เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ราบเชิงเขาในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

อนึ่ง พายุ "ไป๋ลู่" บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวัน สู่ประเทศจีนฝั่งตะวันออก ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันที่ 23?25 สิงหาคม 2562


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 23 ? 28 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

อนึ่ง พายุ ?ไป๋ลู่? บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีแนวโน้มเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวัน สู่ประเทศจีนฝั่งตะวันออก ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางในช่วงวันที่ 23 ? 25 สิงหาคม 2562


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (100.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (109.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


สิ้นยามีล ตายตาม! "มาเรียม" ไปอีกตัว



สลดซ้ำสองพะยูนกำพร้า "ยามีล" ช็อกตายหลังเข้า รับการผ่าตัดเพื่อนำก้อนหญ้าทะเลอุดตันออกจากระบบทางเดินอาหารได้ไม่กี่ชั่วโมง โดยใช้วิธีการเป่าลมให้กลุ่มหญ้าสลายตัว แต่ทำได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ ต้องหยุดเกรงจะทนไม่ไหว นำกลับบ่ออนุบาล แต่มีอาการซึม ลอยตัวไม่ได้ กระทั่งเกิดช็อกหัวใจหยุดเต้นเสียชีวิตตอน สามทุ่มเศษ สิ้นคู่ขวัญ "มาเรียม-ยามีล" อย่างน่าสลดใจ

หนีไม่พ้นชะตากรรม พะยูนกำพร้า "ยามีล" ช็อกตายหลังเข้ารับการผ่าตัดเอาก้อนหญ้าทะเลอุดตันออกได้ไม่กี่ชั่วโมง โดยเมื่อตอนสายวันที่ 22 ส.ค. เพจเฟซบุ๊ก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยผลการตรวจรักษาพะยูนยามีลว่า เช้านี้ยังมีการสะสมของแก๊สในกระเพาะอาหารและบริเวณลำไส้ มีอัตราการเต้นหัวใจสูงและชักเกร็งเป็นบางครั้ง จึงให้ยาช่วยลดอาการปวดและยาซึม ส่วนผลเอกซ์เรย์พบว่าอาหารส่วนที่เป็นของเหลวเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารได้ แนวทางการรักษาวันนี้จะพยายามนำอาหารซึ่งเป็นหญ้าทะเลที่ค้างในกระเพาะออกมา เพื่อลดการหมักหมม และให้สารน้ำและเกลือแร่ผ่านทางท่อให้อาหารร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ สถานะยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขณะที่มีประชาชนเฝ้าติดตามอาการ "ยามีล" เป็นจำนวนมาก มีผู้กดไลค์ถึง 6,000 คน และมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นถึง 1,000 คน ส่วนใหญ่ให้กำลังใจน้องยามีลให้หายป่วยโดยเร็ว รวมทั้งให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์ในการรักษาเยียวยาพะยูนน้อย

ต่อมาเวลา 17.00 น. ทีมสัตวแพทย์ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทะเลอันดามัน ร่วมกับทีมแพทย์ รพ.วชิระภูเก็ต นำยามีลขึ้นรถพยาบาลไปทำการผ่าตัดที่ รพ.วชิระภูเก็ต โดยใช้กล้อง Endoscope สอดเข้าทางหน้าท้องผ่าตัดนำก้อนหญ้าทะเลอัดแน่นในกระเพาะอาหาร ใช้วิธีการเป่าลมให้กลุ่มหญ้าในลำไส้สลายตัว แต่ทำได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณหญ้าที่อุดตันก็ต้องหยุด เพราะเกรงร่างกายยามีลจะรับไม่ไหว จากนั้นเจ้าหน้าที่นำร่างยามีลห่อผ้าชุบน้ำนำกลับบ่ออนุบาลเพื่อดูอาการอย่างใกล้ชิด

อาการอุดตันของก้อนหญ้าทะเล ทีมสัตวแพทย์คาดว่าเกิดจากสภาวะลำไส้หยุดทำงาน ที่พบได้ในเด็กทั่วไป ทำให้อาหารในระบบทางเดินอาหารไม่เคลื่อนที่ เป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมและเกิดการสร้างแก๊สในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้ผนังลำไส้บางลง และเกิดการแตกของเส้นเลือดฝอย เกิดภาวะการติดเชื้อตามมา แก๊สที่เกิดขึ้นยังดันบริเวณปอด ทำให้การหายใจติดขัดด้วย

หลังถูกนำกลับมาไว้ที่บ่ออนุบาล ยามีล มีอาการซึม เคลื่อนไหวน้อย ระหว่างลอยตัวอยู่ในน้ำ ต้องมีสัตวแพทย์คอยอุ้มตลอดเวลา กระทั่งเวลา 20.30 น. ยามีลมีอาการช็อก สัตวแพทย์ช่วยกันทำ ซีพีอาร์ยื้อชีวิตแต่ไม่สำเร็จ ยามีลจากไปอย่างสงบ

เมื่อเวลา 21.35 น. จบชีวิตพะยูนน้อยคู่ขวัญ "มาเรียม" อย่างน่าเศร้าใจ ส่วนความคืบหน้าการสตัฟฟ์ "มาเรียม" ที่เสียชีวิตจากการกินขยะพลาสติก เพื่อประโยชน์ในการศึกษา และเป็นเครื่องเตือนใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในทะเล ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผอ.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กล่าวว่า ทีมนัก Taxidermy ผู้เชี่ยวชาญด้านสตัฟฟ์สัตว์ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กำลังวางแผนและหารือถึงวิธีการที่เหมาะสมที่สุด คาดว่า จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือนจึงแล้วเสร็จ

นายวัชระ สงวนสมบัติ ผอ.กองวัสดุอุเทศธรรมชาติวิทยา นัก Taxidermy ผู้เชี่ยวชาญด้านสตัฟฟ์สัตว์ของ อพวช. กล่าวว่า อพวช.ได้เก็บรักษามาเรียมลูกพะยูนเอาไว้ในห้องแช่แข็งลบ 20 องศา เพื่อคงสภาพผิวหนังไม่ให้เน่าเปื่อย ส่วนการสตัฟฟ์ คือ การนำหนังของสัตว์ที่ตายลงมาทำการรักษาสภาพไว้ให้ใกล้เคียงกับตอนมีชีวิต โดยไม่มีโครงกระดูกและกะโหลกศีรษะ ต้องรอปรึกษากับเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายอีกครั้งก่อน ความยากของการสตัฟฟ์ครั้งนี้ คือการรักษาสภาพหนังของมาเรียม เพราะมีไขมันค่อนข้างหนามากแทรกอยู่ ต้องนำหนังผ่านกระบวนการเพื่อให้ไขมันออกจากหนังให้มากที่สุด มิฉะนั้นหนังจะไม่แห้ง ไม่สามารถขึ้นรูปได้ อีกทั้งจะเกิดการเปื่อยยุ่ย ขึ้นรา เน่าเสียได้ง่าย นอกจากการสตัฟฟ์แล้วยังสามารถต่อโครง กระดูกมาเรียมไว้ศึกษาต่อได้ โดยทำหุ่นจำลองไว้หลายๆที่


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1643910


*********************************************************************************************************************************************************


เผยภาพใหม่ "ไททานิค" รอบ 14 ปี ช็อก แบคทีเรียกินเหล็ก-ซากเรือทรุดโทรม

ทีมนักสำรวจดำน้ำลงไปดูเรือไททานิคที่จมอยู่ใต้มหาสมุทรแอตแลนติกเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี และพบว่าเรือลำนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก จากการกัดกินของแบคทีเรีย และปัจจัยอื่นๆ



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2562 ว่า ทีมสำรวจใต้ทะเลลึก 'ไทรทัน ซับมารีนส์' นั่งเรือดำน้ำลงไปดูซากเรือ 'ไททานิค' เรือโดยสารชื่อดังเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 14 ปี แต่ที่สิ่งที่เห็นทำให้พวกเขาต้องตกตะลึง เมื่อพบว่า เรือถูกย่อยสลายอย่างมาก จากแบคทีเรียกินเหล็กและการสัมผัสกับเกลือ และคลื่นที่รุนแรง

"มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ซากเรือที่กำลังกินเหล็กของซากเรือนั้น ทำให้เกิดโครงสร้างสนิม ซึ่งอ่อนแอกว่าตอนเป็นเหล็กมาก" แคลร์ ฟิตซิมมอนส์ นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเดินทางมาร่วมสำรวจด้วยบอกกับสำนักข่าว บีบีซี โดยโครงสร้างสนิมนี้จะละลายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นผงและจะถูกนำทะเลพัดพาไป

ทั้งนี้ ไททานิค เป็นหนึ่งในเรือโดยสารซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก โดยอับปางลงในปี 2455 เนื่องจากชนเข้ากับภูเขาน้ำแข็งขณะเดินทางในมหาสมุทรแอตแลนติก โดยซากเรือหักเป็น 2 ส่วนจมอยู่ใต้ทะเลที่ความลึก 3,810 เมตร นอกชายฝั่งเกาะนิวฟันด์แลนด์ ทางตะวันออกของแคนาดา มีผู้โดยสารเสียชีวิตมากกว่า 1,500 คน

พาร์ค สตีเฟนสัน นักประวัติศาสตร์ไททานิคระบุว่า จุดที่ทรุดโทรมอย่างน่าตกใจที่สุดอยู่ที่กราบขวาเรือ ซึ่งเป็นจุดที่มีที่พักของเจ้าหน้าที่ มีดาดฟ้าเรือถล่มตรงนั้นพร้อมกับห้องพักเจ้าหน้าที่ ขณะที่อ่างอาบน้ำของกัปตันเรือ ซึ่งเคยมีผู้ถ่ายรูปจนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของไททานิค บัดนี้หายไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า เรือไททานิคอาจถูกย่อยสลายไปภายในปี 2573 แต่ข้อมูลที่ได้มาใหม่นี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาวิเคราะห์กันอีกครั้ง ว่าเราจะได้เห็นซากเรือลำนี้ไปอีกกี่ปีก่อนที่มันจะหายไป


https://www.thairath.co.th/news/fore...Pos=2#cxrecs_s
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


พะยูน 'ยามีล' ตายแล้ว ช็อกหัวใจหยุดเต้นจากไปอย่างสงบ

ด่วน"พะยูนยามีล"ตายแล้ว หลังกลับจากโรงพยาบาลเกิดอาการช็อก หัวใจหยุดเต้นทำซีพีอาร์แต่ไม่สำเร็จ จากไปอย่างสงบ



เมื่อวันที่ 22 ส.ค.เพจเฟซบุ๊กกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้โพสต์รายงานอาการป่วยของลูกพะยูนยามีล ว่า ?ส่งน้องยามีลไปผ่าตัด เอาก้อนหญ้าที่อุดตันในกระเพาะออก? เวลา 17.00 น. กรม ทช. โดยศูนย์วิจัย ทช. ทะเลอันดามัน ร่วมกับทีมแพทย์โรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต นำตัว น้องยามีล ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลวิชระ ภูเก็ต เพื่อผ่าตัดโดยใช้กล้อง Endoscope นำก้อนหญ้าทะเลที่อัดแน่นในบริเวณกระเพาะอาหารออก โดยการอัดแน่นของหญ้าทะเล เกิดจากสภาวะลำไส้หยุดทำงาน ซึ่งพบได้ในเด็ก (คน) เป็นอาการที่ลำไส้ไม่มีการเคลื่อนตัว ทำให้อาหารในระบบทางเดินอาหารไม่เคลื่อนที่ เป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมและเกิดการสร้างแก๊สขึ้นในระบบทางเดินอาหาร โดยแก๊สที่เกิดขึ้นทำให้ผนังลำไส้บางลง เกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยและเกิดภาวะการติดเชื้อตามมา นอกจากนี้แก๊สที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปดันบริเวณปอดทำให้เกิดการหายใจติดขัดด้วย

ขณะที่เมื่อเวลา 18.00 น.. เฟชบุ๊ก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานว่า ศูนย์วิจัย ทรัพยากรทางทะเลอันดามัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.)ร่วมกับทีมแพทย์โรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต นำตัว น้องยามีล ส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลวิชระ ภูเก็ต เพื่อผ่าตัดโดยใช้กล้อง Endoscope นำก้อนหญ้าทะเลที่อัดแน่นในบริเวณกระเพาะอาหารออก โดยการอัดแน่นของหญ้าทะเล เกิดจากสภาวะลำไส้หยุดทำงาน ซึ่งพบได้ในเด็ก (คน) เป็นอาการที่ลำไส้ไม่มีการเคลื่อนตัว ทำให้อาหารในระบบทางเดินอาหารไม่เคลื่อนที่ เป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมและเกิดการสร้างแก๊สขึ้นในระบบทางเดินอาหาร โดยแก๊สที่เกิดขึ้นทำให้ผนังลำไส้บางลง เกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยและเกิดภาวะการติดเชื้อตามมา นอกจากนี้แก๊สที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปดันบริเวณปอดทำให้เกิดการหายใจติดขัดด้วย

ต่อมาเวลา 20.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทีมแพทย์ และสัตวแพทย์ รพ.วชิระ ภูเก็ต ให้ช่วยกันEndoscope นำก้อนหญ้าทะเลที่อัดแน่นในบริเวณกระเพาะอาหารออกผ่านทางกล้อง Endoscope โดยการอัดแน่นของหญ้าทะเล เกิดจากสภาวะลำไส้ของ ยามีลหยุดทำงาน ทำให้อาหารในระบบทางเดินอาหารไม่เคลื่อนที่ เป็นสาเหตุให้เกิดการสะสมและเกิดการสร้างแก๊สขึ้นในระบบทางเดินอาหาร โดยแก๊สที่เกิดขึ้นทำให้ผนังลำไส้บางลง เกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยและเกิดภาวะการติดเชื้อตามมา นอกจากนี้แก๊สที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปดันบริเวณปอดทำให้เกิดการหายใจติดขัด

โดยทั้งทีมแพทย์และสัตวแพทย์ใช้วิธีการเป่าลมเพื่อให้กลุ่มหญ้าในลำไส้สลายตัว แต่ก็ทำได้แค่ 20% ของปริมาณหญ้าที่อุดตันเท่านั้นต้องหยุด เพราะเกรงว่าร่างกายยามีลจะรับสภาพไม่ไหว หลังจากนั้นจึงนำยามีลกลับไปยังบ่อพักที่เดิม อาการของยามีลนั้นยังทรงคือมีอาการซึม เคลื่อนไหวน้อย ระหว่างลอยตัวอยู่ในน้ำต้องมีสัตวแพทย์คอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเวลา 21.43 น. ยามีลมีอาการช็อก หัวใจหยุดเต้น สัตวแพทย์ช่วยกันทำซีพีอาร์ แต่ไม่สำเร็จและยามีลจากไปอย่างสงบ


https://www.dailynews.co.th/politics/727428


*********************************************************************************************************************************************************


ทช.พบซาก'พะยูน'เกยตื้นอีกตัว เร่งหาสาเหตุการตาย

ทช.เผยพบซาก?พะยูน?เกยตื้นเพิ่มที่เกาะลิบง จ.ตรัง อายุ 1 ปีครึ่งพบไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ เร่งหาสาเหตุการเสียชีวิต



เมื่อวันที่ 22 ส.ค.นายประจวบ โมฆรัตน์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ได้รับแจ้งจาก นายสมบูรณ์ ทิ้งหลี อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/3 หมู่ 4 ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง อาชีพประมงพื้นบ้าน ว่าพบซากพะยูนเกยตื้น บริเวณพื้นที่ปากคลองตะเป๊ะ หมู่ 6 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่10 (สอท.สบทช.10) ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าเป็นซากพะยูนเพศเมีย อายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ความยาว 1.22 เมตรความกว้างรอบลำตัว 93 ซม.น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม สภาพซากเริ่มเน่าไม่มีบาทแผลฉกรรจ์รอบลำตัว คาดเสียชีวิตมาแล้วไม่เกิน 2 วัน

เบื้องต้น สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการป่วยทำให้เสียชีวิตลง และได้นำซากไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.สิเกา? ก่อนจะนำส่งไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ตเพื่อผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตายโดยละเอียดต่อไป



ด้านนายประจวบ กล่าวว่า? มีเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต.บางสัก โทรมาแจ้งว่าพบซากพะยูนตายในทะเล และได้ทำการลากซากเข้ามา เจ้าหน้าที่จึงเดินทางเข้าไปรับ จากการตรวจสอบพบว่าลำตัวภายนอกไม่ได้มีบาดแผลฉกรรจ์ แต่จะพบตัวเพรียงเกาะบริเวณลำตัวจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาจากที่เคยเจอส่วนใหญ่ จะมีอาการป่วย และมีการเคลื่อนไหวช้าหรือไม่ก็อยู่นิ่งๆ จึงทำให้ตัวเพรียงเกาะได้ สำหรับพะยูนตัวนี้น่าจะตายมาแล้วประมาณ 2 วัน เพราะตัวเริ่มพอง ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แท้จริงต้องนำไปตรวจที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ตส่วนจะตายด้วยพลาสติกหรือไม่นั้นต้องผ่าพิสูจน์ก่อน.


https://www.dailynews.co.th/regional/727427

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


คน/สัตว์เสี่ยงภัยร้าย ถ้าเป็นยุคนาโนพลาสติก: NEWS TALK อ ธรณ์




https://mgronline.com/news-clips/YmPzVayi7TQ


*********************************************************************************************************************************************************


สำรวจแพปลา-ตลาดสด เกาะลันตา ไม่พบฉลามหูดำถูกชำแหละมาวางขาย แต่มีข้อมูลแม่ค้าต่างถิ่นนำมาวางขาย

กระบี่ - นายอำเภอเกาะลันตา จ.กระบี่ พร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ แพปลา ตลาดสด ในพื้นที่ หลังมีข่าวพบฉลามหูดำ ถูกหั่นเป็นชิ้นวางขาย เบื้องต้นไม่พบ ได้ข้อมูลเป็นแม่ค้ามาจากนอกพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์ห้ามซื้อห้ามขาย



จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Thon Thamrongnawasawat" หรือ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เฟสบุ๊ก เรื่องราวพร้อมรูปภาพฉลามหูดำ ถูกหั่นเป็นชิ้น วางขายที่เกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งไม่ไกลจากอ่าวมาหยาและเกาะห้อง จ.กระบี่ และเป็นที่อยู่ของฝูงฉลามหูดำ พร้อมข้อความว่า ฉลามหูดำยังไม่ได้เป็นสัตว์คุ้มครอง โดยระบุข้อความว่า ?ภาพฉลามหูดำโดนหั่นเป็นชิ้นๆ วางขายที่เกาะลันตา ไม่ไกลจากอ่าวมาหยา และเกาะห้อง อันเป็นที่อยู่ของฝูงฉลาม เป็นภาพที่บาดตาบาดใจคนรักทะเล

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่สู่โลกออนไลน์ มียอดแชร์กว่า 600 ครั้ง และมีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ถึงคนที่นำฉลามหูดำมาชำแหละขาย โดยที่ไม่คำนึงถึงระบบนิเวศ นอกจากนี้ยังแนะให้กินปลาอื่นแทน และสนับสนุนให้มีกฎหมายคุ้มครองฉลามนานาชนิด

คืบหน้า วันนี้ ( 22 ส.ค.) นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา พร้อมด้วย ประมงอำเภอ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ออกตรวจจุดรับซื้อสัตว์น้ำ ในพื้นที่ ม.2 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีภาพ การชำแหละฉลามหูดำวางขายออกไปยังโลกออนไลน์ พบเป็นแผงขายปลาของชาวประมงในพื้นที่ และได้นำสัตว์ทะเลหลายชนิดขึ้นมาขายตามปกติ จากการสำรวจและสอบถามคนในพื้นที่พบว่าชาวประมงที่นำสัตว์น้ำขึ้นมาขายนั้นไม่ได้นำมาขายบ่อยครั้ง และมาจากที่อื่น



นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา กล่าวว่า ได้ร่วมกับ ประมงอำเภอ และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ออกตรวจจุดรับซื้อสัตว์น้ำตามตลาดสด และร้านจำหน่ายสัตว์ทะเลในพื้นที่ ให้งดซื้อ งดขายงดจับฉลามหูดำ รวมถึงปลาสวยงาม ซึ่งจากการไปตรวจสอบ ในพื้นที่ ม.1 ม.2 ม.7 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา ไม่พบเห็นการซื้อขายปลาฉลามหูดำและฉลามอื่นๆ อีกนานาชนิดและยังไม่ได้เป็นสัตว์คุ้มครอง

สำหรับการขายซื้อขายจึงทำได้ไม่ผิดกฎหมาย แม้ทะเลกระบี่จะเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยมีรายชื่อฉลามเป็นสัตว์ห้ามจับ แต่กำหนดขนาดว่าไม่เกิน 50 เซนติเมตร จึงทำได้เพียงการประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือห้ามซื้อห้ามขายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปลาฉลามนั้นสำคัญต่อระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารทางทะเล และฉลามยังสำคัญต่อการท่องเที่ยว และกระบี่เป็นแหล่งที่มีรายงานฉลามหูดำมากที่สุดในประเทศไทย คู่ควรกับคำว่า "ราชาแห่งมหาสมุทร"


https://mgronline.com/south/detail/9620000080564


*********************************************************************************************************************************************************


เศร้าอีกครั้ง! ชาวประมงพบซากพะยูนลอยตายอีก นับเป็นตัวที่ 9 ของปีนี้

ตรัง - พบซากลูกพะยูนเพศเมีย วัย 1 เดือนเศษ ลอยกลางทะเลตรัง บริเวณปากคลองตะเปะ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง นับเป็นพะยูนตัวที่ 9 ในปีนี้ และเป็นลูกพะยูนตัวที่ 5 แล้ว คาดน่าจะเกิดจากการป่วยตาย



วันนี้ (22 ส.ค.) นายประจวบ โมฆรัตน์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 10 รับแจ้งจาก นายสมหมาย ขวัญจินดา อยู่บ้านเลขที่ 140/4 ม.6 ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง และ นายสมบูรณ์ ทิวหลี อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/3 ม.4 ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นชาวประมงว่า ได้ไปตกปลาที่บริเวณปากคลองตะเปะ ม.6 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง แล้วพบพะยูนลอยตาย

จึงรีบประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวประมงชายฝั่งกว่า 10 คน ร่วมกันนำซากพะยูนดังกล่าวขึ้นฝั่งที่บริเวณท่าขยง ม.4 บ้านน้ำราบ ต.บางสัก อ.กันตัง จ.ตรัง จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เป็นพะยูนเพศเมีย อายุประมาณ 1 ปีเศษ น้ำหนักประมาณ 40 กิโลกรัม ความยาว 122 เซนติเมตร และรอบลำตัว 93 เซนติเมตร สภาพมีเพรียงเกาะทั่วลำตัว และคาดว่าตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วัน หลังจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงได้นำซากพะยูนไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.สิเกา ไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบถาม นายประจวบ โมฆรัตน์ ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 10 กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ได้ประสานกับทางโรงพยาบาลสัตว์ที่ จ.ภูเก็ต แต่เนื่องจากสัตวแพทย์ติดดูแลพะยูนน้อย ?ยามีล? จึงไม่สามารถเดินทางมาผ่าซากพะยูนตัวนี้ที่ จ.ตรัง ได้ จึงต้องส่งไปยัง จ.ภูเก็ต เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงต่อไป

เบื้องต้น คาดว่าพะยูนตัวดังกล่าว ยังเป็นพะยูนวัยเด็ก และสภาพร่างกายภายนอกมีพวกเพรียงเกาะ ซึ่งเท่าที่พบพะยูนตัวอื่นที่มีสภาพเพรียงเกาะแบบนี้ เมื่อผ่าพิสูจน์ออกมาส่วนใหญ่จะมีผลจากการป่วยตาย เพราะถ้าไม่สบายพะยูนจะอยู่นิ่งๆ จนทำให้พวกเพรียงเกาะ และคาดว่าพะยูนตัวนี้น่าจะป่วยมาแล้วประมาณ 1 เดือน เนื่องจากมีเพรียงเกาะมาประมาณ 3-4 อาทิตย์แล้ว จนกระทั่งมาตายในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอผลการผ่าพิสูจน์ซากที่แท้จริงอีกครั้ง สำหรับพะยูนที่ตายลงล่าสุดนับเป็นพะยูนตัวที่ 9 ในปีนี้ และนับเป็นลูกพะยูนตัวที่ 5 แล้ว


https://mgronline.com/south/detail/9620000080523

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สุดทน!! มือดีลอบทิ้งน้ำเสียลงหาดนาจอมเทียน? ทำน้ำปากคลองธรรมชาติเน่า

ศูนย์ข่าว?ศรี?ราชา?- สุดทน!! ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยวร้องสื่อ หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบเหตุมือดีลอบปล่อยน้ำเสียลงหาดนาจอมเทียน? ทำปากคลองธรรมชาติกลายเป็นแอ่งน้ำเน่าขนาดใหญ่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง เผยแจ้งเทศบาลฯหลายครั้งแต่ไม่ดำเนินการ



จากกรณีที่ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการร้านอาหาร และนักท่องเที่ยว รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพพักผ่อนบริเวณชายหาดนาจอมเทียน 14 ม.2 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ว่า บริเวณแนวด้านหลังชายหาดซึ่งแต่เดิมมีลักษณะเป็นลำคลองธรรมชาติที่เชื่อมต่อลงทะเล? และในอดีตชาวประมงท้องถิ่นจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับนำเรือเข้าออก และระบายน้ำลงสู่ทะเล? แต่ปัจจุบันกลับมีสภาพปากคลองซึ่งกินพื้นที่หลายไร่ ถูกแนวทรายชายหาดกันเป็นสันเขื่อน จนทำให้น้ำในคลองเกิดการท่วมขัง ที่สำคัญคลองสายนี้ยังต่อเชื่อมมาจากแหล่งชุมชนและคอนโดมิเนียมจำนวนมาก? และยังทำให้ในช่วงที่ผ่านมา มักมีผู้ไม่หวังดีปล่อยน้ำเสียลงมาปะปนกับน้ำในคลองจนไม่สามารถระบายลงสู่ทะเลได้

นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดสภาพน้ำมีลักษณะขุ่นดำ ตกตะกอน บางครั้งมีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง พร้อมฝากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข? เพราะถือเป็นการทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง? เนื่องจากพื้นที่ชายหาดแห่งนี้ถือเป็นชายหาดที่เงียบสงบ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเข้ามาเล่นกีฬาทางน้ำ และพักผ่อนเป็นจำนวนมาก

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณแนวชายหาดดังกล่าว พบว่า มีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่เนื้อไร่หลายไร่ และยังมีลำคลองทอดยาวไปในพื้นที่ด้านทิศตะวันออก ขณะที่บริเวณปากคลองที่ยื่นลงไปบนหาดทราย พบว่า มีแนวทรายของชายหาดปิดกั้นไม่ให้น้ำไหลลงสู่ทะเลจนทำให้น้ำมีการกักขังลักษณะขุ่นดำ ตกตะกอน และมีกลิ่นเหม็นรุนแรงตามที่ได้รับแจ้งจริง

และจากการสอบถาม นายเอกชัย ยะตะโคตร อายุ 30 ปี พนักงานร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายหาดดังกล่าว? ทราบว่า แต่เดิมน้ำในคลองแห่งนี้ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติมีลักษณะใสสะอาด และยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำจำนวนมาก แต่ภายหลังจากที่มีการก่อสร้างคอนโดมิเนียม และที่พักอาศัยจำนวนมากบนแนวริมคลองและชายฝั่ง จึงทำให้น้ำไม่สามารถไหลลงสู่ทะเลได้และเกิดการหมักหมม ที่สำคัญยังมีผู้ไม่หวังดีลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แอ่งน้ำจนทำให้น้ำเกิดการเน่าเหม็น ขุ่นดำเป็นตะกอน สร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดเป็นอย่างมาก

"ทั้งๆ ที่แต่เดิมชายหาดแห่งนี้เป็นชายหาดที่สวยงาม เงียบสงบ โดยจะมีร้านอาหาร และนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาเล่นกีฬาทางน้ำและพักผ่อน? ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นถือว่าสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยว จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบแก้ไขและควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ทำให้บรรยากาศธรรมชาติ ลำคลองเกิดความเสียหายด้วย"

ทั้งนี้? นายเอกชัย? ยังเผยอีกว่า ที่ผ่านมาได้แจ้งไปยังเทศบาลตำบลนาจอมเทียนหลายครั้ง? แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ


https://mgronline.com/local/detail/9620000080493


*********************************************************************************************************************************************************


อีกแล้ว!! ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมชายหาดบางแสน? หลังฝนตกหนักในพื้นที่

ศูนย์ข่าวศรีราชา - อีกแล้ว!! ปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมชายหาดบางแสน ส่งผลน้ำทะเล?เปลี่ยนสี สัตว์ทะเลเมาน้ำตายเกลื่อนชายหาด? ด้านเทศบาลเมืองแสนสุข? เร่งจัดเก็บเพื่อความสะอาด? ส่วนผู้ประกอบการทำใจบอกเป็นเรื่องธรรมชาติ



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้? (22? ส.ค.)? ได้เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลููม หรือขี้ปลาวาฬ ตลอดแนวชายหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี หลังในช่วง 2 วันที่ผ่านมาได้มีฝนตกหนักและคลื่นลมแรง และยังทำให้น้ำจืดไหลลงทะเลเป็นจำนวนมากจนทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำและมีกลิ่นคาวเนื่องจากน้ำทะเลขาดออกซิเจน

นอกจากนั้น ยังพบว่ามีสัตว์ทะเลถูกคลื่นซัดตายเกยชายหาดอีกเป็นจำนวนมาก?จนนักท่องเที่ยวไม่กล้าลงเล่นน้ำ ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณชายหาดบางแสน ไม่คึกคักเท่าที่ควร ซึ่งผู้ประกอบการบริเวณชายหาดต่างภาวนาให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติก่อนถึงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้? เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรายได้

โดยผู้ประกอบการรายหนึ่งเผยว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นปรากฏ?การณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกปี ซึ่งการที่มีสัตว์น้ำทยอยเมาน้ำและขึ้นมาตายบนชายหาด ทำให้ผู้ประกอบการบางประเภท เช่น ให้เช่าห่วงยาง เรือสกูตเตอร์ เรือกล้วย มีรายได้ลดลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ลงเล่นน้ำและเลือกที่จะนั่งรับประทานอาหารทะเลเท่านั้น

"แต่ก็ทนรับสภาพได้เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ หากผ่านไป 1 สัปดาห์ ก็จะกลับสู่ภาวะปกติ โดยที่ในส่วนของเทศบาลเมืองแสนสุข ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บซากปลาและขยะตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน?" ผู้ประกอบการ? กล่าว


https://mgronline.com/local/detail/9620000080538
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ยังไม่ครบปี "ป่าอเมซอน" ถูกทำลายมากกว่าปีที่แล้ว 278%


ภาพจากกล้อง MODIS บนดาวเทียมอควา (Aqua satellite) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) เผยให้เห็นหมอกควันจากไฟป่าอเมอซอนในหลายรัฐของบราซิล (Lauren Dauphin / NASA Earth Observatory / AFP)

"ป่าอเมซอน" เป็นแหล่งผลิตออกซิเจนที่สำคัญของโลก และเป็นป่าฝนขนาดใหญ่ที่สุดที่กินพื้นที่ 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร และผลิตออกซิเจนมากถึง 20% แต่กำลังถูกคุกคามจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงไฟป่าซึ่งตอนนี้กำลังเผาไหม้นานกว่าสิบวันแล้ว


เป็นเขตรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

ลุ่มน้ำอเมซอนกินพื้นที่ 7.4 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 40% ละตินอเมริกา และยังมีอาณาเขตรวม 9 ประเทศ ได้แก่ โบลิเวีย บราซิล โคลอมเบีย เอกวาดอร์ กายอานา เปรู ซูรินาเม และเวเนซูเอลา แต่ 60% ของพื้นที่ลุ่มน้ำอเมซอนอยู่ในบราซิล

ส่วนป่าอเมซอนซึ่งมีพื้นที่พิทักษ์รักษา 2.1 ล้านตารางกิโลเมตร ยังเป็นแหล่งรักษาความหลากหลายทางชีวภาพที่มีลักษณะเฉพาะแห่งเดียวของโลก โดย 1 ใน 4 ของสปีชีส์ต่างๆ บนโลกนั้นรวมอยู่ที่ป่าอเมซอน

เอเอฟพีอ้างอิงข้อมูลองค์การสนธิสัญญาปกป้องอเมซอน (Amazon Cooperation Treaty Organization: ACTO) ระบุว่า มีพืชที่ได้รับการจำแนกราวๆ 30,000 ชนิด ปลา 2,500 ชนิด นก 1,500 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 500 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 550 ชนิด และแมลงอีก 2.5 ล้านชนิด และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ทั้งพืชและสัตว์มีกระดูกสันหลังได้รับการค้นพบอีกประมาณ 2,200 ชนิด


ปอดของโลก

ลุ่มน้ำอเมซอนครองพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของโลก และแม่น้ำอเมซอนกับแม่น้ำสายย่อยของอเมซอนยังเป็นแหล่งน้ำจืดของโลกที่ไม่ถูกแช่แข็งถึง 20% โดยแม่น้ำอเมซอนถือเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และอ้างตามงานวิจัยล่าสุดที่เผยออกมาเมื่อปี ค.ศ.2007 แม่น้ำอเมซอนยังเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก โดยทอดยาวถึง 6,900 กิโลเมตร

ป่าอเมซอนทำหน้าที่เหมือนเป็นอ่างดูดซับคาร์บอน โดยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าปริมาณออกซิเจนที่ปล่อยออกมา และยังกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 9 หมื่นล้านตัน ถึง 1.4 แสนล้านตัน ซึ่งช่วยควบคุมภาวะโลกร้อนทั่วโลก อ้างอิงตามกองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund: WWF) แต่การถากป่านั้นไปลดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์


บ้านของชนพื้นเมือง 420 เผ่า

มนุษย์เข้าไปอาศัยในลุ่มน้ำอเมซอนอย่างน้อย 11,000 ปีมาแล้ว และทุกวันนี้มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 34 ล้านคน ในจำนวนนั้น 2 ใน 3 อาศัยอยู่ในเมือง และมีอีกประมาณ 3 ล้านคนที่เป็นชนเผ่าอิสระ โดยคนเหล่านั้นเป็นสมาชิกของชนเผ่าต่างๆ 420 เผ่า ในจำนวนดังกล่าวมี 60 เผ่าที่แยกตัวอย่างเป็นอิสระ ซึ่งชนเผ่าในลุ่มน้ำอเมซอนนั้นพูดได้ 86 ภาษา และภาษาถิ่นอีก 650 ภาษา

ข้อมูลจากเซอร์ไววัลอินเตอร์เนชันนัล (Survival International) องค์กรพิทักษ์ชนเผ่า ระบุว่าชนเผ่ากลุ่มใหญ่ที่สุดในอเมซอนคือเผ่าทิกูนา (Tikuna) โดยมีสมาชิก 40,000 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในบราซิล เปรู โคลอมเบีย

ทั้งนี้ ราโอนิ เมตุกไทร์ (Raoni Metuktire) หัวหน้าตัวแทนชนเผ่าบราซิลจากเผ่าคายาโป (Kayapo tribe) เป็นหัวหอกในการรณรงค์ต่อต้านการทำลายป่าในอเมซอน และยังเดินทางไปทั่วโลกตลอด 3 ทศวรรษ เพื่อเรียกร้องในการรักษาผืนป่าและประชากรชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในป่า


ป่าถูกถางทำลายอย่างมโหฬาร

ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ป่าอเมซอนถูกทำลายจนสูญสิ้นไปแล้วเกือบ 20% และอัตราการสูญเสียนี้ยังคงเพิ่มขึ้นด้วยอัตราเร่ง โดยนับแต่ ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ประธานาธิบดีของบราซิลขึ้นมามีอำนาจ เมื่อต้นปี ค.ศ.2019 อัตราการตัดไม้ทำลายป่าก็เพิ่มสูงขึ้น โดยนับถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีการทำลายป่ารวมแล้วมากกว่าปีที่ผ่านมาทั้งปี


ภาพถ่ายดาวเทียมเผยแพร่โดยองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศสหรัฐฯ (Oceanic and Atmospheric Administration :NOAA) เผยให้เห็นควันจากไฟป่าในบราซิล (HO / NOAA / AFP)

สถาบันเพื่อการวิจัยอวกาศแห่งบราซิล (National Institute for Space Research: INPE) ได้ใช้ระบบดาวเทียมดีเตอร์ (DETER) ตรวจการทำลายป่าและพบว่า นับถึงเดือน ก.ค.ปีนี้ มีพื้นที่ป่าฝนของป่าอเมซอนถูกตัดทำลายอย่างราบคาบประมาณ 2,254 ตารางกิโลเมตร ซึ่งคิดเป็นปริมาณป่าที่ถูกทำลายมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 278%

ทั้งนี้ สาเหตุหลักของการทำลายป่าคือการนำพื้นที่ไปปลูกถั่วเหลืองและเลี้ยงปศุสัตว์ การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ และสร้างถนน ตลอดจนการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รวมทั้งไฟป่า ซึ่งนอกจากความรุ่มรวยด้านความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ป่าอเมซอนยังอุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรแร่ ทั้งทองคำ ทองแดง แทนทาลัม แร่เหล็ก นิกเกิลและแมงกานีส

ตอนนี้พื้นที่ป่าอเมซอนกำลังถูกกัดกินจากไฟป่า โดย INPE เผยข้อมูลว่านับจากเดือน ม.ค.-ส.ค.มีไฟป่าในบราซิลเกือบ 73,000 ครั้ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงสุดนับแต่ปี ค.ศ.2013 และส่วนใหญ่ไฟป่านั้นเกิดขึ้นในอเมซอน ขณะที่ปี ค.ศ.2018 ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าประมาณ 39,759 ครั้ง

ปกติแล้วการเกิดไฟป่าในแถบอเมซอนนั้นเกิดขึ้นได้ค่อนยาก เพราะสภาพอากาศที่เปียกชื้นจะป้องกันการเกิดไฟป่าและการรุกลาม ทว่าในช่วงเดือน ก.ค.และ ส.ค. ของทุกปีปริมาณไฟป่าก็จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากฤดูแล้งที่กำลังเข้ามา อีกทั้งประชาชนจำนวนมากยังใช้ไฟเพื่อบริหารจัดการพื้นที่เกษตรของตัวเอง และกิจกรรมดังกล่าวจะพุ่งสูงในช่วงต้นเดือน ก.ย.และมักจะสิ้นสุดในเดือน พ.ย.


https://mgronline.com/science/detail/9620000080666

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


WHO ยันไมโครพลาสติกในน้ำดื่มไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก ยืนยันไมโครพลาสติกที่พบในน้ำดื่มทั่วโลก ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค



องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในน้ำดื่มบรรจุขวดที่วางขายทั่วโลก ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ข้อมูลที่มีอยู่ในตอนนี้ยังค่อนข้างจำกัด และจำเป็นจะต้องดำเนินการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมถึงผลกระทบของไมโคร พลาสติกต่อสุขภาพร่างกายมนุษย์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้ล้วนปะปนอยู่ทั่วไปในสภาพแวดล้อม รวมถึงในน้ำดื่มด้วย

นอกจากนี้ ยังย้ำว่าไม่จำเป็นที่จะต้องวิตกกังวลหรือเฝ้าสังเกตไมโครพลาสติกในน้ำดื่ม สิ่งที่บรรดาซัพพลายเออร์น้ำดื่ม และผู้ควบคุมกฎระเบียบ ควรให้ความสนใจ คือ การมุ่งกำจัดเชื้อโรคจุลินทรีย์หรือสารพิษปนเปื้อนในน้ำ เช่น จุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงร้ายแรง เพราะการกำจัดสารเหล่านี้ ก็เท่ากับช่วยกำจัดไมโครพลาสติกกว่า 90% ออกไปด้วยแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า องค์การอนามัยโลกยังไม่ได้กล่าวถึงกรณีการรับไมโครพลาสติกเข้าไปในร่างกายมนุษย์ ผ่านการกินอาหารหรืออากาศที่หายใจ แต่มีความเป็นไปได้ที่รายงานการวิจัยหลังจากนี้จะประเมินความเสี่ยงเหล่านี้เข้าไปด้วย เนื่องจากผลการศึกษาก่อนหน้านี้ ระบุว่า มนุษย์เราบริโภคชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กเข้าไปในร่างกายในปริมาณเฉลี่ยสัปดาห์ละ 5 กรัม หรือเทียบเท่ากับน้ำหนักของบัตรเครดิต 1 ใบ


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/109067
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


ซากเรือไททานิกทรุดโทรมหนัก หวั่นหลักฐานประวัติศาสตร์สูญสิ้นในไม่ช้านี้


Image copyrightATLANTIC PRODUCTIONS

ทีมสำรวจใต้ทะเลของบริษัทผู้ผลิตเรือดำน้ำ "ไทรทัน ซับมารีนส์" (Triton Submarines) ได้ลงสำรวจซากเรือไททานิกที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งถือเป็นการสำรวจครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา พวกเขาพบว่าซากเรือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดลำหนึ่งของโลกมีสภาพทรุดโทรมลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดยจุลินทรีย์ชนิดที่กัดกินโลหะเป็นตัวการสำคัญทำให้เรือผุกร่อนอย่างรวดเร็วและใกล้จะพังทลายลงทั้งหมดในไม่ช้านี้

ทีมสำรวจซึ่งรวมถึงคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ใช้ยานดำน้ำลึก DSV ซึ่งตั้งชื่อว่ายาน Limiting Factor ลงสำรวจและถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีบริเวณซากเรือไททานิก ซึ่งจมอยู่ที่ระดับความลึก 3,800 เมตร ห่างจากชายฝั่งนิวฟาวด์แลนด์ของแคนาดาออกไปราว 600 กิโลเมตร

แม้ทีมสำรวจจะพบว่าบางส่วนของซากเรือยังอยู่ในสภาพดี เช่นกระจกหน้าต่างของห้องผู้โดยสาร แต่อีกหลายส่วนกลับมีสภาพทรุดโทรมอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝั่งด้านขวาของเรือ เช่นบริเวณห้องบนดาดฟ้าทางฝั่งขวาทั้งหมดกำลังพังลงมา โดยลากเอาโครงสร้างของห้องพักเจ้าหน้าที่เดินเรือระดับสูงหลายห้องให้ทลายลงมาด้วย

ส่วนจุดชมซากเรือยอดนิยมที่ปรากฏในภาพถ่ายของไททานิกบ่อยครั้งอย่าง "อ่างอาบน้ำของกัปตัน" ได้สูญสลายไปหมดจนไม่มีเหลือให้เห็นอีกแล้ว


Image copyrightATLANTIC PRODUCTIONS
ภาพจากยานดำน้ำลึกที่ลงสำรวจ เผยให้เห็นซากเรือบางส่วนที่ผุกร่อนไปอย่างมาก


พาร์ก สตีเฟนสัน นักประวัติศาสตร์ผู้ค้นคว้าเรื่องราวของเรือไททานิก หนึ่งในทีมสำรวจครั้งนี้บอกว่า หลังคาทรงลาดเอียงของคลับเลานจ์ที่หัวเรือคือส่วนที่จะพังลงมาต่อจากนี้ ซึ่งจะส่งผลบดบังทัศนียภาพจนไม่สามารถมองเห็นภายในของเรือได้อีกต่อไป

"ไททานิกกำลังกลับคืนสู่ธรรมชาติ" สตีเฟนสันกล่าว

เรือ RMS ไททานิก จมอยู่ใต้น้ำมานานถึงกว่า 100 ปี โดยเป็นเรือโดยสารข้ามมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุคนั้น แต่กลับประสบอุบัติเหตุชนภูเขาน้ำแข็งในปี 1912 ระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากเมืองเซาแธมป์ตันของอังกฤษ มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 1,500 คน จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 2,200 คน


Image copyrightPA
เรือ RMS ไททานิก ออกจากท่าที่เมืองเซาแธมป์ตัน เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 1912


ซากเรือที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกแยกออกเป็นสองส่วน โดยตั้งอยู่ห่างกันราว 600 เมตร กระแสน้ำที่รุนแรง รวมทั้งความเค็มของน้ำทะเล และจุลินทรีย์ชนิดที่กัดกินโลหะ ทำให้ซากเรือไททานิกผุกร่อนลงอย่างรวดเร็ว โดยเคยมีผู้ประมาณการไว้ว่าซากเรือทั้งหมดอาจพังทลายลงเป็นฝุ่นที่ก้นทะเลภายในปี 2030 ที่จะถึงนี้

ดร. แคลร์ ฟิตซ์ซิมมอนส์ นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของสหราชอาณาจักร หนึ่งในทีมสำรวจครั้งนี้บอกว่า "มีจุลินทรีย์กินโลหะจำนวนมหาศาลอยู่ที่ซากเรือ พวกมันทำให้เหล็กกลายเป็นแท่งสนิมคล้ายกับหินงอกหินย้อยในถ้ำไปทั้งลำ ซึ่งโครงสร้างที่ผุเป็นสนิมนี้พังลงมาได้ง่ายมาก"

ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาถึงการผุกร่อนของโลหะชนิดต่าง ๆ กัน ภายใต้สภาพที่มีอุณหภูมิต่ำและแรงดันสูง รวมทั้งมีการกัดกร่อนของเกลือและจุลินทรีย์เช่นเดียวกับส่วนลึกของมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อให้ทราบชัดว่าซากเรือไททานิกจะยังคงอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่าใดกันแน่


Image copyrightGETTY IMAGES
"อ่างอาบน้ำของกัปตัน" ในภาพที่ถ่ายเมื่อปี 1996 ปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่ให้เห็นแล้ว


นายโรเบิร์ต บลายท์ นักประวัติศาสตร์และภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่า "ซากเรือนี้เป็นวัตถุพยานเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของเหตุการณ์เรือไททานิกล่ม และในปัจจุบันผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เสียชีวิตกันไปจนหมดแล้ว เราควรใช้เวลาที่เหลืออยู่เร่งศึกษาประวัติศาสตร์จากซากเรือนี้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่มันจะสูญสิ้นไปตลอดกาล"


https://www.bbc.com/thai/international-49433086

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


อนามัยโลกชี้ไมโครพลาสติกในน้ำดื่มบรรจุขวดไม่เป็นอันตราย


Image copyrightAFP
ที่ผ่านมาพบอนุภาคไมโครพลาสติกทั้งในแม่น้ำ, ทะเลสาบ, น้ำประปา และในน้ำดื่มบรรจุขวด


องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกรายงานฉบับแรกว่าด้วยไมโครพลาสติกที่พบในน้ำดื่มบรรจุขวด โดยระบุว่าผลการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานยืนยันถึงผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภค และชี้ว่าการดื่มน้ำบรรจุขวดที่มีระดับปริมาณอนุภาคพลาสติกตามค่าเฉลี่ยในปัจจุบันจะไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

ถึงกระนั้นก็ตาม รายงานดังกล่าวยังเน้นย้ำด้วยว่าผลการตรวจสอบครั้งนี้มาจากข้อมูลหลักฐาน "ที่มีอยู่จำกัด" และยังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีก โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของอนุภาคพลาสติกต่อสุขภาพมนุษย์ให้มากกว่านี้

ไมโครพลาสติก หมายถึงอนุภาคย่อยของชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า พบได้ในแหล่งน้ำทั่วไปทั้งในแม่น้ำ, ทะเลสาบ, น้ำประปา และในน้ำดื่มบรรจุขวด ทำให้เกิดกระแสวิตกกังวลกันว่าอาจเป็นพิษหรือกลายเป็นสารก่อมะเร็งเมื่อเข้าสู่ร่างกายคนเราได้

อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์การอนามัยโลกชี้ว่า อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ รวมทั้งอนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเล็กมากที่สุดหลายชนิด สามารถจะถูกขับออกจากร่างกายมนุษย์ได้ทั้งหมด โดยไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดหรืออวัยวะภายในแต่อย่างใด

สำหรับข้อจำกัดของงานวิจัยซึ่งเป็นที่มาของรายงานชิ้นนี้ ดร. บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานและนักวิจัยขององค์การอนามัยโลกบอกว่า การค้นคว้าวิจัยเรื่องไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เพิ่งจะเริ่มต้นมาได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น ทำให้ยังไม่สามารถรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นได้มากพอ นอกจากนี้ ระเบียบวิธีวิจัยและการตรวจนับปริมาณอนุภาคพลาสติกก็ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่นการใช้เครื่องกรองต่างชนิดอาจทำให้ทีมวิจัย 2 ทีมตรวจนับและประเมินปริมาณอนุภาคพลาสติกในน้ำได้ต่างกันอย่างมาก ซึ่งผลการตรวจนับมีความเป็นไปได้ตั้งแต่ 1 อนุภาค ไปจนถึง 1,000 อนุภาคต่อลิตรเลยทีเดียว

แม้จะมีข้อจำกัดมากมายในการวิจัย แต่ดร. กอร์ดอนก็ยังยืนยันว่า ผู้บริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดสามารถวางใจได้กับปริมาณไมโครพลาสติกที่พบอยู่ในขณะนี้ ส่วนรายงานขององค์การอนามัยโลกฉบับปัจจุบัน ก็ไม่ได้ออกคำแนะนำให้ผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดตรวจสอบปริมาณการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกเป็นประจำแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น

ส่วนวิธีแก้ปัญหาการปนเปื้อนของอนุภาคพลาสติกในแหล่งน้ำ ดร. กอร์ดอนบอกว่า ในระยะยาวสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมาตรฐานซึ่งสามารถขจัดของเสียและสารเคมีทั่วไปได้ดีอยู่แล้ว วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้อนุภาคไมโครพลาสติกในน้ำเสียถึง 90% ปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แวดวงวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสนใจถึงผลกระทบของอนุภาคพลาสติกที่มีต่อสุขภาพมนุษย์มากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า อนุภาคพลาสติกสามารถก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกายคนเราได้หรือไม่ ทั้งยังไม่ทราบว่า ไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำดื่มมาจากแหล่งน้ำที่ใช้ผลิต หรือมาจากการสลายตัวของบรรจุภัณฑ์กันแน่


https://www.bbc.com/thai/international-49432569

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:32


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger