เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 10-12-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง ในขณะที่ลมตะวันตกในระดับบนยังคงพัดพาความหนาวเย็นจากประเทศเมียนมาเข้าปกคลุมบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอากาศเย็นถึงหนาว และบริเวณยอดดอยในภาคเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ส่วนบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออกมีอากาศเย็นในตอนเช้า ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังอ่อน ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อย และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังอ่อน โดยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย0

ในช่วงวันที่ 9 - 10 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ลมตะวันตกในระดับบนจากประเทศเมียนมาพัดปกคลุมภาคเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่

ส่วนในช่วงวันที่ 11 - 13 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 14 - 15 ธ.ค. บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกละลอกหนึ่งจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 9 - 10 และ 14 - 15 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงด้วย ในช่วงวันที่ 11 - 13 ธ.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 10-12-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


วิวัฒนาการแข่งขันอาวุธ ในสัตว์ทะเลโบราณ


ภาพ Credit : John Paterson

สัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ในแดนสนธยาของมหาสมุทรที่ลึกถึง 1,000 เมตร สัตว์เหล่านั้นปรับการมองเห็นให้เข้ากับโลกใต้น้ำอันมืดมิด วิวัฒนาการทำให้พวกมัน มีดวงตาขนาดใหญ่ และเกิดความซับซ้อนในการมองเห็นในแสงสลัว เช่น หมึกแวมไพร์ ปลาไวเปอร์ หรือสัตว์เปลือกแข็งที่กินสัตว์อื่นๆ ทว่ามีสัตว์โบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วชนิดหนึ่ง เป็นที่สนใจเกี่ยวกับการมองเห็น เนื่องจากสิ่งนี้อาจทำให้เกิดวิวัฒนาการแข่งขันทางอาวุธของสัตว์เอง

เมื่อเร็วๆนี้ ศ.จอห์น แพทเทอร์สัน จากศูนย์วิจัยพาเลโอไซเอนซ์แห่งมหาวิทยาลัยนิวอิงแลนด์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแอดิเลด พิพิธภัณฑ์เซาธ์ออสเตรเลีย และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในอังกฤษ รายงานการวิจัยเกี่ยวกับเรดิโอดอนต์ (Radiodonts) สัตว์ขาปล้องโบราณที่ดวงตามีการพัฒนามาอย่างซับซ้อนมากกว่า 500 ล้านปี โดยดวงตาบางส่วนได้ถูกปรับให้เข้ากับแสงสลัวใต้น้ำลึก ทีมวิจัยเผยว่าเรดิโอดอนต์เป็นสัตว์หน้าตาประหลาดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ครั้งหนึ่งพวกมันเคยครองมหาสมุทรยุคแคมเบรียนเมื่อ 541 ล้านถึง 485 ล้านปีก่อน

เป็นไปได้ว่าเมื่อระบบภาพที่ซับซ้อนเกิดขึ้น สัตว์ก็สามารถรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมได้ดีตามมา นั่นเลยกระตุ้นให้เกิดวิวัฒนาการแข่งขันทางอาวุธระหว่างผู้ล่าและเหยื่อ วิสัยทัศน์การมองเห็นจึงกลายเป็นแรงผลักดันในวิวัฒนาการ ช่วยกำหนดความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับระบบนิเวศที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งการวิจัยนี้ได้ให้ข้อมูลใหม่ด้านวิวัฒนาการของระบบนิเวศของสัตว์ทะเลที่เก่าแก่ที่สุด.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1991136

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 10-12-2020
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 11,921
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ประมงพื้นบ้านปัตตานีสุดดีใจ ออกวางอวนในทะเลบริเวณหน้าบ้านได้กุ้งไซส์จัมโบ้

ปัตตานี - ชาวประมงพื้นบ้านปัตตานีสุดดีใจ ออกวางอวนในทะเลบริเวณหน้าบ้านได้ "กุ้งไซส์จัมโบ้" นำขายได้รายคาดี เป็นผลจากที่ทุกฝ่ายช่วยกันรณรงค์ฟื้นฟู ด้วยการไม่ใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมาย



วันนี้ (9 ธ.ค.) บรรยากาศการทำประมงของชาวประมงพื้นบ้าน ในพื้นที่ปะนาเระ และสายบุรี จ.ปัตตานี บริเวณทะเลอ่าวไทย หน้าบ้านสามารถวางอวนจับกุ้งทะเลได้ไซส์ใหญ่ โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ สามารถทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ การออกเรือทำประมงหลังจากพายุฝนสงบลง เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ทำให้ชาวประมงดีใจ เพราะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะขายกุ้งได้ราคาดี ขนาด 1.5 ขีดขึ้นไป ราคาประมาณกิโลกรัมละ 400-600 บาท บางไซส์มีน้ำหนักที่ 4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ราคาก็สูงตามไปด้วย

ซึ่งทุกวันนี้ชาวประมงสามารถจับกุ้งไซส์ขนาดดังกล่าวเฉลี่ยรายละ 2-3 กิโลกรัม จำนวนเฉลี่ยต่อวันประมาณ 50-70 กิโลกรัม เนื่องจากช่วงนี้ชาวประมงบางพื้นที่ยังไม่สามารถออกเรือทำประมงได้ เพราะมีตะกอนดินทับถมปากแม่น้ำ ทำให้ปากคลองปิดไม่สามารถนำเรือออกไปได้ นับเป็นปัญหาซ้ำซากเป็นประจำทุกปี ชาวประมงจึงได้เรียกร้องให้รัฐเข้ามาวางแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ที่นอกเหนือจากการลอกทรายออกเป็นประจำทุกปี

นายทศพล พลรัตน นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝังจังหวัดปัตตานี กล่าวถึงกรณีชาวประมงสามารถจับกุ้งกุลาดำไซส์ใหญ่ หรือจัมโบ้ได้นั้น ต้องแสดงความยินดีกับชาวประมงด้วย และแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในอ่าวไทย ที่มีกุ้งไซส์พ่อแม่พันธุ์อยู่จำนวนเพิ่มขึ้น นับเป็นความสำเร็จของทุกฝ่ายที่ได้ช่วยกันรณรงค์ฟื้นฟูด้วยการไม่ใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ร่วมกันสร้างปะการังเทียม และมีการปล่อยพันธุ์ลูกกุ้งจากศูนย์วิจัยพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่ง มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 กว่าปี จึงทำให้ผลผลิตออกสู่สายตาชาวประมงอย่างปฏิเสธไม่ได้



นายทศพล ยังกล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งปัตตานี ได้เริ่มดำเนินการผลิตพันธุ์กุ้งกุลาดำ ขนาด 0.5-1.0 กรัม หรือขนาด 1,000-2,000 ตัวต่อกิโลกรัม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2563 พบว่าในกระบวนการเพิ่มผลผลิตกุ้งกุลาดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของ จ.ปัตตานี เป็นผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งของกรมประมง ที่ได้สร้างเอกลักษณ์อันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของราษฎร และชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานี และตามแนวชายฝั่งทะเล 6 อำเภอของ จ.ปัตตานี ได้แก่ อ.หนองจิก เมืองปัตตานี ยะหริ่ง ปะนาเระ สายบุรี และ อ.ไม้แก่น เป็นอย่างมาก

จากการติดตามผลการจับกุ้งกุลาดำในปีนี้ พบว่า ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับกุ้งกุลาดำ ขนาด 100-300 กรัม ได้เป็นจำนวนมาก แต่ละครั้งที่ชาวประมงออกจับกุ้งกุลาดำ จะได้ผลผลิตกุ้งกุลาดำตั้งแต่ 3-20 กิโลกรัมต่อวัน โดยปริมาณกุ้งที่จับได้มากที่สุดมีน้ำหนัก 20 กิโลกรัมต่อครั้งที่ออกเรือวางอวน ราคาในการจำหน่ายแบ่งขนาดกุ้งที่จับได้เป็น 2 ขนาด คือ กุ้งกุลาดำที่มีขนาดตั้งแต่ 150 กรัมขึ้นไป ราคาจำหน่ายประมาณ 400-600 บาท กุ้งกุลาดำขนาดต่ำกว่า 150 กรัม ราคาจำหน่ายประมาณ 350 บาท

จากการสำรวจข้อมูลผลผลิตครั้งนี้ พบว่าในพื้นที่ 6 อำเภอตามแนวชายฝั่งทะเล ชาวประมงสามารถจับพันธุ์กุ้งกุลาดำได้ในช่วง 4 เดือนของฤดูมรสุม ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคม 2563 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5,292,000 บาท จากการดำเนินงานด้วยเงินงบประมาณ 1,800,000 บาท ในปีงบประมาณ 2563


https://mgronline.com/south/detail/9630000126257

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:33


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2024, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger