เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2558

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยแล้ว และจะแผ่เข้าปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบนต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 3 มกราคม 2559 ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลง กับมีลมแรง โดยในระยะนี้อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส สำหรับยอดดอยสูงในภาคเหนือจะมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้บริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 - 3 มกราคม 2559 ไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 30 ธ.ค. – 4 ม.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนืออุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นบางพื้นที่บนยอดดอยสูง ส่วนภาคอื่นๆ อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังแรง ทำให้บริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

สรุปการคาดหมาย ในระยะนี้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป ส่วนลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระมัดระวังคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ตลอดช่วง ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 31 ธ.ค. – 4 ม.ค. ไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2_02.jpg (92.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (87.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Earthquake3_03.jpg (99.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave.jpg (92.6 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ธรรมชาติเอาคืน หายนะภัย ปัญหาใหญ่ที่รอไม่ได้



นอกจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน วิกฤติด้านมนุษยธรรมในหลายภูมิภาค รวมถึงภัยก่อการร้าย ที่เป็นประเด็นร้อนครองพื้นที่ในสื่อหลักตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา หายนะภัยทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน เมื่อนับวันจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและยิ่งยากจะคาดเดา นับเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์เรามากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ ทั้งในฐานะปัจจัยเร่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบโดยตรงจากสิ่งเหล่านั้น

หากจะไล่เรียงกันแล้วภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ยากจะลืมในลำดับต้น ๆ ย่อมหนีไม่พ้นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดอย่างแผ่นดินไหว แม้จะมีคำเตือนจากนักวิชาการถึงความเป็นไปได้ในการเกิดการสั่นไหวระดับรุนแรงด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ แต่เหตุแผ่นดินไหวระดับ 7.8 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงกาฐมาณฑุประเทศเนปาล ซึ่งตามมาด้วยการสั่นไหวรุนแรงระลอกสองในระดับ 7.3 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ยังไม่นับรวมแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อกระดับย่อมลงมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน กลายเป็นเรื่องช็อกโลกที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง ด้วยตัวเลขผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงกว่า 9,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 23,000 ราย นอกจากนี้ยังมีความเสียหายที่ยากจะประเมินทั้งด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงความเสียหายที่เกิดแก่สถานที่สำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรม

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียไม่น้อย แม้จะไม่มากเท่ากรณีแรก คือแผ่นดินไหวระดับ 7.5 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 26 ต.ค. จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถาน ใกล้พรมแดนปากีสถาน ห่างจากเมืองไฟซาบัดในจังหวัดบาดัคชานไปราว 82 กิโลเมตร มีผู้เสียชีวิตทั้งในอัฟกานิสถานและปากีสถานรวมอย่างน้อย 311 ราย และบาดเจ็บกว่า 1,800 ราย โดยแผ่นดินไหวทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกัน เป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเชีย

ถัดมาคือ สถานการณ์คลื่นความร้อนกระหน่ำอินเดียและปากีสถานระหว่างช่วงเดือน พ.ค. และเดือน มิ.ย. โดยรัฐอานธรประเทศและรัฐเตลันคานา ทางตอนใต้ของประเทศ เป็นจุดที่สถานการณ์รุนแรงที่สุดของอินเดีย อุณหภูมิสูงสุดวัดได้ 48 องศาเซลเซียส มีผู้เสียชีวิตนับจนถึงต้นเดือน มิ.ย. กว่า 2,500 ราย เช่นเดียวกันกับพื้นที่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตราว 2,000 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองการาจีของจังหวัดสินธ์ โดยอุณหภูมิสูงสุดวัดได้ที่เมืองตุรบัตในจังหวัดบาลูจิสถาน 49 องศาเซลเซียส สาเหตุการเสียชีวิตส่วนมากมาจากโรคลมแดด

ลมมรสุมและสภาพอากาศที่แปรปรวนก่อให้เกิดฝนหลงฤดูในหลายพื้นที่ ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม โดยเหตุอุทกภัยในรัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดียเมื่อเดือน มิ.ย. นับเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบ 90 ปีของคุชราต มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 ราย และสังเวยชีวิตสัตว์ป่าอีกนับพัน ขณะที่ฤดูมรสุมในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. ทำให้หลายพื้นที่ของเมียนมาจมอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะในแถบพื้นที่ลุ่มแม่น้ำอิระวดี คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 103 ราย และมีผู้ได้รับผลกระทบนับล้านคน

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีเหตุหิมะถล่มในอัฟกานิสถานเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 286 ราย และผลกระทบจากพายุ ทั้งพายุไต้ฝุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เรียงคิวซัดกระหน่ำฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ไปจนถึงเมืองทางตะวันออกของจีน รวมถึงพายุเฮอริเคนในสหรัฐและเม็กซิโกด้วย ความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อม เช่น ตำแหน่งของการเกิด อย่างกรณีแผ่นดินไหวเนปาลที่มีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ตื้นมากเพียงประมาณ 10 กิโลเมตร ทำให้เกิดการสั่นไหวรุนแรงในระดับพื้นผิว ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งของกรุงกาฐมาณฑุเป็นชั้นหินตะกอนหนาราว 600 เมตร ซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำมาก่อน จึงยิ่งช่วยขยายความรุนแรง

นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับลักษณะการกระจายตัวของชุมชน รูปแบบการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการป้องกันและการตอบสนองต่อสถานการณ์ของภาครัฐ เช่นการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนและวางแผนการบริหารจัดการน้ำ หรือจัดเตรียมแผนช่วยเหลือเพื่อลดความสูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และถนนหนทางได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เช่นกรณีคลื่นความร้อนในอินเดียและปากี ปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง คือเหตุไฟฟ้าดับจากปริมาณความต้องการที่เพิ่มสูง ขณะที่ผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมในพื้นที่ห่างไกลที่ถูกตัดขาดอาจตกสำรวจและต้องรอคอยเป็นเวลานานกว่าความช่วยเหลือจะเข้าไปถึง

แม้ปัจจัยทางด้านธรณีฟิสิกส์จะเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติที่เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างอย่างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ หรือคลื่นยักษ์สึนามิ แต่กลับมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 10 ของภัยพิบัติที่บันทึกในฐานข้อมูลของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยอ้างอิงจากความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

รายงานเรื่อง “ความเสียหายของมนุษย์จากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ” (The Human Cost of Weather Related Disasters) ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 2548 ถึงเดือน ส.ค. ปีนี้ภัยพิบัติที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ เช่นน้ำท่วมและคลื่นความร้อนเกิดขึ้นเกือบทุกวันโดยเฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 335 ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเวลาระหว่างปี 2538-2547 และคิดเป็นเกือบสองเท่าของเมื่อราว 20 ปีก่อน

นับตั้งแต่ 2538 เป็นต้นมา ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศคร่าชีวิตผู้คนไปราว 606,000 ราย ขณะที่อีกราว 4,100 ล้านรายได้รับผลกระทบในด้านต่าง ๆ ประเทศที่มีอัตราการเกิดภัยพิบัติโดยเฉลี่ยมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ สหรัฐ 472 ครั้ง จีน 441 ครั้ง อินเดีย 288 ครั้ง ฟิลิปปินส์ 274 ครั้ง และอินโดนีเซีย 163 ครั้ง ด้านสำนักงานลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นไอเอสดีอาร์) ประเมินความเสียหายจากภัยพิบัติทุกประเภทที่เกิดขึ้นทั่วโลกต่อปีอยู่ที่ราว 250,000-300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.9-10.7 ล้านล้านบาท)

แม้ทีมนักวิจัยจะไม่สามารถคำนวณถึงสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของภัยพิบัติเหล่านี้โดยเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่ก็คาดคะเนได้ว่าภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะมีระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก เป็นผลมาจากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งยูเอ็นเผยว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณเพิ่มสูงทำลายสถิติในทุกปี ส่วนใหญ่จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งการเผาไหม้เชื้อเพลิงดึกดำบรรพ์ในอุตสาหกรรมและครัวเรือน ยานพาหนะ การทำลายพื้นที่ป่า ทั้งในส่วนของการค้าไม้และการแผ้วถางพื้นที่เพื่อเกษตรกรรม


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default




ธรรมชาติเอาคืน หายนะภัย ปัญหาใหญ่ที่รอไม่ได้ ... (ต่อ)



การเปลี่ยนแปลงสมดุลของธรรมชาติก่อให้เกิดผลที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือสภาพอากาศวิปริตแปรปรวน ผิดเพี้ยนจากฤดูกาลที่เคยเป็นมา เริ่มจากพายุหิมะกระหน่ำพื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกของสหรัฐเมื่อช่วงต้นปี บางจุดมีหิมะสะสมสูงถึง 61 เซนติเมตร กลับตาลปัตรกับช่วงปลายปีเช่นนี้ที่อุณหภูมิช่วงวันหยุดยาวคริสต์มาสกลับเพิ่มสูงจนเสียบรรยากาศ คาดว่าเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ หรือการที่อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรอุ่นกว่าปกติ ส่งผลต่อลักษณะความกดอากาศและความชื้นบนผืนแผ่นดิน ทำให้บางแห่งมีฝนมากกว่าปกติ และบางแห่งเผชิญกับสภาวะแล้งรุนแรง รายงานจากองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (เอ็นโอเอเอ) ของสหรัฐ ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญ่ช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. ที่ผ่านมา อุ่นที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2540 โดยคาดว่าจะยังต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า

อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การแพร่กระจายของสาหร่าย (Algae Bloom) ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ที่เริ่มขึ้นช่วงเดือน พ.ค. เป็นต้นมา กินพื้นที่ตั้งแต่เกาะอะลูเชียนของรัฐอะแลสกา เรื่อยมาจนถึงทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ในปีนี้ขยายวงกว้างและกินระยะเวลานานซึ่งอาจรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา นอกจากจะส่งผลต่อการท่องเที่ยว ธุรกิจประมงชายฝั่ง และระบบนิเวศทางทะเล สาหร่ายเซลล์เดียวซูโด-นิตซ์เชีย ยังเป็นตัวการสร้างกรดโดโมอิคซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาท โดยจะสะสมอยู่ในสัตว์น้ำเปลือกแข็ง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อนักล่า ทั้งสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมและมนุษย์ที่กินเข้าไป

การแพร่กระจายของสาหร่ายยังพบว่าเป็นผลมาจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งทำให้แสงอาทิตย์ส่องลงไปยังระดับน้ำชั้นบนของมหาสมุทรได้มากขึ้น ทำให้เกิดการสังเคราะห์ด้วยแสงและการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่าย ในปี 2558 พบว่ามีการแพร่กระจายในวงกว้างของแพลงก์ตอนพืช ทั้งในทะเลอาร์กติกและชายขอบไหล่ทวีป ซึ่งรวมถึงพื้นน้ำทางตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกของเกาะกรีนแลนด์ ทะเลแบริงระหว่างอะแลสกาและรัสเซียรวมถึงทะเลแบเรนต์ ทะเลคารา และทะเลลัปเตฟ ทางตอนเหนือของรัสเซีย

รายงานจากเอ็นโอเอเอระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในแถบอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าส่วนอื่นของโลก อุณหภูมิเฉลี่ยของขั้วโลกเหนือปีนี้ สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการจดบันทึกมาตั้งแต่ปี 2443 หรือราว 115 ปีก่อน โดยพื้นที่ธารน้ำแข็งใหญ่ 9 แห่งละลายหายไปราว 16.5 กิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตขั้วโลกที่ต้องอาศัยพื้นที่บนแผ่นน้ำแข็งในการหลบภัย ขยายพันธุ์ และหาอาหาร นอกจากนี้ ยังทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญสำหรับเกาะเล็ก ๆ และแถบที่อยู่อาศัยชายฝั่ง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตัวแทน 195 ชาติสมาชิกยูเอ็นและองค์การระหว่างประเทศ ร่วมหารือในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือ คอพ 21 (COP21) ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ได้ข้อสรุปที่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการหาทางรับมือกับปัญหาโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกวัน โดยใจความสำคัญในข้อตกลงปารีส คือการกำหนดขอบเขตการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกจากยุคก่อนอุตสาหกรรมถึงปี 2643 ไม่ให้สูงกว่า 2 องศาเซลเซียส หรือจะให้ดีกว่านั้นคือไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ข้อตกลงเรื่องเงินช่วยเหลือจากประเทศร่ำรวย สำหรับการสนับสนุนมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเยียวยาและป้องกันผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่กลุ่มประเทศยากจนต้องเผชิญ โดยมีตัวเลขอยู่ที่ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.58 ล้านล้านบาท) ต่อปี ระหว่างปี 2563-2568 และการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่ต้นไม้ ดิน และมหาสมุทรสามารถดูดซับได้โดยธรรมชาติ โดยมีกว่า 180 ประเทศแล้วที่ยื่นเสนอแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปที่การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงคัดค้านจากบางประเทศและกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วน ซึ่งมองว่าข้อตกลงนี้ยังไม่ดีพอจะหยุดยั้งหายนะที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งประเทศที่จะได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงกว่า คือกลุ่มประเทศหมู่เกาะ พื้นที่แถบชายฝั่ง และประเทศยากจน โดยองค์กรไคลเมต เซนทรัล เผยว่า หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 4.7 เมตร และกลืนพื้นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกราว 280 ล้านคน ขณะที่ภัยพิบัติและความแห้งแล้งที่จะเพิ่มความถี่และความรุนแรงในการเกิด จะกระทบต่อเกษตรกรรมและการผลิตอาหาร และส่งผลถึงสถานการณ์ความอดอยาก

นอกจากนี้ ในหลายส่วนของข้อตกลงยังไม่ใช่ข้อผูกพันทางกฎหมาย จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าประเทศสมาชิกจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ โดยข้อตกลงนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อรัฐสภาของประเทศสมาชิก 55 ชาติ ที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 55 ให้การรับรอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ขณะที่แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของหลายประเทศก็ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นแค่แผนที่ยังไม่ได้ลงมือทำ.


http://www.dailynews.co.th/foreign/370053

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ชาวประมงญี่ปุ่นอึ้งเจอปลาหมึกยักษ์ยาว 4 เมตร


ภาพจากยูทิวบ์ fukusuke234

เช้าวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ชาวประมงญี่ปุ่นที่เตร็ดเตร่อยู่ในบริเวณอ่าวโทยามะ บนเกาะฮอนชู ตอนกลางของประเทศญี่ปุ่น ถึงกับตกตะลึงเมื่อปลาหมึกยักษ์ ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ด้วยความยาวประมาณ 4 เมตร และเส้นรอบวงประมาณ 1 เมตร ว่ายเข้ามาใกล้เรือตกปลา

ทั้งนี้ปลาหมึกยักษ์ที่ชาวประมงญี่ปุ่นพบและถ่ายภาพเอาไว้ได้ล่าสุด ถือว่ายังไม่ได้เป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดหรือโตเต็มที่ เพราะปลาหมึกยักษ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกนั้นมีการประเมินว่าเมื่อโตเต็มที่อาจมีขนาดยาวได้ถึงกว่า 13 เมตรสำหรับเพศเมีย และ 10 เมตรสำหรับเพศผู้



จากข้อมูลอ้างอิงของ Edith Widder นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่เคยกล่าวไว้ในเวที TED Talk เมื่อปี 2546 ระบุว่า ปัจจุบันมนุษย์สามารถสำรวจท้องทะเลและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลได้เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ทำให้มีสิ่งที่มนุษย์ไม่เคยพบเห็น หรือสัมผัสอีกมากมายมหาศาล ซึ่งถ้าหากต้องการจะทำการค้นคว้าผืนมหาสมุทรบนโลกนี้ที่กินพื้นที่ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นผิวโลก คงต้องตั้งองค์กรคล้ายคลึงกับ องค์กรนาซ่า ซึ่งเป็นองค์กรที่เน้นการสำรวจอวกาศขึ้นมา






http://www.manager.co.th/Japan/ViewN...=9580000142034
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


หาดูยาก! ปลาหมึกยักษ์ว่ายเข้ามาบริเวณท่าเรืออ่าวโทยามะ



บีบีซีเผยแพร่คลิปวิดีโอที่นักประดาน้ำบันทึกได้บริเวณท่าเรืออ่าวโทยามะในญี่ปุ่น เผยให้เห็นปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่งกำลังแหวกว่ายเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและสร้างความตื่นตาตื่นใจกับผู้ที่พบเห็น เพราะปกติแล้วปลาหมึกยักษ์จะอยู่ในเขตทะเลน้ำลึก การที่มันว่ายเข้ามาในเขตอาศัยของมนุษย์จึงจัดเป็นกรณีที่หายาก

จากในคลิปวิดีโอจะเห็นปลาหมึกตัวใหญ่ยาว 3.7 เมตร มีสีแดงอมส้ม ว่ายวนเวียนอยู่ข้างๆนักประดาน้ำ



ด้านมิทซูฮิโร่ ฟูวา หัวหน้าผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอูซู กล่าวต่อบีบีซีว่า ช่วงหลังๆมีคนพบเห็นปลาหมึกยักษ์บ่อยขึ้น ซึ่งส่วนมากแล้วมันมักจะไปติดอยู่กับอวนจับปลา

ส่วนทาคาโยชิ โคจิมะ ช่างภาพใต้น้ำระดับมืออาชีพ กล่าวว่าผู้ดูแลท่าเรือเรียกให้ตนไปหาที่นั่น ก่อนจะช่วยกันนำทางปลาหมึกกลับไปยังน่านน้ำเปิด เพื่อให้ว่ายกลับสู่ทะเล แต่ทาคาโยชิ ไม่แน่ใจว่าปลาหมึกจะมีชีวิตอยู่รอดได้นานแค่ไหน เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติ


http://www.khaosod.co.th/view_newson...sid=1451400308


*********************************************************************************************************************************************************


จ๊ากก!! ตกปลาอยู่ดีๆ แขกไม่ได้รับเชิญก็โผล่มา! ตัวอย่างใหญ่!!



__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


บ.ไฮเทคหวังใช้เทคโนโลยีทำนายคุณภาพอากาศทำเงินในจีน



"ไอบีเอ็ม" และ "ไมโครซอฟท์" สองบริษัทไฮเทคหวังใช้เทคโนโลยีทำนายคุณภาพอากาศกอบโกยรายได้ในจีน ซึ่งเผชิญมลพิษทางอากาศเป็นประจำ

บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไอบีเอ็มและไมโครซอฟท์หวังทำรายได้จากการจำหน่ายเทคโนโลยีพยากรณ์คุณภาพอากาศให้แก่จีน ซึ่งเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลกและเผชิญภาวะมลพิษทางอากาศ

ลูกค้าทางการจีนรายแรกของไอบีเอ็มคือ สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมปักกิ่ง ไอบีเอ็มเพิ่งเปิดศูนย์นวัตกรรมสิ่งแวดล้อมร่วมกับสำนักงานนี้เมื่อต้นเดือนเพื่อให้ทางการจำลองแผนลดมลพิษช่วงสถานการณ์เลวร้ายได้ดีขึ้น และยังได้ลงนามข้อตกลงกับเมืองจางเจียโข่วที่ร่วมจัดโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 กับกรุงปักกิ่งเรื่องการวางแผนล่วงหน้าและการจำลองสถานการณ์ก่อนการแข่งขัน

ขณะที่ไมโครซอฟท์มีข้อตกลงกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในมณฑลฝูเจี้ยนและเมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ทั้งสองบริษัทยังมีลูกค้าภาคธุรกิจด้วย ลูกค้าหลักของไอบีเอ็มคือบริษัทผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องการเทคโนโลยีพยากรณ์ช่วงเวลาที่มีแดดจัด ส่วนลูกค้าหลักของไมโครซอฟท์ใช้แอพพลิเคชันพยากรณ์มลพิษทางอากาศล่วงหน้า 48 ชั่วโมง

หมอกควันพิษทำให้กรุงปักกิ่งของจีนต้องประกาศเตือนภัยสีแดงซึ่งเป็นระดับสูงสุดมาแล้ว 2 ครั้งในเดือนนี้ ทำให้เทคโนโลยีการเตือนภัยล่วงหน้าเป็นที่ต้องการของทางการเพื่อบรรเทาความกังวลของชาวกรุงปักกิ่ง 22 ล้านคน และเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2022

เทคโนโลยีคอกนิทีฟคอมพิวติงหรือระบบคอมพิวเตอร์เสมือนมนุษย์ช่วยให้พยากรณ์ดัชนีคุณภาพอากาศได้ล่วงหน้าสูงสุดถึง 10 วัน ด้วยการใช้ข้อมูลจากสภาพอากาศ การจราจร การใช้ที่ดิน ระดับมลพิษในเวลาจริงจากสถานีสังเกตการณ์ของรัฐบาล และโพสต์ตามสื่อสังคมออนไลน์

การพยากรณ์คุณภาพอากาศจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลในการวางแผนปิดโรงเรียน ท่าอากาศยาน โรงงาน จำกัดยวดยาน หรือเลื่อนการจัดงานต่าง ๆ


http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/680543
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


จ.สตูล จัดเรือชุดลาดตระเวนทางทะเล คุมเข้มความปลอดภัยเรือรับส่งผู้โดยสารช่วงเทศกาลช่วงปีใหม่



ที่ท่าเทียบเรือปากบารา อ.ละงู จ.สตูล นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือตรวจการเพื่อเปิดยุทธการในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยความร่วมมือของกอ.รมน.จังหวัดสตูล, สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสตูล ร่วมกับ, ทัพเรือภาคที่ 3, กองร้อย ตชด.ที่ 436 สตูล, กองร้อย อส.อ.ละงู, สำนักงาน ปภ.จังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 หน่วยงาน ร่วมสนธิกำลังทางเรือออกลาดตระเวนเต็มพื้นที่

โดยจัดเป็นชุดลาดตระเวนทางทะเลในช่วงเทศกาลปีใหม่ขึ้น ในระหว่างวันที่ 25 ธ.ค.58 – 5 ม.ค.59 เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ทางทะเล อย่างเข้มงวด กวดขัน มีการวางมาตรการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นแก่นักท่องเที่ยว

ทางด้านนางชลิดา ตั้งนิมิตรธนา นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า รู้สึกประทับใจกับการบริการของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของมาตรการดูแลความปลอดภัยที่มีให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด มีเสื้อชูชีพให้ผู้โดยสารสวมใส่ระหว่างการเดินทาง รวมทั้งความพร้อมในการขับเรือของกัปตัน ส่งผลให้เพิ่มความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก


http://thainews.prd.go.th/website_th...C5812300010005
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ย้อนรอยข่าวสิ่งแวดล้อมเด่นปี 2558

ตลอดช่วงปี 2558 นี้ มีสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมายหลายหลากประเด็น ซึ่งแต่ละประเด็นปัญหานั้นล้วนเกิดขึ้นต่อเนื่องมายาวนาน และยังคงส่งผลต่อไปในอนาคตหากยังไม่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเหมาะสม ก่อนจะผ่านพ้นปี 2558 นี้ไป ลองมาย้อนดูสักนิดว่ามีประเด็นข่าวสิ่งแวดล้อมใดเกิดขึ้นบ้าง รวมถึงคดีความด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งล้วนแล้วแต่สะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศของเรายังขาดการดำเนินการอย่างเป็นธรรมและเอื้อต่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง


การประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงานและขาดการควบคุม (IUU Fishing) และการค้ามนุษย์ในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล : สองด้านของเหรียญเดียวกัน


Pirates and Slaves from Environmental Justice Foundation on Vimeo.

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติการประมง ในเดือนมกราคม 2558 ต่อมาในวันที่ 21 เมษายน คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเตือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเรื่องการขาดมาตรการที่เพียงพอในการต่อสู้การประมงผิดกฎหมาย ไม่มีการรายงานและขาดการควบคุม (IUU Fishing) และให้เวลา 6 เดือนในการดำเนินแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา กองประมงต่างประเทศ กรมประมง ระบุว่าจำเป็นต้องปลดใบเหลืองก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าสินค้าประมงไทยที่มีมูลค่าการส่งออกสูงถึงปีละ 242,691 ล้านบาท (ส่งออกไปสหภาพยุโรปราว 32,000 ล้านบาท) ต่อมา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย(ศปมผ.) ในวันที่ 28 เมษายน 2558 เป็นศูนย์เฉพาะกิจขึ้นกับนายกรัฐมนตรีและมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้บัญชาการ ในขณะที่ เครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานปกป้องทะเลไทย เรียกร้องต่อรัฐบาลให้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเพื่อฟื้นฟูทะเลไทยโดยยกเลิกการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง ยุติการนิรโทษกรรมเรืออวนลากเถื่อนและลดจำนวนเรืออวนลากลงครึ่งหนึ่งจากการวิจัยของกรมประมงและ FAO และเสนอรัฐบาลตั้งแต่ปี 2547

มาตรการ IUU ที่คุมเข้มทำให้ภาคประมงพาณิชย์ท้วงว่าจะทำให้ อุตสาหกรรมประมงล่มทั้งระบบและอาหารทะเลอาจขาดแคลน แต่สมาพันธ์สมาคมชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าหากเลิกการประมงทำลายล้าง จะยิ่งมีอาหารสัตว์น้ำคุณภาพมากขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น ราคาที่ถูกลง สัตว์น้ำโตเต็มวัยจะเพิ่มขึ้น และเปิดโครงการ “ปันน้ำใจ จากชาวประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค ในภาวะสัตว์น้ำขาดตลาด” เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสัตว์น้ำที่สะอาดปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม


ขอบคุณภาพจาก The Nation (www.nationmultimedia.com)

มาตราการปลดใบเหลืองอียูและการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้นของอุตสาหกรรมประมงยังถูกวิพากษ์จากภาควิชาการและสมาคมประมงไทยหลายกลุ่มว่าเป็นการแก้ปัญหาผิวเผินและขาดความยั่งยืน

การเตือนเรื่อง IUU fishing ของสหภาพยุโรปตามมาด้วยคำแถลงว่าด้วยการเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2558 ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาในวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ที่ระบุว่าประเทศไทยยังคงอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยออกแถลงการณ์ตอบรับว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่ยอมรับถึงความท้าทายเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในเรือประมง ผู้บริหารธุรกิจกุ้งของอุตสาหกรรมอาหารทะเลยักษ์ใหญ่อย่างไทยยูเนียนยังแสดงความเห็นส่วนตัวว่าเป็นสถานการณ์ที่อันตรายต่อธุรกิจส่งออกสินค้าประมง ในเดือนตุลาคม กรีนพีซรณรงค์ระดับโลก Not Just Tuna เพื่อเรียกร้องให้ไทยยูเนียนในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีแผนงานรายละเอียดและกรอบเวลาที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาการทำลายล้างทะเลและการค้ามนุษย์ในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลรวมถึงการดูแลสอดส่องความโปร่งใสทั้งหมดและการตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของอาหารทะเลจากมหาสมุทรสู่จาน

สหภาพยุโรปเลื่อนการตัดสินใจว่าจะห้ามนำเข้าสินค้าประมงของไทยหรือไม่ออกไปเป็นเดือนธันวาคม 2558 และต่อมาเป็นเดือนมกราคม 2559 หลังจากภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเลรายใหญ่ออกมาโต้รายงานข่าวของสำนักข่าวเอพีเรื่องการใช้แรงงานผ่านกระบวนการค้ามนุษย์ในสายพานการผลิตกุ้งแช่แข็งส่งออก



ในเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา สนช. ได้ผ่าน พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยและสมาคมรักษ์ทะเลไทยได้วิพากษ์ว่า การออกพระราชกำหนด(พรก.) นี้มุ่งแก้ไขเพื่อให้ปลดใบเหลืองอียูและรักษาตลาดของอุตสาหกรรมอาหารทะเลรายใหญ่ แต่ไม่คำนึงถึงการจัดการฟื้นฟูทรัพยากรทะเล นอกจากส่งประเด็นแก้ไขเพิ่มเติมไปยังกรมประมงแล้วจะมีการขับเคลื่อนนี้ต่อไป

การต่อกรกับการประมงผิดกฎหมาย การฟื้นฟูทะเลไทยจากการประมงเกินขนาดและภาวะคุกคามอื่นๆ ตลอดจนการสร้างความเป็นธรรมต่อแรงงานประมง เป็นประเด็นท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปในปี 2559


จากถ่านหินถึงความตกลงปารีส (Paris Agreement)

ทันทีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2558-2579(PDP2015) แม้มีเสียงตอบรับเชิงบวกจากภาคธุรกิจพลังงาน แต่ภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่าแผน PDP2015 ยังคงหมกเม็ดและไม่ตอบโจทย์โดยเฉพาะกำลังผลิตสำรองที่ล้นเกินความจำเป็นและการผลักดันถ่านหิน



ในช่วงเดือนมีนาคม 2558 หลังจากการเดินเท้าพบคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) หยิบยกความไม่ชอบธรรมของกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการท่าเทียบเรือถ่านหินคลองรั้ว เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินได้นอนคว่ำบาตรประท้วงการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อรายงาน EIA ฉบับดังกล่าวของ คชก. หน้าสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ท้ายที่สุด คชก. แจ้งมีมติไม่ผ่านรายงาน

เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินยกระดับการต่อสู้โดยการแบกเป้ปกป้องอันดามันจากถ่านหินและประท้วงอดอาหารหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาและหน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2558 การเจรจาระหว่างเครือข่ายฯ และรัฐบาลมีข้อสรุปว่าให้ชะลอกระบวนการพิจารณารายงาน EHIA และ EIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อหาทางออกตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ยังยืนยันประมูลโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จนถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไตรภาคีโดยนายกรัฐมนตรี

กระบวนการประชาพิจารณ์โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ได้เผยด้านอัปลักษณ์อีกครั้งในกรณีเวที ค.3 ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โดยมีการใช้กำลังทหารปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ และเครือข่ายประชาชนส่งจดหมายเปิดผนึกนำเสนอทางออก
การต่อสู้ของชุมชนที่กระบี่ เทพา(สงขลา) แม่เมาะ(ลำปาง) ระยอง บำเหน็จณรงค์(ชัยภูมิ) เขาหินซ้อน(ฉะเชิงเทรา) และพื้นที่อื่นๆ ที่อาจจะตามมาในอนาคต เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อยุติยุคถ่านหินในระดับสากล สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การใช้ถ่านหินของจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2553 โรงไฟฟ้าถ่านหินในสหรัฐอเมริกาทะยอยปลดระวาง 200 แห่งจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของสหรัฐอเมริกาลดลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี สถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรปและธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรปยกร่างนโยบายเพื่อจำกัดการให้เงินกู้แก่โรงไฟฟ้าถ่านหิน บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศไม่มีนโยบายให้เงินกู้โครงการถ่านหินในอินเดีย และฝรั่งเศสยุติบทบาทของหน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกในการสนับสนุนถ่านหิน

ที่ประชุมสมัชชารัฐภาคีฯ ครั้งที่ 21 (COP21) ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส รับรองความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 เพื่อเป็นกฎกติกาใช้บังคับกับทุกรัฐภาคี สำหรับการดำเนินงานจากปี 2563 เป็นต้นไป ความตกลงปารีสมีเป้าหมายหลักเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยให้น้อยกว่า 2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และมุ่งมั่นความพยายามในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส กลุ่มองค์กรที่ทำงานรณรงค์มีปฏิกิริยาที่ผสมปนเปกันต่อความตกลงปารีส ในขณะที่นิตยสารอีโคโนมิสต์หยิบยกว่า “จุดจบยุคฟอสซิลใกล้จะมาถึงแล้ว”

ถึงแม้ว่าข้อตกลงปารีสจะทำให้อุตสาหกรรมถ่านหินถูกมองดั่งนักค้าทาส และทบวงพลังงานระหว่างประเทศเองจะยอมรับว่ายุคทองของถ่านหินในจีนกำลังจะหมดลง แต่อินเดียและหลายประเทศในอาเซียนกำลังเป็นที่หมายปองของอุตสาหกรรมถ่านหิน

การต่อสู้เพื่อยุติยุคถ่านหินในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องดำเนินต่อไป


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


ย้อนรอยข่าวสิ่งแวดล้อมเด่นปี 2558 .... (ต่อ)

วิกฤตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนปี 2558 : ต้นปีภาคเหนือ ปลายปีภาคใต้



หมอกควันพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะการเผาในที่โล่งจะเข้าปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือทุกๆ ต้นปี โดยเป็นส่วนหนึ่งวิกฤตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในวันที่ 18 มีนาคม 2558 กรมควบคุมมลพิษรายงานระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอนในหมอกควันพิษในภาคเหนือตอนบนทุกจังหวัดมีค่าเกินกว่าระดับที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันภาครัฐได้ระดมสรรพกำลังรวมถึงความช่วยเหลือจากกองทัพอากาศสิงคโปร์เพื่อบรรเทาผลกระทบ

การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และการทำลายมายาคติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข้อมูลว่าหมอกควันเกิดจากชาวบ้านหาของป่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไม่เกี่ยวข้องกับการเผาไร่ข้าวโพด บริษัทอาหารสัตว์ไม่ต้องรับผิดชอบปัญหาหมอกควันพิษข้ามพรมแดน และ CSR ของบริษัทนำไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน เผยให้เห็นโฉมหน้าของสาเหตุที่แท้จริงและความเชื่อมโยงจาก “หมอกควันพิษ” ถึง “อาหารที่เรากิน” และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของปัญหาหมอกควันพิษในภาคเหนือของไทยที่ภาคเอกชนนำโดย หอการค้าเชียงใหม่เสนอต่อสาธารณชนว่าการเผาพื้นที่ปลูกข้าวโพดกว่า 5 ล้านไร่ในภาคเหนือส่งผลให้เกิดหมอกควันพิษทุกปี และถามหาภาระรับผิดจากผู้ประกอบการรายใหญ่

ช่วงเดือนตุลาคม 2558 หมอกควันพิษหนาทึบจากจุดเกิดไฟนับหมื่นบนเกาะสุมาตราและกะลิมันตันของอินโดนีเซียแผ่เข้าปกคลุมพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทยได้รับการบันทึกว่าเป็นวิกฤตหมอกควันพิษข้ามพรมแดนที่มีผลกระทบรุนแรงในรอบ 17 ปี โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ สงขลา ในวันที่ 6 ตุลาคม ชาวสงขลาทำการยื่นจดหมายผ่านสถานกงสุลอินโดนีเซียไปยังรัฐบาลอินโดนีเซียให้ลงมือแก้ปัญหา เพราะสร้างผลกระทบ มีคนเจ็บป่วยจำนวนมากโดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ



สองทศวรรษของการทำลายล้างป่าพรุ และระบบนิเวศป่าไม้โดยภาคอุตสาหกรรมปลูกไม้เชิงเดี่ยวได้ทำให้หลายส่วนของอินโดนีเซียกลายเป็นไม้ขีดไฟขนาดยักษ์ และรัฐบาลอินโดนีเซียเองก็ล้มเหลวในการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเพื่อยุติการทำลายป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุ การวิเคราะห์ของกรีนพีซระบุว่าในปี 2558 นี้ จุดเกิดไฟเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าพรุ แม้ว่าอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันหรือเยื่อกระดาษจะมีคำมั่นเพื่อยุติการทำลายป่าไม้และพื้นที่ป่าพรุ ตลอดจนนโยบายป้องกันการเกิดไฟป่าพรุที่เข้มงวด ทว่าจุดเกิดไฟจำนวนมากเกิดขึ้นภายในพื้นที่สัมปทานป่าไม้ของบริษัทที่มีนโยบายยุติการทำลายป่า

ความตกลงอาเซียนว่าด้วยหมอกควันพิษข้ามพรมแดนหรือกฎหมายที่เข้มงวดในระดับประเทศ เช่น กฎหมายของสิงคโปร์ ก็ไม่ได้รับรองว่าปัญหาจะไม่เกิดซ้ำขึ้นอีก จนกว่าอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกรณีของประเทศไทยจะดำเนินนโยบายว่าด้วยความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของตน(zero burning) หรืออุตสาหกรรมสวนป่าเชิงเดี่ยวในอินโดนีเซียจะยุติการทำลายพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิมและเริ่มต้นการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้และป่าพรุ


ครม. ตีกลับ ร่าง พรบ ความปลอดภัยทางชีวภาพ



ประเด็นใหญ่ในช่วงปลายปีนั้นหนีไม่พ้นเรื่องจีเอ็มโอ การเคลื่อนไหวคัดค้านพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพของภาคประชาชนและผู้ประกอบการเกษตรและอาหาร 125 องค์กร การเคลื่อนไหวของประชาชนและองค์กรท้องถิ่นใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ การรณรงค์ในสื่อสังคมออนไลน์ และกลุ่มนักวิชาการด้านการเกษตร กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ และสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ได้แสดงออกเพื่อคัดค้านร่างกฎหมายร่วมกันอย่างเข้มแข็งจนกระทั่งนายกรัฐมนตรีประกาศยุติการผลักดัน พ.ร.บ. ความปลอดภัยทางชีวภาพโดยมีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาในมุมที่มีข้อทักท้วงเพิ่มเติมให้รอบคอบ ภาคประชาสังคมได้จับตาเรื่องการร่างกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว



คดีสิ่งแวดล้อมในรอบปี 2558

กระบวนการทางศาลรวมถึงการจัดตั้งศาลปกครองเปิดให้มีการนําคดีหรือขอพิพาททางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้เกิดการแก้ไขเยียวความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้มาตรการป้องกันไม่ให้มีการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน กฎหมายก็เป็นเครื่องมือของรัฐและฝ่ายอุตสาหกรมเพื่อกดทับการต่อสู้ของชุมชน ดังจะเห็นได้จาก คดีสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ส่วนคดีสิ่งแวดล้อมที่สะท้อนชีพจรของ “ความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม” และ “การปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ” ในรอบปี 2558 พอรวบรวมได้ดังนี้

- ต้นปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องกรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคกับพวกรวม 1,455 คน ยื่นฟ้องนายกฯ-ครม.-ปตท. และผู้เกี่ยวข้อง คดีแบ่งแยกระบบท่อก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ให้กลับมาเป็นของรัฐ

- หลังต่อสู้กันมายาวนานถึง 13 ปี ต่อคดีที่ตำรวจยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำชุมนุมคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซ และโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2545 วันที่ 21 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา

- ศาลฎีกายกฟ้องคดีจ้างวานฆ่า 'เจริญ วัดอักษร’ ผู้นำชุมชนโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกระบุ “ประชาชนคาดหวังจะได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรมได้ยากเต็มที ความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนจนถึงการใช้ดุลยพินิจของตุลาการทุกระดับต้องได้รับการปฏิรูปโดยเร่งด่วนให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้”

- ศาลฎีกาพิพากษารอลงอาญา 2 ปี “ชาวบ้านบ่อนอก" แล่นเรือประมงขวางเจ้าหน้าที่ บ.กัล์ฟฯ สำรวจทะเล คัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในปี 2544
บริษัทเหมืองทอง “ทุ่งคำ” ฟ้องร้องดำเนินคดีกับเยาวชนนักข่าวพลเมืองที่มีอายุเพียง 15 ปี ในคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท เนื่องมาจากการเสนอข่าวเกี่ยวกับการออกค่ายของกลุ่มเยาวชนฮักบ้านเกิดเจ้าของตอน "นักสืบลำน้ำฮวยแท้ๆ แน๊ว" ออกอากาศในช่วงข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2558 ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่ามีเนื้อหาที่เป็นเท็จใส่ร้ายให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ส่วนไทยพีบีเอสออกแถลงการณ์ให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ทบทวนการยื่นฟ้องหมิ่นประมาทเยาวชนนักข่าวพลเมืองให้เหลือเพียงเฉพาะส่วนการฟ้องร้องไทยพีบีเอสเท่านั้น

- มูลนิธิบูรณะนิเวศและเครือข่ายประชาชนศึกษาและติดตามปัญหาขยะ 7 จังหวัด ฟ้องเพิกถอนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกเว้นให้การสร้างโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยไม่ต้องทำรายงาน EIA ชี้ประกาศกระทรวงฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

- ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องคดีเขื่อนไซยะบุรี (คำสั่งที่ คส.8/2557) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ถือเป็นคดีแรกของประเทศลุ่มน้ำโขงที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนต่อศาลปกครอง ต่อมาในวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ศาลพิพากษาให้ยกคำฟ้องดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ราย ได้เปิดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นถึง 3 ครั้ง และเผยแพร่ข้อมูลไว้บนเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงถือว่าได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้ละเลยแต่อย่างใด


http://www.greenpeace.org/seasia/th/...58/blog/55205/
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 30-12-2015
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก greennewstv


ปี 59 ฝันร้ายของนายทุน 'ป่าไม้' เปิดแผนทวงคืนผืนป่า



เปิดแผนทวงคืนผืนป่าปี 59 “ชลธิศ” ลั่นฝันร้ายนายทุน เดินหน้าล่าชื่อดำเนินคดี ด้านผู้ยากไร้เตรียมรับการจัดสรรที่ดินเบื้องต้น 2 แสนไร่

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า จากนโยบายแก้ไขปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าตามคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 หรือปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2557 นั้น สามารถดำเนินการทวงคืนได้แล้วทั้งสิ้นกว่า 280,000 ไร่ จากเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศให้ได้ร้อยละ 40 หรือประมาณ 128 ล้านไร่ จากเดิมร้อยละ 31.5 หรือประมาณ 102 ล้านไร่ โดยเฉพาะในปี 2558 สามารถทวงคืนได้ 175,209.16 ไร่

“สำหรับเป้าหมายในปี 2559 จะเป็นการเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าต่อเนื่องโดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนายทุน ซึ่งปีหน้าอาจจะไม่ได้เห็นข่าวการตัดต้นยางมากนัก ไม่เจอรูปแบบทวงคืนผืนป่าแบบที่ผ่านมา เพราะเราจะตามตัวนายทุนให้ได้มากที่สุด เสาะหาชื่อออกมาเพื่อให้มีคดีไปติดอยู่ในชั้นศาล หากรายไหนไม่แน่ใจก็จะร่วมมือกับทางจังหวัดดำเนินการตรวจสอบ ดังนั้นปีหน้าจะเป็นฝันร้ายนายทุนในขณะที่เราเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้ยากไร้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ในกฎกติกาการใช้พื้นที่ปลูกพืชอย่างเหมาะสม” นายชลธิศ กล่าว

อธิบดีกรมป่าไม้ ยังกล่าวอีกว่า จะมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนที่เน้นคนในพื้นที่เป็นหลัก โดยคณะอนุกรรมการจัดสรรที่มี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานซึ่งได้เห็นชอบพื้นที่จัดสรรไปแล้ว 1 แสนไร่ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้การแก้ปัญหาผู้ยากไร้ยังคงมีไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่มาก ดังนั้นในวันที่ 4 ม.ค. 2559 จะมีการจัดประชุมอีกครั้งหนึ่งเพื่อเสนอพื้นที่จัดสรรเพิ่มเติมอีก 1 แสนไร่ ตามเป้าหมายที่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 3-5 แสนไร่

“นอกจากนี้แล้วในปี 2559 ยังจะเป็นปีแรกที่มีการติดตามข้อมูลสภาพป่าเป็นระยะทุก 3 เดือน ด้วยความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) โดยตรวจสอบจากภาพถ่ายทางอากาศที่สามารถตรวจสอบได้เมื่อมีการบุกรุกตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป ซึ่งจะเริ่มส่งข้อมูลในต้นปีหน้าเพื่อป้องกันการบุกรุกเพิ่มเติม” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว



นายสมชัย มาเสถียร รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า แนวความคิดใหม่ของกรมป่าไม้จะมองว่าพื้นที่ทั้งหมดที่มีการบุกรุก แม้จะเป็นผู้ยากไร้เข้าไปครอบครองถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมดในอันดับแรก กรมป่าไม้มีหน้าที่ทวงคืนพื้นที่ทั้งหมดกลับมาก่อน เมื่อได้กลับมาจึงค่อยพิจารณาความเหมาะสม ว่าพื้นที่ใดเป็นประโยชน์ต่อชาติต้องฟื้นฟูปลูกป่า พื้นที่ใดเหมาะสมแก่การทำเกษตรก็จะนำมาจัดสรรที่ทำกินให้โดยคำนึงถึงผู้ยากไร้เป็นหลัก แต่ให้เป็นสิทธิแบบแปลงรวมไม่ใช่ปัจเจก ทั้งนี้ความยากคือต้องการหลายภาคส่วนที่จะมาช่วยกัน

ด้าน นายธัญญา เนติธรรมกุล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ทางกรมอุทยานฯ ได้ดำเนินการทวงคืนผืนป่าในปี 2558 ได้ทั้งสิ้น 34,144 ไร่ เป็นจำนวน 3,467 คดี และคดีไม้ 2,032 คดี จากตัวเลขจะเห็นได้ว่าการดำเนินการไม่ได้สะดุดลงตามข่าว แต่เพื่อความรอบคอบจึงต้องกลับมาทบทวนมาตรการเพื่อลดผลกระทบกับผู้ยากไร้ ประกอบกับการปฏิบัติการที่บางครั้งไม่ได้ออกข่าว จึงทำให้บางคนอาจมองว่าล่าช้า


http://www.greennewstv.com/%E0%B8%9B...9%88%E0%B8%B2/
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:33


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger