เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันพุธที่ 24 ธันวาคม 2557

กรมอุตุนิยมวิทยา



สภาวะอากาศทั่วไป

ในช่วงวันที่ 24-25 ธันวาคม 2557 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยตอนบน ส่งผลให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลามีฝนต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งทางใต้ของประเทศมาเลเซียทำให้จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีฝนหนักมากเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และปริมาณฝนตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับอ่าวไทยจะมีคลื่นลมแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กในอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน

อนึ่ง ในระยะนี้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นกับมีลมแรง และอุณหภูมิลดลงเล็กน้อย โดยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดเขาสูงจะมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นในบางพื้นที่


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้า กับมีลมแรง อุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 19-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 23-24 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส สำหรับบริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูง 2-4 เมตร

ในช่วงวันที่ 25-27 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า แต่โดยทั่วไปจะยังคงมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้ และอ่าวไทย มีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนลดลง ส่วนอ่าวไทยตอนล่างยังคงมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 28-29 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจะพัดลงมาปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ทำให้มีอากาศเย็นลงอุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศากับมีลมแรง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 24-25 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และปริมาณฝนตกสะสม ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง สำหรับชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2_01.jpg (36.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg SEch2.jpg (85.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Rain.jpg (96.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ไทยรัฐ


เมืองคอน เตือน ปชช.เลี่ยงเส้นทาง 'ปากพนัง-หัวไทร' เหตุคลื่นลมแรง



แขวงนครศรีธรรมราชที่ 1 แจ้งเตือนประชาชน ให้หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทาง สายปากพนัง-หัวไทร เนื่องจากกระแสคลื่นลมพัดเข้าฝั่งอย่างรุนแรง มีขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ขึ้นบนผิวทาง

วันที่ 23 ธ.ค. นายถนัด บ่วงดักใจ ผู้อำนวยการแขวงการทางนครศรีธรรมราช ที่ 1 เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้มีมรสุมคลื่นลมพัดเข้าฝั่งอย่างรุนแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง ซัดเอาขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลต่างๆ เป็นจำนวนมาก ขึ้นบนผิวทางในทางหลวงหมายเลข 4013 ตอน ปากพนัง-หัวไทร ระหว่าง กม. 43+000 – กม. 50+000 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ทำให้การจราจรผ่านได้ค่อนข้างลำบาก ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน หลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าวหากไม่จำเป็น แต่ขอให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 408 ตอน นครศรีธรรมราช – หัวไทร หรือทางหลวงหมายเลข 4094 ตอนบ่อล้อ – ปากพนัง แทนไปก่อนจนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ


***************************************************************************************


น้ำท่วมใต้ยังวิกฤติ หลายจังหวัดเจอน้ำทะเลหนุนซ้ำ



สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังวิกฤติ ยะลา-นราธิวาส ฝนตกต่อเนื่อง ซ้ำเจอน้ำทะเลหนุน ทำให้ระบายไม่ได้ ขณะที่ ปัตตานี น้ำท่วมขยายวงกว้างหลายอำเภอ บางจุดท่วมสูงกว่า 2 เมตร มาอาทิตย์นึงแล้ว จนท.เกี่ยวข้องเร่งช่วย ...

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังวิกฤติ โดยเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นราธิวาส ฝนยังตกครอบคลุม 13 อำเภอ ระดับน้ำในแม่น้ำโก-ลก สูงกว่าตลิง 1.8 เมตร ส่วนที่แม่น้ำบางนรา น้ำสูงกว่าตลิ่ง 80 ซม. การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย ด้าน อ.ตากใบ ทำได้ช้า เนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูง


นราธิวาส เกิดลมกระโชกแรง ริมชายหาดบ้านทอน

นอกจากนี้ ที่ ริมชายหาดบ้านทอน หมู่ 10 ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส เกิดลมกระโชกแรง เป็นเหตุให้ต้นไม้โค่นล้มทับบ้าน ได้รับความเสียหาย 8 หลัง ถนนเลียบชายหาด ถูกคลื่นซัดเสียหายเป็นทางยาว กว่า 2 กม.

ที่ จ.ยะลา ยังคงมีน้ำท่วมที่ราบลุ่ม 2 ฝั่งแม่น้ำสายบุรี อ.รามัน, แม่น้ำปัตตานี อ.กรงปินัง และ อ.เมืองยะลา บ้านเรือนถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องอพยพหนีมาอาศัยอยู่ริมถนนเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า ที่หมู่ 3 ต.บาลอ อ.รามัน ด.ช.อชิรวิทย์ สาแล อายุ 8 ขวบ ถูกกระแสน้ำซัด ทำให้เสียชีวิต


ยะลา บางจุดมีน้ำท่วมสูงประมาณ 1 เมตร

ส่วนที่ จ.ปัตตานี น้ำท่วมยังขยายวงกว้างในหลายอำเภอ โดยเฉพาะที่บ้านปรีดอ บ้านปากาลีมอปูโลพ บ้านยือโมะ ต.บาราเฮาะ อ.เมือง ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากน้ำในแม่น้ำปัตตานี เอ่อล้นตลิ่ง บ้านเรือนและมัสยิด ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ขณะที่พบเด็กเสียชีวิตจากการจมน้ำ 1 ราย คือ ด.ช. อิสมาแอ แกแล อายุ 1 ขวบ 4 เดือน

ขณะที่ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี หลังน้ำทะเลหนุนสูง ท่วมขังบนถนนหลายสาย ล่าสุด น้ำได้ระบายลง จนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ที่ จ.พัทลุง มีรายงานว่า หลังเกิดฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่หมู่ 1,2 และ 3 ต.ชะรัด อ.กงหรา ระดับน้ำสูงประมาณ 1 เมตร มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนแล้วประมาณ 300 ครัวเรือน ขณะที่ในเขต อ.เมือง ยังคงมีน้ำท่วมหนักในพื้นที่ ต.นาโหนด ต.ชัยบุรี ต.ปรางหมู่ ต.พญาขัน และ ต.ลำปำ มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนแล้วประมาณ 1,000 หลังคาเรือน

และที่ จ.สงขลา น้ำในคลองสายหลัก ทั้งคลองอู่ตะเภา คลองนาทวี คลองเทพา คลองรัตภูมิ คลองหวะ คลองวาด และ คลองต่ำ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ในภาพรวมยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากยังคงมีฝนตกลงมาไม่ขาดสาย ขณะที่ในเขตเทศบาลนครสงขลา น้ำในทะเลสาบสงขลา ได้เอ่อล้นเข้าท่วมตลาดสดเทศบาล ถนนวิเชียรชม ถนนแหล่งพระราม และบริเวณสี่แยกถนนรองเมือง สูงกว่า 30 ซม. ทำให้การสัญจรเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งทางเทศบาลได้ทำการแจกจ่ายกระสอบทรายให้กับชาวบ้าน เพื่อป้องกันน้ำท่วมเข้าบ้านเรือน.


**************************************************************************************


ประชุมแม่โขงไม่พูดแม่โขง ....................... บทบรรณาธิการ

จบลงไปอย่างเงียบๆคือการประชุมครั้งสำคัญในกรุงเทพฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ผู้เข้าร่วมประชุมล้วนแต่ระดับบิ๊ก ได้แก่ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีน ประธานาธิบดีพม่า นายกรัฐมนตรีลาว, กัมพูชาและเวียดนาม ที่ประชุมเห็นชอบแผนร่วมมือเศรษฐกิจถึง 92 โครงการ

เห็นชอบแผนการลงทุน 5 ปี วงเงิน 9.6 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง ส่วนเงินทุนมาจากเงินกู้จากอภิมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ คือประเทศจีน ส่วนจีนกับไทยร่วมกันลงนามในความตกลงร่วมกันอีกต่างหาก ที่สำคัญคือการสร้างรถไฟทางคู่จากหนองคาย แก่งคอยถึงมาบตาพุด และแก่งคอยถึง กทม.จะเริ่มก่อ สร้างทันทีในปี 2558

โครงการร่วมมือระหว่างไทยกับ จีนในการสร้างทางรถไฟคราวนี้ ถือว่าเป็นการ ชดเชยโครงการรถไฟความเร็วสูงหลายสาย ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ถูกยกเลิกไป นายกรัฐมนตรีจีนรับประกันว่ารถไฟไทยสายนี้จะใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง เทคโนโลยีสูง และความเร็ว สูงขณะนี้จีนกำลังรวย ไอเอ็มเอฟระบุว่า จีดีพี จีนแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจ ใหญ่สุดของโลก

แต่ในการประชุมครั้งสำคัญคราวนี้ ไม่มีรายงานว่าได้พูดถึงปัญหาที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง นั่นก็คือการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงหลายแห่งที่อาจกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน 60ล้านคนที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ริมฝั่งโขง เป็นคนไทยใน 8 จังหวัด 20 ล้านคน อีก 40 ล้านคนเป็นชาวลาว กัมพูชา และเวียดนาม

แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่สุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความยาวราว 5,000 กม. ไหลผ่าน 6 ประเทศถือว่าเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ แต่บางตอนเป็นแม่น้ำภายใน จีนเป็นประเทศแรกที่สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงและสร้างแล้วถึง 8 เขื่อน โดยไม่มีประเทศใดกล้าคัดค้าน ลาวจึงเอาอย่างบ้างด้วย การสร้างเขื่อนไซยะบุรีและกำลังจะสร้างอีกแห่ง

ประชาชนผู้อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขง เริ่มได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในจีน กระทบต่ออาชีพการประมงน้ำจืดเพราะไม่มีปลาให้จับอย่างอุดมสมบูรณ์เหมือนก่อนผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าถ้าการก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในลาวแล้วเสร็จจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทั้งต่อการทำมาหากินของประชาชนและอาจ กระทบต่อสิ่งแวดล้อมถึงขั้นหายนะ แต่ไม่มีรัฐบาลใดคัดค้าน

รัฐบาลกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงส่วนใหญ่ล้วนแต่ต้องเกรงใจพี่เบิ้มจีน ซึ่งขณะนี้กำลังจะเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก และกำลังแผ่ขยายอิทธิพลทาง การเศรษฐกิจ ฝ่ายที่คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงเป็นแค่เสียงแผ่วๆของภาคเอกชนหรือกลุ่มเอ็นจีโอ ส่วนรัฐบาลนอกจากเกรงใจจีนแล้วยังกลัวกระทบสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน.

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ไทยรัฐ


หยุดดราม่า! นักเคมีการันตี หิมะเทียมอิชิตัน ไร้พิษสง



เกิดเสียงวิจารณ์สนั่นโลกโซเชียลฯ เมื่อ นายตัน ภาสกรนที ประธานจัดงาน นิมมาน สโนว์ เฟสติวัล (Nimman Snow Festival) ที่ศูนย์การค้า Think Park บริเวณสี่แยกรินคำ ถนนนิมมานเหมินท์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยเป็นการนำเกลือบริสุทธิ์จำนวนหลายพันกระสอบ น้ำหนักรวมมากกว่า 40 ตัน มาเทบริเวณพื้นที่จัดงานเพื่อใช้เป็นหิมะเทียม ซึ่งสมาชิกเว็บบอร์ดชื่อดังอย่าง Pantip ได้โพสต์ภาพเกลือบริสุทธิ์ที่กระจายออกมายังทางเท้าและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมกับแสดงความเป็นห่วงหลังการจัดงานว่าจะมีวิธีดูแลอย่างไร

ทั้งนี้ นายตัน ชี้แจงทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “หิมะทั้งหมดคือ refined salt เกลือบริสุทธิ์ใช้เป็นปกติในงานถ่ายโฆษณา ตอนถ่าย อิชิตันทัวร์ยกแก๊งฮอกไกโด ปีก่อนก็ใช้เกลือแบบเดียวกัน ผมกับทีมนอนคลุกอยู่ 2 วันเต็มๆ การจัดงานครั้งนี้ควบคุมด้วยทีมงานมืออาชีพ หลังใช้งานเสร็จจะจัดเก็บเกลือทั้งหมดส่งคืนกลับไปให้ผู้ขายเอาไปกำจัดอย่างถูกวิธี หรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบำบัดน้ำเสีย บ่อกุ้ง ฯลฯ ใต้เกลือในพื้นที่จัดงานรองด้วยพลาสติกเพื่อปิดฝาท่อระบายน้ำทั้งหมดมิดชิดมั่นใจได้ครับ ขอขอบคุณอย่างสูงสำหรับคำเตือนและความห่วงใย รับรองด้วยเกียรติว่าผมใส่ใจ ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและผมรักเชียงใหม่ครับ ทีมงานทุกคนระมัดระวังเรื่องนี้เต็มที่ ถ้าไม่มั่นใจความปลอดภัยคงไม่กล้าพาลูกเมียทั้งครอบครัวมาเล่นหิมะที่งาน Nimman snow festival ถึง 2 วันเต็มครับ”


ตารางสรุปมาตรฐานคุณภาพน้ำ

ทางทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงสอบถามไปยัง รศ.ดร.พลังพล คงเสรี อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ถึงเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดย อ.พลังพล อธิบายว่า Refined Salt เป็นเกลือที่ค่อนข้างดี จะมีความเป็นเกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์ เกินกว่า 99.9% และจะมีความแห้ง ความชื้นต่ำ สามารถใช้ในอากาศแห้งเหมือนเมืองเชียงใหม่ได้


Refined Salt อันตรายต่อแหล่งน้ำและสิ่งมีชีวิตหรือไม่​ ?

อ.พลังพล วิเคราะห์ว่า ขนาดของผลึกเกลือ อาจอยู่ระหว่าง 100-300 ไมครอน (ไมครอน 1 ในล้านของเมตร) เล็กกว่าเกลือที่ใช้ทำอาหารทั่วไป ถ้ามาตรฐานที่ขึ้นสูงของโซเดียมในน้ำอยู่ที่ 20 ppm = 20 กรัม ในน้ำ 1 ตัน ถ้าคิดเป็นโซเดียมคลอไรด์ เท่ากับ 50 กรัม/ตัน น้ำ ถ้ามีเกลือ 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำละลาย 50 ลูกบาศก์เมตร ถ้าเกลือ 1 ตัน ก็ใช้น้ำเจือจาง 50,000 ลูกบาศก์เมตร

ส่วนจะอันตรายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น แต่กรณีนี้อาจจะมีปริมาณมากกว่าปกติเล็กน้อย มีวิธีจัดการ คือทำให้เกลือเหล่านี้เจือจางลง โดยการใช้น้ำ เพราะเกลือสามารถละลายน้ำได้อย่างมาก ใช้น้ำชำระล้างให้เจือจางก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ขณะที่ สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ ต้องมีการคำนวณปริมาณในแหล่งน้ำนั้นก่อนว่ามีปริมาณเท่าใด และเกลือไหลลงไปสู่แหล่งน้ำเท่าใด ถ้าคำนวณแล้วว่าน้ำมีปริมาณมากกว่าเกลือหลายเท่าตัว ก็จะไม่มีปัญหาอะไรกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำ

ทั้งนี้ อ.พลังพล ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่มีปัญหากับแม่น้ำปิงแน่นอน เพราะแม่น้ำปิงมีปริมาณมหาศาล ซึ่งถ้ามีการเก็บกวาดไปแล้วส่วนที่เหลือไม่น่าจะมีปริมาณเยอะ เมื่อไหลลงสู่แม่น้ำปิงมันจะเจือจางลงไปตามธรรมชาติ


หิมะเทียมเต็มไปหมดเลย


Refined Salt มีผลต่อต้นไม้บริเวณนั้นอย่างไร ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี อธิบายว่า องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ International Maritime Organization กำหนดค่าเกลือสูงสุดในดินคือ 50 มิลลิกรัม/ลูกบาศ์กเมตร ในส่วนของดินอาจจะมีปัญหาเรื่องของดินเค็ม ซึ่งช่วงนี้ จ.เชียงใหม่ มีอากาศแห้ง เกลือจะไปอยู่บนผิวดินไม่ลงลึกไปในดิน โดยมีวิธีแก้ไข คือ การตักหน้าดินออกมาและนำไปทิ้ง ส่วนหากมีฝนตกลงมา เกลือเหล่านี้จะละลายน้ำหมด และค่อยๆ ซึมลงตามท่อสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ความเป็นพิษของมันจะไม่สูงมากนัก


Refined Salt เป็นอันตรายต่อมนุษย์แค่ไหน ?

อ.พลังพล เผยว่า สารเคมีที่ใช้นั้นเป็นเกลือแกงที่มีความบริสุทธิ์สูง และใช้กรรมวิธีทำให้ดูขาวสวย มีขนาดของผลึกที่ค่อนข้างเท่ากัน โดยเกลือแกงมีความเข้มข้นต่ำ ไม่ได้มีปัญหากับมนุษย์ อีกทั้งสารพวกนี้ไม่ได้เข้าตามผิวหนังของมนุษย์ เนื่องจากเกลือเป็นสารที่มีขั้วสูง ส่วนผิวหนังมนุษย์มีชั้นไขมันป้องกันอยู่ ฉะนั้น เกลือเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในร่างกายได้

สำหรับในเรื่องของการสูดดมหิมะเทียมเข้าไปนั้น อ.พลังพล ให้ข้อมูลว่า เกลือมีความหนาแน่นค่อนข้างสูง ประมาณเกือบ 2 เท่าของน้ำ และไม่ได้มีขนาดเล็กถึงขนาดเป็นผงฟุ้งกระจาย ยกตัวอย่าง คนที่ทำนาเกลือเป็นอาชีพ ซึ่งคนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร อีกทั้ง สารพวกนี้มีอยู่ในอากาศอยู่แล้ว และมีวัฏจักรของมันอยู่ โดยในกรณีนี้มันไม่น่าห่วงมากนัก

“โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง นำมาใช้ปรุงอาหารตามปกติ หากมีการกินเข้าไปนิดหน่อยก็ไม่เป็นอะไร มนุษย์เรามีกระบวนการเผาผลาญในระบบร่างกาย เพราะฉะนั้นไม่น่ากลัวถ้าปริมาณไม่สูง” ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ระบุ


ทีมงานกำลังเร่งเก็บกวาด


เกลือทำให้เกิดสนิมจริง แต่ต้องใช้ระยะเวลานาน !?

อาจารย์ภาควิชาเคมี ม.มหิดล อธิบายว่า เกลือทำให้เกิดสนิมเร็วขึ้น เนื่องจากเกลือจะทำตัวเป็นอิเล็กโทรไลต์ ทำให้ปฏิกิริยาการถ่ายเทอิเล็กตรอนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รถยนต์ที่อยู่ในเมืองหนาวจะผุเร็วกว่าปกติ ทางต่างประเทศจะนำเกลือมาโปรยบนถนน เมื่อรถยนต์วิ่งผ่านเกลือเหล่านี้จะติดอยู่ในบังโคลนรถยนต์และหลายคนไม่ได้ล้างรถ เมื่อสะสมเป็นระยะเวลานาน โอกาสที่จะเกิดสนิมจึงมีสูง

ส่วนกรณีของที่ จ.เชียงใหม่ นั้น ถ้าขับรถยนต์เหยียบน้ำก็จะช่วยชะล้างออกไปบางส่วน เมื่อกลับถึงบ้านให้ใช้น้ำฉีดล้างออก เพียงเท่านี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ถ้าจะเกิดสนิมต้องใช้เวลาพอสมควร อย่างเช่น ทางภาคใต้แถวชายทะเลจะเห็นได้ว่ามีปัญหาเรื่องนี้อยู่พอสมควร


วิธีการกำจัด Refined Salt ทำได้อย่างไร ?

อ.พลังพล ระบุว่า เกลือสามารถละลายน้ำได้ ฉะนั้น ในกรณีดังกล่าวในทางกายภาพ ให้ใช้การตักทิ้ง ดูดออก ปัดกวาด ซึ่งส่วนที่ยังเหลือก็เป็นกระบวนการทางเคมี ค่อยๆ เจือจางลงไป

“ปัญหาในเมืองเชียงใหม่ ผมประเมินแล้วว่าไม่น่าจะมีปัญหาหรือผลกระทบมากมาย และที่สำคัญคือไม่มีปัญหากับคนอย่างแน่นอน ฉะนั้นอย่าไปกลัวหรือกังวลเกินกว่าเหตุ ควรหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาประกอบกันก่อน” ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี ทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.57 ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำความสะอาดและดูดฝุ่นบนฟุตปาทเรียบร้อยแล้ว และมีการปูหญ้าเทียมรอบบริเวณ เพื่อป้องกันไม่ให้หิมะเทียมลงสู่ถนนอีกด้วย

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Facebook : ตัน ภาสกรนที

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

เดลินิวส์






เว็บไซต์ข่าวอังกฤษ “เดลิเมล” รายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเมศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกเรือประมงต่างชาติ ที่ลักลอบเข้าไปจับปลาในเขตน่านน้ำอินโดนีเซีย ด้วยการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายเรือประมงต่างชาติ 2 ลำ ที่ถูกจับกุมและถูกยึด พร้อมกับนำตัวลูกเรือขึ้นไต่สวนในชั้นศาลแล้ว ทั้งนี้ ปฏิบัติการเชือดไก่ให้ลิงดูครั้งนี้ เกิดขึ้นที่เกาะอัมบนเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.



เรือทั้ง 2 ลำ แม้จะติดธงปาปัวนิวกินี แต่ลูกเรือทั้งหมดเป็นคนไทย โดยนาวาเอกพิเศษ มานาฮัน สิโมรังเกอร์ โฆษกกองทัพเรืออินโดนีเซีย กล่าวว่า เรือต่างชาติเหล่านี้ผ่านกระบวนการทางกฎหมายของอินโดนีเซียที่ศาลบนเกาะอัมบนแล้ว เจ้าของเรือมีความผิดฐานลักลอบจับสัตว์น้ำในเขตน่านน้ำอินโดนีเซีย รัฐบาลตัดสินใจทำลายและจมเรือ 2 ลำนี้ เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่เรือต่างชาติลำอื่นๆ ไม่ให้ละเมิดน่านน้ำของอินโดนีเซียเข้าไปจับปลาอีก



เรือทั้งสองลำจับปลาและกุ้งได้จำนวน 63 ตัน มีลูกเรือทั้งหมด 62 คน ในจำนวนนี้หลายคนถูกส่งไปยังหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว นอกจากนี้ ยังมีเรืออีก 6 ลำยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน และรอการทำลาย อย่างไรก็ตาม เรือได้รับการสูบน้ำมันเชื้อเพลิงออกทั้งหมดก่อนการทำลาย เพื่อป้องกันการเกิดมลพิษในทะเล.

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ผู้จัดการออนไลน์


“แหลมตะลุมพุก” เจอคลื่นซัดหนัก! ซากปรักหักพังเพียบ แทบกลายเป็นหมู่บ้านร้าง



นครศรีธรรมราช - แหลมตะลุมพุกอ่วมหนัก! จนแทบกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ขณะเดียวกัน ชายฝั่งนครศรีฯ วิกฤตคลื่นถล่มกัดเซาะชายหาดยับ บ้านพังระนาว ชาวบ้านโวยไร้หน่วยงานรัฐเหลียวแล หลังเผชิญชะตากรรมกว่า 1 สัปดาห์แล้ว

วันนี้ (23 ธ.ค.) ที่ จ.นครศรีธรรมราช สภาพหมู่บ้านชาวประมงหมู่ที่ 2 และ 3 ตำบลแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แทบกลายเป็นหมู่บ้านร้าง หลังถูกคลื่นซัดถล่มอย่างหนักตลอด 3 วันที่ผ่านมา ในหมู่บ้านเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ขณะที่เรือนั้นถูกเจ้าของลากเข้ามาไว้ในหมู่บ้าน ส่วนถนนคอนกรีตเต็มไปด้วยทรายที่ถูกคลื่นหอบเอามากอง พร้อมกับซากเศษสวะขยะทะเลจำนวนมาก

ในหมู่บ้านเหลือแค่คนแก่ และเด็กที่คอยดูแลทรัพย์สิน ขณะที่บ้านอีกหลายหลังถูกน้ำท่วม และอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง ส่วนสมาชิกครอบครัวนั้นได้พยายามออกหางานทำเนื่องจากไม่สามารถออกทะเลได้นานเกือบ 1 เดือนแล้ว โดยตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางมรสุมที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในย่านนี้ต้องช่วยเหลือตนเองอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีหน่วยงานใดๆ เข้าให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์



เช่นเดียวกับหมู่บ้านชาวไทย-มุสลิม บ้านเกาะยาว ตำบลหน้าสตน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ถูกน้ำทะเลหนุน และคลื่นซัดเข้าหาฝั่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมหมู่บ้าน จนชาวบ้านต้องช่วยกันนำท่อพญานาคซึ่งเป็นสูบน้ำขนาดใหญ่พยายามเข้าสูบน้ำระบายน้ำทะเลที่ท่วมอยู่ในหมู่บ้านทิ้ง ส่วนบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ริมฝั่งพังเสียหายจากแรงซัดม้วนของคลื่นไปมากกว่า 10 หลัง ทำให้ชาวบ้านได้แสดงความไม่พอใจทางการที่ไม่มีหน่วยงานใดเข้าช่วยเหลือด้วยการรวมตัวปิดถนนเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลายหลังจากที่น้ำทะเลได้ลดระดับลง

นายถนัด บ่วงดักใจ ผู้อำนวยการแขวงการทางนครศรีธรรมราชที่ 1 ได้ออกประกาศแจ้งเตือนว่า เนื่องจากขณะนี้มีมรสุมคลื่นลมพัดเข้าฝั่งอย่างรุนแรงทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงซัดเอาขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูลต่างๆ เป็นจำนวนมากขึ้นบนผิวทางในทางหลวงหมายเลข 4013 ตอน ปากพนัง-หัวไทร ระหว่าง กม.43+000-กม.50+000 ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร ทำให้การจราจรผ่านได้ค่อนข้างลำบาก ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าวหากไม่จำเป็น แต่ขอให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 408 ตอน นครศรีธรรมราช-หัวไทร หรือทางหลวงหมายเลข 4094 ตอนบ่อล้อ-ปากพนัง แทนไปก่อนจนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ


**************************************************************************************


หมู่บ้าน “บาเฆะ” ริมชายฝั่งนราฯ ถูกคลื่นกัดเซาะนานกว่า 15 ปี หวั่นถูกลบหายจากแผนที่



นราธิวาส - นาวิกโยธินเข้าช่วยเหลือประชาชนบ้านบาเฆะ จ.นราฯ หลังถูกคลื่นทะเลสูงซัดบ้านเรือนประชาชนเสียหายหลายหลัง เผยที่ผ่านมา หมู่บ้านถูกน้ำทะเลกัดเซาะมาแล้วนานกว่า 15 ปี หวั่นที่ดินถูกลบหายจากแผนที่ ขณะเดียวกัน ชาวบ้านอพยพออกจากหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 90 คน

วันนี้ (23 ธ.ค.) เมื่อเวลา 11.30 น. ที่บริเวณบ้านบาเฆะ ม.1 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ได้มีหน่วยนาวิกโยธิน กองทัพเรือ จำนวน 50 นาย ได้นำรถยนต์เพื่อเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และวาตภัย พร้อมกำลังเพื่อขนย้ายสิ่งของให้ชาวบ้านไปที่สูง ร่วมถึงการรื้อบ้านที่ถูกคลื่นทะเลขึ้นสูง ซัดบ้านเรือนราษฎรพังทั้งหลัง จำนวน 3 หลังคาเรือน และมีบ้านถูกคลื่นทะเลหนุนสูงเสียหายอีก 22 หลังคาเรือน สาเหตุจากคลื่นลมในทะเลที่สูง

ด้านนายมาหะมะ เจะและ อายุ 39 ปี ราษฎรในพื้นที่บ้านบาเฆะ กล่าวว่า ฝนตกชุกและคลื่นลมในทะเลแรงมาก 2-3 วันแล้ว แต่เมื่อช่วงคืนเวลา 20.00 น.วันที่ 22 ธ.ค.โดยประมาณเสียงคลื่นแรงมาก น้ำในทะเลสูงขึ้นจนน่ากลัว คือ ด้านหน้าเป็นทะเล ด้านหลังเป็นคลองโคกเคียน เมื่อน้ำทะเลสูงขึ้นบรรจบน้ำคลอง คลื่นทะเลซัด น้ำคลองหนุนชาวบ้านต่างโกลาหลเพื่อเอาชีวิตรอด โชคดีที่มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองนำยานพาหนะ และกำลังพลมาช่วยชาวบ้าน

ส่วนบ้านเรือนหลายหลังถูกคลื่นซัดถมบ้านชาวบ้านพัง สิ่งของบางส่วนในบ้านเสียหายไปด้วย นายมะหะมะ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับบริเวณบ้านบาเฆะ ชาวบ้านไม่ได้อยู่ริมหาดมาก่อน แต่ห่างจากชายหาด และทะเลประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ถูกนำทะเละกัดเซาะเรื่อยมา แต่ทางการไม่แก้ไข และปีนี้ถือว่าแรงที่สุดในระยะเวลา 15 ปี จากเหตุอุทกภัย วาตภัย ซึ่งหากปล่อยแบบนี้ หมู่บ้านบาเฆะ จะไร้ที่อยู่อาศัย และหายจากแผนที่อย่างแน่นอน ต้องไม่ลืมว่าชาวบ้านอยู่อาศัยในโฉนดที่ดิน และที่ผ่านมา ที่ดินถูกน้ำทะเลกัดเซาะเสียหายแล้ว 21 แปลง เจ้าของเสียหายแล้ว 80 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คลื่นในทะเลบริเวณชายหาดในบริเวณดังกล่าวยังคงมีกำลังแรง และน้ำทะเลยังกัดเซาะถนนคอนกรีตในหมู่บ้านเสียหายกว่า 2 กิโลเมตร ต้นไม้เล็กใหญ่ล้มระเนระนาด ตลอดระยะทาง ล่าสุด ได้มีหน่วยงานสาธารณสุขได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสุขภาพ และแจกจ่ายยาให้ชาวบ้าน ขณะที่ อบต.ได้นำอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในเบื้องต้น ส่วนไฟฟ้าที่ถูกตัดขาด ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มาทำการซ่อมแซม และต่อสายไฟให้ชาวบ้านใช้ชั่วคราวไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงขนย้ายสิ่งของอย่างต่อเนื่อง เพราะยังคงหวาดกลัว และตื่นตระหนกต่อคลื่นในทะเลที่ซัดเข้าหาฝัง และบ้านเรือนราษฎรไม่ถึง 20 เมตร สำหรับบ้านบาเฆะ มีราษฎรอาศัยอยู่ประมาณ 80 หลังคาเรือน และอพยพแล้ว จำนวน 90 คน และยังทยอยอพยพจำนวนอีกจำนวนหนึ่ง โดยชาวบ้านได้อพยพ 2 ที่ คือ มัสยิดอาบูบกัร และบริเวณสำนักงาน อบต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส โดยข้อมูลล่าสุด ในพื้นที่เขตอำเภอเมือง มีผู้อพยพจากอุทกภัยแล้วประมาณ 300 ครัวเรือน


**********************************************************************************


น้ำทะเลหนุ่นส่งผลให้เขตเทศบาลนครสงขลาเกิดน้ำท่วมขัง



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - น้ำในทะเลสาบหนุน ส่งผลให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ตัวเทศบาลนครสงขลา บริเวณ ถ.วิเชียรชม ถ.แหล่งพระราม และสี่แยกรองเมือง ระดับสูง 20 ซม. ทำให้การสัญจรค่อนข้างลำบาก

วันนี้ (23 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สงขลา นอกเหนือจากจะเกิดน้ำท่วมได้พื้นที่ 8 อำเภอของ จ.สงขลา แล้ว ในวันนี้ยังได้เกิดภาวะน้ำในทะเลสาบสงขลาหนุนเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศบาลนครสงขลา ทั้งบริเวณย่านการค้าตลาดสดเทศบาลนครสงขลา ถนนวิเชียรชม ถนนแหล่งพระราม และบริเวณสี่แยกรองเมือง ระดับสูงกว่า 20 เซนติเมตร ส่งผลให้การสัญจรไปมาลำบาก

โดยทางเทศบาลนครสงขลา ได้เร่งนำกระสอบทรายออกแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพื่อนำไปวางกั้นน้ำไม่ให้เข้าท่วมภายในบ้าน เนื่องจากไม่สามารถสูบน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาได้ เพราะอยู่ในภาวะน้ำทะเลหนุน ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายตามภาวะน้ำขึ้นน้ำลง และเร่งประชาชนสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบสงขลา เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลายระลอกในระยะนี้

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ชุมพรคลื่นสูงซัดท่อนไม้ ขยะปิดปากคลอง ถนน ทำคนสัญจรไปมาลำบาก



ชุมพร - คลื่นสูงกว่า 3 เมตร หอบเอาทราย ขยะ ท่อนไม้ไผ่จำนวนมากขึ้นมาปิดถนน ลำคลอง ทำชาวบ้าน ชาวประมงหมู่บ้านฝั่งกระโจม ต.บางมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร เดือดร้อนหนัก

วันนี้ (23 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่หมู่บ้านฝั่งกระโจม หมู่ 12 ต.บางมะพร้าว อ.หลังสวน จ.ชุมพร ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดชายทะเล ได้เกิดคลื่นลมแรงสูงกว่า 3 เมตร ได้ซัดเอาขยะ และก้อนหิน และทรายจำนวนมากขึ้นมากองทับถมอยู่บนถนนคอนกรีตเลียบชายทะเล เป็นระยะทางกว่า 500 เมตร ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สัญจรไปมาด้วยความลำบาก



นอกจากนั้น คลื่นลมที่สูงกว่า 3 เมตร ยังได้ซัดโถมเข้าหาฝั่งพร้อมหอบเอาทรายและท่อนไม้ไผ่ กิ่งไม้ต่างๆ จำนวนมากเข้ามาอัดแน่นอยู่ที่ปากคลองบ้านจมูกโพรง ในหมู่ที่ 8 ต.บางมะพร้าว อ.หลังสวน ซึ่งคลองดังกล่าวเชื่อมต่อกับทะเลที่ชาวประมงพื้นบ้านใช้เป็นเส้นทางนำเรือสัญจรเข้าออกเพื่อทำการประมง และหลบลมพายุ ส่งผลให้ชาวประมงพื้นได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากเนื่องจากเรือที่เข้าไปจอดอยู่ภายในคลองดังกล่าวไม่สามารถขยับไปไหนได้



ขณะที่จังหวัดชุมพร ได้ออกประกาศหนังสือด่วนถึงหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชนถึงกรณีคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งระมัดระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง และชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ

โดยเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งไปจนถึงวันที่ 24 ธ.ค.57 และหากมีสถานการณ์รุนแรงและต้องการความช่วยเหลือขอให้แจ้งให้ผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชุมพร ตลอด 24 ชั่วโมง


***************************************************************************************


จนท.กรมอุทยานฯ บุกค้นแหล่งค้าสัตว์ป่าคุ้มครองได้ของกลางอื้อ


เต่าจำนวนมากที่เตรียมส่งไปยังประเทศจีน

ฉะเชิงเทรา - จนท.กรมอุทยานฯ ร่วมตำรวจ สภ.บางคล้า บุกค้นตึกร้าง พบสัตว์ป่าคุ้มครอง ทั้งเต่า และงู เตรียมถูกส่งไปเมืองจีน โดยมีหนุ่มชาวกรุงรับเป็นเจ้าของผู้ครอบครองสัตว์ป่าทั้งหมด

วันนี้ (23 ธ.ค.57) นายอยู่ เสนาธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ ที่ 2 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ได้ร่วมกันบุกเข้าตรวจค้นภายในศูนย์การค้า “บางคล้า พลาซ่า” บริเวณใกล้ 4 แยกบางคล้า ริมถนนสาย 304 ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี ซึ่งสภาพส่วนใหญ่ภายในเป็นอาคารพาณิชย์ร้าง ตั้งอยู่ เลขที่ 36/45 ต.ท่าทองหลาง อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

หลังการบุกเข้าตรวจค้นภายในอาคารดังกล่าว พบมีสัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภท เต่าไทย จำนวนมากถึง 380 ตัว ถูกขังไว้ภายในลังโฟม และถังน้ำแข็ง รวมถึงกะละมังด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีงู สายพันธุ์ต่างๆ อีกจำนวนมากถึงกว่า 250 ตัว ถูกขังไว้ภายในกระสอบปุ๋ย และมัดปากกระสอบไว้ โดยสัตว์ป่าคุ้มครองทั้งหมด ถูกนำมาวางเรียงเก็บพักไว้จนเกือบเต็มพื้นที่ของอาคาร ทั้งชั้น 1 และชั้น 2 เพื่อรอส่งออกไปยังชายแดนอรัญประเทศ ผ่านไปยังประเทศเพื่อน และส่งต่อไปยังประเทศจีนอีกทอดหนึ่ง

จากการสอบสวนนายอรรถพร ดุลยไพศาล อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2186/501 ถนนรามคำแหง(สุขุมวิท 71) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร รับเป็นเจ้าของสัตว์ป่าคุ้มครองทั้งหมด พร้อมรับสารภาพว่า ได้ทำการรับซื้อ เต่า และงู ชนิดต่างๆ มาจากชาวบ้านที่นำเอามาขายให้ ก่อนที่จะส่งไปขายให้พ่อค้าคนกลาง ที่รอรับซื้ออยู่ที่บริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อส่งต่อไปขายให้แก่ร้านอาหารในประเทศจีนอีกทอดหนึ่ง

หลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “มีไว้ซึ่งสัตว์ป่าสงวน และคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวส่งไปให้พนักงานสอบสวน สภ.บางคล้า ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนสัตว์คุ้มครองที่ได้ทำการตรวจยึดไว้ได้ ทางเจ้าหน้าที่จะนำไปเก็บรวบรวมไว้ ยังที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่ากระบกคู่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ต่อไป

ชมคลิปข่าว http://www.manager.co.th/Local/ViewN...=9570000147460

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ผ่า “ร่าง พ.ร.บ.ประมง” ที่กำลังจะผ่าน สนช.! จับตาอิทธิฤทธิ์กลุ่มทุนประมงพาณิชย์ ...................... โดย วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี รองเลขาธิการ กป.อพช.ใต้


ตัวแทนจากสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปยื่นเอกสารให้ สนช.ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา


(๑) กรณีผู้เริ่ม/เลิก อาชีพ “การประมง” ต้องแจ้งกรมประมง ตามมาตรา ๒๒ และมาตรา ๑๔

เจตนาของบทบัญญัติตามมาตรานี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดเก็บระบบสถิติ แต่ใช้วิธีการกำหนดให้เป็น “หน้าที่” ของประชาชนเป็นฝ่ายแจ้ง กิจกรรม การประมงที่ตนทำ แทนที่จะกำหนดให้เป็น “หน้าที่” ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

มาตรา ๒๒ และ ๒๔ บังคับบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล ทุกกลุ่ม ที่ประกอบอาชีพการประมงเป็นอาชีพปกติของตน อาชีพการประมงครอบคลุมถึงการทำการประมง การเพาะเลี้ยง การดูแลสัตว์น้ำหลังการจับ หรือการแปรรูปสัตว์น้ำด้วย

การบังคับให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการประมง (ที่มีนัยสำคัญ หรือควรแก่การจ่ายอากรแก่รัฐ) ต้องแจ้งข้อมูลต่อรัฐนั้น แท้จริงร่าง พ.ร.บ.การประมงฉบับนี้ได้กำหนดไว้เป็นไปโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว กล่าวคือ ข้อบัญญัติต่างๆ ที่กำหนดให้ผู้ประกอบการประมงต้องขออนุญาต ต้องมีอาชญาบัตรเครื่องมือ ต้องมีใบอนุญาตทำการประมง การเพาะเลี้ยงต่างๆ รัฐสามารถนำเอาหลักฐานเอกสารต่างๆ มารวบรวมเป็นสถิติได้อย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว

อนึ่ง ในพื้นที่ที่จำเป็น รัฐมนตรีก็มีอำนาจอยู่แล้วในการประกาศกำหนดบังคับให้ผู้ประกอบอาชีพการประมง และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมง ในพื้นที่ใดๆ ต้องมาจดทะเบียน หรือขออนุญาตฯ ตามมาตรา ๘ และกรมประมงเองสามารถรวบรวมสถิติจากการรายการจดทะเบียน หรือใบอนุญาตได้

ดังนั้น การกำหนดเพิ่มบังคับในมาตรา ๒๒ และ ๒๔ นั้น เท่ากับเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อบังคับ “กลุ่มที่ไม่เข้าข่ายต้องจ่ายอากรฯ” ที่เหลือเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น คือ กลุ่มชาวบ้านทั่วไป ที่ประกอบอาชีพการประมงเล็กๆ น้อยๆ เช่น “การเก็บหอย” “การทำกะปิ” ”น้ำปลา” “ปลาแดก” “ปลาร้า” “การเลี้ยงปลาในบ้าน” ฯลฯ ซึ่งมีลักษณะเป็นเสรีภาพในการประกอบอาชีพของประชาชนที่มีมาแต่ดั้งเดิม ปัญหาจึงเกิดว่า “การประมงแบบใด” ที่รัฐจะต้องบังคับกะเกณฑ์ประชาชนเหล่านั้นให้มาแจ้ง “การประกอบอาชีพการประมง” ต่อรัฐ และจำเป็นแค่ไหน? หรือไม่? อย่างไร?


ตัวแทนจากสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปยื่นเอกสารให้ สนช.ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา

บางคนเข้าใจว่าแค่ว่า ชาวประมงที่ใช้เรือหัวโทง ใช้เรือท้ายตัดเป็นการประมงพื้นบ้านที่ไม่ต้องขออนุญาต แท้จริงแล้ว การขออนุญาตตามกฎหมายนี้กำหนดที่เครื่องมือทำการประมง หรือกิจกรรมการประมงนั้นๆ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะใช้เรือประเภทใด กิจการใหญ่เล็กแค่ไหน จะเป็นประชาชนยากจน ร่ำรวย ก็ไม่ได้ถือเป็นข้อยกเว้น หากบุคคลนั้นทำการประมงด้วยเครื่องมือที่กฎหมายนี้กำหนดให้ข้ออนุญาต เป็นเครื่องมือในพิกัด เช่น อวน หรือตาข่าย, ลอบ/ไซ, แห ฯลฯ ซึ่งบางท่านให้ความเห็นเลยเถิด โดยใช้คำพูดกำกวมว่า “ชาวประมงพื้นบ้านเดี๋ยวนี้พัฒนาเครื่องมือไปเยอะ หลายคนใช้อวนยาวเป็นกิโลเมตร กฎหมายฉบับนี้ต้องบังคับคนเหล่านี้เข้ามาในระบบ ต้องบังคับให้มาแจ้งโดยการตรามาตรา ๒๒ และ ๒๔ ขึ้น”

อันที่จริงการประมงแบบที่ว่านั้น บทบัญญัติอื่นๆ ในกฎหมายนี้ได้บังคับต้องขออนุญาตอยู่แล้ว และกำหนดให้ “เครื่องมืออวนฯ คิดค่าอากร เมตรละ ๑๐ บาท” เหตุจำเป็นที่ว่านั้น จึงซ้ำซ้อน สร้างภาระให้แก่ประชาชนเกินกว่าเหตุ

ความจำเป็นของบทบัญญัตินี้...เป็นไปเพื่อให้รัฐรู้ข้อมูลสถิติเท่านั้น มิได้เป็นเหตุให้ผู้ไม่แจ้งข้อมูลเสียสิทธิที่พึงมีตามบทบัญญัติใดๆ ของร่าง พ.ร.บ.การประมงฉบับนี้ และหากไม่แจ้งก็ไม่ได้ทำให้รัฐเกิดความเสียหายแต่ประการใด

ข้อเสนอ ควรตัดเนื้อความในมาตรา ๒๒, ๒๓ และ ๒๔ ออกไป และเปลี่ยนเป็นกำหนด มาตรา ๒๒ “เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านการประมง ให้กรมประมงรวมรวมสถิติผู้ประกอบอาชีพการประมงที่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้เป็นประจำทุกปี เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ”


(๒) กรณีมาตรา ๔๑ และ มาตรา ๔๒ เกิดปัญหาว่า ผ่อนปรนภายใน (เขตใน) เข้มงวดภายนอก (นอกชายฝั่ง)

มาตรา ๔๑ ระบุว่า ผู้ใดจะใช้เครื่องมือทำการประมงตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทำการประมงในเขตประมงน้ำจืด และเขตประมงทะเลชายฝั่งต้องได้รับใบอนุญาตให้ใช้เครื่องมือทำการประมงนั้นจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีความหมายว่า “ควบคุมเฉพาะเครื่องมือประมงในพิกัด” (เท่าที่กรมประมงจะรู้จัก) ส่วนนอกจากนั้น ที่กรมประมง หรือรัฐไม่ได้ประกาศไว้ในกฎกระทรวง สามารถทำประมงในเขตชายฝั่งได้ทั้งหมด

ในทางกลับกัน มาตรา ๔๒ ระบุว่า ผู้ใดจะใช้เครื่องมือทำการประมงใดทำการประมงในเขตประมงทะเลนอกชายฝั่งต้องได้รับใบอนุญาตให้ใช้เครื่องมือ ทำการประมงนั้นจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า เครื่องมือการประมงทุกชนิดต้องได้รับอนุญาตก่อน แม้จะไม่อยู่ในพิกัดตามกฎกระทรวงก็ตาม

แม้ว่าจะอนุโลมให้ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมือที่มีใบอนุญาตตาม มาตรา ๔๑ (ซึ่งก็คือเครื่องมือในพิกัด) หรือเครื่องมือทำการประมงพื้นบ้าน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่กลายเป็นประเด็นว่า รัฐกำลังออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ห้ามเครื่องมือประมงทุกชนิด ทำการประมงนอกชายฝั่ง แต่กลับอนุญาตทุกอย่างทำการประมงได้ในเขตชายฝั่งและน้ำจืด ทั้งที่อยู่ในพื้นที่เปราะบางมากกว่า

ประการต่อมา นอกเขตชายฝั่งนั้น อาจยังมีชุมชนชายฝั่ง และประชาชนอาศัยอยู่ มันไม่ใช่มีเฉพาะทะเลเท่านั้น เพราะเขตประมงชายฝั่งจะถูกกำหนดขึ้นหลังจากนี้ และมีลักษณะเป็นเขตอำนาจที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด


(๓) กรณีบทลงโทษ

(๓.๑) กรณีเจ้าพนักงานมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ และให้คดีเลิกกัน (ใช้เกณฑ์ โทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี)




(๓.๒) กรณีความผิดที่เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับ ต้องส่งฟ้องศาลอย่างเดียว




สรุป...

บทกำหนดโทษความผิดที่พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเปรียบเทียบปรับได้ ๓๔ ลักษณะความผิด/ส่งฟ้องศาลพิจารณาลงโทษ ๑๕ ลักษณะเท่านั้น

หมายความว่า พระราชบัญญัตินี้ได้มอบอำนาจซึ่งเคยเป็นของศาลยุติธรรม กลับมาให้บุคคลระดับ “พนักงานเจ้าหน้าที่” ใช้อำนาจแทนเกือบทั้งสิ้น

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ความจริงโครงการผันน้ำใต้สู่เหนือ คนปักกิ่งได้เฮ แต่ความย่อยยับทางธรรมชาติ...เหลือคณานับ


คลองสายกลางที่ส่งน้ำในโครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ ที่ผ่านเมืองเป่าติ้ง มณฑลเหอเป่ย (ภาพ: ซินหวา)

เอเจนซี- ผู้เชี่ยวชาญชี้ มวลน้ำโครงการคลองผันน้ำจากแดนใต้สู่แดนเหนือ แม้ช่วยบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในเมืองหลวงปักกิ่ง แต่ก็มีผลกระทบต่อเมืองต้นน้ำอีกหลายแห่ง และอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะประเมินความเสียหายทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้

ชาวปักกิ่งกำลังได้เฮ เพราะจะได้น้ำจากแหล่งใหม่ที่เดินทางไกลกว่า 1,200 กิโลเมตร คนเมืองกรุงถึง 1 ใน 4 ได้กินได้ใช้น้ำจากคลองผันน้ำใหม่ และหลังจากนั้นก็จะมีน้ำจากอ่างเก็บน้ำตันเจียงโข่วที่อยู่ระหว่างหูเป่ยกับเหอหนัน เดินทางมาเสริมทัพ โดยน้ำจากอ่างเก็บน้ำตันเจียงโข่วจะใช้เวลาเดินทาง 10-15 วัน

โครงการคลองผันน้ำจากใต้สู่เหนือนี้ ประกอบด้วยระบบคลองสามสายด้วยกัน โดยคลองฯที่อัดฉีดน้ำให้ปักกิ่งเป็นคลองสายกลาง ความยาว 1,567 กิโลเมตร ซึ่งเพิ่งมีการปล่อยน้ำเข้าคลองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า น้ำมวลมหึมาที่กำลังจะมาถึง ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับชาวปักกิ่งจำนวนมาก ทว่า ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ต่างก็วิตกกังวลกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นและอาจกลายเป็นหายนะทางนิเวศวิทยาได้ เช่น แม่น้ำฮั่นก็อาจได้รับผลกระทบระยะยาวเพราะมีการผันน้ำออก ทำให้พื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของแม่น้ำสายนี้ ได้รับผลกระทบไปด้วย

ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากคณะมุขมนตรี หรือคณะรัฐบาลจีน ที่ดูแลโครงการนี้แต่ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ กล่าวว่าตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา มีการปิดโรงงานที่ปล่อยมลพิษมากกว่า 1,000 แห่ง ในบริเวณพื้นที่ที่มีการผันน้ำ โดยใช้งบประมาณในการนี้ไปถึง 18,000 ล้านหยวน หรือราวๆ 90,000 ล้านบาท

“น้ำในอ่างเก็บน้ำตันเจียงโข่ว ยังเสถียรและมีคุณภาพดี แต่ความท้าทายมันอยู่ที่ว่า จะรักษาคุณภาพนี้ต่อไปได้อย่างไรในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะนร้มีการพัฒนาเขตเมืองในท้องถิ่นเหล่านี้” เจ้าหน้าที่ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความวิตกกังวลต่อสภาพเมืองอื่นๆ ที่อยู่ตามลำน้ำฮั่น ไม่ว่าจะเป็นอู่ฮั่น เซียงหยาง และสือเยี่ยน

ชาวบ้านในอู่ฮั่น กล่าวว่าหน้าร้อนที่ผ่านมา เกิดสาหร่ายบูมในแม่น้ำนานไปถึงเดือนธ.ค. ซึ่งปีก่อนๆสาหร่ายบูมหายไปเร็วกว่านี้ หูเป่ย เดลี และซังเจียง ไทม์ส รายงานอ้างคำกล่าวของชาวบ้านในละแวกนั้น นอกจากนี้ ยังมีเสียงบ่นจากชาวบ้านระบุด้วยว่า แม่น้ำสกปรกขึ้น และมีปลาน้อยลง


แผนที่โครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ ประกอบด้วยระบบคลองสามสาย ได้แก่ สายกลางที่เข้าสู่ปักกิ่ง ความยาว กว่า 1,267 กิโลเมตร, สายตะวันออก ความยาว 1,156 กิโลเมตร, และสายตะวันตก ซึ่งยังเป็นเพียงโครงการในแผนฯ (ภาพ เอเจนซี)

ด้านศูนย์วิจัยแอนเบานด์ (Anbound Information) คลังสมองของภาคเอกชนในปักกิ่ง ระบุว่า สิ่งเหล่านั้นแสดงให้เห็นหายนะทางระบบนิเวศที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ อันเป็นผลจากการผันน้ำออกจากแม่น้ำฮั่นไปเติมให้พื้นที่ทางเหนือ

ตามแผนงานฯ จะมีการผันน้ำ 9,500 ล้านลบ.ม. ต่อปี ดูดน้ำจากแม่น้ำฮั่นในมณฑลหูเป่ยไปถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ย่อมกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างรุนแรง แอนเบานด์ฯ ระบุในผลการวิจัย

ส่วนรายงานของเจ้าหน้าที่จากเซียงหยางที่ส่งให้รัฐบาลกลาง ก็มีการระบุถึงผลกระทบจากโครงการผันน้ำฯ ดังกล่าว และเรียกร้องให้มีการชดเชยให้แก่เมืองเซียงหยางด้วย โดยพวกเขาระบุว่า เซียงหยางต้องจ่ายค่าก่อสร้างระบบชลประทานและสร้างแหล่งน้ำใหม่สูงมาก เนื่องจากระดับน้ำและอัตรากระแสน้ำไหลลดลง ส่วนค่าใช้จ่ายดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมก็จะสูงขึ้นด้วยเพราะน้ำที่ใช้ในการเจือจางมลพิษมีน้อยลง ด้านผลผลิตทางการเกษตรก็จะลดลงตาม อีกทั้งทำล่ยความหลากหลายทางชีวภาพ รายงานฯ ดังกล่าว ระบุ

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนทุ่ม 62,000 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับผุดโครงการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ ในแต่ละปีจะมีการผันน้ำจากแม่น้ำฉังเจียงหรือแยงซีเกียง 44,800 ล้านคิวบิคเมตร เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองทางภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งกว่า


***************************************************************************************


เตือนคลื่นลมแรงผู้ประกอบการปิดบริการเที่ยวอุทยานหมู่เกาะสิมิลัน 1 วัน



พังงา - อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เตือนระมัดระวังในการเดินเรือ หลังคลื่นลมแรง ขณะที่บริษัทนำเที่ยวประกาศหยุดให้บริการชั่วคราว 1 วัน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ ( 23 ธ.ค.) นายณัฐ โก่งเกสร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ทางอุทยานฯได้ออกประกาศเตือนไปยังบรรดาผู้ประกอบการเรือทัวร์ท่องเที่ยวในหมู่เกาะสิมิลัน เกาะตาชัย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือหลังจากพบว่ามีคลื่นลมแรง เนื่องจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มากับอากาศเย็น คาดว่าจะมีคลื่นลมแรงต่อเนื่องใน 1-2 วันนี้

โดยขอให้ผู้ประกอบการฯเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ ในส่วนของบริเวณหน้าชายหาดต่างๆในหมู่เกาะสิมิลันและเกาะตาชัยนั้น เรือยังสามารถเข้าจอดและนำนักท่องเที่ยวลงชมความงามได้ตามปกติ จะพบกับคลื่นลมแรงในระหว่างการเดินทางเท่านั้น ส่วนชายหาดเกาะ4 บางจุดก็ถูกคลื่นลมแรงซัดจนสภาพชายหาดเปลี่ยนไป



ขณะที่ น.ส.เฉลิมศรี แพใหญ่ ผจก.บริษัท เช็คอินอันดามัน ทัวร์ กล่าวว่า หลังจากได้รับแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯและเจ้าหน้าที่ประจำเรือของบริษัท ว่ามีคลื่นลมแรงมากกว่าปกติ ทางบริษัทจึงได้ประกาศหยุดให้บริการชั่วคราวในวันที่ 24 ธันวาคม เป็นเวลา 1 วัน โดยทางบริษัทได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสุขและความสนุกสนานของนักท่องเที่ยวอย่างเป็นที่สุด สำหรับนักท่องเที่ยวที่จองทัวร์ไว้แล้วนั้น สามารถเลื่อนวันเดินทางหรือขอคืนค่ามัดจำได้เต็มจำนวน

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ผู้จัดการออนไลน์


ครบรอบ 10 ปี ภัยพิบัติคลื่นยักษ์ “ดร.สมิทธ ธรรมสโรช” ยอมรับกับรอยเตอร์ “ไทยไม่พร้อมรับสึนามิรอบใหม่”


(ซ้ายล่าง)สภาพป้ายเตือนภัยสึนามิที่เขาหลัก จ.พังงา

รอยเตอร์ - หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2004 คร่าชีวิตไปร่วม 226,000 ราย แต่กลับพบว่าถึงแม้จะครบรอบ 10ปีของการเกิดสึนามิในวันศุกร์(26)ที่จะถึงนี้ 28 ชาติรอบมหาสมุทรอินเดียที่ได้รับผลกระทบยังไม่มีความพร้อมในการรับมือสึนามิครั้งต่อไปถึงแม้จะทุ่มเม็ดเงินร่วมมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ โดย ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ยอมรับกับรอยเตอร์ว่า “หากเกิดสึนามิขึ้นฉับพลันในวันนี้ ไม่มีทางที่ไทยจะสามารถรับมือได้ทันท่วงที”

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10ปีเกิดภัยพิบัติสึนามิที่กำลังจะมาถึงในวันศุกร์(26)นี้ รอยเตอร์ตั้งคำถามถึงความพร้อมในระบบเตือนภัยสึนามิที่อาจเกิดซ้ำรอยรอบใหม่ในมหาสมุทรอินเดีย และพบว่าชาติต่างๆที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี้ต่างยังไม่มีความพร้อมในการรับมือทันทีถึงแม้ทั้ง 28 ชาติจะทุ่มเม็ดเงินมหาศาลร่วมกันไม่ต่ำกว่า 400 ล้านดอลลาร์ก็ตาม โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสึนามิในไทย อินโดนีเซีย อินเดีย และองค์การสหประชาชาติต่างชี้ว่า เกิดมาจากระบบข้าราชการในประเทศเหล่านี้ที่ทำให้เกิดความล่าช้า การจัดการผิดพลาด มีการคอรัปชัน รวมไปถึงปัญหาด้านภูมิประเทศ ทำให้ระบบการเตือนภัยสึนามิในประเทศต่างๆยังใช้ไม่ได้ผล

ฮาร์กูติ ราฮายู (Harkunti Rahayu) ผู้เชี่ยวชาญอินโดนีเซียประจำสถาบันเทคโนโลยีบันดุง(Bandung Institute of Technology)กล่าวว่า “ยังไม่พบคลื่นยักษ์ปรากฏ แต่ถึงแม้หากเกิดขึ้นจริง หายนะที่จะเกิดขึ้นนั้นจะมีอานุภาพร้ายแรงกว่าที่เกิดขึ้นในปี 2004 หากว่าเกิดแผ่นดินไหวในระดับ 8.6 ”

รอยเตอร์ชี้ว่า ระบบเตือนภัยสึนามิที่มีจุดประสงค์เพื่อเตือนประชาชนล่วงหน้าเพื่อสามารถหลบไปอยู่ในที่ปลอดภัยนั้นยังคงมีจุดบกพร่อง และพบว่าในหลายพื้นที่รอบชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ระบบการเตือนภัยยังเข้าไปไม่ถึงเนื่องมาจากปัญหาความล่าช้าในระบบราชการของแต่ละประเทศ รวมไปถึงอุปสรรคทางด้านภูมิประเทศ

นอกจากนี้ยังพบว่า ในบริเวณพื้นที่ส่วนที่อาจได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิมากที่สุด แต่กลับกลายว่ายังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน และประชาชนจำนวนมากในพื้นที่เสี่ยงภัยยังไม่มีความรู้ในการเตรียมพร้อมเพื่อทำให้พวกเขาปลอดภัยหากเกิดภัยพิบัติคลื่นยักษ์ครั้งใหญ่อีกครั้ง

จากเครื่องมือวัดระดับน้ำทะเล (sea-level gauges) จำนวน 101 เครื่อง เครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหว( seismometer) 148 เครื่อง และทุ่นส่งสัญญาณลอยน้ำ (Buoy)จำนวน 9 ระบบที่มีในภูมิภาคนี้ จะสามารถทำให้ระบบเตือนภัยสึนามิส่งสัญญาณเตือนไปยังศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติของแต่ละประเทศรอบมหาสมุทรอินเดียได้ภายใน 10นาทีหลังแผ่นดินไหวเกิดขึ้น โทนี เอลเลียตต์ (Tony Elliott) หัวหน้าประจำยูเนสโกรับผิดชอบดูแลระบบเตือนภัยสึนามิให้สัมภาษณ์กับรอย์เตอร์

แต่ยังคงมีความผิดพลาดในการจัดการ และทำให้เกิดความสูญเปล่า


ภัยพิบัติทางธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิในปี 2004 คร่าชีวิตไปร่วม 226,000 ราย

ในอินโดนีเซีย ระบบเตือนภัยสึนามิที่ได้รับเงินอุดหนุนจากเยอรมันได้สร้างระบบเครือข่ายส่งสัญญาณลอยน้ำ (Buoy) ที่มีมูลค่ามหาศาล แต่ต้องทิ้งไป หลังมีรายงานออกมาว่า มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คาด และระบบเครือข่ายนี้อาจจะไม่มีประสิทธิภาพคุ้มกับเม็ดเงินที่ได้ลงทุนไป

เพราะพบว่าทุ่นลอยน้ำเหล่านี้ได้รับความเสียหายหรือสูญหายจากฝีมือของเรือประมงอินโดนีเซีย และทุ่นส่วนที่เหลือนั้นไม่สามารถทำงานได้ เวลลี อัสวาเลียนตินา(Velly Asvaliantina )เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงาน Assessment and Application of Technology (BPPT) ของอินโดนีเซียให้ความเห็น

แต่เอลเลียตต์ชี้ว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาการที่รวมไปถึงการขาดทุ่นส่งสัญญาณลอยอยู่บนผิวน้ำนั้นไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในระบบเตือนภัยสึนามิ

สิ่งที่ควรจะให้ความสนใจมากกว่าคือ “การส่งคำเตือนสึนามิไปยังพื้นที่ชายฝั่งที่มีความเสี่ยงสูง และทำให้ประชาชนที่อาศัยในบริเวณนั้นสามารถหลบไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทันเวลา” เพราะในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในพิบัติสึนามิ 2004 รวมถึงไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย รอยเตอร์ระบุว่า มีความก้าวหน้าในการวางระบบการเตือนภัย แต่สำหรับขั้นตอนสุดท้ายของระบบที่ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงรับการเตือนภัยอย่างทันท่วงที และมีความรู้ในการเอาตัวรอดเพื่อให้ปลอดภัย นั้นยังน่าเป็นห่วง

ด้านนาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติของไทยกล่าวว่า “ไทยมีการซ้อมรับมือภัยพิบัติคลื่นยักษ์ทุกปี และระบบการเตือนภัยสึนามิของไทยถือเป็น 1 ในระบบที่ดีที่สุดในโลก แต่ผมยอมรับว่าเรายังขาดการบำรุงรักษา”

ซึ่งในปลายเดือนมกราคมล่าสุด ทางหน่วยงานของนาวาอากาศเอกสมศักดิ์ได้ส่งเรือM.V.SEAFDEC ของศูนย์พัฒนาการประมงฯ เพื่อไปเก็บกู้เสาอากาศควบคุมและส่งสัญญาณ (Surface Buoy) ของทุ่นตรวจวัดสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งได้หลุดลอยไปยังศรีลังกาพร้อมทั้งวางทุ่นสำรองชุดใหม่แทน ประกอบด้วยตัวทุ่นลอย และอุปกรณ์ตรวจวัดแรงดันน้ำ และจากการจากที่กรณีทุ่นตรวจวัดสึนามิในมหาสมุทรอินเดียได้หลุดจากตำแหน่ง ทำให้ไม่สามารถส่งข้อมูลเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดใต้ทะเล กลับมายังส่วนกลาง จนทำให้ผู้ที่ติดตามการเตือนภัยพิบัติของไทยแสดงความเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบ ต่อระบบการเตือนภัย

ในขณะที่ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรได้ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า “หากเกิดสึนามิขึ้นฉับพลันในวันนี้ ไม่มีทางที่ไทยจะสามารถรับมือได้ทันท่วงที เพราะในระดับบริหารของข้าราชการไทยในอดีตมีปัญหาคอรัปชัน และมีการตัดราคาอุปกรณ์ที่สั่งซื้อทำให้ไม่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล”


จุดเตือนอันตรายภัยสึนามิ

นอกจากนี้รอยเตอร์ยังรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับอินเดีย รัฐบาลอินเดียยอมรับว่าในระบบใหม่ยังมีปัญหาหนักที่ต้องแก้ไขในความพร้อมการส่งคำเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านทางแฟกส์ SMS และอีเมล อาเจย์ กูมาร์ ( Ajay Kumar ) จากศูนย์แห่งชาติอินเดียด้านสมุทรศาสตร์ กล่าว

กูมาร์ยอมรับว่า ยังคงมีประชาชนอินเดียในหลายพื้นที่ห่างไกลไม่ได้รับการเตือนภัยสึนามิอย่างทันท่วงที

และปัญหาที่พบจากการฝึกซ้อมรับมือสึนามิของอินเดียนั้นชี้ว่า หากเกิดคลื่นยักษ์ขึ้นฉับพลัน ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งยังไม่ทราบว่าต้องปฎิบัติตนอย่างไร และไม่มีข้อมูลว่าจะสามารถหลบหนีไปที่ใดจึงจะปลอดภัย

ส่วนในอินโดนีเซียที่ได้รับผลกระทบจากเหตุคลื่นยักษ์มากที่สุดในปี 2004 และมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 168,000 คน พบว่าระบบเตือนภัยสึนามิและระบบการอพยพของแดนอิเหนานั้นล้มเหลว จากปัญหาของความไม่ลงรอยของหน่วยงานสังกัดรัฐ เพราะในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์แห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BMKG พยายามให้รัฐบาลท้องถิ่นของเขตปกครองพิเศษ.อาเจะห์ มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมระบบเตือนภัยสึนามิ แต่ได้รับการปฎิเสธ โดยอ้างว่าหากต้องการให้ทางอาเจะห์ทำการควบคุมระบบเตือนภัย ทาง BMKG ควรจะส่งกำลังคนมาให้กับอาเจะห์

และนอกจากนี้อินโดนีเซียยังมีปัญหาจากการที่ประชาชนในพื้นที่ไม่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะเห็นได้จากความล้มเหลวของการเตือนภัยสึนามิในปี 2012

นอกจากนี้อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสี่ยงในภัยพิบัติคลื่นยักษ์คือ มาตรฐานการก่อสร้างตึกรามบ้านช่องในอินโดนีเซีย รวมถึงอาเจะห์ ยังต่ำกว่ามาตรฐานโดยรวม และเป็นที่น่าตกใจเมื่อพบว่าในพื้นที่ชายฝั่งจุดที่เสียหายหนักจากการเกิดสึนามิในปี 2004ของแดนอิเหนา กลับมีการปลูกสร้างบ้านเรือนขึ้นอีกครั้งในบริเวณนั้น



__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 24-12-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,169
Default

ผู้จัดการออนไลน์


หาดทรายเกิดขึ้นอย่างไร...ใครรู้บ้าง?! ..................... โดย ธีรพงษ์ เดชแห้ว นักศึกษาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

หาดทรายที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว เป็นทั้งสถานที่ทำมาหากินของชาวบ้าน เป็นทั้งสถานที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด และยังเป็นอีกหลายๆ อย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง นั่นก็คือ เป็นปราการป้องกันคลื่นที่มีความแรงพัดเข้าสู่ฝั่ง และสร้างแผ่นดินให้กว้างใหญ่ไม่สิ้นสุด และเป็นอีกหลายๆ อย่างเท่าที่เราจะนึกถึง

แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า หาดทรายที่เราใช้ประโยชน์อยู่ทุกวันนี้ “ก่อเกิดมาได้อย่างไร”


ตัวอย่างการสะสมตัวของตะกอนที่ปากแม่น้ำ Nith River สกอตแลนด์ ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/ชะวากทะ...th_estuary.jpg

หลายคนอาจจะคิดไปว่า หาดทรายเกิดจากทรายในทะเล เพราะเกิดมาก็เห็นหาดทรายมีอยู่แล้ว แท้จริงแล้วธรรมชาติได้สรรสร้างหาดทรายมาตั้งแต่ก่อนกำเนิดสิ่งมีชีวิตใดๆ เสียอีก โดยกระบวนการก่อเกิดหาดทรายเริ่มจากแม่น้ำ ที่ซึ่งทรายถูกพัดพามาจากการผุกร่อนของหินบนภูเขา ผ่านการกัดกร่อนมาเรื่อยๆ จากหินก้อนใหญ่ๆ กลายเป็นทรายเม็ดเล็กๆ ที่ไหลออกสู่ทะเลทางปากแม่น้ำ (รูปที่ 1) แล้วถูกกระแสน้ำชายฝั่งพัดพาให้ไหลเลาะมาสะสมเป็นหาดทรายตามชายฝั่ง


ดังรูปแหลมตะลุมพุกข้างล่างนี้ เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทรายชายฝั่งโดยการพัดพาของกระแสน้ำชายฝั่ง (Longshore current) ก่อให้เกิดเป็นแหลมทราย และกลายเป็นแผนดินในที่สุด


รูปที่ 2 ชายหาดแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มา : http://www.thailovetrip.com/


ทรายอาจจะมาจากการกัดเซาะเนินทรายชายฝั่ง (Sand dune) หรือบางแห่งทรายมาจากการกัดเซาะหน้าผาโดยคลื่น ซึ่งจะกัดกร่อนหน้าผาจนกลายเป็นเศษหิน แล้วคลื่นและกระแสน้ำชายฝั่งจะพัดพาให้เศษหินเหล่านั้นกลิ้ง ขัดสี และแตกตัวจนกลายเป็นกรวด และเป็นทรายในที่สุด

ดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่าคลื่น และกระแสน้ำชายฝั่งมีความสำคัญมากในกระบวนการสร้างหาดทราย เรียกได้ว่า “ไร้คลื่นก็ไร้หาดทราย” เพราะกระแสน้ำชายฝั่งนั้นเกิดขึ้นจากคลื่นที่แตกเป็นฟองขาวซึ่งทำมุมกับแนวชายหาด กลายเป็นกระแสน้ำพุ่งเข้าสู่ชายหาด แล้วไหลลัดเลาะไปตามชายฝั่ง กระแสน้ำนี้ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของทรายชายหาด (Littoral drift) ใน 2 ลักษณะ (ดังรูปที่ 3)


รูปที่ 3 กระแสน้ำชายฝั่งที่เกิดจากคลื่นแตกใกล้ชายฝั่งพัดพาทรายให้กลิ้งไปบนหาดและฟุ้งกระจายไปตามกระแสน้ำ ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/550388


จากรูปที่ 4 คลื่นที่ซัดขึ้นหาดพาเม็ดทรายกลิ้งไปมาบนหาดทรายแบบฟันปลา และคลื่นตะกรุยทรายท้องทะเลให้ฟุ้งแล้วกระแสน้ำพัดพาตะกอนทรายเหล่านี้ให้เคลื่อนที่ขนานไปตามกับแนวชายหาด ที่ใดเหมาะสมทรายเหล่านี้ก็จะตกสะสมกลายเป็นหาดทรายอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้


รูปที่ 4 เนินทรายชายหาดบางเปิด อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร ที่มา : http://www.kohtalutour.9nha.com/saingam.html

จากบทความข้างต้นจะเห็นได้ว่า หาดทรายมีความสำคัญต่อเราอย่างมาก และกว่าจะเกิดเป็นหาดทรายอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ต้องผ่านการสะสมตัวของทรายมาอย่างยาวนานนับร้อยนับพันปี

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องอนุรักษ์หาดทรายของเราเอาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานของเราได้เห็นแบบที่เราเห็นต่อไป..

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:22


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger