เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 21 กรกฏาคม 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ในขณะที่มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 21 - 23 ก.ค. 63 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ในขณะที่มีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 24 - 26 ก.ค. 63 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ประกอบกับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกจะเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 21 - 22 และในช่วงวันที่ 25 - 26 ก.ค. 63 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


คาดการณ์ปรากฏการณ์มหาสมุทรที่ซับซ้อน



ปรากฏการณ์ทางมหาสมุทรขนาดใหญ่ มักเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธรรมชาติมากมาย อย่างเช่น Tropical Instability Waves (TIW) ที่มีลักษณะเป็นคลื่น เกิดขึ้นจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา ก็เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางมหาสมุทรที่ซับซ้อน ซึ่งปรากฏการณ์ TIW ในมหาสมุทรแปซิฟิกก็นับเป็นเหตุการณ์ทางทะเลที่โด่งดังไม่น้อย

เมื่อเร็วๆนี้ ทีมวิจัยนำโดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันมหาสมุทรศาสตร์แห่งสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ได้ศึกษาปรากฏการณ์ทางมหาสมุทรที่ซับซ้อนประเภทนี้ผ่านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence-AI) มาสร้างแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการพยากรณ์อุณหภูมิพื้นผิวทะเล (Sea Surface Temperature-SST) ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมเพื่อคาดการณ์ปรากฏการณ์ TIW ขนาดพันกิโลเมตรที่สุดซับซ้อนเป็นครั้งแรกในโลก วิธีนี้ทำให้หลีกเลี่ยงปัญหาที่ต้องเผชิญกับแบบจำลองเชิงตัวเลขแบบดั้งเดิม

การทดสอบพยากรณ์อุณหภูมิพื้นผิวทะเลเป็นเวลา 9 ปี ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบทำนายวิวัฒนาการและพยากรณ์อุณหภูมิพื้นผิวทะเล ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ การศึกษานี้บ่งบอกว่าผลสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเอไอเป็นวิธีที่แข็งแกร่งและอาจนำไปสู่การสร้างแบบจำลองคาดการณ์ปรากฏการณ์ทางมหาสมุทรที่ซับซ้อนในดาวเทียมระยะไกลต่อไป.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1892807


*********************************************************************************************************************************************************


ปลานกแก้ว สิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่มี 'รอยยิ้มสุดเกรียน' สร้าง 'บาเรีย' ป้องกันตัวได้


ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=y6tdGVTgmm4

รู้หรือไม่? ปลานกแก้วไม่ได้มีดีแค่รอยยิ้ม แต่พวกมัน ยังสามารถสร้างเกาะป้องกันตัวเองจากเหล่านักล่าได้อีกด้วย

หลายคนคงสงสัยว่า ปลานกแก้ว คือปลาอะไร? ทำไมถึงสร้างบาเรียได้? ในขณะที่หลายคนคงอาจคุ้นหูกันอยู่บ้างว่า ปลานกแก้วเป็นหนึ่งในปลาน้ำเค็มที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการังใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะนักดำน้ำ ที่อาจจะใกล้ชิดหรือพบเห็นปลาชนิดนี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะจุดเด่นของมันนั้น มีสีสันสวยงาม อีกทั้งยังเป็นเจ้าของฉายา ปลาที่มี "ฟันและรอยยิ้มสุดเกรียน" อีกด้วย


ทำความรู้จักปลานกแก้วกันก่อน

ปลานกแก้ว หรือ Parrotfish เป็นปลาทะเลขนาดกลาง ส่วนใหญ่มีความยาวอยู่ที่ 40-70 เซนติเมตร ซึ่งมีอยู่ใต้ท้องทะเลมากกว่า 60 สายพันธุ์ โดยเฉลี่ยแล้วมีอายุขัยอยู่ที่ราว 5-7 ปี และด้วยสีสันที่โดดเด่นสะดุดตาของพวกมันนั้น ทำให้เป็นที่ล่อตาล่อใจต่อเหล่านักล่าสุดๆไปเลย

นอกจากนี้ ลักษณะพิเศษเฉพาะของพวกปลานกแก้วคือ ฟันและขากรรไกรของพวกมัน ที่มีฟันอยู่ด้วยกัน 2 ชุด ได้แก่ ฟันหน้า ทำหน้าที่ช่วยแทะเล็ม และฟันในคอหอย ซึ่งจะช่วยบดของแข็ง

ทั้งนี้การที่ดูเหมือนพวกปลานกแก้วยิ้มตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะพวกมันอารมณ์ดี แต่ลักษณะปากของมันที่มีขากรรไกรเหมือนปากนกแก้ว ทำให้ไม่สามารถหุบปากลงได้ และดูเหมือนเผยอปากอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ฟันของมันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ นั่นหมายความว่า ยิ่งตัวไหนอายุเยอะ รอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้นตามนั้นเอง ก็ไม่แปลกที่พวกมันจะกลายเป็นเจ้าของฉายา ปลารอยยิ้มแสนเกรียน


ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=y6tdGVTgmm4


รู้ไหม ปลานกแก้วสร้าง 'บาเรีย' ได้

มามองดูในส่วนของความสามารถเฉพาะสุดพิเศษของปลานกแก้ว ที่สามารถสร้าง บาเรีย ได้ ซึ่งหลายคนคงไม่เข้าใจว่า บาเรีย คืออะไร?

บาเรีย อาจเข้าใจได้ว่าเป็น สนามพลังงาน เกราะพลังงาน หรือ โล่มหัศจรรย์ ที่เราพบเห็นในการ์ตูนคอมมิค หนังไซไฟ หรือแม้แต่ในเกมจำพวกสงครามอวกาศต่างๆ ที่ปล่อยพลังงานโดยใช้อนุภาคบางอย่างออกมาป้องกัน อาวุธหรืออันตรายต่างๆ ไม่ใช้ผ่านเข้ามาทำร้ายเราได้

แต่บาเรียของเจ้าปลานกแก้วที่พูดถึงอยู่นี้ คือ Bubble Mucus หรือ เมือกกันภัย ซึ่งถือเป็นความสามารถพิเศษของปลานกแก้วที่สร้างขึ้นโดยการ ?พ่นเมือกออกมาจากปาก? ให้เป็นฟองเมือกเล็กๆ และเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นฟองเมือกขนาดใหญ่ โดยรวมแล้วพวกมันใช้เวลาสร้างบาเรียนี้นานราวกว่า 1 ชั่วโมง และเมื่อสร้างเสร็จ พวกมันก็จะเข้าไปนอนหลับอยู่ข้างใน เพราะนอกจากจะช่วยปกปิดกลิ่นและป้องกันตัวจากเหล่านักล่าได้แล้ว เมือกกันภัยยังช่วยป้องกันเหล่าแอมฟีพอดตัวจิ๋ว หรือ ตัวไรทะเล ที่มักกินเลือดของพวกปลาได้อีกด้วย

แต่ถึงแม้ว่า ปลานกแก้วจะสามารถสร้างบาเรีย หรือ เหยื่อเมือก มาเป็นเกราะป้องกันตัวเองเหมือนเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ตามการ์ตูนคอมมิคได้ แต่พวกมันก็ยังไม่สามารถป้องกันชีวิตตัวเองให้รอดพ้นจากเนื้อมือมนุษย์ได้อยู่ดี


ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=zdzAUQ4juH4


ความสำคัญของปลานกแก้ว ทำไมต้องปกป้อง

ปลานกแก้วถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสัตว์คุ้มครอง หากใครจับมาขายหรือจับมากินจะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในโลกโซเชียลมีการแชร์รูปปลานกแก้ว ที่ถูกนำมาตั้งวางจำหน่ายบนแผงขายปลาอยู่เต็มไปหมด ทำให้กลุ่มนักอนุรักษ์สัตว์และธรรมชาติต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากปลานกแก้วถือเป็นอาหารอันโอชะและเป็นที่ต้องการในตลาดของหลายๆประเทศ ทำให้ความต้องการจับปลานกแก้วเพิ่มมากยิ่งขึ้น จนทำให้ปลานกแก้วหัวจุกในแถบฟิจิ ซามัว ปาปัวนิวกินี และส่วนอื่นๆ ของหมู่เกาะโซโลมอน ลดจำนวนลงมากจนน่ากังวล

ด้านองค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติชั้นนำระดับโลกอย่าง The Nature Conservancy กำลังหาทางแก้ไขปัญหาโดยการร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมรณรงค์ เพื่อให้สาธารณชนรับรู้ถึงผลที่ตามมาของการรับประทานปลานกแก้ว

เนื่องจาก ปลานกแก้วนั้น เป็นปลาที่สำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศในทะเล พวกมันมีหน้าที่กินซากปะการังที่ตายแล้ว และยังช่วยป้องกันการระบาดของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ทำให้ปะการังตัวอ่อนที่กำลังจะเติบโตมีพื้นที่ในการขยายอาณาเขตได้ สามารถกล่าวได้ว่า หากไร้ซึ่งปลานกแก้ว อาจทำให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อของพืชในท้องทะเลก็ว่าได้

แต่มาถึงตรงนี้ ดูท่าว่าหายนะภายใต้ท้องทะเล อาจไม่ได้เป็นเพราะโรคระบาดในพืช แต่เห็นทีคงเป็นเพราะฝีมือมุนษย์ ที่มีพฤติกรรมและความเชื่อในการบริโภคปลานกแก้วแบบผิดๆ ก็ว่าได้.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1893389

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


หน่วยยามฝั่งอิตาลีเร่งช่วย วาฬหัวทุยติดอวนชาวประมง

นักดำน้ำของหน่วยยามฝั่งอิตาลีและนักชีววิทยาเร่งทำงานเพื่อช่วยเหลือวาฬหัวทุยติดอวนของชาวประมงใกล้กับเกาะเล็กๆในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน



สำนักข่าวเอพีรายงานจากกรุงโรมประเทศอิตาลีเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ว่า ในคลิปวิดีโอที่นำออกเผยแพร่โดยหน่วยยามฝั่งของอิตาลีแสดงให้เห็นว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานักประดาน้ำของหน่วยยามฝั่งอิตาลีสามารถตัดตาข่ายของอวนเรือประมงที่มีวาฬหัวทุยว่ายเข้าไปติดอยู่ในนั้น ออกมาได้เพียงบางส่วน ในทะเลใกล้กับหมู่เกาะเอโอเลียนเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากที่มีชาวเรือแจ้งมายังหน่วยยามฝั่งอิตาลีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า พบวาฬหัวทุยตัวหนึ่งกำลังหาทางดิ้นรนให้หลุดออกจากตาข่ายของอวน ในทะเลไทรีเนียนบริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันตกของอิตาลี
หน่วยยามฝั่งอิตาลีแถลงว่า ปฏิบัติการช่วยเหลือวาฬหัวทุยตัวนั้นเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะอาการอยู่นิ่งไม่ได้ของวาฬ ทำให้การเข้าไปทำงานอย่างต่อเนื่องไม่เป็นผล และงานนี้มีนักชีววิทยาเข้ามาช่วยด้วย



สามสัปดาห์ก่อนหน่วยยามฝั่งอิตาลีเคยช่วยเหลือวาฬหัวทุยตัวหนึ่งไว้ได้หลังติดอวนชาวประมงเช่นกันและอยู่นอกฝั่งหมู่เกาะเอโอเลียนเช่นกัน

ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาหน่วยยามฝั่งอิตาลีได้ยึดอวนเรือประมงลักลอบจับปลาโดยผิดกฎหมายรวมความยาวของอวนแล้วกว่า 100 กม. และเร่งดำเนินการเพื่อปราบปรามการลักลอบจับปลาโดยผิดกฎหมาย


https://www.dailynews.co.th/foreign/785842

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


อุทยานฯ เชื่อป่ายังอุดมสมบูรณ์ หลังกล้องดักถ่ายอัตโนมัติจับภาพ "เสือโคร่ง" ได้

อุทยานแห่งชาติคลองลาน เผยคลิปภาพเสือโคร่ง จากกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ พร้อมวลี "จ้าวป่ามาแล้ว" ชี้การได้พบเสือโคร่งในพื้นที่นั่นหมายความว่าสัตว์ป่าและผืนป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก



วันนี้ (20 ก.ค. )เพจ "อุทยานแห่งชาติคลองลาน-Khlong Lan National Park" โพสต์คลิปวีดีโอความยาวกว่า 0.16 วินาที เป็นภาพเสือโคร่ง โดยเผยรายละเอียดว่า "จ้าวป่ามาแล้ว หลังจากพบเสือดาว และเสือดำในอุทยานแห่งชาติคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เป็นที่น่าตื่นเต้นดีใจของทีมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและเจ้าหน้าที่ WWF ประเทศไทยในการเข้าไปเก็บข้อมูลชุดที่สอง กับการได้มาซึ่งภาพของเสือโคร่ง เจ้าแห่งพงไพรจากการทำงานร่วมกันมาเกือบ 10 ปี ระหว่างอุทยานแห่งชาติคลองลานและองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) โดยได้รับการอนุมัติจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อศึกษาการกระจายพันธุ์ของเสือโคร่งและสัตว์ป่าในพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ครั้งนี้เป็นรอบที่ 5 ในการติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ

ทั้งนี้ เสือโคร่ง เป็นสัตว์ผู้ล่าที่อยู่ในอันดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร การได้พบเห็นเสือโคร่งในพื้นที่ นั่นหมายความว่า สัตว์ป่าและผืนป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมากซึ่งแน่นอนที่สุด ต้องได้รับการปกป้องดูแลอย่างดีที่สุดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีชาวเน็ตร่วมชมคลิปมากมาย และขอส่งกำลังใจชื่นชมเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลป้องป้องฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติป่าไม้ในประเทศไทย โดยมียอดกดไลก์โพสต์แล้วกว่า 490 ครั้ง และแชร์ไปกว่า 190 ครั้งด้วยกัน


https://mgronline.com/onlinesection/.../9630000074372

*********************************************************************************************************************************************************


ศรชล.เขต 2 งัดกฎหมายจัดการเด็ดขาดคอกหอยแครงเถื่อน ปปง.พร้อมยึดทรัพย์

สุราษฎร์ธานี - ศรชล.เขต 2 เดินหน้าจัดการเด็ดขาด คอกหอยแครงเถื่อนต้องรื้อภายใน 15 วัน หากไม่ดำเนินการจะรื้อเอง ขณะที่ ปปง. เดินหน้าเอาผิดข้อหาฟอกเงิน พร้อมยึดทรัพย์เข้าหลวงต่อไป



เมื่อเวลา 13.00 น.วันนี้ (20 ก.ค.) ที่กองกำกับการตำรวจน้ำจังหวัดสุราษฎร์ธานี พล.ร.ท.สำเริง จันทร์โส ผบ.ทร.ภาค 2 ในฐานะ ผอ.ศรชล.ภาค 2 เป็นประธานประชุมวางมาตรการดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงิน กฎหมาย หรือ พ.ร.บ.อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ปปง. และอำนาจของเจ้าพนักงานสรรพากร ในการดำเนินการต่อผู้บุกรุกพื้นที่สาธารณะอ่าวบ้านดอน และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ ร่วมกับนายวิชวุทย์ จินโต ผอ.ศรชล.จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการประชุม ในการประชุมครั้งนี้ไม่อนุญาตให้สื่อเข้าร่วมฟัง

หลังจากนั้น ผอ.ศรชล.ภาค 2 พร้อมคณะได้ลงมาแถลงถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่อ่าวบ้านดอน โดยระบุ ว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ไปแล้วจำนวน 93 คดี ส่วนพื้นที่อำเภอพุนพิน ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.พุนพิน ไปแล้วจำนวน 83 คดี และในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) พล.ร.ท.สำเริง จันทร์โส ผอ.ศลชล.ภาค 2 จะนำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดีเดย์ปิดหมายคำสั่งทางคดีที่ขนำในพื้นที่ อำเภอเมืองและอำเภอพุนพิน โดยมีกรอบเวลาให้ผู้ประกอบการเร่งรื้อขนำออกจากพื้นที่ภายในเวลา 15 วันนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทั้ง 176 คดี หากเลยเวลากำหนด ทาง ศรชล.จะนำทหารเรือจากฐานทัพสัตหีบ และฐานทัพเรือสงขลา พร้อมกำลัง ศรชล.ในพื้นที่เข้าทำการรื้อถอน หากผู้ประกอบการรายใดที่จะแสดงตนขอยื่นอุธรณ์ก็สามารถทำได้ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งทางผู้แสดงตนจะต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเสียก่อน

ขณะที่นางชลธิชา ดาวเรือง ผอ.กองคดี 3 สำนักงาน ปปง. กล่าวว่า หากในสำนวนการสืบสวนสอบสวนมีการระบุตัวบุคคลที่ชัดเจนทาง ปปง.ก็จะเข้าดำเนินการตรวจเส้นทางการเงินและทรัพย์สินเพื่อเข้าสู่กฎหมายฟอกเงินที่มีความผิดทั้งทางอาญาและแพ่ง เนื่องจากเป็นการบุกรุกครอบครองแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่สาธารณะ ตามความผิดกฎหมาย ปปง.


https://mgronline.com/south/detail/9630000074419


*********************************************************************************************************************************************************


ขยะอิเล็กทรอนิกส์ อันตรายต่อชุมชน ! เหตุไม่คัดแยก และกำจัดไม่ถูกวิธี



กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เตือนขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในชุมชน ปัจจุบันพบปริมาณมากขึ้น ชี้เหตุสำคัญของการปล่อยสารพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง "สารปรอท" คือ ไม่คัดแยกขยะก่อนทิ้ง และนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง

ดร.หทัยรัตน์ การีเวทย์ ผู้อำนวยการกลุ่มอากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน ศูนย์วิจัยและการฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในชุมชนในปัจจุบัน เกิดจากการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกวิธีของชุมชน เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ จอ LCD โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่ หลอดไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมี เป็นต้น เมื่อถูกทิ้งเป็นขยะโดยไม่คัดแยก หากนำไปกำจัดไม่ถูกวิธี ซึ่งหมายถึงการนำไปฝังกลบ แต่กลับนำไปเข้าเตาเผา สารโลหะหนัก เช่น ปรอท (Mercury) ที่ปนในขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ จอ LCD ซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำก็จะระเหยกลายเป็นไอและแขวนลอยอยู่ในอากาศที่คนหายใจเข้าไป และตกตะกอนลงสู่ดินและแหล่งน้ำเมื่อฝนตก สารปรอทก็เคลื่อนย้ายไปได้ไกลในสิ่งแวดล้อม พิษของปรอทมีตั้งแต่เล็กน้อยจนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต อย่างเช่นการที่คนไปกินปลาที่มีการสะสมของสารปรอทผ่านทางห่วงโซ่อาหารจะส่งผลต่อระบบการทำงานของไต ระบบทางเดินหายใจ


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9630000074478

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


หนุนสุดลิ่ม 'ขุดคลองไทย' มุ่งดันศก.เท่าเกาะไหหลำ แบ่งโซนกลุ่มอุตฯ



20 กรกฎาคม 2563 ที่ห้องประชุมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ (อบจ.กระบี่) นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานคนที่ 1 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการขุดคลองไทยและการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะ เปิดการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเรื่องการขุดคลองไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าโลก แหล่งอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวระดับโลก และการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ โดยมีพันตำรวจโท หม่อมหลวง กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรม และด้านการเกษตรกรรม ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมถึงประชาชนะผู้สนใจทั่วไป ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ และจังหวัดตรัง เข้าร่วม 300 คน

ทั้งนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และซักถามประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขุดคลองไทย ในการรวบรวมประเด็นและข้อสรุปความคิดเห็นของชาวจังหวัดกระบี่และชาวจังหวัดตรัง ว่าประชาชนในพื้นที่เป้าหมายมีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอย่างไร ตามแนวเส้นทางสาย 9 เอ จากจังหวัดสงขลา ผ่านจังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่ รวมระยะทาง 135 กิโลเมตร ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ จะเป็นภาพที่สะท้อนความต้องการในการดำเนินงานโครงการหรือไม่ ในการวิเคราะห์และประกอบการทำรายงานนำเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวต่อไป

จากการรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ทั้ง 2 จังหวัดมีความคิดเป็นแนวทางเดียวกัน คือ การขุดคลองไทยเป็นโครงการมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ 300 ? 400 ปีมาแล้ว ควรยึดการศึกษาวิจัยได้แล้ว ให้หันมาเดินหน้ากันอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นประชาชนและประเทศไทย ขอให้ลงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่มีการจุดคลองผ่านอย่างถึงลูกถึงคน ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เกิดขึ้นซึ่งจะทำให้มีอาชีพที่มั่นคงมีรายได้ที่เพียงพอ แต่ทำไมโครงการใหญ่ของประเทศไทยถึงไม่เกิดขึ้น สาเหตุหลักมาจากเกมการเมือง การขุดคลองไทยผู้ที่เสียผลประโยชน์จริงๆคือประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่ประเทศไทย ดังนั้นขอให้รัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลในอนาคต หันมาใส่ใจให้ความสำคัญโครงการนี้ผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

นายพิเชษฐ์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจขวานทองจะต้องเป็นแกนของโลกและระดับโลก คือ มาเปรียบเทียบกับเกาะไหหลำ เท่ากับเกาะไหหลำ ใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่เราจะเป็นเศรษฐกิจพิเศษขวานทอง เท่ากับเกาะไหหลำ แต่เรายังมีพื้นที่ที่เป็นไข่แดง 8,100 ตารางกิโลเมตร กว้าง 60 คูณ 185 กิโลเมตร อันนี้จะเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจพิเศษ คือ เป็นแนวคลองนี้คือขอบเขตที่วางไว้ ส่วนธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นไข่แดงของไทย ตรงไข่แดงนี้จะเป็นอุตสาหกรรมสะอาด คือ อุตสาหกรรมการเงิน ศูนย์การศึกษา ซึ่งจะไม่มีมลพิษ โดยจะวางโซนนิ่งของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมต่อเรือ จะอยู่ฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านจังหวัดสงขลา อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน ช่วงกลางคลองจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการเชื่อมคลองทั้ง 2 คลอง คลองเล็กเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อการประมง ถือว่าใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพิเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของไทยจะสู้พื้นที่เศรษฐกิจเพื่อนบ้านได้หรือไม่ ของประเทศไทยจะได้เปรียบเขามาก วันนี้ถ้าเกิดคลองไทยขึ้นมา ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ จะต้องร่วมมือกับเรา ซึ่งการร่วมมือระหว่างประเทศเป็นยุทธศาสตร์ทางทะเลที่ร่วมมือกัน 3 ประเทศ ก็จะกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านโลจิสติกส์ของโลก คือ มาเลเซียเขาชอบ สิงคโปร์อยู่ทางท้าย คลองไทยอยู่ทางเหนือ มันจะกลายเป็นศูนย์กลางทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันนี้ก็คืออนาคตที่เราจะต้องมาเจราจากันระหว่างประเทศ เรื่องของประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและจีน เราไม่มองเพราะว่าการขุดคลองไทย การลงทุน การร่วมทุนทั่วโลกจะต้องมาที่นี้ก็แล้วแต่ว่ามหาอำนาจไหนถนัดทางไหนก็เขามาเลือกลงทุน ซึ่งขณะนี้มีการติดต่อมาเยอะมาก

นายพิเชษฐ์ กล่าวในตอนท้ายว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ที่คลองไทยผ่าน หลังจากผ่านวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ความเห็นต่างก็จะไม่ค่อยมี เพราะว่าความยากจนที่ทุกคนมองเห็นว่าทางรอดของประเทศไทย คือ เมกะโปรเจ็กต์อันนี้ ก็เลยคิดว่าวันนี้ไม่มีการค้านเลย ส่วนรัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น จะต้องดูอย่างรอบคอบ ซึ่งทางสภาผู้แทนราษฎรจะไม่รอรัฐบาล จะนำเสนอพระราชบัญญัติคลองไทยและเขตเศรษฐกิจพิเศษหลังจากนี้ ต่อรัฐบาลพิจารณา


https://www.naewna.com/local/506597

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ขยะติดเชื้อ? แผลใหม่จากอุบัติโรคระบาด หรือแค่เปิดแผลเก่า? ...................... โดย ณิชา เวชพานิช

State Quarantine ดันปริมาณขยะติดเชื้อพัทยาเพิ่มขึ้น 3 เท่า ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม ย้ำปลอดภัยทุกขั้นจัดการ ด้านบริษัทเก็บขยะเผย ต้องขนไปเผาไกลระยองและนครสวรรค์ เพิ่มความเสี่ยงเชื้อระบาด สะท้อนปัญหารากลึกขยะติดเชื้อไทย

"กล่องข้าว ถุงแกง ซองเครื่องปรุง แพ็คเกจจิ้งใส่ผลไม้ ช้อนส้อม ของทุกอย่างใส่ถุงพลาสติกมาวางหน้าห้อง อาหาร 3 มื้อ ส่งถึงหน้าประตู 14 วัน"

พีร์ สุทธิศรีปก โพสรูปกล่องพลาสติกตั้งสูงเป็นหอคอยอวดเพื่อนบนเฟซบุ๊ก เขาเข้ากักตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดเป็นพื้นที่กักกันตัวแห่งรัฐ (State Quanrantine) หลังจากเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา

14 วันผ่านไปด้วยดี เขาทิ้งความกังวลต่อ "โรค" ไว้ข้างหลัง แต่ไม่วายอดเป็นห่วงถึง "โลก" ข้างหน้า เพราะระหว่างนั้น เขาได้สร้างขยะไม่ต่ำกว่า 300 ชิ้น

ภาชนะบรรจุอาหารที่ผ่านมือพีร์และผู้กักตัวคนอื่นๆ จะถูกตีว่าเป็น "ขยะติดเชื้อ" และไม่ได้นำไปรีไซเคิลเหมือนขยะพลาสติกทั่วไป แต่ถูกจัดเก็บแบบพิเศษเพื่อส่งสู่เตาเผา ตามหลักป้องกันไว้ก่อน เป็นการป้องกันการปนเปื้อนสารคัดหลั่งของผู้สุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

สำนักสิ่งแวดล้อมพัทยาเผยว่า ผู้กักตัว 1 คน จะสร้างขยะติดเชื้อวันละ 0.7-0.9 กิโลกรัม

มีผู้ทยอยเดินทางเข้ากักตัวเรื่อยๆ วันหนึ่งมีผู้เข้าพักสูงถึง 3,000 คน กล่าวได้ว่า วันนั้น มีขยะติดเชื้อราว 3,000 กิโลกรัมที่ต้องจัดการ ? เทียบเท่ากับปริมาณที่เมืองพัทยาผลิตในภาวะปกติ 1 เดือน หรือเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า


ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อจากการกักตัวใน State Quarantine พัทยา / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / พรเทพ จันทร์ยม

ปริมาณขยะติดเชื้อทั่วประเทศก็มีสัดส่วนสูงขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจากกรมอนามัยเผยว่า ช่วงล็อคดาวน์ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีอัตราการก่อขยะติดเชื้อราว 147,770 กิโลกรัมต่อวัน หรือสูงขึ้นจากช่วงเวลาปกติ 1,900 กิโลกรัม

ในด้านการรับมือขยะติดเชื้อ ประเทศไทยเรายังชนะอยู่หรือเปล่า


ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อช่วงโควิด-19 ระบาด พ.ศ.2563 / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / พรเทพ จันทร์ยม


ขยะติดเชื้อ ? ห้ามเปิด ห้ามคัด ห้ามลัดขั้นตอน

ปัจจุบัน เพราะประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อท้องถิ่นเลยติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7 State Quarantine ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจึงทยอยปิดทำการ ย้ายศูนย์กลางการเฝ้าระวังเชื้อโรคมาอยู่ที่พัทยาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน มีโรงแรม 12 แห่งเปิดให้บริการเป็นศูนย์พัก

"ขยะติดเชื้อเป็นขยะที่น่ากลัว เพราะหากมีเชื้อโรคอยู่จะเป็นแหล่งแพร่กระจาย เลยจะส่งไปฝังกลบเหมือนกับมูลฝอยชุมชนไม่ได้ ต้องส่งไปเผาทำลายเท่านั้น"

สุธีร์ ทับหนองฮี ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ชี้แจ้ง พร้อมให้ความมั่นใจว่า ชาวไทยไม่ต้องกังวล ขยะจาก State Quarantine ถูกจัดการด้วยดี

ทุกวัน ผู้กักตัวจะได้รับแจกถุงสีแดงสำหรับใส่ขยะ 2 ใบ ใส่ขยะนำมาวางไว้หน้าห้องให้แม่บ้านรวบรวมใส่ถังที่มีสีแดงเช่นกันเพื่อแสดงว่าเป็นขยะอันตราย ถังจะถูกปิดฝาทองแดง เอากระดาษกาวคาด ขนขึ้นรถขนถ่าย ส่งไปที่เตาเผา เมื่อขยะเดินทางถึงแหล่งกำจัด จึงเอามีดกรีดเทป ส่งถังขึ้นระบบเตาเผาทำลายซึ่งทำงานอัตโนมัติ และทำความสะอาดฆ่าเชื้อถัง ส่งกลับมาเข้าสู่กระบวนการอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ เรียกว่า ?ระบบขนแบบเปลี่ยนถัง? ที่เจ้าหน้าที่เก็บขยะไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่งคนกักตัว 100%

ขั้นตอนขนส่งเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่ต้องคำนึง สุธีร์ ยืนยันว่า ไม่เคยมีเจ้าพนักงานเก็บขยะที่ติดโควิด-19 ระหว่างปฏิบัติงานอย่างที่หลายคนกังวล

เช่นเดียวกับคำตอบของ ณัฐวุฒิ บุรารักษ์ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทรับจัดการขยะติดเชื้อเอกชนประจำจังหวัดชลบุรี "มีสไนติงเกล" ที่ได้เข้ามาร่วมดูแลงานเบื้องหลังของสงครามโควิด

"ช่วงโควิดขยะติดเชื้อถูกทำให้ดูน่ากลัวกว่าปกติไป แต่จริงๆ แล้วเรารับมือกับมันเหมือนกับการจัดการขยะติดเชื้อที่ทำประจำอยู่ทุกวัน เวลาจัดเก็บ เจ้าหน้าที่ของเราจะทำงานอย่างรัดกุม ผ่านการอบรมวิธีจัดเก็บและทุกครั้งที่ปฏิบัติงาน จะสวมชุด PPE (อุปกรณ์ป้องกันตัวเอง) เปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง"

ขยะจาก State Quarantine พัทยาจะถูกส่งไปเผากำจัดที่ระยองและนครสวรรค์ ปัจจุบัน แม้ยังไม่พบปัญหาอะไร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าระยะทางขนที่ไกลขึ้น ย่อมเพิ่มความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรคมากขึ้นตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกระบวนการป้องกันต่างๆ บกพร่อง เช่น รถขนส่งไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศควบคุมอุณหภูมิในรถให้ต่ำกว่า 10 องศา เพื่อกันการแพร่ระบาดเชื้อ นำมาสู่คำถามว่า?ทำไมไม่จัดการให้จบกระบวนการเลยในพื้นที่?


เจ้าหน้าที่เก็บขยะห้างหุ้นส่วนจำกัดมีสไนติงเกลกำลังเก็บขยะติดเชื้อ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระราชเทวี ณ ศรีราชา ชลบุรี / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพานิช


การเดินทางไกลของขยะติดเชื้อ

กรมอนามัย กำหนดว่าขยะติดเชื้อโควิด รวมถึงขยะติดเชื้อทางการแพทย์อื่นๆ นั้นต้องเผากำจัดในเตาเผาเพราะว่าเป็นวิธีทำลายเชื้อโรคที่ดีที่สุด โดยผ่านเตาเผา 2 ห้อง ได้แก่ ห้องเผาขยะติดเชื้อ (อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 760 องศาเซลเซียส) และห้องเผาควัน (อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,000 องศาเซลเซียส) หลังจากเผาเสร็จจะได้ขี้เถ้าที่ไร้เชื้อโรคแล้ว สามารถนำไปฝังกลบเหมือนกับขยะทั่วไป

โรงเผาที่มีใบอนุญาตให้เผาขยะติดเชื้อในไทยได้นั้นมีอยู่จำกัด ขยะติดเชื้อเลยต้องเดินทางไกล เช่น ภาคใต้ตอนล่าง โรงกำจัดที่ยะลาเพิ่งเปิดทำการเมื่อปีพ.ศ.2562 ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้จึงต้องขนใส่รถมาโรงเผาที่นครสวรรค์ ส่วนภาคตะวันออกมีที่เดียว คือ เตาเผาขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นระยอง

ก่อนหน้านี้ หลายพื้นที่มีเตาเผาของตนเอง ทว่าเมื่อพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อชุมชนรอบข้างและต้นทุนการดำเนินการที่สูง ทำให้หลายพื้นที่ตัดสินใจปิดประตูลงกลอนเตาเผา ทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและโรงพยาบาล

"สมัยก่อนเมื่อสิบปีก่อน โรงพยาบาลก็เผาเอง ค่าใช้จ่ายน้อย แต่มันลำบาก เพราะต้องมีการตรวจมาตรฐานและชุมชนรอบข้างบ่นเลยต้องยกเลิก ใจจริงผมอยากให้ทุกจังหวัดมีเตาเผาของตนเอง เพื่อลดต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาล โรงบาลต้องจ่ายค่าจัดการขยะติดเชื้ออย่างเดียว 4 ล้านบาททุกปี"

พงศ์ธรรม นวมานกร ฝ่ายบริหารอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาล ชลบุรี กล่าว มูลฝอยติดเชื้อโรงพยาบาลมีทุกวัน และสถานพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (PPP: Polluters Pay Principle) เป็นทั้งประเภทขยะติดเชื้อทั่วไป (ต้นทุนจัดเก็บกิโลกรัมละ 15 บาท) และขยะอันตรายทางการแพทย์ซึ่งเป็นขยะที่เสี่ยงปนเปื้อนโรคยิ่งกว่า (ต้นทุนจัดเก็บกิโลกรัมละ 50 บาท) เงินส่วนนี้ มองดูเป็นหลักกิโลกรัมอาจไม่มาก หากคำนวณเป็นรายจ่ายทั้งหมดประจำปี สามารถนำไปใช้จ่ายกับงานส่วนอื่นๆ ได้ เช่น นำไปซื้อเครื่องกระตุกหัวใจใช้ในการแพทย์

เมืองพัทยาเองก็เคยมีเตาเผาขยะติดเชื้อของตนเองเช่นกัน แต่ได้ยกเลิกไป เพราะต้นทุนจัดการสูง สุธีร์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมพัทยา อธิบายถึงแนวทางพัฒนาระบบขยะติดเชื้อของไทย

"ทุกจังหวัดไม่ได้ผลิตขยะติดเชื้อปริมาณมาก จึงสามารถรวมกับพื้นที่รอบข้างเพื่อจัดการรวมกัน เป็นระบบจัดการขยะแบบรวมศูนย์ในภูมิภาค (Cluster) สอดคล้องกับแผนแม่บทปีพ.ศ.2563 ของกรมควบคุมมลพิษ ที่วางไว้ว่าจะแบ่งพื้นที่จัดการออกเป็น 21 ศูนย์ให้ครอบคลุมการบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อทั่วประเทศ เช่น องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นระยองเป็นศูนย์รวมขยะภาคตะวันออก ทั้งประหยัดงบ ทั้งควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมง่าย แต่ปัจจุบันยังดำเนินการได้ไม่สมบูรณ์"


(มีต่อ)

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ขยะติดเชื้อ? แผลใหม่จากอุบัติโรคระบาด หรือแค่เปิดแผลเก่า? ............. ต่อ

ขยะติดเชื้อในไทยถูกกำจัดที่ไหน?

ขยะติดเชื้อจะถูกขนจากแหล่งกำเนิดทั่วประเทศไปแหล่งกำจัด ได้แก่ เตาเผา 10 แห่ง เตานึ่งฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำ (Autoclave) 6 แห่ง


*TDRI รายงานว่ามีเตาเผาอีก 67 แห่งที่เผากำจัดขยะในแหล่งกำเนิดเอง
Map: GreenNews Source: สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย



เพราะเรื่องขยะคือเรื่องเงิน

.อาจเป็นภาพสวยหรูที่อาจซุกซ่อนปัญหาไว้. ณัฐวุฒิ ผู้จัดการทั่วไปจากบริษัทจัดเก็บขยะติดเชื้อเอกชน ตั้งคำถามเกี่ยวกับแผนการรวมศูนย์ดังกล่าวว่า การจัดการขยะติดเชื้อไทยไม่สามารถปฏิรูปได้อย่างสิ้นเชิงด้วยแผนการนั้น เพราะเจ้าของเตาเผามีหลากหลาย บ้างเป็นหน่วยงานรัฐ บ้างเป็นเอกชนที่อาจมีการปิดกั้นไม่ให้บริษัทจัดเก็บส่งขยะไป อีกทั้งยังติดข้อกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เอื้อ เช่น กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้เตาเผาแห่งเดียวที่สมุทรปราการ เผาขยะอันตรายทางการแพทย์ได้ แม้ว่าจะมีโรงผลิตปูนหลายแห่งที่มีเตาเผาศักยภาพเดียวกัน

เขาเชื่อว่า ยิ่งมีตัวเลือกหลายแห่ง ต้นทุนในการกำจัดขยะติดเชื้อจะยิ่งถูกลง ลดปัญหาที่สถานพยาบาลหรือบริษัทฯ ขนส่งขยะติดเชื้อแอบลักลอบทิ้งขยะติดเชื้อได้ ซึ่งพบเห็นข่าวบ่อย เช่น เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบถุงล้างไตจำนวนมากถูกทิ้งอยู่ข้างถนนที่นครศรีธรรมราช ทำให้คนในพื้นที่หวาดหวั่นว่าจะแพร่กระจายเชื้อโรคสู่สิ่งแวดล้อม

สำหรับกรณีโควิด-19 คราวนี้ ค่าใช้จ่ายจัดการขยะติดเชื้อจาก State Quarantine ราว 45,000 บาทต่อวัน กระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย หากแต่ในขยะติดเชื้อในภาวะปกตินั้นยังเป็นต้นทุนราคาแพงที่สถานพยาบาลต้องแบกรับ

เขาชวนคิดว่า สังคมอาจมองขยะเป็นแค่ขยะ แต่จริงๆ แล้วเรื่องขยะคือเรื่องของเงิน ในทางหนึ่งมันอาจเป็นต้นทุนราคาสูงของสถานพยาบาล แต่ในอีกทางหนึ่งมันอาจเป็นช่องทางธุรกิจที่สร้างรายได้ หากบริษัทต่างๆ จะหันมาลงทุนเรื่องนี้ โดยแข่งกันที่มาตรฐานจัดการและเทคโนโลยี เช่น นำเทคโนโลยีเครื่องกำจัดขยะติดเชื้อด้วยความร้อนไมโครเวฟมาใช้ในไทย

.ผมอยากให้กฎหมายเปิดโอกาสให้เอกชนมีเตาเผาขยะติดเชื้อมากขึ้นและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาใช้ได้ มันไม่ใช่การแข่งขันเรื่องเงินว่าใครเสนอราคาจัดการขยะติดเชื้อได้ถูกกว่าใคร แต่เป็นการแข่งขันเรื่องสิ่งแวดล้อม.


ขยะขวดน้ำเกลือและเข็มฉีดยาพบที่หาดในระยอง / สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม / ณิชา เวชพานิช


ขยะติดเชื้อ .. แผลใหม่จากอุบัติโรคระบาด หรือแค่เปิดแผลเก่า?

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เจอการแพร่ระบาดโควิด-19 หนัก ปริมาณขยะติดเชื้อแต่ละวันสูงถึง 2,000 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าศักยภาพที่เตาเผาขยะติดเชื้อที่มีอยู่รองรับได้ถึง 4 เท่าตัว ทำให้ขยะจำนวนมากไม่ได้ถูกกำจัดอย่างถูกวิธี เพิ่มความเสี่ยงทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทย ปัญหาเรื่องขยะติดเชื้ออาจจะไม่ได้ระเบิดออกพร้อมกับวิกฤติโควิดเหมือนประเทศอื่น กระนั้น ขยะติดเชื้อนั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า โควิด-19 ทำให้คนหันมาใช้หน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นจาก 800,000 ชิ้น เป็นราว 1,500,000 ชิ้น ต่อวัน สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเผยเมื่อปี พ.ศ.2553 ว่า สถานบริการสาธารณสุขทั้งของรัฐและเอกชนมีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่ปัจจุบันยังมีการจัดการไม่เพียงพอ จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ทวีความรุนแรงและต้องจัดการเร่งด่วน

ขยะติดเชื้อจึงอาจไม่ใช่แผลใหม่จากอุบัติโรคระบาด แต่เป็นการเปิดแผลเก่าที่มีมานานแล้ว ว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอจะดูแลสังคมให้ปลอดภัย ไร้โรคจากขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

รายงานพิเศษชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสนับสนุนสำนักข่าวขนาดย่อยในเอเชีย Splie Lights On สนับสนุนโดย Splice Media


https://greennews.agency/?p=21437

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,989
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


ปลาทะเลลึกพรางตัวด้วยผิวดำระดับ "แวนตาแบล็ก" สีมืดมิดที่สุดในโลก


"มังกรดำแปซิฟิก" เป็นสัตว์ทะเลลึกที่ถ่ายภาพได้ยากมากที่สุดตัวหนึ่ง
Idiacanthus antrostomus (c) Karen Osbornที่มาของภาพ,KAREN OSBORN/SMITHSONIAN


สัตว์ทะเลลึกอย่างน้อย 16 ชนิดพันธุ์ ถูกค้นพบว่ามีผิวหนังสีดำเข้มเป็นพิเศษในระดับที่ใกล้เคียงกับสี "แวนตาแบล็ก" (Vantablack) ซึ่งจัดเป็นสีที่มีความมืดมิดมากที่สุดในโลก จนช่างภาพไม่อาจจะถ่ายรูปของพวกมันได้ด้วยเทคนิคการจัดแสงแบบธรรมดา

รายงานการค้นพบดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology โดยทีมนักชีววิทยาจากสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ระบุว่า สัตว์ทะเลลึกเหล่านี้อาศัยอยู่ตรงก้นทะเลที่มืดมิด ในระดับความลึกมากกว่า 200 เมตรขึ้นไป โดยผิวที่ดำสนิทยิ่งกว่าเฉดสีดำอื่น ๆ ช่วยพรางตัวพวกมันให้รอดจากสัตว์ผู้ล่า

ดร. คาเรน ออสบอร์น หนึ่งในสมาชิกของทีมวิจัยจากสถาบันสมิธโซเนียนบอกว่า เธอเคยประสบปัญหาขณะพยายามบันทึกภาพปลาทะเลลึกบางชนิด เนื่องจากผิวหนังของพวกมันดูดซับแสงสว่างจากดวงไฟของช่างภาพเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด ทำให้ภาพออกมาไม่คมชัดและมืดมัว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นสู่การศึกษาวิธีพรางตัวของสัตว์ทะเลลึกกลุ่มนี้ ซึ่งบางตัวมีผิวดำสนิทจนดูดซับกักเก็บแสงไว้ได้มากถึง 99.956% เทียบเท่าความดำมืดของสีแวนตาแบล็กที่ดูดซับแสงได้ราว 99.96%


สัตว์ทะเลลึกหลายชนิดพันธุ์ต่างแยกกันมีวิวัฒนาการ เพื่อสร้างผิวที่สามารถดักจับและเก็บแสงสว่างได้เกือบ 100% Poromitra crassiceps (c) Karen Osbornที่มาของภาพ,KAREN OSBORN/SMITHSONIAN

ผลการวิเคราะห์ผิวหนังของสัตว์ทะเลลึกดังกล่าวพบว่า พวกมันมีอนุภาคของเม็ดสีเรียงติดกันแน่นขนัดโดยไม่มีช่องว่าง ซึ่งอนุภาคเหล่านี้ก่อตัวเป็นชั้นบางในผิวหนังเพียงชั้นเดียว โดยเม็ดสีมีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมในการกระจายให้แสงผ่านเข้าไปใต้ผิวหนังได้พอดี ทั้งยังดักจับแสงเอาไว้ไม่ให้สะท้อนกลับออกมาด้วย


ผิวสีมืดสนิทที่ดักจับและเก็บแสงสว่างได้ดี เป็นวิธีการพรางตัวที่มีประสิทธิภาพสูงใต้ทะเลลึก Anoplogaster notkept (c) Karen Osbornที่มาของภาพ,KAREN OSBORN/SMITHSONIAN

โครงสร้างของเม็ดสีแบบพิเศษดังกล่าว ช่วยให้พรางตัวในที่โล่งใต้ทะเลลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแสงจากสัตว์ผู้ล่าเช่นปลาตกเบ็ด (anglerfish) ฉายส่องมา หรือเมื่อต้องอำพรางไม่ให้ตนเองกลายเป็นจุดเด่นหากกลืนกินปลาหรือสัตว์เรืองแสงเข้าไป


Idiacanthus antrostomus (c) Karen Osbornที่มาของภาพ,KAREN OSBORN/SMITHSONIAN

ความรู้เรื่องดังกล่าวทำให้ ดร. ออสบอร์น สามารถคิดค้นวิธีจัดแสงให้ถ่ายภาพปลาทะเลลึกผิวมืดได้คมชัดขึ้น และความรู้นี้อาจนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อคิดค้นวัสดุสีดำพิเศษเคลือบด้านในของกล้องถ่ายภาพหรือกล้องโทรทรรศน์ได้

ส่วนความคืบหน้าล่าสุดของวิทยาการด้านนี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยสถาบันเทคโนโลยีเอ็มไอที (MIT) ของสหรัฐฯ เปิดตัววัสดุชนิดใหม่ที่ดูดกลืนแสงได้มากกว่า 99.995% ดำมืดยิ่งกว่าสีแวนตาแบล็กถึง 10 เท่า


https://www.bbc.com/thai/features-53462845

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:13


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger