เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 16-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 16 - 17 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1- 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และ

ในช่วงวันที่ 18 - 19 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 20 - 21 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1- 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 16 ? 17 และ ในช่วงวันที่ 20 - 21 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สำหรับพายุโซนร้อน?กรอซา? (korsa) บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศญี่ปุ่นลงสู่ทะเลญี่ปุ่น ในระยะต่อไป โดยผู้ที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (96.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (107.5 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 16-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ปะการังปล่อยไข่เพิ่มความยืดหยุ่นให้แนวปะการัง


(Credit : University of Queensland)

หนึ่งในวงจรสำคัญของชีวิตและการอยู่รอดของปะการัง นั่นคือการปล่อยไข่หรือปล่อยน้ำเชื้อสืบพันธุ์ออกมา ทำให้ปะการังเกิดการผสมพันธุ์และสืบสายพันธุ์ต่อไปได้ ล่าสุด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ และจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ เผยพบปรากฏการณ์ที่ทำให้แนวปะการังเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) มีการฟื้นตัว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการที่ปะการังปล่อยไข่มากกว่า 1 ครั้งต่อปี ซึ่งแนวปะการังเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ของออสเตรเลียนั้นปกติแล้วปะการังทั้งหมดจะปล่อยไข่เพียงปีละครั้ง นักวิจัยเผยว่านี่คือสิ่งที่น่าจับตาเนื่องจากพบว่าการปล่อยไข่แบบแยกกันในช่วงหลายเดือนของปะการัง ได้ช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่นของแนวปะการังเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ หลังจากตรวจสอบการปล่อยไข่ของปะการัง ทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้นในการแพร่กระจายน้ำเชื้ออสุจิของปะการัง

ทีมวิจัยเผยว่า การวางไข่แบบแยกในช่วงหลายเดือน ช่วยเพิ่มการนำส่งตัวอ่อนเนื่องจากแนวปะการังมีแนวโน้มที่จะเชื่อมต่อได้ดีขึ้น มีจำนวนมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนตัวอ่อนบ่อยครั้งขึ้น นั่นหมายความว่าการปล่อยไข่แบบแยกส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของแนวปะการัง.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1637591


*********************************************************************************************************************************************************


ปินส์ปิดหาดโบราไกย์ หลังนักท่องเที่ยวมักง่าย ฝังผ้าอ้อมใช้แล้วใต้ทราย



เกิดเหตุนักท่องเที่ยวหญิงซึ่งเชื่อว่ามาจากจีน ฝังผ้าอ้อมใช้แล้วใต้ทรายที่ชายหาดเกาะท่องเที่ยวยอดนิยมของฟิลิปปินส์ ทำให้ทางการต้องผิดชายหาด ขณะที่สำนักงานประธานาธิบดีเรียกร้องให้จับคนทำผิด

สำนักข่าว shanghai.ist รายงานเมื่อ 15 ส.ค. 2562 ว่า ทางการของประเทศฟิลิปปินส์สั่งผิดพื้นที่ชายหาดของเกาะโบราไกย์ ตอนกลางของประเทศ บางส่วนเป็นการชั่วคราว หลังจากมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่า หญิงนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง แอบฝังผ้าอ้อมเด็กที่เพิ่งถอดจากลูกของตัวเอง ลงใต้ผืนทราย

คลิปดังกล่าวถูกถ่ายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยไม่มีการเปิดเผยว่าหญิงรายนี้เป็นคนชาติใด แต่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเชื่อว่าเธอเป็นคนจีน เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเกาะแห่งนี้เป็นชาวจีน โดยแค่ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 ก็มีชาวจีนมาเยือนกว่า 218,161 คนแล้ว และมักก่อปัญหามากมาย จนทางการท้องถิ่นต้องตั้งข้อห้ามหลายอย่าง รวมทั้งการห้ามฝังผ้าอ้อมที่ชายหาด

การกระทำของหญิงคนนี้ทำให้ทางการฟิลิปปินส์ออกมาเคลื่อนไหวในวันพุธ โดยพวกเขาปิดหาดเป็นระยะทาง 100 เมตรเป็นเวลา 48-72 ชั่วโมงเพื่อทำการตรวจสอบหลายๆ อย่าง

เหตุการณ์นี้ยังทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในฟิลิปปินส์ รวมทั้งที่สำนักงานประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ด้วย โดยโฆษกประธานาธิบดีเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจับกุมตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และว่าชาวฟิลิปปินส์รู้สึกโดนดูถูกจากการกระทำเช่นนี้


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1638806
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 16-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ทช.เกาะติดสถานการณ์สัตว์ทะเลหายากเกยตื้น ปลุกกระแสอนุรักษ์-ลั่นหยุดคุกคาม



นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ของ ทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือ "มาเรียม" พะยูนน้อยหลงฝูง จนเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูน สัตว์ทะเล รวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในหมู่คนไทยอย่างแพร่หลาย ขณะที่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่ยังได้ให้ความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เช่น พะยูนหลงฝูง "ยามีล" เต่าทะเลบาดเจ็บ และ "โฮป" ลูกวาฬหัวทุยแคระ ซึ่งถูกพบเกยตื้นพื้นที่บริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลกระแสการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดความต่อเนื่อง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้มีการลงพื้นที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์สัตว์ทะเลหายาก และความคืบหน้าการฟื้นฟูสัตว์ทะเลที่ได้รับความช่วยเหลือ

สำหรับลูกพะยูน "ยามีล" อายุประมาณ 3 เดือน ถูกพบพลัดหลงจากแม่มาเกยตื้นบริเวณบ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ในสภาพอ่อนแรงและมีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกว่า 50% จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งไปอนุบาลในพื้นที่เปิดได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้าย "ยามีล" มาดูแลที่บ่อเลี้ยงในระบบปิดของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.) จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ดูแลทั้งด้านโภชนาการด้วยการให้นม อาหารเสริม และหญ้าทะเลในปริมาณที่เหมาะสม รวมทั้งมีการรักษาบาดแผลและตรวจวัดสุขภาพ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ การทำงานของทางเดินอาหาร และการขับถ่าย โดยปัจจุบันพบว่าสุขภาพทั่วไปแข็งแรงขึ้น ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับปกติ รอยด่างขาวบนร่างกายซึ่งเกิดจากภาวะความเครียดลดลง การขับถ่ายและการหายใจปกติ สามารถว่ายน้ำได้ดี อย่างไรก็ตามยังคงต้องได้รับการดูแลและสังเกตการณ์ในระบบปิดต่อไปอีกระยะ ก่อนพิจารณาแนวทางการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

ส่วนกรณีลูกวาฬหัวทุยแคระ "โฮป" เจ้าหน้าที่ได้เข้าให้การช่วยเหลือเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 หลังได้รับแจ้งพบวาฬหัวทุย 2 ตัวมาเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านในไร่ ต.นาเตย อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา จึงเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อไปถึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว 1 ตัว เป็นวาฬเพศเมียความยาว 2.40 เมตร หนัก 150 กก. ส่วนอีกตัวคือ "โฮป" คาดว่าเป็นลูกของตัวที่เสียชีวิต เป็นวาฬเพศผู้ความยาว 110 ซม. หนัก 15 กก. จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายมาอนุบาลที่ ศวทม.ภูเก็ต

ล่าสุดเมื่อเวลา 23.23 น. ของวันที่ 12 สิงหาคม ลูกวาฬทุยหัวแคระได้สิ้นใจตายจากภาวะช็อก ติดเชื้อในร่างกาย หลังถูกนำมารักษาเกือบ 10 วันที่ศูนย์วิจัยทางทะเลชายฝั่งอันดามันภูเก็ต ทช. สาเหตุจากการตรวจผลทางโลหิตวิทยาพบภาวะการติดเชื้อในร่างกาย มีภาวะการแห้งน้ำรุนแรง พบค่าการทำงานของตับและไตสูง และมีภาวะกล้ามเนื้ออักเสบ ผลการตรวจอัลตราซาวนด์พบแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้จำนวนมาก และมีการเคลื่อนไหวของลำไส้มากกว่าปกติ และสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะช็อก (Pain and Septic Shock) การติดเชื้อในร่างกาย (Sepsis) และภาวะการแห้งน้ำอย่างรุนแรง (Severe Dehydrate)

"การสูญเสียครั้งนี้นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจให้กับพวกเราทุกคน ไม่ใช่การสูญเสียครั้งแรกที่เกิดขึ้น ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยทุกคน รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวตลอดสองแนวชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ให้เกิดความตระหนักจิตสำนึกในการดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายใดๆ กับสัตวทะเล รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น การไม่ทิ้งขยะพลาสติก หยุดคุกคาม งดการล่า และการไม่รุกล้ำเข้าไปทำกิจกรรมใดๆ ในพื้นที่หวงห้าม หรือทำลายแหล่งอาหารของสัตว์ เพื่อทำให้สัตว์และธรรมชาติเหล่านี้อยู่คู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านาน" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกล่าว


https://mgronline.com/business/detail/9620000077949

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 16-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ผู้ประกอบการแอบขนสินค้าขึ้นเรือพบหาดเสียหาย



เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2562 นายณชพงศ์ ประนิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาพังงา นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บ้านท่าด่าน ต.เกาะปันหยี อ.เมืองพังงา หลังจากได้รับแจ้ง ว่ามีผู้ประกอบการนำรถบรรทุกและเครื่องจักรขนาดใหญ่ขนส่งสินค้าวัสดุก่อสร้างลงเรือขนส่ง บนชายหาดใกล้ท่าเรืออ่าวพังงา ที่ผ่านมา

จากการตรวจสอบพบว่า บนชายหาดมีร่องรอยความเสียหายจากการที่เครื่องจักรขนาดใหญ่ ลงไปขนย้ายวัสดุ โดยพบว่าเป็นพื้นที่ของ อบจ.พังงา จึงรีบประสานให้เข้ามาร่วมตรวจสอบ ในส่วนของเรือนั้นทราบว่าได้ขนส่งสินค้าไปยังเกาะยาวตั้งแต่เช้าตรู่ที่ผ่านมา และเจ้าหน้าที่เจ้าท่าจะติดตามเข้าการตรวจสอบเรื่องใบอนุญาตต่างๆต่อไป

นายณชพงศ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของเจ้าท่าจะตรวจสอบแนวเขตว่ามีการรุกล้ำเข้าไปในเขตความรับผิดชอบของเจ้าท่าฯหรือไม่ และจะเชิญผู้ประกอบการขนส่ง ผู้เช่าโรงแรมและ อบจ.พังงา มาตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง หากมีการกระทำที่ผิดกฎหมายก็จะดำเนินคดีต่อไป



นายพงษ์ศักดิ์ เจียรพันธ์ ปลัด อบจ.พังงา นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย เข้าตรวจสอบพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตของโรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ.พังงา และได้ให้ภาคเอกชน เช่าไปประกอบการแล้ว และได้สอบถามไปยังผู้เช่า ทราบว่าทางผู้เช่าไม่ได้ให้ใครเข้าใช้พื้นที่ และเพิ่งทราบว่ามีการขนส่งสินค้ากันบนหาดทรายข้างโรงแรม หากพบความเสียหายผู้เช่าก็จะดำเนินการทางกฎหมาย และพบว่าทางผู้ประกอบการได้ส่งเครื่องจักรเข้าปรับปรุงสภาพชายหาดให้กลับดังเดิมแล้ว


https://www.naewna.com/likesara/433524

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 16-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


คืนอิสรภาพ 'นกกระเรียนไทย' ..................... โดย นฤมล ทับปาน

การกลับมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย หลังจากหายไปเมื่อ 50 ปีก่อน พร้อมการอนุรักษ์บนฐานของการอยู่ร่วมกัน



HIGHLIGHTS

- นกกระเรียนพันธุ์ไทย หรือ Eastern Sarus Crane นกพันธุ์เอเชีย มีขนาดตัวสูงใหญ่กว่านกบินได้ทั่วไปราว 150-180 ซม. และมีน้ำหนักร่วม 10 กิโลกรัม สูญพันธุ์ในธรรมชาติราวๆ 50 ปีมาแล้ว

- สวนสัตว์นครราชสีมา องค์การสวนสัตว์ ศึกษาและวิจัยการเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย จากพ่อแม่พันธุ์ 27 ตัว ขณะนี้มีพ่อแม่พันธุ์ 30-40 คู่ และมีอัตราการเกิดของลูกนกเฉลี่ย 20 ตัวต่อปี

- ปัจจุบันปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยสู่ธรรมชาติได้มากถึง 105 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว และทำให้มีลูกนกกระเรียนเกิดในธรรมชาติไม่น้อยกว่า 15 ตัว


วินาทีที่เจ้าหน้าที่ปล่อยลูกนกกระเรียนโตเต็มวัยโบยบินสู่อิสรภาพครั้งแรก นอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับประชาชนที่มารอชม ยังเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เหล่านกกระเรียนพันธุ์ไทยก็ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

หลังจากนี้เป็นการเดินทางบนโลกกว้าง มีเพียงพื้นที่ 3,876 ไร่ ของทะเลสาบน้ำจืด ที่เรียกกันว่า 'อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก' ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นพื้นที่ปลอดภัย มีนกประจำถิ่นและนกอพยพตามฤดูกาลจำนวนมากเวียนมาสร้างถิ่นอาศัย จึงไม่แปลกที่จะถูกจัดให้เป็นเขตห้ามล่าพันธุ์สัตว์ป่าในเวลาต่อมา

แม้เราจะทราบกันดีว่าเส้นแบ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่านั้นจะช่วยปกป้องและดูแลสัตว์น้อยใหญ่ในพื้นที่ให้มีการเจริญเติบโต มีการขยายพันธุ์ ไปจนถึงเกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ แต่นกที่กำลังบินถลาอยู่นั้นอาจจะบินออกนอกอาณาเขตเมื่อไหร่ก็ได้ตามสัญชาติญาณสัตว์ ห่วงขาที่ติดอยู่กับนก จึงเป็นการป้องกันในเบื้องต้น เพื่อติดตามพฤติกรรม การหากินและถิ่นอาศัย รวมถึงใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาวิจัยด้านการอนุรักษ์ต่อไป


การเดินทางของกระเรียนพันธุ์ไทย

ตามรายงานการสำรวจที่ ณัฐวัฒน์ แปวกระโทก หรือ 'เติ้ล' นักวิจัยภาคสนาม สังกัดสำนักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา เล่าว่า เดิมเราพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยอาศัยอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ก่อนจะสูญพันธุ์เมื่อราวๆ 50 ปีได้ สาเหตุนั้นเติ้ลบอกว่าอาจมาจากการพัฒนาพื้นที่ชนบทสู่ความเป็นเมือง ความเจริญได้เปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติที่เคยเป็นถิ่นอาศัยของเหล่าสรรพสัตว์ เป็นสิ่งปลูกสร้างต่างๆ นั่นก็หมายความว่าจะเกิดการแผ้วถาง บุกรุกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์ทุกชนิด แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยหายไปจากวงโคจรนั้น คงหนีไม่พ้นการล่าสัตว์ป่าเป็นอาหารในอดีต กว่าที่วิวัฒนาการของมนุษย์จะเรียนรู้การกินเนื้อสัตว์ได้อย่างทุกวันนี้ ก็พรากนกกระเรียนพันธุ์ไทยไปจากพื้นที่เสียแล้ว

ในปี 2475 ความหวังเล็กๆ ที่สร้างรอยยิ้มให้กับนักวิจัยก็คือ การพบความเคลื่อนไหวของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากรูปถ่ายของครอบครัวๆ หนึ่งในบุรีรัมย์ ที่บังเอิญถ่ายภาพติดเจ้านกกระเรียนเต็มๆ หนึ่งตัว ก่อนที่ราวๆ ปี 2520 จะเริ่มเก็บผลสำรวจไม่ได้ จึงถือว่านกกระเรียนพันธุ์ไทยมีสถานภาพสูญพันธุ์ในธรรมชาติไปแล้ว แต่ยังพบในแหล่งเพาะเลี้ยงต่างๆ

ต่อมาในปี 2532 สวนสัตว์นครราชสีมา ก็ได้รับบริจาคนกกระเรียนจากชาวบ้านตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เขตพื้นที่สุรินทร์-บุรีรัมย์ประมาณ 20 ตัว ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศพระราชบัญญัติสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง 15 ชนิด ขึ้นในปี 2535 โดยหนึ่งในนั้นมีนกกระเรียนอยู่ด้วย หากใครที่มีไว้ในครอบครองจะถือว่าทำผิดกฎหมาย

"ช่วงนั้นสวนสัตว์เองยังไม่มีองค์ความรู้ใดๆ ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์นกกระเรียนที่มีอยู่ จึงเป็นเพียงการรับมาเลี้ยงปกติ แต่หลังจากมีการสำรวจพบว่า นกกระเรียนเป็นสัตว์ป่าสงวนที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เราในฐานะที่มีแหล่งต้นพันธุ์จึงคิดว่าควรมาทำอะไรให้เกิดประโยชน์ดีกว่า เพื่ออนุรักษ์เขาอยู่ในธรรมชาติได้ มากกว่าการนำเขามาโชว์ในสวนสัตว์อย่างเดียว"




จำลองไข่ของนกกระเรียนพันธุ์ไทย

โครงการวิจัยแรกๆ จึงเป็นการเพาะขยายพันธุ์ โดยการจับคู่นกให้เขาผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ เพื่อเพิ่มปริมาณลูกนกกระเรียนให้มากขึ้น และมีการทำวิจัยเรื่องการผสมเทียมอีกด้วย เป็นทางเลือกในการเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์

กระทั่งปี 2552 ก็ได้รับทุนวิจัยโครงการวิจัยเตรียมความพร้อมเพื่อการปล่อยนกกระเรียนกลับสู่พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ โดยทำการสำรวจและคัดเลือกพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยที่เหมาะสมที่สุด จากนั้นได้ปล่อยนกกระเรียยนชุดแรกในปี 2554 ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก 10 ตัว และที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ อีก 15 ตัวในปีต่อมา

"หลังจากปล่อยได้เพียง 1 ปี ก็พบพฤติกรรมการจับคู่ผสมพันธุ์ของนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติ และการเข้ามาของโครงการ Flora and Fauna Project ในปี 2558 ที่เผยแพร่องค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ร่วมกับท้องถิ่นเพื่อให้ชุมชนได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งพัฒนากระบวนการผลิตสินค้ากษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาชุมชน"


จากงานวิจัยสัตว์ป่าสู่โครงการอนุรักษ์

ลักษณะทางชีววิทยาของเจ้านกกระเรียนพันธุ์ไทย หรือ Eastern Sarus Crane เป็นนกพันธุ์เอเชีย 3 สปีชีส์ ที่หน้าตาละม้ายคล้ายกัน ต่างกันเพียงถิ่นที่ยู่อาศัย ได้แก่ นกกระเรียนสายพันธุ์อินเดีย (Indian Sarus Crane) สูงที่สุดในบรรดาสามชนิดพันธุ์ย่อยนี้, นกกระเรียนสายพันธุ์ไทยหรือสายพันธุ์เอเชียตะวันออก (Eastern Sarus Crane) ชนิดนี้พบง่ายที่สุด และนกกระเรียนสายพันธุ์ออสเตรเลีย (Australian Sarus Crane) ซึ่งตัวเล็กที่สุด

จากการศึกษาของเหล่านักวิจัยคนแล้วคนเล่า เติ้ลคือหนึ่งในนั้นที่เล่าให้เราฟังถึงวิถีของนกกระเรียนในบ้านเราอย่างเต็มใจ เขาบอกว่านกชนิดนี้เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ พูดง่ายๆ ว่าเป็นนกน้ำ ด้วยขนาดตัวที่สูงใหญ่กว่านกบินได้ทั่วไปราว 150-180 ซม. และมีน้ำหนักร่วม 10 กิโลกรัม เขาจึงไม่เกาะบนต้นไม้ และทำรังวางไข่บนพื้นดิน หลายคนถามว่า น้ำไม่ท่วมรังหรืออย่างไร เติ้ลเล่าต่อว่ามันเป็นเรื่องของสัญชาติญาณสัตว์ในการหยั่งรู้ธรรมชาติ จากที่ได้ติดตามดูการวางไข่ของมัน วันนั้นนกสุมหญ้าทั้งวัน พอรุ่งสางปรากฏว่าฝนตก แล้วน้ำก็ขึ้นสูงเรื่อยๆ รังที่เขาสร้างไว้เมื่อคืนยกลอยสูงเหนือระดับน้ำอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ยังหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นตัวชี้วัดว่า อะไรทำให้นกรู้ล่วงหน้าถึงสภาพแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น

เหตุใดจึงต้องเป็นบุรีรัมย์ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่คืนนกสู่ธรรมชาตินั้น นักวิจัยหนุ่มคนเดิม เล่าว่า บุรีรัมย์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำหนึ่งในหกที่ติดโพลของโครงการคัดเลือกพื้นที่สำหรับปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ

"เราคัดเลือกจากความพร้อมของพื้นที่ และอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องมวลชน ทัศนคติของคนในพื้นที่แวดล้อม ที่นี่มีคะแนนส่วนนี้มากเป็นอันดับหนึ่ง และยังเป็นแหล่งหญ้าแห้วทรงกระเทียม เป็นพืชตระกูลกก มีหัวหยั่งลงดินเป็นห่วงเก็บอาหารเช่นเดียวกับเจ้าสมหวังที่เรากินกัน ซึ่งนกจะกินในช่วงแล้ง ทดแทนสัตว์เล็กๆ ทำให้ตอนนี้บุรีรัมย์เป็นที่เดียวในประเทศไทยที่มีนกกระเรียนพันธุ์ไทยอยู่ในธรรมชาติ"


พ่อแม่พันธุ์นกกระเรียนไทย ที่ศูนย์อนรุักษ์ฯ


สวนสัตว์คือที่พึ่งสุดท้าย

การเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยของสวนสัตว์นครราชสีมา เริ่มจากพ่อแม่พันธุ์ 27 ตัว ในปี 2533 ลองผิดลองถูกกว่า 7 ปี จึงได้ลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัวแรก ในปี 2540 ก่อนที่จะได้นำเทคนิคการผสมเทียมจากมูลนิธิอนุรักษ์นกกระเรียนสากล จากสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้เพื่อประสิทธิภาพในการขยายพันธุ์ และเป็นที่น่ายินดีอีกครั้งในปี 2559 เมื่อพบการวางไข่จากพ่อแม่พันธุ์ที่ปล่อยสู่ธรรมชาติตัวแรกในนาข้าวของชาวบ้าน จึงเป็นที่มาของชื่อ 'น้องนาข้าว' และอีกตัวชื่อว่า 'น้องมะพร้าว'

ส่วน 'น้องเหินหาว' ที่เป็นมาสคอตงานกีฬา Buriram Games ที่ผ่านมา ความจริงแล้วเป็นชื่อพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นนกระเรียนในโครงการทดลองปล่อยคืนสู่พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติของที่นี่ ซึ่งเป็นลูกนกที่เกิดจากพ่อแม่พันธุ์ที่ทรงพระราชทานแก่องค์การสวนสัตว์

ปัจจุบันสวนสัตว์นครราชสีมา ได้รับการยกย่องให้เป็นศูนย์การเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 30-40 คู่ และมีอัตราการเกิดของลูกนกเฉลี่ย 20 ตัวต่อปี

มีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยสู่ธรรมชาติได้มากถึง 105 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว และทำให้มีลูกนกกระเรียนเกิดในธรรมชาติไม่น้อยกว่า 15 ตัว

ด้วยรูปร่างเพรียวบาง สูงสง่าดุจหงส์ ทีท่าการเกี้ยวพาราสีมีเอกลักษณ์ ตัวเมียชูคอตั้ง ตัวผู้กระพือปีกรับพร้อมเปล่งเสียงแสดงความเป็นเจ้าของ ลำตัวสีเทาเรียบง่าย มองไปจะเห็นตุ่มหนังสีแดงชัดเจนกระจายไปบริเวณแก้ม ท้ายทอย และลำคอส่วนบน นกกระเรียนพันธุ์ไทยจึงนับว่าเป็นนกที่สง่างามติดอันดับต้นๆ แต่ในความงามต่างแฝงไปด้วยความกังวลในการอยู่ร่วมกันของนกกระเรียนไทยและชาวนา เพราะเจ้านกกระเรียนใช้พื้นที่หากินมาก นอกจากในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ยังลามไปที่นาข้าวรอบๆ ด้วย ซึ่งปัญหาการใช้สารเคมีของชาวนาอาจส่งผลร้ายต่อนก ยังโชคดีที่ชาวนาเขาเริ่มทำเกษตรอินทรีย์กันแล้ว คงจะเบาใจไปได้บ้าง

หากมองถึงการอยู่ร่วมกันในระยะยาวจะเอื้อประโยชน์ต่อกันได้ นอกจากชาวนาจะหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ปลอดสารแล้ว ?ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย? แห่งนี้ จะเป็นแหล่งธรรมชาติสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้กับคนท้องถิ่น พัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เปิดโอกาสให้เยาวชนในท้องถิ่นและประชาชนทั่วไปได้มีแหล่งเรียนรู้ศึกษาการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย และยังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพลังการร่วมมือกันของชุมชน

ในส่วนของภาคเอกชนอย่างทรูคอปเปอร์เรชั่น โดย ดร.ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ หัวหน้าคณะบริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัท ทรูคอปเปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์อีกแรง

"การทำให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร เราจึงใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่มีต่อยอดสู่แอพพลิเคชั่นดูนก นกกระเรียนเขาก็จะบินตามธรรมชาติ และอย่างที่ผู้ว่าฯพูดว่าเราต้องสร้างคุณค่าด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะไปดูนกได้ที่ตรงไหน ตอนนี้แอพพลิเคชั่นนี้สามารถรายงานได้ว่าเจอนกที่บริเวณไหน พอเรากดเข้าไปจะมีเส้นทางให้เลยว่าต้องขับรถไปส่วนไหนของพื้นที่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นการใช้เทคโนโลยีสร้างความตระหนักรู้ให้คนมีส่วนร่วม


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 16-08-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


คืนอิสรภาพ 'นกกระเรียนไทย' .......... (ต่อ)




นกอยู่รอด คนอยู่ได้ ชุมชนมีสุข

ปัจจุบัน นกกระเรียนพันธุ์ไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ตามธรรมชาติ ด้วยความร่วมมือของเกษตรกรในพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสวายสอ จังหวัดบุรีรัมย์ ทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญบ้านสวายสอ เล่าว่า เราเป็นชุมชนต้นแบบที่ยึดหลักการทำเกษตรอินทรีย์ ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาที่ปลูกข้าว เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันระหว่างสัตว์ป่า เกษตรกร และทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่จะนำไปสู่การต่อยอดเพื่อการอนุรักษ์ประชากรนกกระเรียนพันธุ์ไทยในธรรมชาติ

แน่นอนว่า กว่าที่โครงการต่างๆ จะเข้าที่เข้าทาง ย่อมมีอุปสรรคเป็นบททดสอบเสมอ ผู้ใหญ่บ้านสวายสอ เห็นปัญหาชัดเจนว่า ความขัดแย้งของคนในชุมชนกับสัตว์ในระยะแรกขาดการสื่อสารระหว่างกัน ทว่าความเคลือบแคลงใจของชาวนาในเรื่องการหากินของนกกระเรียนนั้นก็ถูกคลี่คลายลง เพราะความจริงแล้วนกกระเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้กินข้าวเป็นหลัก แต่จะกินวัชพืชของข้าวมากกว่า เช่นพวกปู หญ้า ปลาตัวเล็กๆ หอยตัวเล็กๆ นกกระเรียนจึงช่วยกำจัดวัชพืชมากกว่ามาทำลายข้าวในนา แต่ด้วยขนาดเท้าที่ใหญ่ เมื่อย่ำในนาข้าวจึงทำให้ต้นข้าวล้มบ้าง ซึ่งผู้ใหญ่บ้านสวายสอบอกว่า ยังไม่ถือว่าเป็นเปอร์เซนต์ความเสียหายที่มากนัก

"เราทำงานร่วมกันกับทีมสวนสัตว์ ออกให้ความรู้เรื่องนกกับคนในชุมชน ทุกวันนี้คนในชุมชนก็ให้ความสำคัญกับนกมากขึ้น และปกติกลุ่มของเราจะทำข้าวอินทรีย์กันอยู่แล้ว ก็เลยนำชื่อของนกกระเรียนมาเป็นชื่อแบรนด์ของข้าวชื่อว่า สารัช เชน สร้างเรื่องราวจากภูมิปัญญาที่มี ตอนนี้เกษตรกรเองจะมองเรื่องของการท่องเที่ยวมากกว่า เวลาเจอนกที่ไหนเขาก็จะส่งมาบอกแล้วเราก็พานักท่องเที่ยวไปชมในที่นั้นๆ ทำให้พวกเขามีรายได้อีกหนึ่งทาง"

นกกระเรียนยังเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติได้ดี เพราะเขาจะไม่เข้าใกล้แหล่งอาหารที่มีสารเคมี เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่การันตีได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรที่นี่เป็นออแกนิคแท้ 100 เปอร์เซ็นต์

ความสำเร็จในกระบวนการเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยเพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาตินั้น ยังไม่ถือเป็นจุดสิ้นสุด แต่การเสริมสร้างให้ชุมชนท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า 'นกอยู่รอด คนอยู่ได้ ชุมชนมีสุข' นี่เองที่จะประคับประคองทั้งสองฝ่ายให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน


http://www.judprakai.com/feature/116...bangkokbiznews

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:33


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger