 ราย

3. กรมการขนส่งทางบกตั้งจุดตรวจควันดำเพิ่มเติมรวม 31 จุด ใน 15 จังหวัดรอยต่อบนถนนสายหลักและสายรองทุกเส้นทางที่มีรถบรรทุกและรถโดยสารมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อควบคุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานจากต่างจังหวัดไม่ให้เข้าสู่กรุงเทพมหานคร

4. กทม. ได้ดำเนินการกวาดล้างถนนอย่างต่อเนื่องทุกเขต ทุกวัน และได้ฉีดพ่นละอองน้ำเพิ่มเติมที่ ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง และ เขตบางคอแหลม และในวันพรุ่งนี้โรงเรียนการบินกรุงเทพมหานคร จะนำเครื่องบินจำนวน 47 ลำ ขึ้นบินเพื่อฉีดพ่นละอองน้ำช่วยลดฝุ่นละอองในอากาศ

5. กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ 2 ชุด ที่หน่วยปฏิบัติการนครสวรรค์ และระยอง

6. จังหวัดปทุมธานี ออกประกาศจังหวัดปทุมธานี เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี



สถานการณ์จากโมเดลคาดการณ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์ว่า ในวันพรุ่งนี้ ปริมาณ PM2.5 มีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ดำเนินมาตรการในการบรรเทาสถานการณ์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง อาทิเช่น การประกาศปิดโรงเรียน และสถานศึกษาต่างๆ ซึ่งส่งผลให้การจราจรคล่องตัวและลดแหล่งกำเนิดมลพิษ การตรวจจับควันดำอย่างเข้มข้นโดยความร่วมมือของ บก.จร. กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองลดลง


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000011377
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ไปดูโลมาน้อยแม่น้ำโขงกัมพูชา เกิดมาก็ลืมตาน่ารักน่าชัง

MGR ออนไลน์ - องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประจำกัมพูชา เปิดเผยเรื่องราวน่ายินดีเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในแม่น้ำโขงของกัมพูชาว่า พบลูกโลมาอิรวดีเกิดใหม่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ต้นปี 2562



เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ให้บริการเรือท่องเที่ยวชมโลมาในแม่น้ำโขง ได้สังเกตเห็นลูกโลมาอิรวดีเกิดใหม่ในแหล่งโลมากำปี (Kampi) ที่อยู่ในเขตหมู่บ้านกำปี ต.สมโบะ อ.จิตรบุรี จ.กระแจะ (Kratie) และรายงานข่าวการพบเห็นนี้ต่อตำรวจท่องเที่ยวที่ประจำอยู่ในรีสอร์ทบริเวณดังกล่าว จากนั้นนายตำรวจได้แจ้งข่าวต่อทีมงานขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกกัมพูชา ที่อยู่ในจ.กระแจะ

ต่อมาในเช้าวันที่ 28 ม.ค. ทีมงานขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกกัมพูชา จ.กระแจะ ได้เดินทางไปสำรวจและตรวจสอบลูกโลมาเกิดใหม่ตามข้อมูลที่ได้รับ และเป็นโชคดี ลูกโลมาอิรวดีตัวดังกล่าวได้ปรากฎตัวให้ทีมงานได้เห็น ซึ่งทีมงานได้เก็บทั้งภาพนิ่งและวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งโลมาแก่กว่าตัวอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ

จากการสำรวจตรวจสอบเบื้องต้น ลูกโลมาเกิดใหม่นี้อยู่ในกลุ่มโลมาโตเต็มวัยอีก 6 ตัว และถือเป็นลูกโลมาตัวแรกที่บันทึกได้ในเดือนม.ค. 2562



การค้นพบลูกโลมาเกิดใหม่สะท้อนให้เห็นถึงผลบวกของความพยายามร่วมกันในการอนุรักษ์โลมาอิรวดี ระหว่างกองทุนสัตว์ป่าโลกประจำกัมพูชาและหุ้นส่วนการอนุรักษ์ต่างๆ เช่น กรมประมงของกระทรวงเกษตร ป่าไม้และการประมง กระทรวงสิ่งแวดล้อม กระทรวงการท่องเที่ยว ชุมชนชาวประมง หน่วยงานการท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน และพันธมิตรอื่นๆ อีกมากมาย

กัมพูชาถือเป็นแหล่งที่อยู่ของประชากรโลมาอิรวดีขนาดใหญ่ที่สุด และยังสามารถพบได้ตามแม่น้ำสายต่างๆ และทะเลสาบในพม่า อินโดนีเซีย อินเดีย และไทย.


https://mgronline.com/indochina/detail/9620000011290

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ญี่ปุ่นผวาลางบอกเหตุสึนามิ ! ปลาน้ำลึกโผล่ หวั่นซ้ำรอยปี 54

ญี่ปุ่นผวาลางบอกเหตุสึนามิ ! ปลาออร์ยาว 4 เมตรโผล่ นักวิทย์วอนอย่าตื่นตระหนก



ญี่ปุ่นผวาลางบอกเหตุสึนามิ ? วันที่ 1 ก.พ. ซีเอ็นเอ็น และ เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ รายงานว่า เกิดกระแสหวาดกลัวภัยพิบัติทางธรรมชาติ หลังมีปลาออร์ตัวยาวโผล่ขึ้นผิวน้ำ ซึ่งตามตำนานว่าจะเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิรุนแรงตามมา แต่นักวิทยาศาสตร์ให้ข้อมูลด้านธรณีวิทยา ว่ายังไม่มีการสั่นไหวเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้

ออร์ฟิช ? oarfish หรือ ปลาริบบิ้น ที่พบมีขนาดยาว 4 เมตร เป็นสัตว์ทะเลน้ำลึก ถูกพบตายติดอวนประมง นอกท่าเรืออิมิซุ จังหวัดโตยามะ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 ม.ค. และก่อนหน้านั้น 9 วัน ยังพบปลาออร์ 2 ตัว ผอมกว่าตัวล่าสุด ที่อ่าวโตยามะ ทำให้คาดว่าปีนี้จะพบปลาชนิดนี้มากกว่า เมื่อปี 2558 ที่พบ 4 ตัว

ลักษณะปลาออร์ลำตัวยาวสีเงินคล้ายงู ครีบแดง ปกติอาศัยอยู่ในน้ำลึกและแทบไม่โผล่ให้เห็นบนผิวน้ำ ตามตำนานเมื่อปลาออร์โผล่ขึ้นน้ำตื้น แสดงว่าหายนะใกล้เข้ามา


CNN

แม้ว่าชื่อเดิมของปลาชนิดนี้ในภาษาญี่ปุ่นชื่อ ยูกุ โน ตุไก หมายถึง ผู้ส่งสารจากวังราชามังกร บอกใบ้ถึงความเชื่อมโยงของปลาออร์ กับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในอดีต

ตามความรู้ที่เล่าขานกันมา ปลาออร์โผล่ขึ้นผิวน้ำและชายหาดด้วยตัวมันเองก่อนแผ่นดินไหวในไม่ช้า ซึ่งหากพิจารณาด้วยทฤษฎีวิทยาศาสตร์ มีความสอดคล้องตรงที่ว่าปลาที่อาศัยอยู่ก้นบึ้งมหาสมุทรอาจมีความรู้สึกไวต่อการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลกและทำให้ปลาออร์มีพฤติกรรมผิดปกติก่อนเกิดแผ่นดินไหว

ศาสตราจารย์ฮิโรยูกิ โมโตมูระ ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาหรือมีนวิทยาที่มหาวิทยาลัยคาโกชิมะ อธิบายถึงการพบปลาออร์ว่า

"ผมมีตัวอย่างปลาออร์ เพียง 20 ตัวอย่าง ดังนั้นมันเป็นสายพันธุ์ที่หายากอย่างมาก แต่ผมเชื่อว่าที่ปลาออร์มีแนวโน้มขึ้นผิวน้ำนั้นเกิดขึ้นเมื่อสภาพทางกายภาพของพวกมันอยู่ในภาวะย่ำแย่ มันจึงว่ายขึ้นบนกระแสน้ำ เป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงตายบ่อยครั้ง"

"ความเชื่อมโยงของปลาออร์กับแผ่นดินไหวย้อนกลับไปหลายปี หลายปีมากๆ แต่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว ดังนั้นผมว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวล" ศาสตราจารย์ฮิโรยูกิกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปลาออร์ในฐานะตัวชี้วัดการเกิดแผ่นดินไหวโดดเด่นขึ้นอย่างมากหลังปลาออร์อย่างน้อย 10 ตัวเกยตื้นตามแนวชายฝั่งทางเหนือของญี่ปุ่นในปี 2553

ต่อมาเดือนมี.ค.2554 ก็เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 9 แม็กนิจูดทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามินอกชายฝั่งแปซิฟิกโทโฮกุ คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 19,000 ราย ทั้งทำลายโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในจังหวัดฟูกูชิมะ จนมีรังสีรั่วไหลออกมา


ภาพอดีตเมื่อปี 2554 เป็นช่วงสิบวันหลังเหตุการณ์ ปรากฏความเสียหายที่เมืองมินามิซานริกุ (AP Photo/Matt Dunham, File)

การเห็นปลาออร์จึงเป็นเหมือนคำเตือนลางบอกเหตุ ถึงแผ่นดินไหวหายนะทำให้ชาวโซเชี่ยลกระวนกระวายใจ

ผู้ใช้ทวิตเตอร์โพสต์ว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นหลักฐานว่าจะเกิดแผ่นดินไหวและหากอยู่ในแนวรอยเลื่อนนันไก อาจจะเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญเคยเตือนถึงแผ่นดินไหว สึนามิอาจรุนแรงบริเวณรอยเลื่อนนันไก ซึ่งตั้งในแนวขนานกับแนวนอกชายฝั่งด้านใต้ ของจังหวัดนาโกยาถึงเกาะคิวชู อาจทำให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมากอีกครั้ง

บางรายถามว่า มีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นในทะเลลึกใช่หรือไม่ ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นใต้อ่าวโตยามะ


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2164498

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


เดือนมกราคมออสเตรเลียทุบสถิติร้อนที่สุด


(Photo by CARL DE SOUZA/CDS/AFP)

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของออสเตรเลีย แจ้งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ว่า เดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของประเทศออสเตรเลียเท่าที่เคยเจอมา ขณะที่คลื่นความร้อนที่รุนแรงมากขึ้น ส่งผลทำให้เกิดความแห้งแล้งอย่างกว้างขวาง และยังทำให้เกิดไฟป่าและปลาตายจำนวนมาก

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิทั่วทวีปออสเตรเลียเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทะลุ 30 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติอุณหภูมิมา และมีหลายวันที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่

นายแอนดรูว์ วัตกินส์ เจ้าหน้าที่นักภูมิอากาศวิทยาอาวุโส ของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย กล่าวว่า คลื่นความร้อนได้ส่งผลกระทบเป็นบริเวณกว้างทั่วประเทศตลอดเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำลายสถิติทั้งช่วงเวลา รวมถึงสถิติความรุนแรงรายวัน โดยระบุว่า สาเหตุของความร้อนมาจากแรงกดอากาศสูงที่ยังคงอยู่ในทะเลแทสแมน ตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย ที่ปิดกั้นลมหนาวและอากาศเย็นที่จะเข้าไปในประเทศออสเตรเลียเอาไว้

อย่างไรก็ตาม นายวัตกินส์กล่าวเสริมว่า แนวโน้มของอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นทั่วโลก รวมทั้งออสเตรเลียที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่า 1 องศาเซลเซียสในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุด้วยว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนมกราคม ยิ่งส่งผลทำให้เกิดความแห้งแล้งมากขึ้นบริเวณตะวันออกของออสเตรเลีย กระทั่งช่วงปลายเดือนมกราคมที่มีลมมรสุมเกิดขึ้นทำให้เกิดน้ำท่วมที่รัฐควีนส์แลนด์ โดยรัฐที่ร้อนที่สุดคือรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ที่มีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 49.5 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 24 มกราคม

นอกจากนี้ คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมในออสเตรเลีย ยังส่งผลทำให้ปลาในแม่น้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิง ตายกว่า 1 ล้านตัว และยังทำให้เกิดไฟป่าบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย


https://www.prachachat.net/world-news/news-285483

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


ญี่ปุ่นผวา!!! "พญานาค" โผล่หวั่นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ

"ปลาน้ำลึก ออร์ฟิช" หรือ "ปลาพญานาค" โผล่ตัวที่ 3 แล้วในญี่ปุ่นช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พาชาวญี่ปุ่นผวา เชื่อเป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ ด้านนักวิทยาศาสตร์แย้ง



เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ชาวประมงญี่ปุ่นพบปลาออร์ฟิช ความยาวเกือบ 4 เมตร ติดแหจับปลา ห่างราว 1 กิโลเมตรนอกชายฝั่งเมืองอิมิสุ จังหวัดโทมายะ ทางเหนือของญี่ปุ่น แต่ปลาตายแล้ว จึงนำไปยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอูโอสุ เพื่อนำไปศึกษา

นับเป็นออร์ฟิชตัวที่ 3 แล้วที่พบในอ่าวโทยามะในเดือนนี้ หลังจากเมื่อวันที่ 19 พบออร์ฟิชอีก 2 ตัวแต่ตัวบางกว่า นอกชายฝั่งเมืองอิมิสุ และ นาเมริคาวะ

ออร์ฟิช ซึ่งมีลำตัวยาวสีเงิน ครีบแดง เป็นสัตว์ทะเลน้ำลึก 200-300 เมตร น้อยครั้งจะโผล่ขึ้นมาผิวน้ำ แต่มีตำนานเล่าขานกันว่าเมื่อใดที่มันปรากฎตัวขึ้น นั่นหมายถึงภัยพิบัติใกล้เข้ามาแล้ว

ปลาชนิดนี้มีชื่อดั้งเดิมภาษาญี่ปุ่น "ริวกุ โน ทูไค" แปลว่า "ผู้ส่งสาส์นจากวังราชันย์มังกร" มีนัยถึงภัยพิบัติธรรมชาติในอดีต

มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า ออร์ฟิชจะขึ้นมายังผิวน้ำและเกยหาดด้วยตัวมันเองก่อนเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งก็สอดคล้องกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่ว่า ปลาก้นทะเลลึกจะสัมผัสความเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนแผ่นดินไหวใต้ทะเลได้ดี และพฤติกรรมผิดปกติของมันอาจบ่งบอกถึงแผ่นดินไหว

กิตติศัพท์ออร์ฟิชในฐานะลางหายภัย ยิ่งตอกย้ำความเชื่อก็คือในปี 2553 พบออร์ฟิชอย่างน้อย 10 ตัวเกยหาดทางเหนือของญี่ปุ่น ต่อมา ในเดือนมีนาคม 2554 เกิดแผ่นดินไหวระดับ 9 นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ตามด้วยสึนามิ คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 1.9 หมื่น ทั้งยังเกิดวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะตามมา


( ออร์ฟิชที่พบเมื่อวันจันทร์ ความยาว 3.984 เมตร ยาวที่สุดเป็นอันดับ 4 เท่าที่เคยพบในจังหวัดโทยามะ )

ซาโตชิ คุซามะ ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ กล่าวว่า การพบปลาออร์ฟิชหลายตัวติดๆกัน เชื่อกันว่าเป็นลางบอกเหตุแผ่นดินไหว หรืออาจเป็นเพราะอุณหภูมิน้ำทะเล แต่การวิจัยมีน้อยมาก และเราไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง

สถาบันประมงจังหวัดโทยามะ ระบุว่าอุณหภูมิผิวน้ำในอ่าวโทยามะเดือนนี้ สูงกว่าระดับปกติหลายองศา แต่ที่ความลึก 200-300 เมตร ต่ำกว่าระดับปกติเล็กน้อย

ขณะที่ เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ อ้างฮิโรยูคิ โมโตมุระ ศาสตราจารย์มีนวิทยา (สัตวศาสตร์แขนงว่าด้วยปลา ) มหาวิทยาลัยคาโกชิมะ ที่อธิบายเพิ่มเติมถึงการพบปลาออร์ฟิชนอกจังหวัดโทยามะ ว่า เขามีตัวอย่างปลาสายพันธุ์นี้ 20 ตัว จึงไม่เรียกว่าเป็นชนิดพันธุ์หายากมากจนเกินไป แต่เชื่อว่าปลาออร์ฟิชมักขึ้นมาบนผิวน้ำเวลาที่สภาพร่างกายย่ำแย่ และขึ้นมาตามกระแสน้ำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมันมักตายแล้วเวลาที่ถูกพบ


http://www.nationtv.tv/main/content/378687294/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 02-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,684
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


หยุด 'ตรุษจีน' ทำลายสิ่งแวดล้อม รณรงค์ลดการเผา-เลิกหูฉลาม



วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นหนึ่งในวันสำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะกับลูกหลานชาวจีน ที่กำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาล "ตรุษจีน" ในฐานะวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินแดนมังกร

อย่างไรก็ตาม วาระตรุษจีนในปีนี้กำลังอยู่ในช่วงจังหวะเดียวกับที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) กำลังเผชิญกับมลภาวะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่กำลังสร้างความวิตกมากกว่าครั้งใดๆ

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หนึ่งในมาตรการที่กรมอนามัยได้กำหนดเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมสำหรับประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน คือมาตรการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันควัน PM10 และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5

ทั้งนี้ ในกรณีการไหว้เจ้าและการประกอบพิธีกรรมในเทศกาลตรุษจีน ได้รณรงค์ให้ประชาชนใช้ธูปขนาดสั้น เผากระดาษเงินกระดาษทองทีละน้อยๆ เพื่อลดปริมาณควัน รวมทั้งสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่าง เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว

"เทศกาลตรุษจีนในปีนี้ กรมอนามัยมีความห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายจีนที่ประกอบพิธีกรรม การออกมาตรการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของประชาชน" รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่องค์กรไวลด์เอด ช่วยสัตว์ป่า (WildAid) ชวนคนไทยเลิกบริโภคหูฉลามและเมนูที่ทำจากฉลามต้อนรับตรุษจีน หลังเผยว่าตรุษจีนคือหนึ่งในงานเทศกาลเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่มีการบริโภคหูฉลามมากที่สุด และมีส่วนกระตุ้นให้ประเทศไทยเป็นตลาดบริโภคและค้าหูฉลามที่สำคัญของโลก


?WildAid

จากผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยขององค์กรไวลด์เอด เมื่อปี 2560 พบว่าคนไทยในเขตเมืองมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต

ท่ามกลางฉลามกว่า 100 ล้านตัวที่ถูกฆ่าในแต่ละปี จำนวนนี้ครีบของฉลามถึง 73 ล้านตัวจะถูกนำมาทำเป็นซุปหูฉลาม หรือเมนูอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยจัดว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก และผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้ายเบื้องหลังเมนูหูฉลามนั้น

"หูฉลามไม่ได้เป็นของมงคล ไม่ได้จัดอยู่ในสมุนไพรจีน หรืออยู่ในตำราวิทยาการแพทย์แผนจีนใดๆ มาก่อน เป็นเพียงค่านิยมเดิมๆ ว่าการเสิร์ฟหูฉลาม จะเพิ่มความหรู ซึ่งไม่สะท้อนกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง การที่เราไปกินเอาค่านิยมความหรู กำลังสร้างความเสียหายมากมาย" คำบอกกล่าวจาก วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมจีนชื่อดัง

สอดคล้องกับ ธรรมธัช เชี่ยวพรหมคุณ อาจารย์คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ที่ระบุว่า ในปัจจุบันตำราเรียนการแพทย์แผนจีน วิชาเภสัชวิทยา หรือวิชาสมุนไพรจีน ไม่มีชื่อหูฉลามเป็นสมุนไพรจีนอยู่อีกแล้ว โดยทั่วไปการเอามาเข้ายา จะต้องระบุปริมาณที่ใช้ต่อวันอย่างชัดเจน ซึ่งในหูฉลามไม่มีการระบุตรงนี้เอาไว้ และไม่เคยมีการนำมาใช้เพื่อเข้าตำรับยามาก่อน

"เดิมทีสมัยราชวงศ์หมิง หูฉลามถือว่าเป็น 1 ใน 8 อาหารเลิศหรูในวังหลวง แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฉลองด้วยฉลามไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว คุณสามารถใช้วัตถุดิบอื่นๆ ที่มีการปรุงแต่งให้มีความเลิศหรู ซึ่งเกิดจากฝีมือของพ่อครัว ไม่ได้เกิดจากวัตถุดิบที่ได้มา ถ้าต้องการบำรุงกำลัง โสมก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง และการประกอบอาหารขึ้นจากพืชอื่นๆ ก็สามารถบำรุงกำลังได้ เช่น ห่วยซัว ซานเย่า เก๋ากี้ พุทราจีน หรือสมุนไพรอื่นๆ ที่มีมากมาย" อาจารย์แพทย์จีน ระบุ

ด้าน จอห์น เบเกอร์ ผู้อำนวยการโครงการรณรงค์ องค์กรไวล์ดเอด ระบุว่า ในโอกาสที่ทุกคนต่างก็อยากเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการทำสิ่งดีๆ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง จึงอยากให้ทุกคนมองว่าการเลิกบริโภคหูฉลาม ถือเป็นสิ่งดีที่ทุกคนควรร่วมใจทำตลอดไป และรณรงค์ให้ทุกคนเลิกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม เพื่อที่จะไม่ต้องเห็นบนโต๊ะอาหารอีกต่อไป


https://greennews.agency/?p=18516

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:24


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger