เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยตอนบนมีการกระจายฝนลดลง สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

วันที่ 7 - 12 ก.ย. ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับ คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตลอดช่วง

สำหรับพายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) ?เหล่งเหล่ง? บริเวณทะเลจีนตะวันออก มีแนวโน้มเคลื่อนตัวขึ้นไปทางประเทศเกาหลีในช่วงวันที่ 7 - 8 กันยายน 2562 ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (90.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (100.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (205.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ตั้งชุดอนุบาลสัตว์ทะเลหายากที่กระบี่ ดูแลพะยูนป่วย หวังเพิ่มโอกาสรอด

จังหวัดกระบี่ตั้งชุดอนุบาลสัตว์ทะเลหายาก ช่วยพะยูนเจ็บป่วย หวังลดการตาย เพิ่มโอกาสรอด หลังพบในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตายกว่า 5 ตัว



เมื่อวันที่ 6 ก.ย.62 ที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.กระบี่ พ.อ.ชัยพิพัฒน์ รันสูงเนิน รอง ผอ.กอ.รมน.จ.กระบี่ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก ในพื้นที่ จ.กระบี่ เพื่อกำหนดมาตรการเฝ้าระวัง คุ้มครอง ป้องกัน ดูแลรักษา สัตว์ทะเลหายาก ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่พบการกระทำผิด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่มีสัตว์ทะเลหายากเจ็บตายหลายตัว ทั้งพะยูน เต่าทะเล ปลาโลมา นับ 10 ตัว ในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา

นายบรรณารักษ์ เสริมทอง ผอ.สนง.ทช.จ.กระบี่ กล่าวว่า ในห้วงระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสัตว์ทะเลหายาก ทั้งพะยูนมาเรียม และยามีล โลมา เต่าทะเล เสียชีวิต รวมแล้วนับ 10 ตัว ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่พบตาย จากการผ่าพิสูจน์ซากพบว่าเกิดจากการตายเฉียบพลัน ทั้งเจ็บป่วย และกินอาหารที่เป็นพิษ อาทิ ขยะพลาสติก แต่ไม่พบการตายเพราะสาเหตุการถูกล่า ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดพบว่ามีพะยูนอยู่ในทะเลกระบี่ไม่น้อยกว่า 10 ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้น



ทั้งนี้สาเหตุที่พบสัตว์ทะเลหายาก พบตายเกยตื้นในทะเลบ่อยในช่วงนี้ อาจจะเป็นเพราะอยู่ในช่วงมรสุม ถูกน้ำพัดพามาจากที่อื่น สำหรับแนวทางการเฝ้าระวัง และการอนุรักษ์ในระยะยาว จะมีการจัดตั้งเครือข่าย และจัดชุดอนุบาลสัตว์ทะเลหายากขึ้นในพื้นที่ทะเลชายฝั่งกระบี่ เพื่อเข้าช่วยเหลือกรณีพบสัตว์เจ็บป่วยในเบื้องต้น ก่อนที่หน่วยทีมแพทย์ที่มีความชำนาญจะเข้าให้การช่วยเหลือ ซึ่งจะเพิ่มทางรอดของสัตว์ที่เจ็บป่วยมากขึ้น.


https://www.thairath.co.th/news/loca...Pos=3#cxrecs_s

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


'อ.ธรณ์'เผยภาพน่าเศร้า ขยะล้น'เกาะ'ไทยแทบไร้ที่เดิน!

"อ.ธรณ์" เผยภาพน่าเศร้า... เรื่องจริงของทะเลเมืองไทย เต็มไปด้วยขยะ แม้เกาะกลางทะเลอันห่างไกล ยังเจอขยะจากฝั่งเต็มเกาะจนแทบไม่เห็นเม็ดทรายให้เดิน!



เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผู้สื่อข่าว "เดลินิวส์ออนไลน์" รายงานว่า โลกออนไลน์เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังจากที่ "ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุ

"หากขยะกองนี้อยู่ในเมืองใหญ่ ผมคงแค่ถอนใจ สงสัยว่าทำไมเราไม่คิดจะรับผิดชอบกันบ้าง ? แต่ขยะกองนี้อยู่บนเกาะห่างไกล ทะเลโดยรอบเป็นสีฟ้าใส แต่บนหาดแทบไม่เห็นแม้เม็ดทราย มันจึงไม่ใช่แค่ทอดถอนใจ มันเป็นความกลัว" กลัวในสิ่งที่คนรุ่นเรากำลังทำลงไป เรากำลังทำลายสวรรค์ กำลังเปลี่ยนเม็ดทรายให้เป็นขยะพลาสติก?


ต่อไปนี้คือวิธีทำลายสวรรค์

- ขยะทะเล 80% มาจากแผ่นดิน ตามแม่น้ำลำคลอง ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมในทะเล
- คนไทยสร้างขยะพลาสติกปีละ 2 ล้านตัน รีไซเคิลได้ 5 แสนตัน ที่เหลือเชิญดูภาพ

- สถิติการเก็บขยะปี 61/62 บ่งบอกว่าขยะทะเลไม่ได้ลดลงเลย
- จำนวนสัตว์ทะเลหายากที่บาดเจ็บ/ตายเพราะขยะทะเลเพิ่มขึ้นทุกปี


ต่อไปนี้คือวิธีทำลายอนาคต

- ไมโครพลาสติกจากขยะทะเลมีอยู่ทั่วทะเลไทย ไม่เว้นแม้แต่เกาะที่ห่างไกลชายฝั่งนับร้อยกิโลเมตร (ข้อมูลล่าสุดจากเกาะโลซิน)
- ร่างกายต้องการทะเล ? ไม่ต้องห่วง เพราะไมโคร/นาโนพลาสติกจากขยะทะเลกำลังเข้าร่างเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราฝากความหวังไว้ลมๆ แล้งๆ

- เทคโนโลยีที่จะช่วยเก็บขยะให้หมดทะเล เพราะถ้ามีและใช้ได้ผลจริง ประเทศอื่นคงไม่ต้องขายถุง/แบนพลาสติกใช้แล้วทิ้ง
ญี่ปุ่นวินัยสูงสุด - ขายถุงปีหน้า
นิวซีแลนด์จิตสำนึกสูงล้ำ - แบนถุงพลาสติกเมื่อเดือนกค.ที่ผ่านมา
ฯลฯ
- เจ้าหน้าที่มาเก็บขยะให้ เพราะตอนนี้เขาก็เก็บอยู่ เพื่อพรุ่งนี้มะรืนนี้จะมาเก็บใหม่ในปริมาณมากกว่าเดิม


"สุดท้าย นี่คือสิ่งที่เราเก็บไว้ให้ลูกหลาน "เชิญดูภาพอีกครั้ง" ภาพแห่งความจริงที่ทะเลบอก เรากำลังทำสิ่งเหล่านี้กับท้องทะเล ทำลายสวรรค์... #มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้หากบนหาดมีแต่พลาสติก" หมายเหตุ ภาพวันนี้ ณ ที่หนึ่งในทะเลไทย ไม่ระบุสถานที่ เพราะไม่ได้มีแค่ที่เดียว.


https://www.dailynews.co.th/regional/730104

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สธ.เฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคใต้ หลังเริ่มมีหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน

กรมควบคุมโรค เร่งเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคใต้ จากปัญหาหมอกควันประเทศเพื่อนบ้าน เผยยังไม่มีคนป่วยจากฝุ่น กำชับให้ความรู้ป้องกันตัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เลี่ยงอาการกำเริบ



วันนี้ (6 ก.ย.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวถึงกรณีพื้นที่ภาคใต้ของไทย เริ่มมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 จากหมอกควันที่เกิดในประเทศเพื่อนบ้าน ว่า แม้สถานการณ์คุณภาพอากาศจะยังอยู่ในระดับปกติถึงปานกลาง ซึ่งประชาชนอาจยังไม่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพโดยตรง แต่ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งรมว.สาธารณสุข ได้กำชับกรมควบคุมโรคติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด พร้อมให้ความรู้ในการป้องกันตนเองกับประชาชนในพื้นที่

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังผู้ป่วยในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า ยังไม่ได้รับรายงานการเจ็บป่วยของประชาชนที่เป็นผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญที่สัมพันธ์กับผลกระทบจาก PM 2.5 อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้สั่งการให้กองระบาดวิทยา กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม และกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน ให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ของฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามมาตรการต่างๆ อย่างทันท่วงที รวมถึงให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) 11 นครศรีธรรมราช และสคร.12 สงขลา ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมสนับสนุนและร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ให้ความรู้ สื่อสารความเสี่ยง และแนะนำวิธีป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กให้กับประชาชน ในกรณีมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน

"ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามรับฟังข่าวสารและข้อมูลจากราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อความเข้าใจและปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง ต้องดูแลตนเองเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมโป่งพอง โรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะอาจเกิดอาการกำเริบได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในปริมาณที่สูงเกินค่ามาตรฐาน หรือเข้าไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายมากเป็นระยะเวลานาน หากจำเป็นต้องเข้าไปในพื้นที่ควรป้องกันการสัมผัสฝุ่นให้น้อยที่สุด โดยสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นเวลานาน และตำรวจจราจรที่ทำงานกลางแจ้ง ควรสวมหน้ากาก สวมแว่นตา เสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันฝุ่นด้วย และหากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจติดขัด แน่นหน้าอก วิงเวียนศีรษะ หรือหมดสติ ให้รีบไปรับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาลโดยเร็ว" นพ.สุวรรณชัยกล่าว


https://mgronline.com/qol/detail/9620000085892

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


แม่โลมาโชว์โต้คลื่นรัวๆ แทนคำ "ขอบคุณ" ชาวประมงปล่อยลูกโลมา "ติดแห"



แม่โลมาโชว์โต้คลื่นรัวๆ ? วันที่ 6 ก.ย. เดลีเมล์ เผยแพร่เรื่องราวความประทับใจของชาวประมงใน อิตาลี ขณะออกหาปลาบริเวณเกาะโปรซิดา นอกชายฝั่ง เมืองเนเปิลส์ ทางตอนใต้ แทนที่จะได้ปลากลับมีลูกโลมาว่ายเข้ามาติดแห โชคดีที่ชาวประมงกลุ่มนี้มีมนุษยธรรม จึงเร่งช่วยเหลือลูกโลมาซึ่งเป็นอิสระในที่สุด

และเพื่อตอบแทนความมีเมตตา แม่โลมาที่ว่ายอยู่ใกล้ๆ เลยจัดโชว์กระโดดโต้คลื่นชุดใหญ่ เรียกเสียงเชียร์ตื่นตาตื่นใจจากชาวประมง และเกิดเป็นกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์ที่มีชาวเน็ตจำนวนมากแห่โพสต์ชื่นชมความชาวประมงกลุ่มนี้

จากคลิปที่บันทึกบนเรือประมงลำดังกล่าว แสดงให้เห็นชาวประทงกำลังลากแหที่ทอดไว้กลับมา ก่อนจะพบว่ามีลูกโลมาติดอยู่ในแห โดยมีแม่โลมาว่ายวนไปรอบๆ อย่างร้อนใจ ด้านชาวประมงก็รีบช่วยเหลือจนในที่สุดลูกโลมาก็หลุดจากแห ท่ามกลางเสียงดีใจของชาวประมงที่เห็นลูกโลมาเป็นอิสระ

และจู่ๆ ทั้งเรือก็ต้องตะลึงไปกับภาพที่เห็นตรงหน้า เมื่อแม่โลมาแสดงความขอบคุณแบบจัดเต็ม กระโดดเด้งตัวพุ่งจากทะเลขึ้นสูงสู่ฟ้าและม้วนตัวดิ่งกลับลงผืนน้ำ จากนั้นกระโดดโชว์รัวๆ เกือบ 10 ครั้ง ฝ่ายลูกโลมาก็ไม่น้อยหน้ากระโดดโต้คลื่นอย่างดีใจเช่นกัน ก่อนที่กลุ่มชาวประมงจะส่งเสียงบอกลาสองแม่ลูกโลมาที่พากันว่ายห่างออกไป


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2864915
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


"บางุน" ขุมทรัพย์ขยะบนเกาะชวา ...................... โดย ภานุพงศ์ วัฒนเสรีกุล


(ภาพ : เอเอฟพี)

หมู่บ้านเล็กๆ ในอินโดนีเซีย นำขยะมาสร้างมูลค่าได้ดีทีเดียว

HIGHLIGHTS

- ขยะเหล่านี้อาจสร้างรายได้ให้เธอเพียงวันละ 2-3 ดอลลาร์ แต่บางครั้งก็พบของมีค่าซ่อนอยู่ในกองขยะเหมือนกัน อย่างเงินตราต่างประเทศที่มีรอยตำหนิ เช่น ธนบัตรดอลลาร์ ยูโร และปอนด์

- ปัจจุบัน อินโดนีเซียถือเป็นผู้สร้างขยะทะเลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงจีนเท่านั้น และรัฐบาลจาการ์ตาเองก็ให้คำมั่นว่าจะลดขยะพลาสติกในแหล่งน้ำประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2568


ในขณะที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังหาวิธีการรับมือหายนะจากขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเกาะชวาของอินโดนีเซีย ขยะเหล่านี้เปรียบเสมือน"ขุมทรัพย์อันล้ำค่า"

เคมัน หนึ่งในชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านบางุน ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตรากตรำตากแดดเก็บขยะพลาสติกจากแหล่งทิ้งขยะในท้องถิ่นไปขาย รายได้ส่วนนี้ทำให้เขาสามารถส่งเสียค่าเล่าเรียนของลูก ๆ ได้

"ผมมีลูก 3 คน ทุกคนเรียนระดับมหาวิทยาลัยแล้ว" ชายวัย 52 ปีเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีอย่างภาคภูมิใจขณะยืนบนกองขยะสูงระดับข้อเท้า

"ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ เพราะอาชีพเก็บขยะไปขายที่ผมทุ่มเทอย่างหนัก"

ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านบางุนเลี้ยงชีพด้วยการคุ้ยขยะพลาสติก เช่น ขวด ฉลาก และถ้วย เพื่อนำไปขายให้กับบริษัทท้องถิ่น และหลังจากจีนสั่งห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศเมื่อต้นปี กองขยะในพื้นที่แห่งนี้ก็เพิ่มมากขึ้น

บางุนเป็นหนึ่งในชุมชนยากจนหลายแห่งบนเกาะชวาที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในอินโดนีเซีย ผู้อยู่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้ ยังชีพจากการขุดหาขยะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชาติตะวันตก รวมถึงสหรัฐ อังกฤษ และเบลเยียม เช่นเดียวกับตะวันออกกลาง

การตัดสินใจของจีน อดีตยักษ์ใหญ่ด้านการรีไซเคิลระดับโลก ที่ห้ามนำเข้าขยะจากต่างแดน ส่งผลให้อุตสาหกรรมรีไซเคิลเกิดความปั่นป่วนไปด้วย และกลายเป็นว่าขยะปริมาณมหาศาลก็ไหลทะลักสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

ข้อมูลจากกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม "กรีนพีซ" ระบุว่า การนำเข้าขยะพลาสติกของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากหลัก 10,000 ตันต่อเดือนในช่วงปลายปี 2560 มาอยู่ที่ 35,000 ตันต่อเดือนเมื่อปลายปีที่แล้ว

แต่ตัวเลขดังกล่าว ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ความรุ่งเรืองของการนำเข้าขยะพลาสติกนี้ ย่อมมาพร้อมกับ?ต้นทุน? ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน มูฮาร์รัม อาธา รัสยาดี นักรณรงค์ด้านพลาสติกของกรีนพีซ อินโดนีเซีย เผยว่า สถานการณ์นี้ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิมนับตั้งแต่รัฐบาลจีนสั่งห้ามนำเข้าขยะ


ขยะไร้ค่าแต่กำไรงาม

ในแต่ละวันมีรถบรรทุกขยะมากถึง 40 คันเข้าออกหมู่บ้านบางุนเพื่อนำขยะไปเทรวมกันบริเวณนอกทุ่งขนาดใหญ่นอกบ้านเรือน ซึ่งกลายเป็นกองภูเขาขยะ บางครั้งสูงเท่ากับหลังคาบ้าน

บรรดานักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีโรงงานกระดาษเพียงไม่กี่แห่งที่รับซื้อขยะ ซึ่งมักมีการผสมขยะกระดาษที่นำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายด้วยจากหมู่บ้านแห่งนี้

ชาวบ้านที่นี่มีวิธีการหาขยะแตกต่างกันไป บางคนใช้มือเปล่า บางคนใช้เครื่องมือ เช่น คราดและพลั่ว และบ่อยครั้งที่สวมเครื่องป้องกันเท่าที่พอหาได้อย่างหน้ากากผ้าถูก ๆ

ปูมิสนา ชาวบ้านอีกคนซึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางขยะกองพะเนิน ใช้มือเปล่าคุ้ยขยะตรงหน้าเธอและทำการแยกประเภทขยะอย่างอะลูมิเนียม ขวดและถ้วยพลาสติก ออกจากกัน

ขยะเหล่านี้อาจสร้างรายได้ให้เธอเพียงวันละ 2-3 ดอลลาร์ แต่บางครั้งก็พบของมีค่าซ่อนอยู่ในกองขยะเหมือนกัน อย่างเงินตราต่างประเทศที่มีรอยตำหนิ เช่น ธนบัตรดอลลาร์ ยูโร และปอนด์

"ฉันกำลังหาเงินไว้สำหรับซื้อของ จ่ายค่าเทอมและค่าอาหารให้ลูก ๆ" หญิงวัย 35 ปี เผยขณะเลือกขยะพลาสติกใส่ในตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้

แม้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่า การเก็บขยะปริมาณมหาศาลจะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชน หรือทำให้สุขภาพชาวบ้านเสี่ยงอันตราย แต่เอ็ม อิคซาน ผู้นำหมู่บ้านบางุน ปฏิเสธข้อกังวลนี้ และบอกว่า ขยะที่รีไซเคิลไม่ได้จะถูกขายให้กับโรงงานเต้าหู้ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งจะนำขยะเหล่านี้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผา

"ขยะพวกนี้ทำกำไรอย่างมากให้กับบรรดาลูกบ้านของผม และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย" อิคซานระบุ


พลิกวิกฤติเป็นโอกาส

บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเห็นต่างกับเรื่องนี้ โดยบอกว่า ขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้มักถูกเผาในเวลากลางคืน สร้างควันพิษกระจายไปทั่วชุมชน ขณะที่ไมโครพลาสติกหรือชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กมากที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เล็ดลอดลงสู่แหล่งน้ำต่าง ๆ ในท้องถิ่น

ปัจจุบัน อินโดนีเซียถือเป็นผู้สร้างขยะทะเลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงจีนเท่านั้น และรัฐบาลจาการ์ตาเองก็ให้คำมั่นว่าจะลดขยะพลาสติกในแหล่งน้ำประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2568

"ปัญหานี้ให้บทเรียนราคาแพงกับเรา ทั้งสำหรับสุขภาพและคนรุ่นลูกหลานของเรา ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม" ปริกี อาริซันดี นักสิ่งแวดล้อมเจ้าของรางวัลโกลด์แมน ไพรซ์จากกลุ่มเอ็นจีโอ "อีโคตัน" กล่าว

"ไม่ใช่แค่หมู่บ้านบางุนเท่านั้น เรายังมีอีก 5 หมู่บ้านในจ.ชวาตะวันออก ที่ถูกใช้เป็นแหล่งทิ้งขยะ"

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังการนำเข้าขยะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามออกจากภาพลักษณ์ที่เป็นแหล่งทิ้งขยะสำหรับต่างชาติ โดยมีการส่งตู้คอนเทนเนอร์บรรจุขยะของใช้ภายในบ้าน ขยะพลาสติก และวัตถุอันตรายที่ละเมิดกฎการนำเข้า กลับไปยังประเทศต้นทาง เช่น ฝรั่งเศส ฮ่องกง ออสเตรเลีย และสหรัฐ

ขณะเดียวกัน พื้นที่อื่น ๆ ของอินโดนีเซียก็เริ่มใส่ใจปัญหาขยะพลาสติกกันมากขึ้น

ในเมืองสุราบายา เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ รณรงค์ให้ผู้โดยสารรถบัสประจำทางท้องถิ่น สามารถนำขยะพลาสติกที่รีไซเคิลได้มาแลกตั๋วโดยสารฟรี ขณะที่เกาะบาหลี แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ออกกฎแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในพื้นที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของชาวบ้านในหมู่บ้านบางุนกลับเห็นตรงกันข้าม...

"สำหรับที่นี่ ขยะเป็นเหมือนกับขุมทรัพย์" เคมันเผย "ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะหลังจากเรานำขยะไปตากแดดตอนเช้าและแยกประเภทแล้ว มันก็จะถูกแปลงเป็นเงินในตอนเย็นไงครับ"


http://www.judprakai.com/feature/120...bangkokbiznews

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


ปลาเค็มหลักสิบ หรือ ท่องเที่ยวหลักล้าน อยู่ที่คุณมอง ?




ปลากระโทงร่ม

ปลาในฝันของใครหลายๆคนที่ใฝ่ฝันอยากสัมผัสสักครั้ง ด้วยลำตัวที่มีขนาดใหญ่ มีรูปร่างยาวเรียวลำตัวแบนข้าง ส่วนของสันหลังมีกล้ามเนื้อหนา หัวค่อนข้างโต ปากกว้าง จะงอยปากเรียวยาว และแหลม มีครีบกระโดงหลังสูงใหญ่เวลาแผ่กว้าง จะมีลักษณะคล้ายใบเรือ ครีบท้องเรียวยาวเหมือนแถบริบบิ้น ครีบก้นแยกเป็นสองอันเล็กๆ มีความยาวได้ถึง 3.5 เมตร น้ำหนักตัวประมาณ 100-125 กิโลกรัม เป็นปลาที่มีความปราดเปรียวว่องไวมาก โดยสามารถว่ายน้ำได้เร็วถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากเป็นปลาที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงมาก ข้อต่อของกระดูก และครีบต่างๆ ที่ช่วยในการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี มีการอพยพย้ายถิ่นไปตามกระแสน้ำ


ดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์

ย้อนกลับไปประมาณ 30 ปีก่อนหน้านี้ ปลากระโทงร่ม(Sailfish) พบค่อนข้างมากทางทะเลอันดามันในประเทศไทย บริเวณเกาะรอก จังหวัดตรัง ซึ่งขึ้นอยู่กับ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ เกาะรอกเป็นเกาะที่มีทรัพยากรทางทะเลที่สวยงามครบทุกอย่าง ทั้งน้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายขาวละเอียดยาวหลายร้อยเมตร ปะการังที่สมบูรณ์ ปลามากมายหลายสายพันธุ์ และที่สำคัญชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมักพบเจ้าปลากระโทงร่ม กระโดดเล่นน้ำโชว์ตัวยามเย็น ให้เหล่านักท่องเที่ยวเก็บภาพประทับใจแห่งท้องทะเลไว้ในความทรงจำ




ธุรกิจประมงเติบโต

การเวลาผ่านไป เทคโนโลยีผ่านเข้ามา บรรดาเครื่องมือในการทำประมงของมนุษย์ผู้เป็นห่วงโซ่อาหารชั้นบนสุด ทันสมัยมากขึ้น จับปลาได้เยอะขึ้นได้เมล็ดเงินมากขึ้น ทำให้ความอุดดมสมบูรณ์ของทรัพยากรลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเจ้าปลากระโทงร่ม เมื่อ 30 ปีก่อนหน้านี้ ปลากระโทงร่มมีราคา 13-14 บาท/กิโลกรัม แต่ปัจจุบัน เจ้าปลากระโทงร่ม มีราคา 35-40 บาท/กิโลกรัม ราคาที่สูงขึ้นหลายเท่าตัวจากเมื่อก่อน ทำให้การล่าปลากระโทงร่มเพื่อแปรรูปเติบโตกว่าเมื่อก่อนมาก ทำให้จำนวนปลากระโทงร่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด สังเกตุได้จากบรรดานักตาปลาในประเทศไทยหนีไปตกปลาประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หวังว่าสักครั้งหนึ่งจะได้ถ่ายรูปกับราชินีแห่งท้องทะเล " กระโทงร่ม "


ธุรกิจท่องเที่ยวขาลง

เมล็ดเงินจากปลากระโทงร่ม ที่นำไปแปรรูปเป็นอาหารในรูปแบบต่างๆ เช่น ปลาหวาน , สเต็ก , แดดเดียว หรือ ซาซิมิ ทำให้เหล่าบรรดานักลงทุนทั้งใน และ ต่างประเทศ เล็งเห็นเมล็ดเงินในธุรกิจประมงที่กำลังเฟื่องฟู แต่...ธุรกิจท่องเที่ยว(ตกปลา) กำลังถดถอย เพราะจำนวนทรัพยากรทางทะเลกำลังจะหมดลงโดยน้ำมือของนักลงทุนเหล่านี้ แต่ถ้าลองมองดูดีๆ เมล็ดเงินที่ได้จากการขายปลากิโลกรัมละ หลักสิบบาท แล้วหันมาช่วยฟื้นฟูธรรมชาติให้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม และผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวตกปลา ที่มีมูลค่ามาศาล กระจายเงินสู่ท้องถิ่น ให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน จะช่วยให้ชุมชนในพื้นที่มีแข็งแกร่ง และมีอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง ชุมชนรอบข้างจะถูกรายล้อมไปด้วยธุรกิจขนาดเล็ก ตั้งแต่ร้านอาหารตามสั่ง , เรือนำเที่ยวตกปลา , ทริปล่องเรือถ่ายรูป , เรือท่องเที่ยวดำน้ำ ฯลฯ




ธุรกิจตกปลาซบเซา

กีฬาตกปลาเป็นเกมกีฬาที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในทั่วโลก เม็ดเงินหมุนเวียนหลายร้อยล้านบาท ตั้งแต่ธุรกิจผลิตอุปกรณ์ตกปลาส่งออก รวมไปถึง ธุรกิจท่องเที่ยวตกปลาในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะธุรกิจตกปลากระโทงร่ม เดี๋ยวนี้โอกาสที่จะได้สัมผัสราชินีแห่งท้องทะเลมีน้อยมาก เพราะจำนวนประชากรของปลากระโทงร่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหล่าบรรดานักตกปลาที่โหยหา ความรุนแรงของการต่อสู้ของเจ้าปลาชนิดนี้ ได้หันหน้าเดินทางเพื่อไปตกปลากระโทงร่ม ที่ประเทศมาเลเซีย ที่นั่นทำธุรกิจท่องเที่ยวตกปลาอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีฤดูกาลอย่างเด่นชัด โดยจะเปิดให้ตกเจ้าปลากระโทงร่ม ปีละประมาณ 5 - 6 เดือน และไม่สามารถนำปลาขึ้นมาแปรรูปอย่างเด็ดขาด สามารถตกเล่นเพื่อเป็นเกมกีฬาเท่านั่น ทำให้ปลากระโทงร่มใน Rompin ประเทศมาเลเซีย มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ดึงดูดเหล่านักตกปลาจากทั่วโลก เพื่อไปสัมผัสประการณ์ที่สุดแสนประทับใจจากเจ้า "กระโทงร่ม " นักวิ่งแห่งท้องทะเล




บทสุดท้าย

ในท้ายที่สุดนี้อยากจะให้เพื่อนทุกคนได้เกิดแง่คิด ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อม บนโลกใบนี้ เพราะธรรมชาติเหล่านี้กำลังจะหมดลง แต่ถ้าหากเราเรียนรู้ และ ใช้มันให้ถูกต้อง ดูแลประคบประหงมกัน ภายภาคหน้าลูกหลานเราก็จะได้สัมผัสประสบการณ์จากธรรมชาติที่สุดแสนน่าทึ่งเหล่านี้ด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่จากบทความในหนังสือ จะดีกว่าไหมถ้าเราหันมามองประโยชน์การ ไม่ทำประมงแบบล้างผลาญ , ปลาพวกนี้ก็จะคงอยู่ให้เหล่านักตกปลา ได้ออกล่า สร้างรายได้ให้ชุมชน เปลี่ยนมูลค่าหลักสิบจากการแปรรูปปลาเค็ม ให้กลายเป็นธุรกิจหลักล้านจากการอนุรักษ์


https://www.mcot.net/view/5d6f75dae3f8e40ad835efb0

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


ททท.ตรัง เปิดแหล่งท่องเที่ยวพายเรือคายัค



ตรัง 6 ก.ย.- ททท.ตรัง จับมือชมรมการท่องเที่ยวและโรงแรมหาดปากเมง เปิดแหล่งท่องเที่ยวพายเรือคายัค ล่องป่าชายเลน เพลิดเพลินกับธรรมชาติและระบบนิเวศ

น.ส.นันทวัน ศิริโภคพัฒน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดตรัง นายสวัน เสน่หา ประธานชมรมการท่องเที่ยวและการโรงแรมหาดปากเมง พร้อมสมาชิกชมรมและสมาชิกกลุ่มนวัตวิถีชุมชน ร่วมกันเปิดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ของหาดปากเมง ด้วยการพายเรือคายัคในป่าชายเลนเส้นทาง "เขาเมง-อ่าวขาม-อ่าวบุญ" ซึ่งได้จัดเรือคายัคจำนวน 17 ลำ มาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศ ล่องป่าชายเลนกลางป่าโกงกาง เพลิดเพลินกับธรรมชาติและระบบนิเวศ ชม "รังผึ้งขนาดยักษ์" ยล "ฝูงโลมา" โล้คลื่นตื่นตาตื่นใจ สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมทริปเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวทะเลตรัง นอกเหนือจากการท่องเที่ยวทางทะเล โดยตลอดเส้นทางมีป่าชายเลนที่ยังอุดมสมบูรณ์ ใช้เวลาพายเรือคายัคประมาณครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเวิ้งทะเลกว้างสวยงามของอ่าวบุญคง และธรรมชาติปั้นแต่งด้วยหินงอกหินย้อนงดงาม จากนั้นมีบริการเรือหางยาวกลับไปยังท่าเรือหาดปากเมง ระหว่างทางหากโชคดีจะเจอฝูงโลมาแหวกว่ายโล้คลื่นสร้างความตื่นตาตื่นใจ สามารถเดินทางมาเที่ยวได้ทุกวันในช่วงที่น้ำขึ้น



ด้าน น.ส.นันทวัน ศิริโภคพัฒน์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานจังหวัดตรัง กล่าวว่า ได้พยายามค้นหาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่สามารถท่องเที่ยวได้ทั้งปี เพราะเกาะแก่งต่างๆ อาจมีข้อจำกัดในช่วงมรสุม.


https://tna.mcot.net/view/5d7277e7e3f8e40ad835ff22

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,816
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


#PrayforAmazonia : เมื่อท้องฟ้าใน เซาธ์ เปาโล มืดมิดเพราะควันไฟ เกิดอะไรขึ้นในป่าของบราซิล .................... โดย Lucy Jordan และ Joe Sandler Clarke

ในปีนี้บราซิลมีไฟป่าเกิดขึ้นมากถึง 72,843 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ.2561 ถึงร้อยละ 84 ทำให้ปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโบลโซนาโรถูกจับตามองในเรื่องของการทำลายสิ่งแวดล้อม


ภาพไฟป่าในแอมะซอนที่ขยายเป็นวงกว้าง บริเวณรัฐรอนโดเนีย ของบราซิล ? Victor Moriyama / Greenpeace

ไฟป่าที่กำลังลุกโซนในพื้นที่บางส่วนของป่าแอมะซอนเผาผลาญป่าอย่างรุนแรงจนทำให้เมืองเซาธ์ เปาโลที่ตั้งอยู่ห่างออกไปจากจุดไฟป่ากว่าหลายพันไมล์ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น หมอกควันสีนิโคตินหนาปกคลุมทั้งเมืองในช่วงบ่าย จนกระทั้งทำให้เมืองทั้งเมืองมืดมิดในเวลา 16.00น ตามเวลาท้องถิ่น มองไม่เห็นท้องฟ้า เหตุการณ์นี้นักอุตุนิยมวิทยากล่าวว่าความมืดที่ปกคลุมนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากไฟที่เผาผลาญพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน

ไฟป่าได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงในแอมะซอน รัฐแอมาโซนัสต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน นอกจากเมืองมาเนาส์จะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันแล้ว หมอกควันนี้ยังลอยข้ามพรมแดนไปยังเมืองอื่นๆอีกด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้แฮชเท็ก #PrayforAmazonia ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในโซเชียลมีเดีย

ศาสตราจารย์ มาเซีย อาเคมิ ยามาโซเอ (M?rcia Akemi Yamasoe) จากคณะวิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ มหาวิทยาลัยเฟ็ดเดอรัล ออฟ เซาธ์ เปาโล กล่าวกับกรีนพีซ อันเอิร์ธ ว่า หมอกควันที่ปกคลุมเซาธ์ เปาโลนั้น "เป็นผลจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ แนวปะทะอากาศเย็น (cold front system) จับคู่กับควันไฟจากภูมิภาคแอมะซอน รวมถึงไฟป่าจากรัฐทางเหนือ อาคริ(Acre),ฮงโดเนีย (Rond?nia), มาตู โกรซู (Mato Grosso) และจากโบลิเวีย ทางเหนือของอาร์เจนตินา"


ภาพมุมสูงจากไฟป่าแอมะซอนในรัฐ มาตู โกรซู (Mato Grosso) ? Victor Moriyama / Greenpeace

ศาสตราจารย์ ยามาโซเอ เสริมว่า "แนวปะทะอากาศเย็นจะหันเหไปทางเซาธ์ เปาโล ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ปรากฎการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของบราซิล อย่างไรก็ดีจำนวนครั้งของไฟป่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะในแอมะซอนนี้ทำให้ท้องฟ้าของเซาธ์เปาโลได้รับผลกระทบ"

น่าสังเกตว่าช่วงเวลาการขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ของบราซิล จาอีร์ โบลโซนาโร เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการแจ้งเตือนไฟป่าที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการวิจัยอวกาศ (INPE) ระบุว่า เพียงแค่เดือนกรกฎาคนเดือนเดียวมีพื้นที่ป่าแอมะซอนราว 2,254 ตารางกิโลเมตร ถูกเผาราบเป็นหน้ากลอง ทำให้มีพื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาไปมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ.2561 สูงขึ้นกว่าร้อยละ 278

ป่าแอมะซอนเป็นป่าที่มีความชื้นสูง ดังนั้นปัจจัยที่จะทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก นอกจากจะเกิดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น และแม้ว่าในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนจะเป็นช่วงหน้าแล้งของภูมิภาคที่ทำให้ป่ามีความเสี่ยงในเรื่องไฟป่ามากขึ้นก็ตาม แต่การเกิดไฟป่าหลายครั้งหลายคราในภูมิภาคครั้งนี้มีสาเหตุมาจากมนุษย์

จากข้อมูลของสถาบัน European Forest Fire Information System พบว่าไฟป่าได้ทำลายผืนป่าในรัฐแอมาโซนาและรัฐรอนโดเนียร์โดยเฉลี่ยมากที่สุดในรอบ 15 ปี


เทคนิค "ตัดและเผา"


พื้นที่ป่าแอมะซอนที่ถูกเผาในรัฐ รอนโดเนีย (Rondonia) ประเทศบราซิล จากสถิติในปีนี้เกิดไฟป่าสูงกว่าปี พ.ศ.2561 ถึงร้อยละ 190 ? Victor Moriyama / Greenpeace

ด้วยข้อมูลของ INPE ในบราซิล ระบุไว้ว่าเกิดจุดความร้อนหรือ Hotspot ในบราซิลกว่า 72,843 ครั้ง เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีพ.ศ.2561 ถึงร้อยละ 84

จุดความร้อนกว่าครึ่งหนึ่งเกิดในป่าแอมะซอน และ 1 ใน 3 เกิดขึ้นที่เมืองเซอร์ราโด (Cerrado) เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยมีป่าซาวันนาที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ในทศวรรษนี้ ที่นี่กลับถูกแทนที่ด้วยไร่ถั่วเหลืองไกลสุดลูกหูลูกตา

ศาสตร์ตราจารย์ยามาโซเอ ชี้ว่าสาเหตุหลักของการเกิดไฟป่านี้คือมนุษย์ ซึ่งต้องการเคลียร์พื้นที่เพื่อปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ "โดยทั่วไปของป่าฝนเขตร้อน เกษตรกรจะต้องตัดต้นไม้และรออย่างน้อยสองเดือนเพื่อให้พื้นที่พร้อมปลูกพืช"

เกษตรกรทั่วโลกใช้เทคนิค ตัดและเผา เพื่อเคลียร์พื้นที่ป่าเช่นเดียวกับเทคนิคที่ทำในป่าแอมะซอน แม้ว่าเทคนิคนี้จะถูกหลายรัฐห้ามใช้ในช่วงฤดูแล้งก็ตาม นอกจากนี้การทำให้เกิดไฟป่ายังเป็นกลยุทธ์ เพื่อขับไล่ชาวพื้นเมืองบราซิลให้ออกจากพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขาอีกด้วย

INPE ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันรัฐ มาตู โกรซู "Mato Grosso" (แปลว่า ป่าทึบ) ในบราซิลซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตถั่วเหลือง ปีนี้ที่นี่เกิดไฟป่ามากถึง 13,682 ครั้ง ซึ่งถี่ขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 87 นอกจากนี้ยังมีรัฐที่เกิดไฟป่าอีก ดังนี้

-ในรัฐปาราเกิดไฟป่ามากถึง 9,487 ครั้ง ถี่ขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 199

-รัฐแอมะโซนาซ์เกิดไฟป่าทั้งหมด 7,003 ครั้ง

-รัฐรอนโดเนียเกิดไฟป่า 5,533 ครั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับ 1,906 ครั้งจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่ารัฐนี้มีไฟป่าเกิดเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 190

ในขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟป่านี้ก็ยังน่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน โดยข้อมูลจาก EU?s Copernicus earth observation system ระบุว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟป่าในป่าแอมะซอน บราซิล อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี อย่างเช่นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรัฐแอมะโซนาซ์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562 อยู่ในระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งปีที่เริ่มเก็บสถิติ


การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรัฐแอมะโซนาซ์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562 อยู่ในระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ซึ่งปีที่สถาบัน Copernicus earth information system เริ่มเก็บสถิติ ที่มา : European Centre for Medium-Range Weather Forecasts

ยิ่งไฟป่าแพร่กระจายออกเป็นวงกว้าง ก็ยิ่งมีต้นไม้ล้มตายลงมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ เพราะเมื่อป่าฝนเขตร้อนซึ่งเป็นพื้นที่แห่งชีวิตสูญหายไป ผืนดินก็จะสัมผัสกับความร้อนรุนแรงและเสี่ยงที่จะทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้งมากขึ้น

จากนั้น หมอกควันที่อยู่ในชั้นบรรยากาศก็จะรบกวนให้ปริมาณฝนลดลง เมื่อฝนลดลง ต้นไม้ที่ต้องการฝนมาช่วยในการเจริญเติบโต อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยให้ฝนตกก็จะลดลงตาม นี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพอากาศและระบบนิเวศซึ่งกำลังจะกลายเป็นเรื่องร้ายแรง


ความขัดแย้งทางการเมืองอาจเชื่อมโยงถึงวิกฤตไฟป่าแอมะซอน

แม้ว่าสาเหตุของการเกิดไฟป่าจะเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ให้แน่ชัด แต่เหตุการณ์ไฟป่าแบบนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านป่าไม้ของบราซิลกำลังอ่อนแอและถูกกดดันจากสภาวะทางการเมืองอย่างหนัก หลังจากประธานาธิบดีโบลโซนาโรได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความแม่นยำของสถิติการทำลายป่า นายริคาร์ดู เกาเหว้า (Ricardo Galv?o) อดีตผู้อำนวยการ INPE ก็ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานหลักทางด้านสิ่งแวดล้อมของบราซิลที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเรื่องไฟป่า ก็ถูกไล่ออกและยังไม่มีเจ้าหน้าที่คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนอีกหลายตำแหน่ง ทำให้ปัจจุบันหน่วยงานรัฐที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง 4 หน่วยขาดผู้นำในการทำงานทั้งหมด

เปาโล โมติงญู (Paulo Moutinho) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจาก Amazon Environmental Research Unit (IPAM) สถาบันที่รับผิดชอบในการติดตามการตัดไม้ทำลายป่าและการเกิดไฟป่าในแอมะซอนกล่าวกับ กรีนพีซ อันเอิร์ธ ว่า "เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์แย่ลงทุกปีๆ เรามีรัฐบาลที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและกำลังปล่อยให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย"


https://www.greenpeace.org/thailand/...pen-in-brazil/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:40


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger