เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออก สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 21-23 สิงหาคม 2562 ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ราบเชิงเขาในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตราย จากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 21 - 26 ส.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1- 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 21 - 26 ส.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (101.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (98.0 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (107.9 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ขยะทะเลคร่าชีวิตเต่าตนุขนาดใหญ่ พบที่ลำคอมีรอยเชือกอวนประมงรัด

สุราษฎร์ธานี - สลด! พบซากเต่าตนุขนาดใหญ่ ถูกคลื่นซัดเกยตื้นชายหาดบนเกาะพะงัน พบที่ลำคอมีรอยคล้ายเชือกอวนรัดแน่น ชาวบ้านชี้นับวันทะเลเกาะพะงัน พบซากสัตว์ทะเลตายบ่อย ชี้ถ้าไม่ป้องกันอาจสูญพันธุ์



วันนี้ (20 ส.ค.) นายดนัย วิริยานนท์ เป็นครูสอนไคท์ เซิร์ฟ บริเวณหาดบ้านใต้ ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ขณะที่นำอุปกรณ์กีฬาไคท์ เซิร์ฟ (Kite Surf) หรือไคท์ บอร์ดดิ้ง (Kite Boarding) บนชายหาดบ้านใต้ พบซากเต่าตนุถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยอยู่บนชายหาด จึงได้เข้าไปตรวจสอบ

พบว่า เป็นซากเต่าตนุ ไม่ทราบเพศ น้ำหนักตัวประมาณ 60 กิโลกรัม อายุประมาณ 20 ปี สภาพสมบูรณ์ ที่ด้านบนแผ่นหลังสีดำ ส่วนที่กระดองท้องมีสีเหลืองทอง โดยพบว่าที่ลำคอคล้ายมีรอยเชือกไนลอนของอวนประมงรัดแน่น คาดตายมาแล้วประมาณ 2-3 วัน สภาพซากเต่ามีกลิ่นเน่า ตนพร้อมเพื่อนจึงได้ช่วยกันนำซากเต่าไปขุดหลุมฝังเอาไว้ เพื่อป้องกันกลิ่นไปรบกวนนักท่องเที่ยวที่เดินไปมา

นายดนัย วิริยานนท์ ยังเปิดเผยว่า บริเวณทะเลรอบๆ เกาะพะงัน ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเล ประเภทสัตว์คุ้มครอง เช่น วาฬ ฉลาม เต่าตนุ และโลมา แต่ที่ผ่านมา พบซากเต่าตนุ และซากโลมาถูกคลื่นซัดลอยมาเกยชายหาดบ่อยครั้ง ซึ่งหากไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล หรือมีมาตรการใดๆ ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนชายฝั่ง และกลุ่มชาวประมงในเรื่องของการช่วยกันดูแลและช่วยกันอนุรักษ์ เชื่อว่าอีกไม่ช้าสัตว์ทะเลคุ้มครองชนิดนี้อาจสูญพันธุ์


https://mgronline.com/south/detail/9620000079587


*********************************************************************************************************************************************************


ไทยกำจัดขยะไม่ถูกต้อง 39% ห่วงก่อมลพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อม เพาะพันธุ์โรคติดต่อ



กรมอนามัย เผยปี 61 ไทยมีขยะ 27.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.64% พบกำจัดขยะไม่ถูกต้องถึง 39% ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวขยะล้น เขาใหญ่พบตกค้าง 4.5 หมื่นกก. ปล่อยขยะลงทะเล 1 ล้านตันต่อปี ก่อมลภาวะ สะสมความเป็นพิษสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรค วอนร่วมลดใช้พลาสติก

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาขยะล้นเมืองก่อให้เกิดวิกฤตสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางบกและทางทะเล โดยในปี 2561 มีปริมาณขยะที่เกิดขึ้น จำนวน 27.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณร้อยละ 1.64 ซึ่งถูกคัดแยกและนำกลับไปใช้ประโยชน์ ร้อยละ 34 กำจัดอย่างถูกต้อง ร้อยละ 39 และกำจัดไม่ถูกต้อง ร้อยละ 27 รวมถึงปัญหาขยะล้นแหล่งท่องเที่ยวจากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีขยะตกค้าง 45,406 กิโลกรัม รองลงมาได้แก่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 17,556 กิโลกรัม อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร 14,905 กิโลกรัม อุทยานแห่งชาติผาแต้ม 11,864 กิโลกรัม และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 10,369 กิโลกรัม ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์นำโรค และการกองทิ้งหรือลักลอบทิ้งในพื้นที่รกร้างหรือลักลอบทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ รวมถึงการทิ้งขยะลงทะเลโดยตรง จึงส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเล

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ปี 2561 ข้อมูลกรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง พบว่า มีการปล่อยขยะลงสู่ทะเลมากถึง 1 ล้านตันต่อปี จากการสำรวจพบขวดเครื่องดื่ม (แก้ว) ขวดเครื่องดื่ม (พลาสติก) ถุงก๊อปแก๊ป กล่องอาหาร (โฟม) ห่อ/ถุงอาหาร ฝาจุกขวดพลาสติก บุหรี่/ก้นกรองบุหรี่ หลอดดูดน้ำพลาสติก พบปริมาณขยะใน 10 อันดับแรก มากถึง 45,931 ชิ้น โดยขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ในอุทยาน ส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกเชือก ฝา และจุกขวด กระดาษ ใบปลิว ขวดแก้ว หลอดดูดน้ำ ถ้วย จาน ก้นกรองบุหรี่ เป็นต้น ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อแหล่งท่องเที่ยว เช่น หาดทราย แนวปะการัง ซึ่งขยะบางประเภทหากถูกทิ้งในป่าหรือทิ้งลงในทะเล สามารถสะสมความเป็นพิษในสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร เช่น โฟมบรรจุอาหาร เชือก แห อวน เมื่อสัตว์กินเข้าไปทำให้สัตว์ตาย หรือเคลื่อนไหวไม่ได้และตายในที่สุด

"ขอความร่วมมือหน่วยงานระดับท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 หมวด 3 การจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ตามมาตรา 20 เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสะอาดและจัดระเบียบการเก็บขน และกำจัด สิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย และกฎกระทรวงสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยทั่วไป พ.ศ. 2560 ในข้อ 3 ห้ามผู้ใดถ่าย เท ทิ้ง หรือทำให้มีขึ้นในที่หรือทางสาธารณะซึ่งมูลฝอยทั่วไป นอกจากถ่ายเท ทิ้ง หรือกำจัด ณ สถานที่ หรือตามวิธีที่ราชการส่วนท้องถิ่นกำหนดหรือจัดให้ และต้องมีการคัดแยกมูลฝอยอย่างน้อย 3 ประเภท คือ มูลฝอยรีไซเคิล มูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน และมูลฝอยทั่วไปหรือมูลฝอยที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นนำไปจัดการต่อไป โดยให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อกำหนดท้องถิ่น หรือกำหนดอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้ถูกต้องด้วยสุขลักษณะซึ่งจะช่วยลดปัญหาขยะได้อีกทางหนึ่งด้วย" พญ.พรรณพิมล กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า เนื่องจากขยะที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์จำพวกหนู แมลงสาบ แมลงวัน ทำให้เกิดโรคติดต่อในคน เช่น โรคบิด ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค เมื่อขยะเหล่านี้ตกค้างสะสมเป็นเวลานาน มลพิษจะกระจายไปในดิน น้ำ และอากาศ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้เสื่อมโทรมลงได้ ทุกคนจึงต้องช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมและรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันลดปริมาณขยะ โดยคัดแยกขยะก่อนทิ้งและทิ้งขยะลงในถังหรือภาชนะที่จัดไว้ เลือกใช้ภาชนะที่ทำจากวัสดุธรรมชาติแทนกล่องโฟมและถุงพลาสติก และเมื่อนำสิ่งที่จะก่อให้เกิดขยะเข้าในแหล่งท่องเที่ยว เช่น ถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวด กระป๋อง ควรเก็บคืนออกมาให้มากที่สุด นอกจากนี้ จากนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่ลดการใช้ถุงหิ้วพลาสติกใส่ยา จากการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 จนถึง 31 มีนาคม 2562 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 สามารถลดปริมาณการสั่งซื้อถุงหิ้วพลาสติกได้ถึงร้อยละ 87 หรือประมาณ 344,043 กิโลกรัม ช่วยประหยัดงบในการซื้อถุงหิ้วพลาสติก ได้กว่า 24 ล้านบาท ซึ่งผู้รับบริการพึงพอใจ ร่วมลดขยะพลาสติกและไม่คิดว่าเป็นการเพิ่มภาระ

"ในปี 2561 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทุกกระทรวงดำเนินงานตามมาตรการลดคัดแยกขยะภายในหน่วยงานภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมาย 5 เรื่อง ได้แก่ 1) ข้าราชการ 2.53 ล้านคนทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดและคัดแยกขยะ 2) อาคารของหน่วยงานภาครัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ ดำเนินกิจกรรมการลดและคัดแยกขยะ 3) ขยะของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องส่งกำจัดลดลงอย่างน้อย ร้อยละ 5 4) หน่วยงานภาครัฐลดการทิ้งแก้วพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และถุงพลาสติกหูหิ้วของหน่วยงาน ร้อยละ 10 และ 5) งดใช้โฟมบรรจุอาหารในหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนและภาคเอกชนในการจัดการขยะและลดปริมาณขยะ สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการ ขยะมูลฝอยของประเทศเนื่องจากพลาสติกเป็นวัสดุที่ไม่สามารถย่อยสลายด้วยตัวเองเป็นสารสังเคราะห์ โดยเฉพาะถุงพลาสติกเป็นขยะที่พบจำนวนมาก ซึ่งในภาพรวมพบว่าขยะพลาสติก ร้อยละ 50 ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกวิธี และต้องใช้พื้นที่ฝังกลบ สูงถึง 3 เท่า หากนำไปเผาจะก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม สารก่อมะเร็ง รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน? อธิบดีกรมอนามัย กล่าว


https://mgronline.com/qol/detail/9620000079637

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ไม่ใช่แค่มาเรียม! พบกวางน้อย "ตายเพราะขยะ" พลาสติก-ช้อนส้อม อัดแน่นเต็มกระเพาะ



วันที่ 20 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกเฟซบุ๊กชื่อ Chananya Kanchanasaka โพสต์ภาพของกวางตัวหนึ่ง พร้อมระบุว่า ในมุมมองของเราเอง ขยะเราเป็นคนสร้างขึ้นมา ป่าอนุรักษ์เป็นบ้านของสัตว์ป่า เราเข้ามานอน มาชื่นชมธรรมชาติในบ้านของเค้า

เราเป็นคนนำขยะเข้ามา ทำไมเราถึงไม่เก็บกลับไปทิ้งที่บ้านตัวเอง แล้วให้บ้านของสัตว์ป่าหลงเหลือแต่ความสวยงามไว้ให้เราดูต่อไป

น้องมาเรียมไม่ใช่สัตว์ป่าตัวเดียวที่ตายเพราะขยะ น้องกวาง น้องช้าง ในอุทยานก็เช่นกัน มีขยะสะสมอัดแน่นอยู่ในกระเพาะน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ไม่ใช่แค่กฏระเบียบที่ต้องทำ แต่เป็นสามัญสำนึกที่ต้องปลูก รณรงค์ลดขยะในบ้านของสัตว์ป่า กวางคนละตัวกับที่รักษาเมื่อวานนะคะ


https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_2819324


*********************************************************************************************************************************************************


ต่อจากมาเรียม ................... คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



ต่อจากมาเรียม ? สาเหตุการตายของมาเรียม ลูกพะยูนตัวแรกของไทยที่มีมนุษย์เป็นแม่นม กินพลาสติกเข้าไปอุดที่ลำไส้จนอักเสบและติดเชื้อ เป็นเรื่องที่ทำให้ขยะทะเลกลับมาเป็นประเด็นที่คนในสังคมพูดถึงปัญหาอย่างกว้างขวางอีกครั้ง

แต่การพูดถึงอย่างเดียวนั้นไม่พอ จำเป็นต้องมีมาตรการออกมารองรับการป้องกันและ แก้ปัญหาด้วย

เพราะขยะทะเลไม่เพียงทำร้ายมาเรียม ยังเป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลหลายชนิดอย่างน่าสลดใจหลายครั้ง

ในที่นี้รวมถึงกรณีพบขยะพลาสติก 85 ชิ้น หนัก 8 ก.ก. อัดแน่นอยู่ในท้องวาฬนำร่อง ที่ตายบนหาด อ.จะนะ จ.สงขลา ปี 2561

เต่าตนุและเต่าทะเลขนาดใหญ่ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และที่หาดสวนสน จ.ระยอง ล้วนผ่าพบขยะพลาสติกแน่นท้อง

แม้ว่าไทยจะผลักดันการรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ ว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน สำเร็จแล้วในการประชุม อาเซียน ซัมมิต ครั้งที่ 34

แต่ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องรอการปฏิบัติเริ่มต้นในปี 2565 เพราะสถานการณ์ควรต้องเร่งรีบนานแล้ว

ไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน รวมถึงจีน ติด 5 อันดับแรกประเทศที่ก่อขยะทะเลสูงสุดในโลก จากการเก็บข้อมูลขององค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล และกลุ่มกรีนพีซ

หากจะแก้ไขปัญหาจริงจัง รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องกำหนดหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพอย่างชัดเจน

ปัญหาขยะทะเลเป็นปัญหาใหญ่มากพอๆ กับมหาสมุทร และจะทำเพียงรณรงค์พอให้คนรู้ปัญหา หรือพากันไปเก็บขยะชายหาดเป็นครั้งคราวไม่ได้

จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีโครงสร้างและระบบการขับเคลื่อนของรัฐบาลกลาง ชุมชนท้องถิ่น การท่องเที่ยว และองค์กรประสานงานกับเอกชน ธุรกิจ เพื่อทำงานอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ตรวจสอบได้ และมีเจ้าภาพรับผิดชอบ

เมื่อความตายของมาเรียมทำให้คนตระหนักถึงปัญหา และความจำเป็นที่ต้องดูแลพะยูนของไทยที่เหลือเพียงสองร้อยกว่าตัว รวมถึงสัตว์ทะเลอื่นๆ

อย่าได้แค่สงสาร สะเทือนใจแล้วจบกันไปเท่านั้น


https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_2812565

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า



สุดเศร้า! พบซากโลมาอิรวดีลอยอืดในคลอง จนท.เตรียมผ่าพิสูจน์หาสาเหตุ



20 สิงหาคม 2562 สัตวแพทย์หญิงราชาวดี จันทรา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนพร้อมคณะและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้เดินทางมายังจุดที่พบซากโลมา อิรวดี (โลมาหัวบาตร) ที่เกยตื้นอยู่บนพื้นดินริมตลิ่งใกล้แฟตลทหารเรือป้อมพระจุลจอมเกล้า หมู่ที่ 5 ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพื่อหาสาเหตุการตายเบื้องต้นและเก็บซากโลมาตัวดังกล่าวไปผ่าพิสูจน์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน

ซึ่งเมื่อทางเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงได้ประสานขอกำลังสนับสนุนจากอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อช่วยกันนำซากโลมาขึ้นมาบนพื้นดินโดยใช้เชือกไนล่อนคล้อยบริเวณลำตัวเพื่อยกให้ตัวลอยก่อนที่จะใช้ถุงพลาสติกสีดำห่อซากโลมาไว้เพื่อป้องกันซากถูกกระแทกและซากแตกออก ก่อนที่จะใช้เปลแผ่นพลาสติกช้อนลำตัวไว้พร้อมช่วยกันยกขึ้นรถตรวจการณ์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนเพื่อนำซากไปผ่าพิสูจน์คาดน่าจะประมาณ 3 วันจึงสรุปสาเหตุการตายได้ ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมา

สัตวแพทย์หญิงราชาวดี จันทรา นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนกล่าวว่าบริเวณจุดก่อสร้างเขื่อนริมคลองตรงปากท่อระบายน้ำพบซากโลมาอิรวดี (โลมาหัวบาตร) ขนาดความยาวสังเกตด้วยสายตาประมาณ 2.5 เมตร น้ำหนักประมาณ 80-100 กิโลกรัม อายุประมาณ 6-8 ปีซึ่งเป็นตัวเต็มวัยอวัยวะอยู่ครบถ้วน คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกล่าว 5-6 วัน เพศเมีย ซึ่งการชันสูจน์นั้นทางสัตวแพทย์จะทำการผ่าพิสูจน์ เนื้อเยื้อกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวพร้อมทั้งผ่าท้องเพื่อตรวจสอบในกระเพาะอาหารว่าพบสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่หรือไม่ โดยจะสรุปสาเหตุการตายได้นั้นคงต้องนำตัวอย่างเข้าไปตรวจสอบที่แล็บในศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ก่อนจึงสามารถระบุได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด


https://www.naewna.com/local/434698
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


หวิดปะทะ! ประมงผิดกฎหมายล้อม เจ้าหน้าที่ขณะรื้อ "ลอบไอ้โง่"

หวิดปะทะเดือดฝูงเรือประมงเครื่องมือผิดกฎหมายกว่า 30 ลำปิดล้อม จนท.กลางอ่าวแหลมตะลุมพุก ขณะรื้อยึดเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำที่ผ่านมา (19 ส.ค.2562) ขณะที่เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยนายประยุทธ ฐานะวัฒนา กำนันตำบลแหลมตะลุมพุก ชาวประมงพื้นบ้านในฐานะประมงอาสาแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้นำเรือออกเก็บยึดเครื่องมือประมงผิดกฎหมายที่ถูกเรียกว่า "ลอบไอ้โง่" หรือ ลอบรถไฟ หรือ ลอบพับ ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงประเภททำลายล้างและอยู่ในสถานะเป็นเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย บริเวณหน้าอ่าวแหลมตะลุมพุก รอยต่อระหว่างหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง

โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ประมงและฝ่ายท้องที่ของตำบลแหลมตะลุมพุก ได้เก็บลอบไอ้โง่บริเวณหน้าอ่าวซึ่งเป็นเขตน้ำตื้น ปรากฏฝูงเรือประมงจากต่างถิ่น ซึ่งเป็นว่าเป็นเรือกลุ่มใหญ่จากชุมชนแห่งหนึ่งในเขตชายฝั่งอ.เมืองนครศรีธรรมราช เข้าขัดขวางแย่งชิงเครื่องมือผิดกฎหมายกลับไป และเกิดการเผชิญหน้าอย่างตึงเครียด โดยที่กำลังตำรวจน้ำและประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่สามารถเข้าช่วยเหลือได้เนื่องจากจุดเผชิญหน้าอยู่ในเขตน้ำตื้นไม่สามารถนำเรือขนาดใหญ่เข้าไปถึงได้

นายประยุทธ ฐานะวัฒนา กำนันตำบลแหลมตะลุมพุก ระบุว่า ฝูงเรือประมงที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ได้ทำประมงโดยไม่ได้ปรับตัวแก้ไขตัวเอง ทั้งยังมาลอบทำประมงอย่างไม่มีความรับผิดชอบในพื้นที่ที่ชาวประมงพื้นบ้านแหลมตะลุมพุกร่วมกันอนุรักษ์ให้สัตว์น้ำมีความยั่งยืน แม้ว่าจะเกิดการเผชิญหน้าบ่อยครั้งในการกวาดล้างเจ้าหน้าที่และฝ่ายท้องที่ยืนยันว่าต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยการเผชิญหน้าเมื่อคืนที่ผ่านมาใช้เวลากว่า 2 ชม. ฝ่ายเรือประมงที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมายแย่งชิงลอบไอ้โง่กลับไปได้จำนวนหนึ่ง และหากมีการปะทะเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่และฝ่ายท้องที่จำเป็นที่จะต้องป้องกันตัว

สำหรับฝูงเรือประมงผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นเรือจากชุมชนประมงพื้นบ้านแห่งหนึ่งในเขตอ.เมืองนครศรีธรรมราช ที่ยังคงเหลืออีกเพียง 2-3 ชุมชนเท่านั้นที่ยังไม่มีการปรับตัวยังคงใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย อย่างต่อเนื่องโดยอ้างว่าหากปรับเปลี่ยนเป็นความเดือดร้อนแม้ว่าชาวประมงพื้นบ้านส่วนใหญ่จะร่วมกันสร้างการอนุรักษ์แต่ยังเหลือเพียงชุมชนประมงพื้นบ้านบางจุดของอ.เมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/108884

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:37


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger