เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 10 กันยายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 10 - 11 ก.ย. ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน และอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 12 - 15 ก.ย. ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 11 - 15 ก.ย. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (100.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (204.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (100.2 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


คราบน้ำมันปริศนา ทะลักหาดเมืองชล ยาวเกือบ 1 กม. หวั่นกระทบสัตว์ทะเล

พบคราบน้ำมันทะลักชายหาดหมู่บ้านคาซาลูน่าแสนสุข ชลบุรี ระยะทางยาว 1 กม. ชาวบ้านบ่นมีกลิ่นฉุนมาก ยังไม่รู้แหล่งที่มา หวั่นสัตว์ได้รับผลกระทบ



เมื่อวันที่ 9 ก.ย.62 ที่บริเวณชายหาดริมหมู่บ้านคาซาลูน่า ถนนสุขุมวิท และชายหาดทัพทราย ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ปรากฏว่าพบคราบน้ำมันทะลักเข้าบริเวณชายหาดเป็นทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร โดยมีกรมเจ้าท่าชลบุรี และเทศบาลเมืองแสนสุข เข้ามาตรวจสอบ แต่ยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

โดย น.ส.วรรณภา บรมฤทธิ์ อายุ 52 ปี ผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรคาซาลูน่า บางแสน กล่าวว่า เหตุคราบน้ำมันที่เข้ามาบริเวณชายหาดหมู่บ้านดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา มีคราบน้ำมันติดบริเวณชายหาดจำนวนมาก คาดว่าระยะทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร พบว่ามีกลิ่นฉุนมาก ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ที่สำคัญเมื่อเกิดปัญหาคราบน้ำมันลอยมาติดชายหาด ผลที่ตามมาจะมีสัตว์ทะเลตายตามมา เนื่องมาจากปลาไม่สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปได้ อย่างไรก็ตามอยากให้ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะไม่อยากเห็นข่าวอย่างเช่น พะยูนมาเรียมตาย เพราะผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม หรือขยะถุงพลาสติกอีก.


https://www.thairath.co.th/news/loca...Pos=1#cxrecs_s


*********************************************************************************************************************************************************


ช่วย 23 ลูกเรือประมง เรือเหล็กแล่นแซง คลื่นซัดล่ม ตาย 1 เจ็บ 3

ลูกเรือ 23 ชีวิต ออกทะเลหาปลากับเรือประมง มีเรือใหญ่แล่นแซง โดนคลื่นซัดล่มบริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ต.บางปู สมุทรปราการ จมตายติดในเก๋งเรือ 1 บาดเจ็บ 3



เวลา 18.00 น.วันที่ 9 ส.ค.62 นายอำนาจ สอนหมวก ผอ.สำนักงานเจ้าท่าสาขาสมุทรปราการ รับแจ้งเหตุเรือประมงล่ม มีผู้บาดเจ็บหลายราย เหตุเกิด บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ทุ่นที่ 18 ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงนำเรือตรวจการเจ้าท่า 213 และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ เดินทางไปให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุพบเรือประมง ชื่อ ธนูทอง อยู่ในลักษณะพลิกตะแคงข้างจมปริ่มผิวน้ำ ส่วนลูกเรือ ส่วนหนึ่งลอยคออยู่ในน้ำ ได้มีเรือประมงชื่อส.เทพอุดมพร ช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บจำนวน 3 ราย มีเรือตำรวจน้ำ ต.29 นำตัวส่งไปรักษาตัวที่ รพ.สมุทรปราการ ไปก่อนหน้านี้ และยังมีผู้เสียชีวิตติดอยู่ในเก๋งเรือยังไม่สามารถนำขึ้นมาได้ 1 ราย

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ เรือประมงธนูทอง หมายเลขทะเบียนเรือ 148601998 ขนาด 43.11 ตันกรอส มี นายเกียรติศักดิ์ ชาวแพรกน้อย อายุ 44 ปี เป็นนายเรือ นำลูกเรือ 23 คน ออกเดินทางจากท่าเรือสะพานปลาจ.สมุทรปราการ เพื่อทำการประมงบริเวณปากอ่าว เมื่อถึงจุดเกิดเหตุได้มีเรือบรรทุกเหล็ก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าแล่นแซงเรือธนูทองในลักษณะใกล้กัน จนคลื่นจากเรือบรรทุกเหล็ก ซัดเข้ากราบเรือธนูทองส่งผลทำให้พลิกตะแคง ก่อนจมลงดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบสวนในรายละเอียดอีกครั้ง


https://www.thairath.co.th/news/local/central/1656943

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ชี้ชะตาพรุ่งนี้คดีประวัติศาสตร์ แย่งครอง "เกาะปอดะ" หลังต่อสู้มานาน 30 ปี

กระบี่ - ศาลฎีกานัดชี้ชะตา ในคดีแย่งสิทธิครอบครอง ?เกาะปอดะ? ระหว่างกรมอุทยานฯ และนายชวน ภูเก้าล้วน 10 ก.ย.นี้ ต่อสู้กันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี จำเลยไม่กังวล ยืนยันจะไปฟังคำพิพากษาแน่นอน



จากกรณีคดีประวัติศาสตร์ เกิดการต่อสู้กันมายาวนานกว่า 30 ปี ในการแย่งสิทธิครอบครองที่ดินบนเกาะปอดะ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายชวน ภูเก้าล้วน อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ เศรษฐีที่ดินและนักธุรกิจชื่อดังใน จ.กระบี่ โดยกรมอุทยานฯ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชวน เมื่อปี พ.ศ.2559 ในข้อหากระทำผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.อุทยานฯ

โดยกล่าวหาว่า นายชวน บุกรุกที่ดินบนเกาะปอดะ ในเขตอุทยานอุทยานแห่งชาติ-หาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี เนื้อที่ 22 ไร่ ดำเนินการกั้นรั้วลวดหนามและก่อสร้างศาลาแปดเหลี่ยม โดยอ้างสิทธิตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. 1) ต่อมา เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้อง กรมอุทยานฯ จึงได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 และเมื่อวันที่ 12 ก.พ.61 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มีคำพิพากษากลับให้นายชวน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯและ พ.ร.บ.อุทยานฯ และลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน โดยนายชวน ภูเก้าล้วน ได้ขอยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด ศาลจังหวัดกระบี่ ได้นัดโจทก์ และจำเลยฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญา ในวันที่ 10 กันยายน 62 นี้ ในคดีนี้ศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษายกคำร้อง ต่อมา เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาความอาญา ให้นายชวน ภูเก้าล้วน มีความผิดในข้อหาบุรุกตาม พ.ร.บ.อุทยาน และ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ได้ดำเนินการกั้นรั้วลวดหนามและก่อสร้างศาลาแปดเหลี่ยม โดยอ้างสิทธิตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) พิพากษากลับเป็นว่า จำคุกจำเลย นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นระยะ 3 ปี 6 เดือน ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากพื้นที่เกาะปอดะ ที่เกิดเหตุ ก่อนที่นายชวน จะยื่นฎีกา

สำหรับคดีเกาะปอดะ เป็นคดีปะวัติศาสตร์ที่มีการต่อสู้คดีกันมายาวนานระยะเวลากว่า 30 ปี รวม 3 คดี โดยในคดีแรก ต่อสู้กันมา 3 ศาล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นฝ่ายชนะ ศาลพิพากษาเพิกถอน น.ส.3 ก. รวมพื้นที่ 51 ไร่ และขับไล่ นายชวน พร้อมบริวารออกจากเกาะ ส่วนคดีที่ 2 ที่ นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นโจทก์ฟ้องแพ่ง และคดีที่ 3 ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ นายชวน ภูเก้าล้วน เป็นฝ่ายชนะ เพราะเชื่อว่าที่ดินดังกล่าวมีการทำประโยชน์มาก่อนจริง ก่อนที่ชั้นศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเป็นฝ่ายชนะคดี เนื่องจากการพิสูจน์ภาพถ่ายทางอากาศ เมื่อปี 2510 ไม่พบร่องรอยการทำประโยชน์

ขณะที่ นายชวน กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่มีความกังวลอะไร ในเมื่อศาลนัดในวันพรุ่งนี้ ตนก็พร้อมที่จะเดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตนมีความเชื่อในกระบวนการยุติธรรม ศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร ก็ต้องเคารพ โดยจะไม่หนี ไม่โวยวาย หากมีเรื่องใดหรือเอกสารที่ผิดพลาดตกหล่น ถ้ามีโอกาสก็จะนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

นายชวน กล่าวอีกว่า การที่ตนต่อสู้มายาวนานกว่า 30 ปี นั้นก็เพื่อความชอบธรรม เป็นธรรม และหากศาลฎีกา ให้ตนชนะคดี ตนก็จะเตรียมตัวที่จะดูแลเกาะปอดะต่อไป และจะพัฒนาให้ดีขึ้น สอดคล้องต่อจังหงวัดกระบี่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่หากว่าศาลฎีกาพิพากษาให้เป็นลบแก่ตนก็น้อมรับ

ทั้งนี้ นายชวนระบุว่า ที่ดินบนเกาะมีผู้ครอบครองทำกินมาก่อนประกาศเขตอุทยาน โดยมีเอกสารแจ้งการทำประโยชน์สวนมะพร้าว ส.ค.1 เลขที่ 1 และ น.ส.3 ก. ที่แปลงมาจาก ส.ค.1 เลขที่ 2 ซึ่งซื้อต่อมาจากชาวบ้านตั้งแต่ปี 2528 เป็นหลักฐาน เมื่อเอกชนมีเอกสารมาอ้าง ฝ่ายอุทยานจึงต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า เอกสารดังกล่าวออกโดยมิชอบ ตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศย้อนกลับไปเมื่อปี 2510 และการตรวจพิสูจน์อายุต้นมะพร้าว จึงเป็นเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างหยิบยกมาต่อสู้กัน ซึ่งผลการอ่านแปลงภาพถ่ายทางอากาศ และการตรวจพิสูจน์อายุต้นมะพร้าวจากฝ่ายกรมอุทยาน จะชี้ชัดว่าช่วงปีที่แจ้งการทำประโยชน์บนเกาะปอดะไม่มีสวนมะพร้าวมาก่อน แต่ข้อมูลทั้งหมดกลับสวนทางกับฝ่ายเอกชนที่ผลการพิสูจน์สอดคล้องต่อเอกสารครอบครองที่ดิน

สำหรับเกาะปอดะ ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลแหวก แหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ จังหวัดกระบี่ เป็น 1 ในโปรแกรมทัวร์ 4 เกาะ ของโปรแกรมท่องเที่ยว มีชายหาดสวยงาม มีพื้นที่ราบเกือบ 100 ไร่ อยู่ห่างฝั่งเพียง 8 กิโลเมตร หากมีการซื้อขายเกิดขึ้น เกาะแห่งนี้อาจมีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท


https://mgronline.com/south/detail/9620000086617

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ชาวบ้านอินโดฯกังวลแผนย้ายเมืองหลวง เสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม-วิถีชุมชนดั้งเดิม



9 กันยายน 2562 เว็บไซต์ นสพ. The Guardian ของอังกฤษ เสนอข่าว "Capital in waiting: trepidation in corner of Borneo earmarked as the new Jakarta" กล่าวถึงแนวคิดของ โจโก วิโดโด (Joko Widodo) ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่ต้องการย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตา บนเกาะชวา ไปยังพื้นที่ใหม่บนเกาะบอร์เนียว หลังเมืองหลวงปัจจุบันมีความแออัดสูง ซ้ำยังเกิดปัญหาแผ่นดินทรุดจนหวั่นเกรงว่ากรุงจาการ์ตาอาจจมลงสู่ใต้ทะเลในอนาคตอันใกล้ ซึ่งกลายเป็นความกังวลของผู้คนในพื้นที่ใหม่ดังกล่าว ว่าวิถีชีวิตของพวกตนอาจต้องเปลี่ยนไป

Sugio ชายวัย 79 ปี เจ้าของสวนผลไม้ในหมู่บ้าน Tengin Baru ทางตะวันออกของ Kalimantan เล่าว่า ตนทำสวนอยู่ที่นี่มา 42 ปีแล้ว เขาชี้ให้ดูผักและผลไม้นานาชนิด เช่น ข้าวโพด ทุเรียน เงาะ พริกไทยและมันฝรั่ง "ชีวิตของคนที่นี่สมบูรณ์แบบ" ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบเพราะอยู่ห่างจากถนนสายหลัก ชาวบ้านมีอาหารการกินมากเกินพอเสียจนต้องนำส่วนที่เหลือออกไปขายในตลาด แต่วันนี้หลายคนเริ่มกังวลเมื่อได้ทราบข่าวว่าพื้นที่แห่งนี้ถูกปักหมุดจากทางการให้เป็นที่ตั้งเมืองหลวงใหม่

รายงานของสื่ออังกฤษ ระบุว่า หากรัฐสภาอนุมัติตามแนวคิดของ ปธน.วิโดโด จะมีผู้คนย้ายไปอยู่ ณ เมืองหลวงแห่งใหม่ราว 1.5 ล้านคน ด้วยค่าใช้จ่าย 4.66 ล้านล้านรูเปีย หรือราว 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยกรอบการดำเนินการคาดว่าจะเริ่มขึ้นในปี 2567 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจาการ์ตาจะยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียต่อไป โดยคาดว่าประชากรเกือบ 10 ล้านคน จะยังคงขออยู่ที่นี่ไม่ย้ายตามไปด้วย

Wiwit หลานสาวของ Sugio กล่าวว่า เมื่อตนเห็นข่าวการย้ายเมืองหลวงทางโทรทัศน์ก็รู้สึกตกใจมาก เพราะกลัวว่าเมื่อแผนการเริ่มขึ้นพวกตนจะไปอยู่ที่ใด ครอบครัวของ Wiwit นั้นมาตั้งรกรากอยู่ทางตะวันออกของ Kalimantan ตามโครงการระบายความแออัดบนเกาะชวา ในยุคอดีต ปธน.ซูฮาร์โต (Suharto) ช่วงทศวรรษ 1970s (ปี 2513-2522) โดยรัฐบาลขณะนั้นมอบเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นพร้อมที่ดินครัวเรือนละ 1 เฮกตาร์ (ประมาณ 6 ไร่ 1 งาน) เธอบอกว่าที่นี่คือบ้านเกิดและที่อยู่ของครอบครัว หากต้องถูกย้ายก็พร้อมจะต่อสู้

อย่างไรก็ตาม หากยังได้อยู่ต่อ Wiwit มองเห็นมุมบวกในการย้ายเมืองหลวง เธอบอกว่าจะขยายกิจการร้านอาหารของตนให้ใหญ่ขึ้น จากปัจจุบันที่เป็นเพียงร้านข้าวแกงเล็กๆ เพื่อรองรับการย้ายมาของแรงงานจำนวนมาก ขณะที่ Jubaen ชายวัย 53 ปี ผู้นำด้านวัฒนธรรมของ Pemaluan อีกหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซีย กังวลว่าความเป็นเมืองที่เข้ามาจะทำให้วิถีชุมชนอันเข้มแข็งสูญสลายไป

Jubaen เล่าต่อไปว่า ในวัยเด็กตนใช้ชีวิตด้วยการเข้าไปหาของป่าได้อย่างอิสระ เช่น เก็บผลไม้และน้ำผึ้ง แต่กิจการจากภายนอก เช่น อุตสาหกรรมป่าไม้และเหมือง ที่เข้ามาภายหลัง ทำให้เขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้อีก จึงกลัวว่าการมาของเมืองหลวงแห่งใหม่จะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ทั้งนี้ที่ดินจำนวนมากในเขตก่อสร้างเมืองหลวงใหม่อยู่ในการครอบครองของธุรกิจเหมืองถ่านหิน สวนปาล์มน้ำมัน และการทำป่าไม้ หากแผนการย้ายเมืองหลวงเกิดขึ้นจริง บริษัทเหล่านี้จะทำกำไรได้อย่างมากจากค่าเวนคืนที่ดินที่รัฐต้องจ่ายให้

Bernaulus Saragih อาจารย์ด้านวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย Mulawarman กล่าวว่า การย้ายเมืองหลวงจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำรวมถึงการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งพื้นที่ป่าทางตะวันออกของ Kalimantan เป็นแหล่งอาศัยของลิงอุรังอุตัง ขณะที่อ่าว Balikpapan ที่ในอนาคตจะถูกพัฒนาเป็นท่าเรือนั้นเป็นแหล่งอาศัยของพะยูน โดยทั้ง 2 เป็นสัตว์ที่ถูกระบุว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันว่าจะไม่มีการก่อสร้างในเขตป่าอนุรักษ์ นอกจากนี้จะฟื้นฟูพื้นที่ป่าบนพื้นที่ที่เสื่อมโทรมจากเหมืองซึ่งเลิกกิจการไปแล้วรวมถึงสวนปาล์มที่ผิดกฎหมาย Brodjonegoro รัฐมนตรีที่รับผิดชอบแผนการย้ายเมืองหลวงยังพูดถึงศูนย์อนุรักษ์ลิงอุรังอุตัง ที่คล้ายกับศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าในเมืองเฉิงตู ประเทศจีน แต่บรรดานักอนุรักษ์ยังไม่มั่นใจว่าการย้ายเมืองหลวงจะไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

Yustinus Sapto นักวิจัยและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง Samarinda กล่าวว่า ภูมิภาคนี้ยังต้องการการแก้ไขปัญหาที่เกิดจาดอุตสาหกรรมป่าไม้และเหมือง เห็นได้จากลิงอุรังอุตังจำนวนมากยังต้องอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่สามารถปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติได้เพราะพื้นที่ป่าลดลงจนลิงไม่สามารถโหนจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง รวมถึงยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่เมื่อมันต้องใช้ชีวิตบนพื้น ย่อมตกเป็นเหยื่อของนักล่าได้ง่าย

Sapto ทิ้งท้ายว่า พื้นที่ตะวันออกของ Kalimantan จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู และถ้าไปถามนักอนุรักษ์ก็คงได้รับคำตอบว่า "ทำลายอาคารทิ้งทั้งหมดเสียแล้วปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง" ซึ่งแน่นอนว่ามันอยู่ตรงข้ามกับการย้ายเมืองหลวงมาที่นี่ และสำหรับพื้นที่นี้ การก่อการร้ายไม่น่ากลัวเท่าสิ่งก่อสร้างจากปูนซีเมนต์


https://www.naewna.com/inter/439278

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


"ปานาเระ" ชุมชนต้นแบบรักษ์ทะเล

ปัตตานี 9 ก.ย.-ช่วงนี้ทะเลไทยมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งปัญหาขยะและการทำประมงผิดกฎหมาย ทำให้สัตว์ทะเลหายากมากขึ้น กระทบต่อรายได้ชาวประมง แต่ไม่ใช่กับที่ชุมชนบ้านปานาเระ จ.ปัตตานี ที่รักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ถือเป็นชุมชนต้นแบบของการทำประมงยั่งยืน ติดตามจากรายงาน




https://tna.mcot.net/view/F3ufgUG

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


ฝรั่งเศส เจอคลื่นร้อน 18 วัน คร่าชีวิตกว่า 1,400 คน

ฝรั่งเศส เปิดเผยว่า คลื่นร้อนสองระลอกในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.คร่าชีวิตประชาชนมากถึงกว่า 1,400 คน ขณะที่มีความวิตกว่า ยุโรปจะเผชิญอากาศร้อนจัดบ่อยขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ



กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศส สรุปสถานการณ์คลื่นความร้อนที่สร้างสถิติอุณหภูมิสุงสุดในฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 24 มิ.ย.-7 ก.ค. และระหว่างวันที่ 21-27 ก.ค. รวม 18 วัน พบว่า มีผู้เสียชีวิตรวม 1,435 คน เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ 9.1% แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 567 คนในระลอกแรก และอีก 868 คนในระลอกสอง ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ 974 คนจากจำนวนทั้งหมดเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 75 ปี โดยกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า มาตรการป้องกันล่วงหน้าช่วยให้อัตราผู้เสียชีวิตในปีนี้ลดลง คิดเป็น 10% เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตราว 14,800 คนจากคลื่นความร้อนนาน 20 วันเมื่อปี 2546

ฝรั่งเศสวัดได้อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 45.9 องศาเซลเซียสที่เมืองแกลาเกอ เลอ มงต์จือส์ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ขณะที่กรุงปารีสทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่ 42.6 องศาเซลเซียสเมื่อเดือน ก.ค. โดยในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ฝรั่งเศสประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนในระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับอันตรายที่สุดในบางพื้นที่ สั่งงดกิจกรรมกลางแจ้งของโรงเรียนและหน่วยราชการ ส่วนสวนสาธารณะและสระว่ายน้ำขยายเวลาเปิดให้บริการนานกว่าปกติเพื่อช่วยบรรเทาความร้อนแก่ประชาชน

นอกจากฝรั่งเศสแล้ว หลายประเทศในยุโรปยังทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดด้วย เช่น อังกฤษ เบลเยียม เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ แต่ประเทศเหล่านี้ยังไม่เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนปีนี้อย่างเป็นทางการ

ผู้เชี่ยวชาซญวิตกว่า คลื่นความร้อน ที่มีสาเหตุจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับยุโรปในอนาคต ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วทวีปไม่ได้มีมาตรการรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยจากรายงานในปี 2560 พบว่า บ้านเรือนไม่ถึง 5% ทั่วยุโรปมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และระบบขนส่งมวลชนอาจประสบปัญหาหยุดชะงักเมื่อเผชิญอากาศร้อนจัดได้


https://www.nationtv.tv/main/content/378739582/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 6 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,786
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


อบจ.เชียงใหม่หนุนสร้างหอกรองอากาศแก้หมอกควัน

ภาคเหนือ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เผชิญกับปัญหาหมอกควันไฟป่าเป็นประจำทุกปี แม้จะมีความพยายามในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ค่อยเห็นผลเท่าที่ควร ล่าสุดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมเชิญนักวิจัยจากจีนมาช่วยสร้างหอคอยกรองอากาศเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว



แบบจำลองหอคอยกรองอากาศเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันที่ Shanghai Institute of Ceramics Chinise Academy of Sciences คิดค้นและพัฒนาขึ้น ซึ่งได้นำมาแสดงให้กับคณะผู้บริหารจากจังหวัดเชียงใหม่ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาดูงานที่สถาบันดังกล่าวในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ถึง 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยีและองค์ความรู้ดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควันและค่าฝุ่นละออง PM2.5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งจากการหาปรึกษาหารือเบื้องต้นกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และคณบดีวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่ามีความเป็นไปได้และเตรียมที่จะเชิญทีมนักวิจัยจากสถาบันดังกล่าวจากประเทศจีนเยือนเชียงใหม่ เพื่อลงพื้นที่จริงเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ออกแบบหอคอยกรองอากาศที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาของจังหวัดเชียงใหม่ โดยร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่



สำหรับหลักการทำงานของหอคอยกรองอากาศที่สถาบันแห่งนี้คิดค้นพัฒนาขึ้นนั้นจะมีกระจกที่เคลือบด้วยวัสดุพิเศษที่คิดค้นขึ้นมา ส่วนบริเวณฐานจะเป็นน้ำและมีช่องระบายอากาศ

วิธีการทำงานจะอาศัยหลักการที่ว่าอากาศร้อนจะลอยขึ้นสู่ด้านบนด้วยการอาศัยแสงอาทิตย์ทำให้กระจกมีความร้อน และดูดอากาศจากด้านล่างผ่านปล่องขึ้นมา แล้วดักจับฝุ่นละอองที่สุดท้ายจะหลุดและสลายตัวลงไปในน้ำที่อยู่ด้านล่าง


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/110103

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:00


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger