เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 07-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 7 - 9 ก.พ. 62 บริเวณภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 10 - 12 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรกกับมีลมกระโชกแรง หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 7-9 ก.พ. 62 สำหรับบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนองและมีลมแรงขึ้น ดังนั้นจะทำให้ช่วยลดฝุ่นละอองและมลพิษในอากาศลงได้ ส่วนประชาชนบริเวณภาคเหนือให้ระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่หมอกไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 10 - 12 ก.พ. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite2.jpg (175.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (204.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 07-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


พบซาก "ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล" หนัก 2 ตัน ยาว 8 เมตร ที่สตูล

สตูล - พบซากฉลามวาฬ "ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล" ขนาดลำตัวยาวกว่า 8 เมตร หนัก 2 ตัน บริเวณระหว่างอ่าวพังกาใหญ่ เกาะบุโหลนเล จ.สตูล เจ้าหน้าที่เร่งเก็บ DNA หาสาเหตุการตาย



วันนี้ (6 ก.พ.) นายวิทยา ขุนสัน หัวหน้าชุดปฏิบัติงานทางทะเล ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 10 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล ว่าได้พบซากปลาฉลามวาฬ สัตว์ทะเลหายากอยู่บริเวณระหว่างอ่าวพังกาใหญ่ เกาะบุโหลนเล พิกัด E 5587716 N 755420 และได้นำซากดังกล่าวเข้ามาไว้ที่เกาะบุโหลนไม้ไผ่ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงานตรวจตราทางทะเล พื้นที่ จ.สตูล สอท.สบทช.10 จึงนำเรือทรัพยากรฯ 306 เข้าตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซากปลาฉลามวาฬดังกล่าว ลำตัวดำมีจุดขาวท้องขาว ขนาดความยาว 8.80 เมตร รอบลำตัว 4 เมตร เพศผู้ น้ำหนักประมาณ 2 ตัน สภาพนอนหงายซากเน่า ไม่พบร่องรอยบาดแผลใดๆ บริเวณลำตัว และได้ประสานกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต โดยทำการตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ DNA ต่อไป ในส่วนของซากดังกล่าวได้ทำการฝังกลบในพื้นที่เพื่อนำกระดูกมาศึกษาทางวิชาการต่อไป

นายวิทยา ขุนสัน หัวหน้าชุดปฏิบัติงานทางทะเล ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 10 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า การตายของฉลามวาฬที่พบในพื้นที่จ.สตูล ครั้งนี้ คาดว่าจะตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3-5 วัน โดยลอยมาใกล้เกาะของพื้นที่ จ.สตูล โดยลักษณะของปลาฉลามวาฬตัวนี้อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ และจัดอยู่ในตระกูลปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก สัตว์เลือดเย็น มักจะหากินในทะเลนอก ซึ่งสาเหตุการตายในครั้งนี้ไม่สามารถฟันธงได้เนื่องจากไม่พบบาดแผลตามตัวแต่อย่างใด โดยต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ DNA หลังตัดชิ้นเนื้อส่งให้ศูนย์วิจัยและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต ทำการพิสูจน์

หัวหน้าชุดปฏิบัติงานทางทะเล ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 10 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมฝากประชาสัมพันธ์กลุ่มเรือประมง นักท่องเที่ยว ให้ช่วยกันดูแลปกป้อง เพราะปลาฉลามวาฬเป็นสัตว์สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 หากพบเจออย่าไล่ต้อน ให้ชมห่างๆ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฉลามวาฬ มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 คุ้มครอง และมีสมญานามว่า ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล ที่นักดำน้ำทุกคนอยากที่จะเจอและว่ายน้ำเล่นกับเจ้าบิ๊กบึ้มประจำท้องทะเล ไม่มีนิสัยดุร้าย แล้วยังไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เคลื่อนไหวช้า อายุขัยยาว ที่โตเต็มวัยมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 12 ตัน และตัวโตเต็มที่อาจยาวถึง 15 เมตร นับเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งวัยเจริญพันธุ์ของเจ้าฉลามวาฬนั้นคือช่วงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป และมันจะออกลูกเป็นตัว มีอายุยืนยาวถึง 60-120 ปี เลยทีเดียว

พบฉลามวาฬได้ที่ทะเลเขตร้อน ส่วนใหญ่บริเวณที่จะพบเจอเป็นทะเลเปิดในเขตร้อนหรืออบอุ่น เช่น มัลดีฟส์ หมู่เกาะกาลาปากอส อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งในไทยก็สามารถพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน ในจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต และสตูล เรียกว่าใครไปเที่ยวทะเลใต้แล้วโชคดี อีกทั้งเป็นสัตว์นำโชค หลายๆ ประเทศเชื่อว่า ฉลามวาฬเป็นสัตว์นำโชค


https://mgronline.com/south/detail/9620000012876


*********************************************************************************************************************************************************


อายมั้ย! ขยะทะเลถูกคลื่นซัดเกลื่อนหาดแม่รำพึง นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำไม่ได้ต้องช่วยกันเก็บก่อน

ระยอง-นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วยเก็บขยะจากทะเลที่ถูกคลื่นซัดเกลื่อนหาดแม่รำพึง หลังคลื่นลมแรงซัดเศษไม้ไผ่ เชือกอวน ขวดพลาสติกขึ้นฝั่งจนเล่นน้ำไม่ได้ ซ้ำชาวบ้านต้องช่วยเก็บขยะกันเอง



วันนี้( 6 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจาก นายสมชาย นิธิพีระยาโภคิน ประธานชมรมรักษ์ทะเลหาดแม่รำพึง-เขตเทศบาล ต.บ้านเพ อ.เมืองระยอง ว่าพบขยะจำนวนมากถูกคลื่นซัดลอยเกลื่อนหาดแม่รำพึง ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ตั้งแต่บริเวณลานหินขาว- ก้นอ่าว เขตเทศบาล ต.บ้านเพ รวมระยะทางยาว 7 กิโลเมตร จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ลงเล่นน้ำทะเลโดยนักท่องเที่ยวบางรายต้องเดินเก็บขยะไปกองไว้ริมชายหาดก่อนลงเล่นน้ำ

หลังรับแจ้งได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยพบชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ช่วยกันเก็บขยะบริเวณแนวชายหาดใส่ถุงดำและถุงปุ๋ยวางเรียงเป็นแถว แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดนำรถเข้ามาจัดเก็บถุงขยะ และยังพบว่าขยะที่ถูก คลื่นทะเลพัดส่วนใหญ่เป็นเชือกอวน ขวดพลาสติก ขวดแก้ว ไม้ไผ่และลูกมะพร้าวฯลฯ



นายสมชาย เผยว่าทะเลเมืองระยอง มีคลื่นลมแรงมาตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในวันนี้พบว่ามีขยะถูกคลื่นลมซัดเกยชายหาดแม่รำพึง จนต้องระดมสมาชิกชมรมฯ ประกอบด้วยรวมทั้งผู้ประกอบการรถเร่ขายของริมหาด และผู้ให้บริการเตียงผ้าใบ รวม 200 คน ช่วยกันเก็บกวาดขยะตลอดแนวชายหาดเพื่อไม่ส่งกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยตนเองได้ซื้อถุงดำสำหรับเก็บขยะขนาด 30 กิโลกรัมและกระสอบปุ๋ยจำนวน 250 ใบใส่ขยะเพื่อรอรถเก็บขยะจากเทศบาล ต.บ้านเพ และรถจากอุทยานฯ มาเก็บออกจากพื้นที่เพื่อนำไปกำจัด


https://mgronline.com/local/detail/9620000012955

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 07-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


เศร้า!พบซาก 'ฉลามวาฬ' ยักษ์ใหญ่ใกล้สูญพันธุ์ลอยตายริมทะเลสตูล



6 ก.พ.62 - นายวิทยา ขุนสัน หัวหน้าชุดปฏิบัติงานทางทะเล (ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล) สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 (สบทช.10) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล มีผู้พบซากสัตว์ทะเลหายากที่นอนตายอยู่ระหว่างอ่าวพังกาใหญ่ กับ เกาะบุโหลนเล จึงไปตรวจสอบพร้อมนำซากสัตว์หายากดังกล่าวมาที่บนเกาะบุโหลนไม้ไผ่ หมู่ 3 ต.ปากน้ำ อ.ละงู

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงานตรวจตราทางทะเลพื้นที่สตูล และ สอท.สบทช.10 ได้นำเรือทรัพยากรฯ 306 ลงไปตรวจสอบ ปรากฏว่า เป็นซากปลาฉลามวาฬยักษ์ สภาพลำตัวดำ ตามลำตัวมีจุดขาว-ท้องขาว ความยาว 8.80 เมตร รอบลำตัว 4 เมตร เพศผู้ น้ำหนัก 2 ตัน นอนหงายในสภาพเป็นซากเน่า
จากการตรวจสอบตามลำตัวยังไม่พบว่ามีร่องรอยบาดแผลแต่อย่างใด

จากนั้นจึงได้ประสานกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต มาทำการตัดชิ้นเนื้อนำไปพิสูจน์ดีเอ็นเอเพื่อวิเคราะห์สาเหตุการตาย ในส่วนซากสัตยว์ปลาฉลามยักษ์นี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการขุดหลุมฝังกลบในพื้นที่ดังกล่าวแล้วได้นำเอากระดูกเพื่อไปทำการศึกษาทางวิชาการต่อไป

นายวิทยา กล่าวว่า การตายของฉลามวาฬครั้งนี้คาดว่า จะตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3-5 วันน่าจะตายนอกทะเลแล้วถูกคลื่นซัดลอยเข้ามาใกล้เกาะของพื้นที่ จ.สตูล ลักษณะของฉลามวาฬตัวนี้กำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ จัดอยู่ในตระกูลปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นสัตว์เลือดเย็นมักจะหากินในทะเลนอก สำหรับสาเหตุการตายนั้นยังไม่สามารถฟันธงได้เกิดจากอะไร เนื่องจากตรวจสอบแล้วยังไม่พบว่า มีบาดแผลตามตัวแต่ประการใด อย่างไรก็ตามคงจะต้องรอผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอภายหลังจากตัดชิ้นเนื้อนำส่งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ตเพื่อทำการพิสูจน์แล้ว
หัวหน้าชุดปฏิบัติงานทางทะเล ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สบทช.10 ยังฝากประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเรือประมง นักท่องเที่ยวให้ช่วยกันดูแลปกป้องฉลามวาฬที่เป็นสัตว์สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ถ้าหากพบเจออย่าไล่ต้อน ให้ชมห่างๆ

ฉลามวาฬมีสมญานามว่า "ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล" ที่นักดำน้ำทุกคนอยากเจอและว่ายน้ำเล่นด้วย เพราะไม่มีนิสัยดุร้าย แล้วยังไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เคลื่อนไหวช้า อายุขัยยืนยาว น้ำหนักตัวเฉลี่ย 12 ตัน และตัวโตเต็มที่อาจยาวถึง 15 เมตร นับเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก วัยเจริญพันธุ์ ของฉลามวาฬคือ ช่วงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป มันจะออกลูกเป็นตัว สัตว์ชนิดนี้มีอายุยืนยาวถึง 60-120 ปีทีเดียว

ทั้งนี้ สามารถพบปลาฉลามวาฬได้ที่ทะเลเขตร้อน ส่วนใหญ่บริเวณที่จะพบเจอเป็นทะเลเปิดในเขตร้อนหรืออบอุ่น เช่น มัลดีฟส์ หมู่เกาะกาลาปากอส อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ และในทะเลไทยก็สามารถพบเห็นได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ภูเก็ตและสตูล เรียกว่า ถ้าใครไปเที่ยวทะเลภาคใต้แล้วเจอถือว่าโชคดี เนื่องจากหลายประเทศเชื่อว่า ฉลามวาฬเป็นสัตว์นำโชค


https://www.thaipost.net/main/detail/28482


*********************************************************************************************************************************************************


อึ้ง! ของบริจาคชาวมอแกนล้นเกาะ แต่ยังไม่ได้แจกเหตุอำเภอไม่ส่งจนท.มาจัดการ



6 ก.พ.62 - ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ชุมชนมอแกนที่อ่าวบอนในหมู่เกาะสุรินทร์ ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ภายหลังจากถูกไฟไหม้เผาบ้านเรือนกว่า 60 หลัง ตั้งแต่คืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ขณะนี้ชาวมอแกนยังคงอาศัยอยู่ในเต็นท์และอาคารเรียน ขณะที่ข้าวของบริจาคยังคงทยอยมาจนเกือบเต็มอาคาร ส่วนใหญ่ยังไม่ได้แจกให้ชาวบ้านเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดพังงามอบหมายให้ทางอำเภอเป็นผู้ดำเนินการ แต่ผ่านไปแล้ว 3 วันทางอำเภอก็ยังไม่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวเลถึงกระบวนการที่ล่าช้า

ขณะที่ชาวมอแกนหลายรายยังคงขุดคุ้ยเถ้าถ่านบนพื้นดินซึ่งเคยเป็นบ้านเนื่องจากมีความหวังว่าจะเจอทองและทรัพย์สินมีค่าบางอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้และสูญหายไปในกองเพลิง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาปักหลักและวัดพื้นที่เพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านหลายคนต่างบอกว่าไม่รู้ว่าแบบบ้านหลังใหม่จะออกมาอย่างไรเพราะไม่เคยมีการสอบถามพวกตน ทำให้รู้สึกกังวลเพราะกลัวว่าจะขัดกับวิถีชีวิตของชาวเล

นายเงย กล้าทะเล ผู้ประสานงานชาวมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งยังคงคุ้ยหาทรัพสินย์กล่าวว่า รู้สึกเสียดายทอง 1 บาทที่เก็บเงินสะสมซื้อมาได้ นอกจากนี้ยังมีเงินสดอีก 3 หมื่นบาทที่ถูกไฟไหม้ รวมแล้วทรัพย์สินที่ถูกไฟไหม้ไปเกือบ 2 แสนบาท

"ผมใช้เวลานานกว่าจะเก็บเงินและทองได้เท่านี้ ไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะเก็บได้เท่านี้อีกหรือไม่ ชาวบ้านบางคนสูญเงินและทองมากกว่าผมอีก เราไม่รู้เลยเรื่องความช่วยเหลือจะเป็นอย่างไร" นายเงย กล่าว

นายเงย กล่าวว่าในเรื่องของการสร้างบ้านใหม่นั้นยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร เพราะไม่เคยมีใครเรียกชาวมอแกนไปสอบถาม แต่โดยส่วนตัวแค่เขาสร้างใหม่ก็ดีใจแล้ว หากเป็นไปได้ก็อยากได้แบบเดิมคือ บ้านไม้มุงหลังคาจาก แต่อยากให้ขยายพื้นที่ปลูกสร้างออกไปอีกเพราะเดิมแออัดมากโดยบางหลังอยู่กันนับสิบคน

"อยากได้บ้านไม้ที่คงทนกว่าเดิม ควรปลูกห่างกันหน่อย และหน้าจั่วต้องทะแยงกัน เราเขื่อว่าถ้ากันหน้าตรงกันจะทำให้เจ็บป่วย ที่สำคัญหากเกิดไฟไหม้จะได้ไม่เหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้ ถ้าเป็นไปได้ควรสร้างเป็นสองหย่อมบ้าน" นายเงย กล่าว

นางหมี่เซียะ กล้าทะเล ผู้นำทางจิตวิญญาณ วัย 73 ปี กล่าวว่ารู้สึกเสียดายบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านที่ถูกเผาไปในกองไฟเพราะกลัวว่าเวลาเดินทางไปข้างนอกจะถูกจับ ทั้งนี้ภายหลังจากเกิดไฟไหม้ได้มีญาติพี่น้องจากเกาะต่างๆมาเยี่ยมให้กำลังใจและมีข้าวของมาฝาก

"ถ้าเขามาถามก็จะบอกว่าอยากได้บ้านคล้ายๆแบบเดิม ที่สำคัญคือต้องอยู่ติดทะเล แต่ผ่านมาแล้ว 3 วันยังไม่เห็นมีใครถาม เราได้แต่ยืนมอง" นางหมี่เซียะ กล่าว

แม่เฒ่าชาวมอแกนกล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงลูกหลานเพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะอยู่กันอย่างไร สำหรับตนนั้นคงอยู่อีกไม่นาน ที่ผ่านมามีคนชวนไปอยู่บนฝั่งที่เกาะพระทอง แต่เคยไปอยู่แล้วร้อนเพราะไม่ติดทะเลในที่สุดจึงกลับมาอยู่บนเกาะสุรินทร์เช่นเดิม

"ฉันเกิดที่นี่ พ่อแม่ก็ตายที่นี่ ฉันถึงไม่อยากไปไหน แต่ละปีก็ทำพิธีหล่อโบงให้ลูกหลานได้ขอขมาผี แม้จะขาดเครื่องเซ่นบางอย่างไปบ้าง เช่น เต่า แต่เราก็ใช้ไก่แทน ฉันหวังว่าพวกเราจะได้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่คิดว่าจะเกิดไฟไหม้ใหญ่ขนาดนี้" นางหมี่เซียะ กลาาว



ด้านนายพุทธพจน์ คูประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์กล่าวว่า ในวันที่ 8 ก.พ. ทหาร 30 นายจะมาลงพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างบ้าน โดยพื้นที่ชุมชนจะไม่มีการขยายคือเนื้อที่ประมาณ 6.16 ไร่ เท่าเดิมโดยแบ่งบ้านออกเป็นหย่อมๆละ 20 หลังและเว้นระยะห่างระหว่างบ้านให้มากกว่าเดิม ส่วนแบบบ้านนั้นคงคล้ายของเดิมคือเป็นไม้และหลังคามุงจาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ชาวบ้านบ่นว่าชุมชนค่อนข้างแออัดสามารถขยายพื้นที่ไปยังหาดอื่นที่ชาวเลเคยอยู่ได้หรือไม่ นายพุทธพจน์กล่าวว่า คงไม่ขยายไปที่หาดอื่นเพราะต้องการควบคุมดูแลในวิถีชีวิตโดยต้องคำนึงถึงสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย

"ทุกวันนี้ชาวมอแกนมีรายได้ที่พออยู่ได้ ชาวบ้าน 50 คนทำงานรับจ้างอยู่กับอุทยานฯ ข้าวเช้า ข้าวกลางวันก็กินอยู่กับเรา อาหารเหลือก็ขนกลับบ้านได้ พวกผู้ชายก็ไปเป็นลูกจ้างบริษัททัวร์ ส่วนพวกคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่บ้านก็ทำของที่ระลึกขายนักท่องเที่ยว" หัวหน้าอุทยานฯกล่าว

เมื่อถามถึงข้าวของบริจาคที่ยังไม่ได้แจกกองไว้จนแทบล้นอาคาร นายพุทธพจน์กล่าวว่า ทางจังหวัดได้มอบให้อำเภอเป็นผู้รับผิเชอบ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งทีมมาแต่ทราบว่าจะมาในวันที่ 7 ก.พ.

"ตอนนี้ข้าวของบริจาคมากมายจนเชื่อว่าชาวบ้านกินใช้ไม่หมดในเวลาอันรวดเร็ว ผมอยากบอกผู้ที่ต้องการบริจาคว่าขอให้ชะลอการบริจาคไว้ก่อนได้หรือไม่ พอหมดฤดูกาลท่องเที่ยวในเดือนเมษายน ซึ่งชาวบ้านจะไม่มีรายได้ค่อยบริจาค ถึงเวลานั้นเราจัดระบบและตรวจสอบเรียบร้อยก็จะได้รู้ด้วยว่าชาวบ้านเขายังขาดแคลนอะไร" นายพุทธพจน์ กล่าว


https://www.thaipost.net/main/detail/28491

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 07-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


จากการสอบพบ "ตะเกียงน้ำมัน" ต้นเหตุไฟไหม้หมู่บ้านมอแกน



หลังจากเกิดเหตุบ้านเรือนชาวมอแกน บริเวณอ่าวบอนใหญ่ เกาะสุรินทร์ใต้ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา เกิดเพลิงไหม้ 61 หลัง เมื่อวันที่ เมื่อคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จากการสอบสวนพบว่าพบต้นตอเพลิงไหม้เกิดจากอุบัติเหตุไฟตะเกียงล้มไปติดน้ำมันใส่เครื่องปั่นไฟ

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน สรุปสาเหตุเบื้องต้นเหตุไฟไหม้บ้านเรือนชาวมอแกน เสียหาย 61 หลัง โดยเบื้องต้นพบว่าเกิดจากบริเวณใต้ถุนบ้านซึ่งมีเครื่องปั่นไฟ ที่ใช้ร่วมกัน 3 บ้าน ได้เกิดน้ำมันหมด เจ้าของบ้านได้รีบถือตะเกียงน้ำมัน เพื่อนำน้ำมันมาเติม และได้เกิดอุบัติเหตุสะดุดล้มลงทำให้เปลวไฟจากตะเกียงติดกับน้ำมัน จนเกิดเพลิงลุกไหม้ใส่ตัวบ้านอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ลุกลามไปยังเพื่อนบ้านจนเกือบหมดหมู่บ้าน

ซึ่งตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้ มีภาคเอกชนทยอยนำสิ่งของที่รับบริจาค มามอบให้ชาวมอแกนเป็นจำนวนมาก สำหรับความเป็นอยู่นั้นได้จัดที่พักชั่วคราวบนอาคารโรงเรียน บางส่วนก็อาศัยในเต๊นท์ริมทะเลที่ทางอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์จัดให้

ขณะที่นางหมีเซี๊ยะ กล้าทะเล อายุ 73 ปี ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เปิดเผยว่า หากมีการสร้างบ้านทดแทนให้ ก็ขอให้สร้างแบบเดิมและในพื้นที่เดิม เพื่อรักษาวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของชาวเลมอแกน ได้สืบต่อถึงคนรุ่นหลังต่อไป


http://www.nationtv.tv/main/content/378688212/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 07-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


โลกร้อนก่อภัยพิบัติไปทั่วโลก ..................... โดย Supang Chatuchinda

เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วหรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Extreme Weather Event ฟังดูแล้วอาจเป็นคำศัพท์ใหม่สำหรับใครหลายๆคน แต่เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วนั้นเป็นผลพวงมาจากสิ่งที่เราคุ้นเคยดีนั่นคือ Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และ ภาวะโลกร้อนนั่นเอง



แล้วความสำคัญของ "เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว" ต่อเรามีมากขนาดไหน ก็คงต้องบอกข่าวร้ายว่าเรากำลังเผชิญเหตุการณ์นี้อยู่ ซึ่งเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วนี้ส่งผลกระทบกับมนุษย์เราอย่างที่เราคาดไม่ถึง

นักวิจัยจากสำนักวิจัยการเปลี่ยนแปลงโลก สหรัฐอเมริกา อธิบายไว้ว่า ในปี พ.ศ.2561 ที่ผ่านมาทั่วโลกเกิดภัยธรรมชาติบ่อยขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างเหตุการณ์คลื่นความร้อนทั้งในเกาหลีใต้และปากีสถาน เหตุอุทกภัยภัยที่เกิดขึ้นในอินเดีย คลื่นความหนาวที่ปะทะยุโรป และเฮอริเคนทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และนี่คือบางส่วนของภัยพิบัติจากทั่วโลกที่เราเพิ่งผ่านมา


คลื่นความหนาวเข้าถล่มยุโรป

ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 คลื่นความหนาวจากไซบีเรียพัดเข้าสู่ยุโรป "ปีศาจจากตะวันออก" นี้เป็นสาเหตุทำให้ทวีปยุโรปมีอุณหภูมิลดต่ำลง คลื่นความหนาวในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนโดยเฉพาะคนไร้บ้าน ในโปแลนด์มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากคลื่นความหนาวนี้กว่า 23 คน


เฮอริเคนทางตะวันตกของสหรัฐฯ


ภาพความเสียหายหลังการพัดถล่มของเฮอริเคนฟลอเรนซ์ ใน นอร์ท แคโรไลน่า สหรัฐอเมริกา

ปี พ.ศ.2561 เป็นปีที่สหรัฐอมเริกาต้องเผชิญกับเฮอริเคนที่มีชื่อว่า เฮอริเคนฟลอเรนซ์ พัดเข้าถล่ม แคโรไลน่า และถือเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบ 29 ปี ซึ่งความรุนแรงของเฮอริเคนส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน เฮอริเคนครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายและผู้ว่าการรัฐ เซาท์ แคโรไลน่าต้องสั่งอพยพประชาชนกว่า 1 ล้านคน


คลื่นความร้อนปะทะแดนกิมจิ

"คลื่นความร้อนในกรุงโซล" นักท่องเที่ยวกำลังใช้พัดลมมือถือเพื่อลดความร้อน

คลื่นความร้อนหรือ Heat Wave ส่งผลทำให้ช่วงหน้าร้อนปีที่ผ่านมาของเกาหลีใต้ร้อนมากที่สุดในรอบ 111 ปี ถึงขั้นที่รัฐบาลออกมาเตือนประชาชนไม่ให้อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน และจัดการมาตรการให้ความช่วยเหลือชุมชนต่างๆด้านการแพทย์ อีกทั้งวางมาตรการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด

และถ้าถามว่าร้อนขนาดไหน ก็จะขออธิบายว่าบางวันสามารถวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 39.5 องศาเลยทีเดียว




"มังคุด" ไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ในฮ่องกง

พายุรุนแรงที่สุดในรอบปีคงหนีไม่ผลไต้ฝุ่นชื่อผลไม้คุ้นหู "มังคุด" ที่พัดเข้าถล่มฮ่องกงจนต้องยกระดับเตือนภัยเป็นระดับ T10 ไต้ฝุ่นมังคุดสร้างความเสียหายและทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวน 111 คน เที่ยวบินถูกยกเลิกหลายร้อยเที่ยว อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย


ภาพความเสียหายหลังจากไต้ฝุ่น มังคุด พัดเข้าถล่มฮ่องกงในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2561


อินเดียเผชิญภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 เกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 361 คนและอีกกว่าแสนชีวิตต้องไร้บ้าน ทั้งนี้ ปี 2561 ถือเป็นปีที่อินเดียประสบภัยน้ำท่วมหนัก เพราะเกิดเหตุน้ำท่วมตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ยาวไปจนถึงเดือนตุลาคม

แต่สิ่งที่น่ากลัวมากกว่านั้นคือ รายงานวิจัยจาก World Bank Group ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีผลกระทบต่อผู้คนในทวีปเอเชียใต้มากกว่า 800 ล้านคน และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต


ภัยแล้งในประเทศเยอรมนี

ในปีที่ผ่านมาเยอรมนีประสบภัยแล้งและคลื่นความร้อนอันยาวนาน ส่งผลให้ผลผลิตจากการเกษตรกรรมเสียหายอย่างหนัก

เช่นเดียวกับเจ้าของผลผลิตจากไร่ผลไม้อินทรีย์ ในเมือง กูเดอร์ฮันวีเทล (Guderhandviertel) ครอบครัวบรอห์ม เนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งนี้ทำให้เกิดโรคระบาดกับต้นไม้ในไร่ของพวกเขา


ส่งท้ายด้วย "ปาบึก" พายุพัดถล่มภาคใต้ของไทย

บอกลาปีเก่าไม่ทันไร พอขึ้นปีใหม่ประเทศไทยก็ต้องเจอกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วนั่นคือ พายุปาบึก

ปาบึกเป็นพายุหมุนเขตร้อนลูกแรกของปี พ.ศ. 2562 โดยก่อตัวเป็นพายุโซนร้อนได้เร็วที่สุดในแอ่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนืออีกทั้งเป็นพายุโซนร้อนที่เคลื่อนผ่านประเทศไทยในเดือนมกราคมในรอบ 68 ปี

พายุลูกนี้เคลื่อนผ่านอ่าวไทยและขึ้นฝั่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก่อให้เกิดฝนตกหนัก คลื่นพายุซัดฝั่งและลมกรรโชกแรงในหลายจังหวัดทางภาคใต้และก่อความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง มีการอพยพประชาชนราว 30,000 คน และจังหวัดนครศรีธรรมราชที่เป็นจังหวัดที่ปาบึกขึ้นฝั่งเป็นจังหวัดที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด


'1.5' คือเป้าหมายสำคัญ

ก่อนหน้านี้โลกของเราร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจุบันโลกของเราก็เผชิญกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทุกอย่างอาจวิกฤตไปกว่านี้หากเราไม่สามารถรักษาอุณหภูมิโลกไว้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ทั่วโลกกำลังตื่นตัว คนธรรมดาทั่วไป กลุ่มสตรีและโดยเฉพาะๆเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง พวกเขาย้ำเตือนผู้นำประเทศเกี่ยวกับระยะเวลาในการกู้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งเราเหลือเวลาเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานพิเศษของ IPCC หรือคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่าเรามีทางออกที่จะหยุดองศาที่เพิ่มขึ้นของโลกไว้โดยต้องหยุดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อีกทั้งยังแนะนำให้เลือกใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเพราะในปัจจุบันโลกของเรายังไม่ได้นำศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างเต็มที่ และการนำพลังงานหมุนเวียนไปใช้ในสัดส่วนที่สูงจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากเดิมถึง 1 ใน 3 และเป็นคำตอบสำคัญที่จะชะลอวิกฤตจากภาวะโลกร้อนนี้


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...g1/blog/62110/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 07-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,442
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ชู 'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' ใช้ทะเลพัฒนาชาติยั่งยืน ดันฐานทรัพยากรใต้น้ำ สร้างรายได้ล้านล้านบ.

ภาควิชาการจัดประชุม-นำเสนอแนวคิด "เศรษฐกิจสีน้ำเงิน" พัฒนารายได้บนฐานทรัพยากรทะเล-ชายฝั่งอย่างยั่งยืน สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศมหาศาล



รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยในการประชุมวิชาการเศรษฐกิจสีน้ำเงินครั้งที่ 1 จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สกว. เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า การนำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาสู่การปฏิบัติในระดับนโยบายอย่างจริงจังในไทย จะถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากไทยเป็นรัฐชายฝั่งที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อกับทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลกว่า 3.2 แสนตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 60% ของอาณาเขตทางบก และมีความยาวชายฝั่งทะเลทั้งสิ้นกว่า 3,100 กิโลเมตร ครอบคลุมจำนวน 23 จังหวัด โดยอาณาเขตทางทะเลทั้งหมด มีไม่น้อยกว่า 1.7 แสนตารางกิโลเมตร ที่ถูกจัดเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ มีการดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากมาย อาทิ การประมง การท่องเที่ยว ปิโตรเลียม และอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ โดยปัจจุบันไทยมีมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลไม่ต่ำกว่า 24 ล้านล้านบาท และรายได้ที่เกิดจากแหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหลายแสนล้านบาทต่อปี

"กล่าวได้ว่าพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งมีส่วนสำคัญในการสร้างแหล่งรายได้ เป็นแหล่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาในหลายภาคส่วน และที่สำคัญคือการเป็นแหล่งทรัพยากรที่ทรงคุณค่าต่อประเทศไทย สกว.จึงได้มุ่งมั่นส่งเสริมการขับเคลื่อน การศึกษาวิจัยว่าด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มมีโครงการวิจัยในด้านต่างๆ ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อเป็นฐานองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน รวมถึงการประชุมวิชาการครั้งนี้ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น" รศ.ปัทมาวดี กล่าว

รศ.ปัทมาวดี กล่าวว่า สาระสำคัญของแนวคิดว่าด้วยเศรษฐกิจสีน้ำเงิน คือการเป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ซึ่งการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจทวีความสำคัญมากขึ้น ทั้งในแง่ของการนำมาใช้โดยตรงและโดยอ้อม และเป็นวาระที่องค์การระหว่างประเทศและภาคีเครือข่ายนานาชาติ อาทิ องค์การสหประชาชาติ (UN) ธนาคารโลก กลุ่มประเทศ OECD และพันธมิตรเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก (PEMSEA) ต่างหยิบยกหัวข้อนี้เป็นวาระสำคัญทางนโยบาย

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าในปี ค.ศ.2030 มูลค่าของเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 10 ล้านตำแหน่ง สอดคล้องกับธนาคารโลกที่เชื่อว่าเศรษฐกิจสีน้ำเงินจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ในประเทศที่เป็นชายฝั่งและเกาะขนาดเล็ก ซึ่งมักเป็นประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำ

นายธนิต โสรัตน์ อดีตรองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนภาคการขนส่งทางทะเล กล่าวว่า ประเทศไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทะเลปีละ 24.38 ล้านล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนขนส่งฝั่งทะเลอ่าวไทย 70% ฝั่งทะเลอันดามัน 30% รวมเป็นมูลค่าของอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีปีละไม่น้อยกว่า 9.5-9.8 แสนล้านบาท ซึ่งการจะพัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีให้ยั่งยืนนั้น จะต้องมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ บริหารจัดการอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ และมีมาตรการบริหารความเสี่ยงครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และนิเวศทางทะเล

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท ศิริชัยการประมง จำกัด ตัวแทนภาคการประมง กล่าวว่า ข้อมูลจากกรมประมง พบว่าตัวเลขปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้จากธรรมชาติในประเทศไทย ระหว่างปี 2534-2561 มีปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2560 ขนาดเศรษฐกิจของภาคประมงไทยใน GDP อยู่ที่ 1.1 แสนล้านบาท มีเรือประมงพาณิชย์ 10,000 ลำ เรือประมงพื้นบ้าน 80,000-100,000 ลำ และแรงงาน 400,000 คน ไม่รวมภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐจะต้องมีมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบ รับรองอนาคตของชาวประมง รวมถึงมีมาตรการพื้นฟูทรัพยากรที่ยั่งยืน

นายวนิช สนพิพัฒน์ กรรมการที่ปรึกษา อู่ซ่อมเรือสินสุคนธ์ จ.สงขลา ตัวแทนภาคอุตสาหกรรมอู่ต่อเรือ กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกทางน้ำมากกว่า 90% โดยมีอุตสาหกรรมต่อเรือเป็นตัวเชื่อมต่อธุรกิจหรือเศรษฐกิจต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่อู่ต่อเรือมักมีปัญหาและอุปสรรคกับชุมชนในการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากผลกระทบด้านเสียง สิ่งแวดล้อม การปล่อยน้ำเสีย ซึ่งถ้ามองเศรษฐกิจสีน้ำเงินในอนาคต ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเข้ามาช่วยดูความต้องการของผู้ประกอบการ ว่าอยากให้ช่วยรองรับด้านใดบ้าง

นายบรรจง นฤพรเมธี บ่อหินฟาร์มสเตย์ จ.ตรัง ตัวแทนภาคการท่องเที่ยว กล่าวว่า ในภาพรวมของการท่องเที่ยวนั้นใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นในด้านแนวประการัง การเดินเรือไปตามหมู่เกาะต่างๆ รวมถึงชายฝั่งที่มีการก่อสร้างที่พัก โรงแรม และยังมีการเชื่อมโยงไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในขณะเดียวกันการทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาจากชุมชนเล็กๆ นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความพยายามจัดรูปแบบวีธี ให้การท่องเที่ยวสอดคล้องกับการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน


https://greennews.agency/?p=18528
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:16


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger