เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 03-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2562 สำหรับประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป กับมีลมแรง ส่วนบริเวณเทือกเขาสูงมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 - 3 ม.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง ส่วนในช่วงวันที่ 4 ? 8 ม.ค. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส โดยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยในช่วงวันที่ 3 ? 5 ม.ค. 62 บริเวณภาคใต้จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง สำหรับบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 2 - 3 ม.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น สำหรับในช่วงวันที่ 3 ? 5 ม.ค. 62 ประชาชนบริเวณภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรงดการเดินเรือ รวมทั้งประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกให้ระวังคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "?ปาบึก? (pabuk)" ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 03 มกราคม 2562

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (3 ม.ค. 62) พายุโซนร้อน ?ปาบึก? (pabuk) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 6.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 105.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้า ๆ คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวน และเคลื่อนลงอ่าวไทยในวันที่ 3 มกราคม 2562 และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ในช่วงค่ำของวันที่ 4 มกราคม 2562 โดยจะมีผลกระทบต่อภาคใต้ในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยมีผลกระทบดังนี้

ในช่วงวันที่ 3-4 มกราคม 2562 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งกับมีลมแรง บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล

ในช่วงวันที่ 4-5 มกราคม 2562 บริเวณภาคใต้จะมีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากลมแรง และคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งตั้งแต่วันที่ 3-5 มกราคม 2562

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (90.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Storm02.jpg (170.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (97.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 04-01-2019 เมื่อ 03:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 03-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ตั้งศูนย์ปลอดภัยทางน้ำรับมือพายุโซนร้อน "ปาบึก"

กรมเจ้าท่า ออกประกาศฯ รับมือพายุโซนร้อน ?ปาบึก? เตือนชาวเรือระมัดระวังในการเดินเรือ พร้อมสั่งตั้งศูนย์ปลอดภัยทางน้ำ กำชับเข้มผู้ประกอบการ หากฝ่าฝืนโดนลงโทษสูงสุดตามกฎหมาย



เมื่อวันที่ 2 ม.ค. นายสมศักดิ์ ห่มม่วง อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่า ได้ออกประกาศกรมเจ้าท่าฉบับที่ 1/2562 เรื่อง ให้ระมัดระวังในการเดินเรือ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ จากกรณีผลกระทบจากพายุโซนร้อน "ปาบึก" (PABUK) โดยขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กที่มีขนาดความยาวน้อยกว่า 12 เมตร ควรงดออกจากฝั่ง จนถึงวันที่ 5 ม.ค.62 ทั้งนี้ให้ติดตามประกาศของกรมเจ้าท่า และข่าวพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค และสำนักงานเจ้าภูมิภาคสาขาในพื้นที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งศูนย์ปลอดภัยทางน้ำขึ้นในแต่ละสำนักงานเจ้าท่าสาขา โดยให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 เป็นศูนย์บัญชาการในฝั่งอ่าวไทย และสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 เป็นศูนย์บัญชาการฝั่งอันดามัน เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ และเรือตรวจการณ์ โดยให้ตรวจเข้มในทุกกรณี และให้รายงานสถานการณ์ให้ทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการเรือ ให้ปฏิบัติตามประกาศฯ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากฝ่าฝืนต้องรับโทษสูงสุดตามกฎหมายกำหนด ทั้งนี้หากประชาชน และชาวเรือพบเหตุความไม่ปลอดภัยทางน้ำ สามารถแจ้งได้ที่สำนักงานเจ้าท่าในพื้นที่ หรือที่ สายด่วน 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง.


https://www.dailynews.co.th/economic/685704

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 03-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ดร.ธรณ์ เตือนรับมือ พายุ "ปาบึก" คาดใจกลางพายุผ่าน สมุย-พะงัน แนะอย่าประมาท

ดร.ธรณ์ เตือนอ่าวไทย โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี-ชุมพร รับมือพายุ "ปาบึก" ชี้ อาจน่ากลัว ย้ำไม่ประมาทย่อมดีกว่า แนะติดตามข่าวจากกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เย็นวันนี้เป็นต้นไป



วันนี้ (2 ม.ค.) ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Thon Thamrongnawasawat" หรือ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้อ่าวไทย โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ ชุมพรตอนใต้ เตรียมรับมือพายุ "ปาบึก" (PABUK) แนะให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยระบุเนื้อหาบางตอนว่า "เราแทบไม่เคยเจอไต้ฝุ่นหรือพายุแรงๆ เพราะอ่าวไทยไม่ได้อยู่ในเส้นทางประจำของพายุ ผิดกับหลายประเทศเพื่อนบ้านที่โดนกันมาปีละหลายลูก เมื่อไม่คุ้นเคย การเตรียมการรับมืออาจไม่ถนัดเหมือนเจอประจำ นอกจากนี้ พื้นที่แต่ละแห่งยังเสี่ยงไม่เท่ากัน บางแห่งริมอ่าวไทยอาจเป็นแหลมทรายยื่นไปในทะเล หรือเป็นชายฝั่งหันรับลมเต็มๆ จึงต้องระวังเพิ่มให้มาก โดยเฉพาะพื้นที่เคยโดนในอดีต พายุเคลื่อนตัวช้า แค่ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ ตอนนี้จ่ออยู่ที่ปากอ่าวไทยด้านใต้แหลมญวน เวียดนามเองก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้ว

โดยปกติพายุจะแรงในทะเล เมื่อขึ้นฝั่งจะเบาลงอย่างเร็ว ตอนนี้ปาบึกอยู่ในทะเล และจากจุดนั้นจนถึงในอ่าวไทย ไม่มีแผ่นดินใดขวางกั้น

พายุในช่วงเข้าอ่าวไทย จึงน่าจะมีความรุนแรงใกล้เคียงตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครทำนายได้เป๊ะๆ แต่ดูจากแนวโน้ม เส้นทางของพายุจะขึ้นกับลมหนาวที่มาจากเหนือ หากลมแรง พายุจะลงล่างหน่อย ตอนนี้ลมหนาวเริ่มเบาลง เส้นทางพายุทะแยงขึ้นเหนือ มีแววว่าใจกลางพายุอาจผ่านแถวสมุย-พะงัน ก่อนเข้าไปที่สุราษฎร์ธานี และ ชุมพรตอนใต้

โดยย้ำว่า ใครจะไปเที่ยวแถวอ่าวไทยในจุดเสี่ยง หลังวันที่ 5-6 คงไม่มีปัญหา พายุข้ามไปแล้วและคงลดแรงลงเยอะ คน กทม. หรือภาคอื่นๆ คงไม่ได้รับผลกระทบ เตรียมตัวช่วยพี่น้องชาวใต้ไว้หน่อยก็ดี ทั้งหมดนี้ อ่านแล้วอาจน่ากลัว แต่ผมถือว่าไม่ประมาทย่อมดีกว่า หวังว่าเพื่อนธรณ์คงปลอดภัยและทรัพย์สินไม่เสียหาย ติดตามข่าวจากกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เย็นวันนี้เป็นต้นไป"

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า พายุดีเปรสชัน บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน พายุปาบึก (PABUK) แล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 6.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 109.8 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศใต้ค่อนทางตะวันตกเล็กน้อยอย่างช้าๆ คาดว่า จะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวน และเคลื่อนลงอ่าวไทยในช่วงวันที่ 2-3 มกราคม 2562 โดยจะมีผลกระทบต่อภาคใต้ในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม 2562 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย

สำหรับชื่อ พายุปาบึก นั้น ตั้งมาจากชื่อ ปลาบึก ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวทางมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000000427


*********************************************************************************************************************************************************


ผู้ประกอบการเฮ! ศาลปกครองภูเก็ตสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวขึ้นเกาะสิมิลัน

พังงา - ผู้ประกอบการเฮ ศาลปกครองภูเก็ต ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามคุมจำนวนนักท่องเที่ยวลงอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นระยะเวลา 3 เดือน



วันนี้ (2 ม.ค.) ศาลปกครองภูเก็ต ได้มีคำสั่งทุเลาการบังคับคดี ในคดีที่นายนิพนธ์ สมเหมาะ ประธานชมรมและผู้ประกอบการเรือทัวร์หมู่เกาะสิมิลัน-สุรินทร์ ฟ้องร้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ นายธัญญา เฉพาะประกาศที่พิพาทฉบับแรกตามประกาศกรมอุทยานฯ เรื่องการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ลงวันที่ 9 ต.ค.2561 ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562-31 มีนาคม 2562 ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น

และให้ยกคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ทุเลาการบังคับตามประกาศที่พิพาทฉบับที่สอง ตามประกาศกรมอุทยานฯ เรื่องกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับยานพาหนะประเภทเรือที่เข้าไปในเขตอุทยานฯ สิมิลัน ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2561 โดยศาลได้พิจารณาให้ทุเลาการบังคับตามประกาศที่พิพาททั้งสองฉบับไม่ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป การให้ทุเลาบังคับตามประกาศที่พิพาททั้งสองฉบับไม่ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ย่อมไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่สาธารณะแต่อย่างใด

ด้าน นายนิพนธ์ สมเหมาะ ประธานชมรมเรือนำเที่ยวสิมิลัน สุรินทร์ กล่าวว่า จากการที่ศาลปกครองภูเก็ตได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เป็นระยะเวลา 3 เดือน คือ มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ผู้ประกอบการ พนักงาน และชาวบ้านต้องขอขอบคุณศาลที่ท่านกรุณาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในตอนนี้ แต่ตนมองจุดนี้เป็นจุดที่เพิ่งจะเริ่มต้น ซึ่งสิ่งที่เรานำไปชี้แจงต่อศาลเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการทำงานวิจัย การมีส่วนร่วม การดูแลทรัพยากร หรือแม้แต่เรื่องของการท่องเที่ยว

"ต้องยอมรับว่าตอนนี้ภาพของการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ตกต่ำเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศและของประชาชน ถ้าภาพของการคุ้มครองอุทยานแห่งชาติเกาะสิมิลันมันเกิดในมิติของการร่วมมือ ที่เราจะใช้การท่องเที่ยว การดูแลการรักษาร่วมกัน"

ในวันที่ศาลปกครองภูเก็ตไต่สวน ศาลท่านเองก็ได้ถามว่าถ้าศาลคุ้มครองแล้วมีนักท่องเที่ยวเพิ่มทางผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวจะทำอย่างไร ตนเองก็เรียนต่อศาลว่า งานของการท่องเที่ยวทางทะเลโดยเฉพาะเกาะสิมิลัน ปัจจุบันเป็นที่ได้รับความนิยมและมีหลายหน่วยงานที่มาเกี่ยวข้อง เช่น การคมนาคมทางทะเล ก็มีกรมเจ้าท่า ตำรวจน้ำ การช่วยเหลือด้านความปลอดภัยในทะเล หรือแม้แต่ตัวทรัพยากรเอง ในพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก การดูแลการตรวจสอบ อาจจะมีหน่วยงานอื่น เช่น กรมทรัพยากรทางทะเล หรือหน่วยงานราชการในท้องถิ่นเข้าไปช่วยอุทยานในเรื่องของกระบวนการท่องเที่ยวทางทะเล และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับที่พอดี จัดการกับทรัพยากรได้

ในส่วนของการที่อุทยานจะทำการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองนั้น เมื่อศาลให้ความคุ้มครองหากมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเราต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและเกิดผลกระทบ รวมทั้งรวบรวมในเรื่องหลักการจัดการเพื่อนำมาศึกษาและปฏิบัติที่ชัดเจน ส่วนในเรื่องของการอุทธรณ์เป็นเรื่องปกติหากความคิดเห็นต่างๆ ยังไม่ชัดเจนไม่เหมือนกันก็เป็นสิทธิของทางอุทยานที่จะทำได้

ตนเองมองว่าในการที่ร้องศาลปกครอง ก็ทำไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ซึ่งความเดือดร้อนของผู้ประกอบการได้ถูกนำเสนอไปถึงฝ่ายบริหาร ฝ่ายสำนักนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติเรื่องของทางผู้ประกอบการก็ได้เข้ากรรมาธิการ รัฐสภา และศาลดูจากข้อมูลที่ทางเราได้รวบรวม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง มองว่าศาลใช้ดุลพินิจในครั้งนี้ได้เหมาะสม ส่วนทางอุทยานจะอุทธรณ์ก็แล้วแต่มุมมอง หากมีการอุทธรณ์จริงตนก็พร้อมที่จะเข้าไปชี้แจงให้ศาลท่านได้ทราบถึงข้อเท็จจริง และไม่ใช่เราไม่ดูแลทรัพยากรแต่เราจะใช้ทรัพยากรที่อยู่อย่างเหมาะสม

การยืนฟ้องศาลปกครองภูเก็ตในครั้งนี้ สืบเนื่องจากภายหลังจากที่นักท่องเที่ยวได้แห่กันไปท่องเที่ยวยังเกาะสิมิลัน จ.พังงา เป็นจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่าวันละ 7,000-8,000 คน ทำให้เกิดความแออัด และเห็นว่าหากปล่อยให้นักท่องเที่ยวขึ้นเกาะจำนวนมากๆ ทุกๆวันจะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติที่สวยงามของเกาะสิมิลันได้ ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงได้ออกประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นเกาะสิมิลันได้วันละ 3,225 คน ทำกิจกรรมดำน้ำได้วันละ 525 คน ประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเรือทัวร์ที่นำนักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวที่เกาะสิมิลัน ที่ไม่สามารถนำนักท่องเที่ยวไปได้เหมือนที่ผ่านมา ประกอบกับขั้นตอนการดำเนินการของกรมอุทยานฯในการอนุญาตนำนักท่องเที่ยวลงไปท่องเที่ยวยังเกาะสิมิลันยุ่งยาก ทั้งในเรื่องตัวเรือ นักท่องเที่ยว จนมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนสามารถตกลงกันได้ เช่น การเปลี่ยนเรือกรณีที่เรือเกิดขัดข้อง เป็นต้น

เมื่อผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจังหวัดภูเก็ต ขอให้คุ้มครองชั่วคราวในเรื่องของการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งศาลปกครองจังหวัดภูเก็ต ได้พิจารณาและสั่งคุ้มครองจำนวนนักท่องเที่ยวตามที่ผู้ประกอบการยื่นขอเป็นเวลา 3 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2562 นี้


https://mgronline.com/south/detail/9620000000335
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 03-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ผงะเจอซากวาฬยักษ์ลอยเกยหาดแหลมตะลุมพุก หวั่นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ

นครศรีธรรมราช - ผงะพบซากวาฬบรูด้าขนาดใหญ่ ลอยเกยหาดแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านวิตกเกรงเป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ



วันนี้ (2 ม.ค.) ชาวบ้านใน ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทยอยเข้าไปดูซากวาฬขนาดใหญ่ ถูกคลื่นใหญ่ซัดมาเกยหาดอยู่บริเวณหาดทรายหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแหลมตะลุมพุก ต.แหลมตะลุมพุก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้ากู้ซากได้ เนื่องจากมีความยาวกว่า 10 เมตร ประมาณน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2 ตัน

เบื้องต้นชาวบ้านที่เข้าไปดูซากวาฬตัวนี้แจ้งว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาคลื่นลมรุนแรงได้ซัดซากวาฬเข้าเกยหาด ชาวบ้านที่มาหาปูได้กลิ่นจึงเดินมาดู และแจ้งผู้เกี่ยวข้อง สำหรับวาฬตัวนี้คาดว่าน่าจะเป็นวาฬบรูด้า ซึ่งเป็นวาฬที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย ตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 2-3 สัปดาห์ในทะเลลึก จนกระทั่งคลื่นได้ซัดมาเกยหาด ขณะที่ชาวบ้านต่างเกรงว่าการตายของวาฬ และลอยมาเกยหาดในบริเวณนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากพายุปาบึก


https://mgronline.com/south/detail/9620000000488


*********************************************************************************************************************************************************


พบซาก "วาฬ" ตายเกยหาดแหลมตะลุมพุก รอตรวจสอบสาเหตุการตาย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานว่าพบซากของวาฬขนาดใหญ่ เกยตื้นตาย บนชายหาดแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบสาเหตุการตายแล้ว



วันนี้ (2 ม.ค.) เพจ "กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" ได้ออกมาโพสต์ข้อความรายงานว่า ได้รับแจ้งเหตุว่าพบซากวาฬเกยหาด ของแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ซึ่งทางเพจได้ระบุข้อความว่า "วันที่ 2 มกราคม 2562 กรม ทช. โดยศูนย์วิจัย ทช. อ่าวไทยตอนล่าง รับแจ้งจากเครือข่ายในพื้นที่ พบซากวาฬขนาดใหญ่เกยหาดหน้าหน่วยห้ามล่าสัตว์ป่า ปลายสุดแหลม ต.แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช จึงรีบลงพื้นที่เข้าตรวจสอบ ผลการตรวจสอบจะแจ้งให้ทราบต่อไป"

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พบ "วาฬนำร่องครีบสั้น" เกยตื้นที่ จังหวัดสงขลา พบขยะพลาสติกในกระเพาะอาหารถึง 80 ชิ้น น้ำหนัก 8 กิโลกรัม ก่อนจะตายในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ต้องรอการพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่ว่า วาฬ ที่พบบนแหลมตะลุมพุก ตายด้วยสาเหตุใด


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000000506

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 03-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ยาคุตสค์" เมืองหนาวที่สุดบนโลกเสี่ยงพังเพราะ "โลกร้อน"


ตึกอาคารที่แตกร้าวในเมืองยาคุตสค์ (Mladen ANTONOV / AFP)

ไม่ใช่แค่หมีขั้วโลกที่จะไร้ที่อยู่เมื่อโลกร้อน-น้ำแข็งละลาย แต่เพื่อนมนุษย์ของเราก็กำลังอาศัยอยู่บนความเสี่ยงที่บ้านเมืองอาจจะถล่มลงมา และไร้ที่อยู่อาศัย เมื่อความร้อนของโลกกำลังละลายชั้นดินเยือกแข็ง ซึ่งเป็นที่ตั้งที่พวกเขาปลูกสร้างอาคารอยู่

ยาคุตสค์ (Yakutsk) เมืองหลวงสาธารณรัฐซัคคา ในไซบีเรียของรัสเซีย เป็นหนึ่งในเมืองที่หนาวเย็นที่สุดในโลก อาคารบ้านเรือนตั้งอยู่บน "ชั้นดินเยือกแข็ง" (permafrost) และการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ กำลังเป็นสาเหตุให้ชั้นดินเยือกแข็งละลาย และส่งผลต่อโครงสร้างอาคาร

เอ็ดวาร์ด โรมานอฟ (Eduard Romanov) คนงานก่อสร้างและนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เผยจุดที่คานรับน้ำหนักของอาคารตึก 9 ชั้นที่ทรุดตัวและเริ่มแตกหัก และไม่มั่นคง เขาบอกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านี้อาคารเริ่มเอียง และเอนไปประมาณ 40 เซ็นติเมตร และมีอันตรายที่ตึกจะเอียงไปมากกว่านี้

โรมานอฟรับหน้าที่ในการเชื่อมฉุกเฉินให้แก่อาคาร ท่ามกลางอากาศที่มีอุณหภูมิ -35 องศาเซลเซียม แม้อุณหภูมิดังกล่าวจะหนาวเย็นมาก ทว่านักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นดินเยือกแข็งเมลนิกอฟ (Melnikov Permafrost Institute) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองยาคุตสค์นี้ และเป็นศูนย์วิจัยเดียวในโลกที่ศึกษาเรื่องชั้นดินเยือกแข็งเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของเมืองยาคุตสค์นั้นเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5 องศาเซลเซียสในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

ตึกอพาร์ทเม้นต์ส่วนใหญ่จากยุคโซเวียตในเมืองยาคุตสค์นั้น สร้างขึ้นจากแผ่นคอนกรีต และตั้งอยู่บนเสาค้ำบนฐานรากของอาคาร และป้องกันอาคารไม่ให้สร้างความร้อนแก่ชั้นดินเยือกแข็ง ซึ่งเป็นชั้นดินที่เชื่อมติดกันด้วยน้ำที่เย็นเป็นน้ำแข็ง และจะมั่นคงตราบเท่าที่น้ำยังเป็นน้ำแข็ง

อุณหภูมิของฤดูร้อนที่เพิ่มขึ้นจะทำลายชั้นดินเยือกแข็ง และเมื่อชั้นดินเยือกแข็งละลายทั้งโคลน ดิน ก็จะละลายลงไปกองรวมกันพร้อมๆ กับวัตถุหรือสิ่งก่อสร้างอะไรก็ตามที่อยู่ด้านบน


ชายขายปลาในตลาดเกษตรที่เมืองยาคุตสค์ท่ามกลางอุณหภูมิ -35 องศาเซลเซียส (Mladen ANTONOV / AFP)

โดยภาพรวมแล้วอาณาเขตของรัสเซียปกคลุมด้วยชั้นดินเยือกแข็งมากถึง 65% ส่วนดินแดนที่เรียกว่า "ยาคูเตีย" (Yakutia) ที่ตั้งของสาธารณรัฐซัคคา ซึ่งอยู่ภูมิภาคไซบีเรียตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ถูกปกคลุมด้วยชั้นดินเยือกแข็งเกือบทั้งหมด โดยภูมิภาคนี้มีพื้นที่มากกว่าฝรั่งเศสถึง 5 เท่า และยังมีชายแดนติดต่อกับมหาสมุทรอาร์กติกด้วย

รัสเซียซึ่งเป็นประเทศในแถบอาร์กติกนั้น กำลังร้อนขึ้นเร็วกว่าพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก ประมาณ 2.5 เท่า ส่วนเมืองยาคุตสค์ก็เผชิญอากาศหนาวจัดแบบในอดีตน้อยลง โดยคนในท้องถิ่นให้ข้อมูลว่า เมื่อปีประมาณ 20 ปีก่อน โรงเรียนจะปิดการเรียนการสอนนานหลายสัปดาห์เมื่ออุณหภูมิลดต่ำกว่า -55 องศาเซลเซียส แต่ตอนนี้ภาวะอากาศหนาวเย็นยะเยือกเช่นนั้นพบได้ยากแล้ว

ด้านรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของรัสเซียระบุว่า รายงานปี 2018 เผยว่า การเสื่อมสภาพของชั้นดินเยือกแข็งนั้นเป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยส่งผลกระทบทั้งต่อแหล่งน้ำ สิ่งปฏิกูล และท่อน้ำมัน รวมทั้งสารเคมี องค์ประกอบทางชีววิทยาและสารกัมมันตรังสีที่ฝังอยู่ใต้ดิน อีกทั้งการละลายของชั้นดินเยือกแข็งยังจะทำให้มลพิษกระจายตัวเร็วขึ้นและไปได้ไกลขึ้น แล้วซึมเข้าสู่ชั้นดินแข็งด้านบน

ด้านมิคาอิล กริกอเยฟ (Mikhail Grigoryev) รองผู้อำนวยการสถาบันชั้นดินเยือกแข็ง กล่าวว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่แค่สร้างวิกฤตให้แก่ท้องถิ่น แต่เป็นภัยคุกคามต่อเมือง หากภาวะโลกร้อนยังดำเนินต่อไปอีกหลายสิบปี

เมืองยาคุตสค์มีประชากรประมาณ 300,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่บนชั้นดินเยือกแข็ง และเมืองนี้จะได้รับอันตรายมากๆ หากชั้นดินเยือกแข็งละลายเหมือนอย่างที่โรมานอฟและชาวเมืองคนอื่นๆ กังวล


รูปปั้นช้างแมมมอธหน้าสถาบันชั้นดินเยือนแข็งเมลนิกอฟ (Mladen ANTONOV / AFP)

สำหรับอาคารบ้านเรือนที่เก่ามากๆ ในเมืองยาคุตสค์นั้น ก่อสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้คำนึงถึงสภาพอากาศร้อน โรมานอฟเล่าย้อนไปว่าในยุค '60 นั้น การฝังเสาค้ำลงชั้นดินเยือกแข็งลึก 6 เมตรนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกวันนี้ความลึกดังกล่าวไม่เพียงพอแล้วเมื่อพื้นผิวด้านบนร้อนขึ้น ตอนนี้บางอาคารในเมืองยาคุตสค์นั้นถูกรื้อถอนออกไปแล้ว ขณะที่อาคารอื่นๆ ก็เต็มไปด้วยรอยร้าว

"อาคารทั้งหมดของเมืองยาคุตสค์อยู่ในอันตราย เจ้าของอาคารกำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสียที่อยู่อาศัยของตัวเอง และไม่มีใครเลยที่เตรียมพร้อมในเรื่องนี้ ปัญหานี้จะทวีคูณต่อไปในอนาคต ดังนั้นเราต้องเริ่มแก้ปัญหากันตั้งแต่วันนี้แล้ว" โรมานอฟระบุถึงอนาคตเมืองหนาวที่กำลังสั่นคลอน


https://mgronline.com/science/detail/9610000128978
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 03-01-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


พบซากวาฬ 10 เมตรเกยตื้นตายแหลมตะลุมพุก

จ.นครศรีธรรมราช เบื้องต้นคาดตายมา 2-3 สัปดาห์ แต่ชาวบ้านกังวลว่าจะเป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ เนื่องจากกำลังมีพายุปาบึกพัดเข้าอ่าวไทย



วันนี้ (2 ม.ค.2562) ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กรมทรัพยา กรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รับแจ้งจากเครือข่ายในพื้นที่ว่าพบซากวาฬขนาดใหญ่เกยตื้นตายหาดเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบหาสาเหตุแล้ว

ทั้งนี้ชาวบ้านใน ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทยอยเข้าไปดูซากวาฬขนาดใหญ่ถูกคลื่นใหญ่ซัดมาเกยหาดอยู่บริเวณหาดทราย หน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแหลมตะลุมพุก เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้ากู้ซากได้เนื่องจากมีความยาวกว่า 10 เมตรประมาณน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2 ตัน

เบื้องต้นชาวบ้านที่เข้าไปดูซากวาฬตัวนี้ แจ้งว่าช่วงเช้าที่ผ่านมาคลื่นลมรุนแรงได้ซัดซากวาฬเข้าเกยหาดชาวบ้านที่มาหาปูได้กลิ่นจึงเดินมาดูและแจ้งผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับวาฬตัวนี้คาดว่าน่าจะเป็นวาฬบรูด้าซี่งเป็นวาฬที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยตายมาแล้วไม่น้อยกว่า2-3 สัปดาห์ในทะเลลึก จนกระทั่งคลื่นซัดมาเกยหาด

ขณะที่ชาวบ้านต่างเกรงว่าการตายของวาฬ และลอยมาเกยหาดในบริเวณนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติทีอาจเกิดขึ้นได้จากพายุปาบึก




https://news.thaipbs.or.th/content/276719

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:47


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger