เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกลดลง เว้นแต่ภาคตะวันออกยังคงมีฝนตกหนักได้บางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือ ด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีกในระยะนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 5 ? 10 ก.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนลดลง สำหรับคลื่นลมทะเลอันดามันมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (99.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (92.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (107.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


กลุ่มอนุรักษ์ฯฟ้องประธานาธิบดีอินโดนีเซีย



กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฟ้องประธานาธิบดีอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่รัฐบาลอีกหลายคนฐานทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายในเมืองหลวงกรุงจาการ์ตาเมืองที่ติดอันดับการจราจรแออัดที่สุดในโลกด้วย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ว่า จาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซียติดอยู่ใน 10 อันดับเมืองที่มีมลภาวะมากที่สุดในโลก ตามรายงานของ Air Visual กลุ่มติดตามเรื่องคุณภาพอากาศตั้งอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับมลพิษในอากาศในเมืองที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคนปรับสูงขึ้นเกือบ 5 เท่าจากระดับตามคำแนะนำของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม(EPA)ของสหรัฐ

นายบอนดัน อันดริยานู แห่งกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่หน้าศาลแขวงในกรุงจาการ์ตาว่า จะฟ้องร้องรัฐบาลอินโดนีเซีย เพื่อให้ไปตรวจสอบที่มาที่ไปของมลภาวะในอากาศและการใช้มาตรการหลังทราบข้อเท็จจริง
กลุ่มกรีนพีซและมูลนิธิช่วยเหลือทางกฎหมายกำลังฟ้องร้องประธานาธิบดีโจโค วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีมหาดไทยและผู้ว่าการอีก 3 แห่งบนเกาะชวาซึ่งมีจาการ์ตารวมอยู่ด้วย

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงจาการ์ตาวัดได้ 152 ซึ่งตามรายงานของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐระบุว่า หากวัดได้เกิน 35 ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ


https://www.dailynews.co.th/foreign/718560

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ทช.ยืนยันขยะที่พบในท้องวาฬหัวทุยไม่ใช่สาเหตุการเสียชีวิต ชี้เสียชีวตจากการป่วยตาย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งยืนยันผลชันสูตรวาฬหัวทุยป่วยตาย ไม่ได้ตายจากขยะในท้อง แต่พบขยะจริงและอาจส่งผลกระทบต่อวาฬหัวทุยในระยะยาวได้



วันนี้ (4 ก.ค.) เพจกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวความคืบหน้าจากกรณีพบวาฬหัวทุยยาว 12 เมตร ลอยตายทะเลเกาะลันตา ล่าสุดนั้นผลชันสูตรออกแล้ว วาฬหัวทุยตายเพราะป่วย กรมทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่งโดยศูนย์วิจัยกรมทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้รายงานผลชันสูตรวาฬหัวทุย เพศผู้ วัยรุ่น ขนาดความยาว 11.33 เมตร สภาพซากเริ่มเน่า บริเวณรอบลำตัวพบรอยถลอกจากการจัดการซากโดยการลาก ปลายหางแหว่ง แต่เป็นแผลที่สมานแล้ว ไม่พบบาดแผลอื่นๆ ที่ชัดเจน จากการผ่าชันสูตรพบปลายกรามล่าง และฟันบางส่วนถูกตัดออกด้วยของมีคม และบริเวณเหงือกรวมถึงผิวหนังด้านล่าง พบรอยแผลจากของมีคมซึ่งเกิดภายหลังการเสียชีวิต โดยฟันกรามล่างที่เหลืออยู่มีจำนวน 18 คู่

ทั้งนี้ สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการป่วยตามธรรมชาติ จากระบบหายใจล้มเหลว ร่วมกับการติดเชื้อทั่วร่างกาย เนื่องจากพบผนังช่องอกมีหนองขนาดใหญ่ โดยดูดของเหลวออกมาได้ประมาณ 3 มิลลิลิตร และภายในเนื้อปอดพบการคั่งเลือด นอกจากนี้ยังพบรอยปลาฉลามกัดจำนวน 1 รอย โดยเป็นรอยที่เกิดขึ้นก่อนการเสียชีวิต เนื่องจากพบการอักเสบอยู่รอบบาดแผล ภายในกระเพาะอาหารพบจงอยปากหมึกจำนวนมาก และขยะเป็นขวดพลาสติก 3 ใบ และถ้วยพลาสติก 1 ใบ ซึ่งขยะที่พบไม่ใช่สาเหตุของการเสียชีวิต เนื่องจากยังไม่พบการอักเสบของผนังกระเพาะ แต่อาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้ และพบพยาธิอยู่ในทางเดินอาหารและตับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สาเหตุของการเสียชีวิต เนื่องจากมีจำนวนเล็กน้อย ซึ่งเป็นภาวะปกติที่สามารถพบได้ในสัตว์ป่า อวัยวะภายในอื่นๆ ไม่พบรอยโรคที่ชัดเจน เนื่องจากสภาพเน่าและเสียสภาพแล้ว จากนั้นได้เก็บตัวอย่างผิวหนังเพื่อตรวจสอบทางพันธุกรรมและตัวอย่างพยาธิเพื่อระบุชนิดต่อไป


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000063881


*********************************************************************************************************************************************************


ทำไมญี่ปุ่นไม่สนโลก เดินหน้าล่าวาฬ ?



ญี่ปุ่นกลับมาเริ่มต้นการล่าวาฬเชิงพาณิชย์อีกครั้ง หลังจากถอนตัวจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่นานาชาติต่างประณามว่าจะทำให้วาฬเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เหตุผลของญี่ปุ่นคืออะไร

เรือล่าวาฬของญี่ปุ่นออกจากท่าเรือ และเดินหน้าล่าวาฬเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม หลังจากญี่ปุ่นถอนตัวจากคณะกรรมาธิการล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือ IWC โดยระบุว่า เป็นไปไม่ได้อีกแล้วที่จะรื้อฟื้นการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ภายใต้กฎของ IWC

ญี่ปุ่นระงับการล่าวาฬเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2531 ตามข้อมติของ IWC โดยที่ผ่านมาญี่ปุ่นอ้างว่าล่าวาฬ "เพื่อการวิจัย" แต่ว่ามีร้านอาหารจากเนื้อวาฬมากมาย และมีเนื้อวาฬจำหน่ายอย่างเปิดเผย

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า จะล่าวาฬเชิงพาณิชย์เฉพาะในน่านน้ำและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น และจะล่าเฉพาะวาฬมิงค์และวาฬพันธุ์อื่น ๆ ที่มีจำนวนมากเพียงพอ โดยกำหนดโควต้าล่าวาฬในครึ่งปีนี้ที่ 227 ตัว ซึ่งลดทอนจากปีที่แล้วที่ญี่ปุ่นล่าวาฬทั้งหมด 637 ตัวโดยอ้างว่าจำนวนนี้ทำให้มีวาฬเหลือมาก แม้จะล่าไปอีกร้อยปี

อ้างวัฒนธรรมดั้งเดิม ไม่ให้คนรุ่นใหม่หลงลืม



เหตุผลสำคัญที่ญี่ปุ่นอ้างว่าต้องเดินหน้าล่าวาฬคือ ในอดีตชาวญี่ปุ่นไม่นิยมกินเนื้อวัว เนื้อหมู หรือเนื้อไก่ เนื้อวาฬจึงเป็นอาหารโปรตีนในยุคที่แร้นแค้น เพราะวาฬมีขนาดใหญ่ ผู้คนจำนวนมากสามารถกินได้ และยังได้ไขวาฬและผลพลอยได้อื่น ๆ จากการล่าวาฬด้วย ญี่ปุ่นอ้างว่าวัฒนธรรล่าวาฬเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังอ้างว่ามีมากกว่า 40 ที่ล่าวาฬเช่นกัน ทั้งนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ รัสเซีย เดนมาร์ก แคนาดา อินโดนีเซีย รวมทั้งชนเผ่าในอลาสก้าของสหรัฐ

สมาคมประมงของญี่ปุ่น ระบุว่า ต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมการบริโภคเนื้อวาฬ โดยปริมาณการบริโภคเนื้อวาฬในญี่ปุ่นลดลงจาก 200,000 ตันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1960 เหลือเพียงราว 5,000 ตันในปีที่แล้ว

พื้นที่มีการบริโภคเนื้อวาฬและเป็นแหล่งของเรือล่าวาฬ คือ เมืองชิโมโนเซกิ ในจังหวัดยามางูจิ และในจังหวัดฮอกไกโด ผู้นิยมกินเนื้อวาฬบอกว่า เมื่ออยู่ในปากรสชาติจะเข้มข้นเหมือนเนื้อวัว แต่ย่อยง่ายและมีคุณค่าเหมือนเนื้อปลา

เนื้อวาฬถูกทำเป็นเมนูที่หลายหลายทั้ง ซาชิมิ ทอด สเต็ก รวมทั้งสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ เช่น เปาะเปี๊ยะ เบอร์เกอร์ ซาลาเปาไส้เนื้อวาฬ โดยนอกจากร้านอาหารต่าง ๆ แล้ว โรงเรียนบางแห่งยังจัด ?เมนูพิเศษ? จากเนื้อวาฬให้กับเด็กนักเรียนเป็นครั้งคราว โดยอ้างเพื่อเพื่อให้เด็ก ๆ รู้ถึงวัฒนธรรมอาหารในอดีต

ญี่ปุ่นอ้างว่า การบริโภคเนื้อวาฬคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.1 ของเนื้อสัตว์ทุกประเภท และจำเป็นต้องสืบสานวัฒนธรรมนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป แต่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแย้งว่า ในปัจจุบันมีอาหารมากมาย ทำไมยังต้องล่าวาฬ ซึ่งเป็นสัตว์ที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์ ??? นี่เป็นตรรกะที่อยู่บนเส้นขนาน และเป็นเรื่องหนึ่งที่ญี่ปุ่นสวนทางค่านิยมสากลมากที่สุด.




https://mgronline.com/japan/detail/9620000063074

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


อช.หาดเจ้าไหม เอาจริง! แจ้งดำเนินคดี รายการทีวีเกาหลี จับหอยมือเสือ มาทำอาหาร



เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ สภ.กันตัง อ.กันตัง จ.ตรัง นายณรงค์ คงเอียด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และ นายอำนาจ หยังหลัง หัวหน้าหน่วยเกาะกระดาน อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้นำหลักฐานเป็นข่าวภาพถ่าย และแผ่นซีดี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ท.(หญิง) ชรินทิพย์ หอมตระกูล พนักงานสอบสวน สภ.กันตัง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่มีการลักลอบจับหอยมือเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง มาปรุงเป็นเมนูอาหารรับประทาน เหตุเกิดในพื้นที่ อ่าวโล๊ะอุดัง หมู่ 2 เกาะมุกด์ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง พร้อมทั้งยังมีการเผยแพร่ข่าวและภาพผ่านเฟซบุ๊ก B? W? (ขอสงวนชื่อ) เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2562 ด้วย

สืบเนื่องจากอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้รับแจ้งจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่า มีภาพปรากฏทางสื่อโซเชียลว่า มีการจับสัตว์น้ำ ชนิดหอยมือเสือ ขึ้นมาโพสต์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และปรากฏภายหลังทราบว่า รายการที่มาถ่ายทำคือ The Law of Jungle ซึ่งเป็นของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ได้มาเข้าถ่ายทำในประเทศไทย

โดย บริษัท เดอะซิกซ์ เอลลิเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้ประสานงานการถ่ายทำของ SBS Broadcasting Center สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งได้ขออนุญาตกรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้ามาถ่ายทำรายการโทรทัศน์ในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม บริเวณหาดเจ้าไหม เกาะแหวน และเกาะมุกด์ ในวันที่ 29 มีนาคม และวันที่ 1-3 เมษายน 2562



หลังจากการตรวจสอบทางสื่อดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นการกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับสัตว์ป่า จากพฤติการณ์ที่ปรากฏ เป็นการกระทำต่อหอยมือเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546 ประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่นๆ ลำดับที่ 11

ถือเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 16 (3) ด้วยการนำสัตว์ออกไป หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้ใดล่า หรือพยายามล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง เว้นแต่เป็นการกระทำโดยทางราชการที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 26

มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวน หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง เว้นแต่จะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กำหนดตาม มาตรา 17 ที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าดังกล่าว โดยต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี และต้องปฏิบัติตามข้อกฎกระทรวง และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตมาตรา 21

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัมที่มาถ่ายทำรายการ ซึ่งถือเป็นผู้ที่กระทำความผิด เพื่อให้พนักงานสอบสวน สภ.กันตัง ดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป ซึ่งจะมีโทษคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2681766


*********************************************************************************************************************************************************


ตะโกนเรียกลูกๆ วิ่งขึ้นฝั่ง พ่อเล่นโดรน ช็อกเงาฉลามว่ายเข้าใกล้เด็ก

ตะโกนเรียกลูกๆ ? วันที่ 3 ก.ค. มิร์เรอร์ รายงานประสบการณ์ระทึกของครอบครัวอเมริกัน ในช่วงวันหยุดพักผ่อนริมหาดรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อหนุ่มช่างภาพส่งโดรนขึ้นไปบันทึกภาพทางอากาศของลูกน้อย 3 คน ขณะเล่นน้ำริมหาด และปรากฏเงาของ "ฉลาม" กำลังเคลื่อนเข้ามาหาเด็กๆ ด้วย



นายแดน วัตสัน ช่างภาพมืออาชีพ เผยช่วงเวลานั้นว่า ทันทีที่ผมส่งโดรนขึ้นไปบนท้องฟ้า จึงเห็นเงาฉลามว่ายน้ำเข้าใกล้พวกเด็กมากเกินไป ตนและ แซลลี ภรรยา จึงตะโกนเรียกลูกน้อยให้ 3 คน รีบออกจากริมหาดอย่างไม่รอช้า

"มันน่ากลัวจริงๆ สามีโชว์จอมอนิเตอร์จากโดรนให้ดิฉันดู เจ้าฉลามตัวนั้นกำลังว่ายน้ำตรงดิ่งมาทางลูกๆ ของเรา" แซลลีกล่าว

ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลระหว่างประเทศในกรณีฉลามทำร้ายคน () ในรัฐฟลอริดามีกรณีฉลามทำร้ายคนริมหาดในสัดส่วนสูงมาก เฉพาะเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 16 ครั้ง ในรัฐฟลอริดา จากทั้งหมด 32 ครั้ง ทั่วสหรัฐ นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2425 มีกรณีฉลามทำร้ายคนถึง 827 ครั้ง ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการยั่วยุของมนุษย์


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2682019
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


หนุ่มใจบุญ ช่วย 2 เต่า พ้นอวนพิฆาตขยะทะเล

สุดประทับใจ สองหนุ่มประมงช่วยเหลือเต่า 2 ตัวที่ถูกอวนพันตัวช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พวกมันลอยมากับกองขยะ ซึ่งเป็นจุดเดิมที่พวกเขาเจอซากปลาวาฬเมื่อวันก่อน



เรื่องราวของหนุ่มเมืองกระบี่ นายวันชัย รอดรักษ์ บอกเล่าเรื่องสุดตื่นเต้นในชีวิต พร้อมโพสต์วิดีโอคลิป 2 ตอนพร้อมข้อความ "ดีใจมากที่ได้เพื่อนร่วมโลกไปอีกสองตัวโชคดีไปเจอกันจุดเดียวที่เจอซากปลาวาฬเลยคับพี่น้อง" ทางเพจเฟซบุ๊ก ป๋าซัน คนเดิม

วิดีโอแรก (คลิปที่2) เป็นภาพขณะชายสองคนกำลังล่องเรืออยู่กลางทะเล พวกเขาพบน้องเต่าที่ยังมีชีวิตติดกองขยะลอยมา

"แลไม่เห็น" คนหนึ่งเริ่มพูดก่อน

"2ตัว นั่นน่ะข้างๆน่ะ"
"หลังจากวันก่อนพบปลาวาฬ วันนี้ได้ช่วยเต่าสองตัว?"
"เอามาไว้ในเรือก่อนเดี๋ยวปล่อยพร้อมกันทั้งสองตัว?"


วิดีโอที่ 2 (คลิปที่3)

บทสนทนาของสองหนุ่มดำเนินต่อ

"ตัวนึงประมาณ 3 กิโล ตัวนึงประมาณ 5 กิโล"
"ปลดออกมาได้แล้ว.."

"เดี๋ยวปล่อยพร้อมกันสองตัว"
"เอ้า ปล่อยมันไป"

ตู้มมมมม..เสียงเต่าสองตัวตกกระแทกน้ำไปพร้อมกัน

"ได้ช่วยสัตว์โลก 2 ตัววันนี้" ชายผู้โพสต์กล่าวทิ้งท้ายอย่างภูมิใจ


http://www.komchadluek.net/news/hotclip/378263

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


แจ้งจับรายการ Law of The Jungle กิน "หอยมือเสือ" สัตว์คุ้มครอง



กรมอุทยานฯ แจ้งความเอาผิดรายการดัง Law of The Jungle จากเกาหลี ขอเข้าถ่ายทำที่เกาะมุก เกาะแหวน อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง จับ "หอยมือเสือ" สัตว์ป่าคุ้มครอง 3 ตัวนำมาประกอบอาหาร

กรณีรายการ Law of The Jungle วาไรตี้ยอดนิยมของเกาหลีใต้ได้มาถ่ายทำรายการตอนที่ 370 ในประเทศไทย และมีการจับ "หอยมือเสือ" 3 ตัวมาประกอบอาหารกิน

วันนี้ (4 ก.ค.2562) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง เข้าแจ้งความร้องทุกข์รายการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากหอยมือเสือ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย และอยู่ในบัญชีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ถือว่ามีหลักฐานปรากฎที่ชัดเจนตั้งแต่กระบวนการดำน้ำเข้าไปจับหอยมาทำอาหาร

"กรณีนี้ถือว่ามีความผิดชัด เพราะหอยมือเสือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แม้แต่รายการอาหารที่เคยเกิดกรณีนำปลากระเบนนก ที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ก็ยังถูกท้วงติง ส่วนรายการนี้จะอ้างว่าซื้อมา หรือไม่รู้ว่าเป็นสัตว์คุ้มครองก็ฟังไม่ขึ้น เพราะควรต้องศึกษาข้อมูลก่อน"



ขออนุญาตถ่ายที่เกาะมุก-เกาะแหวน แต่จับหอยกิน

ขณะที่นายณรงค์ คงเอียด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าวว่า เหตุดังกล่าวเกิดบริเวณพื้นที่อ่าวโล๊ะอุดัง หมู่ที่ 2 เกาะมุก โดยอุทยานฯ เพิ่งได้รับแจ้งเมื่อวานนี้(3 ก.ค.) และนำหลักฐานเป็นภาพถ่าย และแผ่นซีดี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตำรวจภูธรกันตัง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

เบื้องต้นทราบว่าเป็นการถ่ายทำ Law of The Jungle จากประเทศเกาหลี ที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยบริษัทเดอะซิกซ์ เอลลิเมนท์ เป็นผู้ประสานงานขออนุญาตกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช เข้ามาถ่ายทำรายการโทรทัศน์ในอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เกาะแหวน และเกาะมุก เมื่อ 29 มี.ค.และวันที่ 1-3 เม.ย.ที่ผ่านมา

สำหรับรายการ Law of The Jungle แล้ว เป็นรายการวาไรตี้แนวเรียลลิตี้ผจญภัย ที่สมาชิกของรายการจะเดินทางไปใช้ชีวิตในป่าของประเทศต่างๆ เพื่อทำภารกิจในรายการ ซึ่งออกอากาศในเกาหลีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2011

ส่วนหอยมือเสือเป็น "สัตว์ป่าคุ้มครอง" จัดอยู่ในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 คือ "ห้ามล่า ห้ามมี และห้ามซื้อขาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท เปลือกของหอยมือเสือถือเป็นซากสัตว์ป่า

เช่นเดียวกับปะการัง ที่ห้ามซื้อขาย รวมทั้งห้ามนำมาวางประดับ ใช้เป็นที่เขี่ยบุหรี่ หรือที่ใส่สบู่ตามโรงแรมและร้านอาหารอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ CITES และจัดอยู่ในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2



รายการชี้แจง ยืนยันขอเข้าพื้นที่จริง

ทั้งนี้ มีรายงานว่าหลังจากสื่อในเกาหลี ได้รายงานถึงเรื่องนี้พร้อมกับได้ติดต่อไปยังทีมงานของรายการเพื่อสอบถามรายละเอียด ล่าสุดทางตัวแทนของรายการ Law of The Jungle ได้ชี้แจงถึงการถ่ายทำในประเทศไทยที่เกิดขึ้นว่า

การถ่ายทำของรายการได้รับอนุญาตจากทางการท้องถิ่น และระหว่างการถ่ายทำของรายการก็ได้รับการดูแลจากผู้ประสานงานท้องถิ่นตลอดการถ่ายทำ ซึ่งการถ่ายทำเป็นไปตามข้อกำหนดที่ถูกวางไว้ทั้งหมด และไม่มีส่วนใดของการทำงานที่เป็นการละเมิดต่อกฎหมาย


https://news.thaipbs.or.th/content/281413

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


รายได้ท่องเที่ยวอุทยานปี 61 ทะลุ 2,700 ล้านบาท

กรมอุทยาน เปิดเม็ดเงินรายได้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ทุบสถิตินับตั้งแต่ก่อตั้ง รวม 2,700 ล้านบาท ระบุไม่ใช่เป้าหมายหลัก กระจายให้ท้องถิ่นร้อยละ 5 ช่วยสวัสดิการเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ชี้หมู่เกาะพีพี ครองแชมป์ 669 ล้านบาท



วันนี้ (4 ก.ค.2562) เพจเฟซบุ๊กกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช ได้เผยแพร่ข้อมูลการจัดเก็บเงินรายได้จากอุทยานแห่งชาติต่างๆทั่วประเทศ โดยระบุว่า ปีงบประมาณ 2561 เงินรายได้จากอุทยานต่างๆทั่วประเทศรวมแล้วมียอดเงินสูงขึ้นอีก คือ 2,700 ล้านบาท ถือเป็นการทำสถิติการเก็บรายได้สูงสุดในรอบ 12 ปี นับแต่ตั้งกรมอุทยานแห่งชาติขึ้นมา

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า เมื่อมีความจริงจัง ไม่มีนอก ไม่มีใน ใดๆ สำหรับการจัดเก็บเงินรายได้ เริ่มตั้งแต่ การให้บุคคลระดับหัวหน้าอุทยานไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของตัวเอง สำคัญที่สุด คือ หากมีความโปร่งใสในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อหัวหน้าอุทยานคนนั้นเข้าไปทำหน้าที่โดยไม่มีต้นทุนอะไร เขาก็จะสามารถบริหารจัดการเงินรายได้ที่เข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

"ปีนี้ปิดอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ได้รับความนิยมมาก อย่างอ่าวมาหยา เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว แต่เรายังเก็บเงินรายได้ตั้ง 2,700 ล้านบาท"

อธิบดีกรมอุทยาน อธิบายเพิ่มว่า สำหรับเงินรายได้อุทยานฯ ที่กรมอุทยาน จัดเก็บมาได้ทั้งหมดนั้น เมื่อมีการสรุปในแต่ละรอบปีแล้ว ตามหลักเกณฑ์ต้องแบ่งรายได้ที่อุทยานแห่งชาตินั้นๆตั้งอยู่ ให้กับท้องถิ่นจำนวน 5% ของเงินรายได้ทั้งหมด

เช่น ตลอดทั้งปีเก็บเงินรายได้ 100 บาท ต้องแบ่งให้ ท้องถิ่น 5 บาท เก็บได้ 100 ล้านบาท ก็ต้องให้ท้องถิ่น 5 ล้านบาท เป็นต้น หลังจากนั้น เงินก็จะถูกโอนเข้าทางคลังจังหวัด ซึ่งกรมอุทยานแห่งชาติโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 1?16 และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์สาขาทุกสาขา เป็นผู้ดูแลทั่วประเทศ


ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติและพันธุ์พืช

การนำเงินรายได้อุทยานไปใช้นั้น เมื่อพื้นที่ไหน อุทยานใด ต้องการใช้เงิน ก็ต้องทำเรื่องเสนอแผนเข้ามา หลักการใช้เงินรายได้ของกรมอุทยานแห่งชาติที่กำหนดเอาไว้ในพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 คือ ต้องใช้เพื่อทำนุบำรุงอุทยานแห่งชาติเท่านั้น

ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับการนำเงินส่วนนี้มาใช้สำหรับดูแลสวัสดิการแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เช่น ก่อนหน้านี้ กรมอุทยานฯจะนำเอาเงินส่วนนี้มาเพื่อดูแลสวัสดิการ ซื้อประกันชีวิตแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า แต่มีการตีความทางกฎหมายว่า เอามาใช้เพื่อดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ไม่ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพ.ร.บ.ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้จะเกิดความคล่องตัวสำหรับการดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมอุทยาน กล่าวว่า ประชาชนไม่ต้องกลัวว่าหากพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ผ่านการพิจารณาแล้ว จะมีการเอาเงินรายได้ส่วนนี้มาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะขั้นตอนการพิจารณานำเงินรายได้มาใช้นั้น ต้องพิจารณากลั่นกรองกันหลายขั้น ตั้งแต่การเขียนโครงการในพื้นที่ ผ่านการพิจารณาของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ของพื้นที่นั้น


ภาพ:กรมอุทยานแห่งชาติและพันธุ์พืช

หลังจากนั้นก็จะถูกส่งเข้ามาที่สำนักอุทยานแห่งชาติ แล้วจะถูกส่งเข้าพิจารณาในคณะกรรมการพิจารณาเงินรายได้อุทยานแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมอยู่ด้วย หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว อธิบดีจะเป็นผู้ลงนามอนุมัติ

"เงินรายได้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญของกรมอุทยาน เป้าหมายของคือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของพี่น้องประชาชนให้อยู่คู่กับคนไทยตลอดไปต่างหาก"

ทั้งนี้พบว่า 10 อันดับอุทยานยอดนิยมเก็บเงินรายได้สูงสุด มีดังนี้

หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 669,150,880.68 บาท
อ่าวพังงา 391,441,149.91 บาท
หมู่เกาะสิมิลัน 308,001,294.49 บาท
เขาแหลมหญ้า ? หมู่เกาะเสม็ด 116,897,900 บาท
เอราวัณ 108,912,560.80 บาท
เขาใหญ่ 108,227,137.09 บาท
ดอยอินทนนท์ 72,674,788.00 บาท
เขาสก 63,029,460.00 บาท
หมู่เกาะลันตา 59,225,421.88 บาท
หมู่เกาะอ่างทอง 38,440,233.40 บาท

ปีงบประมาณ 2561 ยอดเงินถึง 2,700 ล้านบาท จากปี 2560 เก็บเงินได้ 2,413.63 ล้านบาท ปี 2559 จำนวน 1,982.17 ล้านบาท และเทียบจากปี 2550 เก็บได้เพียง 468 ล้านบาท


https://news.thaipbs.or.th/content/281415

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


แถลงการณ์ของกรีนพีซ กรณีวาฬหัวทุยเสียชีวิตกลางทะเลแถบเกาะลันตา จ.กระบี่

กรุงเทพฯ, 4 กรกฎาคม 2562 ? จากกรณีที่วาฬหัวทุย(Spermwhale, Physeter macrocephalus) เพศผู้ วัยรุ่น ขนาดลำตัวยาว 11.33 เมตร[1] ลอยเสียชีวิตอยู่กลางทะเลระหว่างเกาะหม้อกับเกาะห้า จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) แถลงถึงสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากการป่วยตามธรรมชาติจากระบบหายใจล้มเหลวร่วมกับการติดเชื้อทั่วร่างกาย ภายในกระเพาะอาหารพบขยะเป็นขวดพลาสติก 3 ใบและถ้วยพลาสติก 1 ใบนั้น พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า "ถึงแม้ว่าขยะพลาสติกจะไม่ใช่สาเหตุการเสียชีวิตของวาฬหัวทุยในครั้งนี้ แต่ตราบเท่าที่สังคมมนุษย์ยังปล่อยให้มีขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งเพิ่มปริมาณมากขึ้นในสิ่งแวดล้อมทางทะเล มลพิษพลาสติกจะยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามของความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตและสัตว์ทะเลหายากอยู่ต่อไป"


ถ้วยพลาสติกที่ถูกนำออกมาจากกระเพาะของวาฬหัวทุยถูกตรวจสอบโดยทีมสัตวแพทย์ ? ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

รายงานสถานภาพสัตว์ทะเลหายาก พ.ศ.2560 [2] ระบุว่า จากการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากกลุ่มโลมาและวาฬที่เกยตื้นระหว่างปี พ.ศ.2549-2559 รวมระยะเวลา 11 ปี โลมาและวาฬส่วนใหญ่เสียชีวิตมาก่อนแล้ว ความสำเร็จในการช่วยเหลือโลมาและวาฬยังมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากจากโลมาและวาฬที่เกยตื้นส่วนใหญ่มีอาการป่วยที่ค่อนข้างรุนแรง รายงานยังระบุอีกว่า ขยะเป็นสาเหตุการเกยตื้นซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ค่าเฉลี่ยของเต่าทะเลและโลมาท่ีกลืนขยะและเข้าไปสะสมอยู่ในระบบทางเดินอาหารมีร้อยละ 2-3 แต่เมื่อรวมการเกยตื้นท่ีมีขยะทะเลเกี่ยวพันภายนอกโดยเฉพาะขยะจำพวกอวนซึ่งพบมากในเต่าทะเล สัดส่วนการเกยตื้นจากสาเหตุขยะจะสูงถึงร้อยละ 20-40

ข้อมูลปริมาณขยะทะเลในประเทศไทยประจำปี 2561 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุ ถุงพลาสติก กล่องโฟม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกคือขยะทะเล 3 อันดับแรกซึ่งพบมากที่สุดและมีจำนวนรวมกันมากกว่าหนึ่งแสนชิ้น [3] ขยะพลาสติกในทะเลซึ่งสะท้อน "วิกฤตแห่งความสะดวกสบาย" ของสังคมมนุษย์เหล่านี้คือมลพิษพลาสติกที่เป็นภัยคุกคามหลักของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลซึ่งเป็นระบบสนับสนุนคำ้จุนชีวิตของมนุษย์เอง


ซากของวาฬหัวทุยขนาดร่วม 12 เมตรนอนอยู่บนพื้นทรายเมื่อเวลาใกล้รุ่ง หลังจากถูกพบและลากเข้ามาที่ฝั่งในตอนกลางคืนเพื่อทำการผ่าชันสูตรบนชายหาดของเกาะลันตาใหญ่ ? ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

พิชามญชุ์ รักรอด กล่าวเพิ่มเติมว่า "ไม่มีห้วงเวลาใดที่เร่งด่วนมากไปกว่านี้อีกแล้วหากเราต้องต่อกรวิกฤตมลพิษพลาสติก รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบาย มาตรการและแผนงานโดยเฉพาะการยกเลิกพลาสติกใช้ครั้งเดียว 7 ชนิด ให้เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น ออกประกาศเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทั่วประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติเพื่อตั้งกองทุนที่ทำงานเป็นอิสระเพื่อฟื้นฟูทะเลไทย และเน้นการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนเพื่อเปิดกว้างให้กับกระบวนการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนจากสาธารณะชน(public support) แทนการรณรงค์สร้างจิตสำนึกอย่างฉาบฉวย ในขณะเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำหน่ายเร็ว(Fast Moving Consumer Goods) ต้องมีนโยบายและคำมั่นที่ชัดเจนในการลงมือปฏิบัติเพื่อยกเลิกพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป"

หมายเหตุ

[1] วาฬหัวทุย(Spermwhale)เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลไทย(Cetaceans of Thailand) ที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่พบในทะเลเขตน้ำลึกบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต สตูล ในขณะที่การศึกษาสถานภาพและการเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชากรโลมาและวาฬในธรรมชาติยังจำกัดเฉพาะในกลุ่มประชากรจำถิ่นใกล้ฝั่ง


https://www.greenpeace.org/thailand/...-with-plastic/
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


พบฉลามวาฬยาว 5 เมตร บริเวณเกาะพีพี

จังหวัดกระบี่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพี ออกตรวจความเรียบร้อยให้กับนักท่องเที่ยว และกวดขันการลักลอบจับสัตว์น้ำ บริเวณหน้าถ้ำไวกิ้ง พบ ฉลามวาฬขนาดใหญ่ ลำตัวยาวประมาณ 5 เมตร น้ำหนัก กว่า 1 ตัน กำลังกินแพลงตอน



เจ้าหน้าที่ จอดเรือเฝ้าระวังไม่ให้เรือนำเที่ยว เข้าใกล้ฉลามวาฬ เกรางว่าจะเกิดอันตราย ด้านนายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ กล่าวว่าสาเหตุที่ฉลามวาฬเข้ามาหากินหน้าถ้ำไวกิ้ง เนื่องจาก เป็นหน้ามรสุมทะเลอันดามันมีคลื่นลมแรงเป็นระยะๆ ทำให้ฉลามวาฬ จะหลบหนีคลื่นลมแรง เข้ามาหากินแพลงตอนใกล้ฝั่ง ประกอบกับหลังจากที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุพืช ได้ประกาศปิดอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ทำให้ ธรรมชาติระบบนิเวศน์ใต้ทะเล ฟื้นตัวมีความสมบูรณ์ ทำให้สัตว์น้ำ หลายชนิด กลับเข้ามาอาศัยและหากินเพิ่มจำนวนมากขึ้น


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/106057


*********************************************************************************************************************************************************


"หญ้าทะเล" เมนูหลักของพะยูน

" หญ้าทะเล" เป็นอาหารหลักของ พะยูน นอกจากหญ้าทะเลแล้วยังมีสาหร่ายทะเลบางชนิดด้วย เช่น สาหร่ายสีเขียว ซึ่งในทะเลไทยจุดที่มีหญ้าทะเลมากที่สุดอยู่ที่ จ.ตรัง



สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมาชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 2550-2560 สำรวจพบหญ้าทะเล 13 ชนิดพันธุ์ตามฝั่งทะเลในพื้นที่ 19 จังหวัด บนเนื้อที่หญ้าทะเล 159,829 ไร่ ฝั่งอ่าวไทย 60,196 ไร่ ฝั่งอันดามัน 99,633 ไร่ ซึ่งจังหวัดที่มีพื้นหญ้าทะเลมากที่สุด คือ จังหวัดตรัง 33,066.5 ไร่ สภาพสมบูรณ์ปานกลางถึงดี โดยชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง มีพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลมากที่สุด 66,821 ไร่ รองลงมา คือ อันดามันตอนบน อ่าวไทยตอนกลาง อ่าวไทยตะวันออก อ่าวไทยตอนล่าง และอ่าวไทยตอนบน

แต่หญ้าทะเลที่พะยูนจะเลือกกินต้องเป็นลักษณะอ่อนนิ่ม เช่น หญ้าใบมะกรูด (Halophila ovalis) หญ้าผมนาง(Halodule uninervis) หญ้าเต่า(Thallassia hemprichii) หญ้าชะเงาใบมน (Cymodocea rotundata) และหญ้าชะเงาใบยาว (Enhalus acoroides) กินเฉพาะใบอ่อน



สำหรับ "หญ้าทะเล" ถือเป็นพืชดอกที่เจริญเติบโตอยู่ในทะเล เติบโตได้ดีบริเวณน้ำตื้นแสงแดดส่องถึง มักแพร่กระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเขตน้ำตื้นชายฝั่งทะเลทั่วโลกในเขตร้อนและเขตหญ้าทะเลเขตอบอุ่น มีวิวัฒนาการให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในทะเลได้อีกครั้ง หลังจากพืชชั้นสูงอื่นๆ มีวิวัฒนาการเป็นพืชบกเมื่อ 400 ล้านปีก่อน ทำให้หญ้าทะเลมีความแตกต่างจากหญ้าบกตรงรูปร่าง ใบ ลำต้น ราก ดอก และผล วงจรชีวิตอยู่ใต้น้ำ มีลำต้นเป็นปล้องๆ ทอดยาวไปตามพื้นดิน โดยเหง้าจะทอดยาวและแตกสาขาไปตามพื้นดินในแนวนอน

และไม่เพียงแต่ พะยูนเท่านั้นที่ถูกคุกคาม เพราะ หญ้าทะเล อาหารของพะยูน ก็กำลังจะถูกคุกคามด้วยเช่นกัน ซึ่ง 2 สาเหตุนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรแหล่งหญ้าทะเล คือ

สาเหตุจากธรรมชาติ ในช่วงปลายฤดูร้อนหญ้าทะเลส่วนเหนือพื้นจะหายไป เหลือแต่รากและส่วนใต้ดิน ใบจะแตกยอดใหม่ในช่วงหมดมรสุมตะวันออก และเจริญเติบโตเด็มที่ในช่วงปลายฤดูมรสุมตะวันตก คลื่นมรสุมรุนแรง ทำให้มีการเคลื่อนย้ายของแนวสันทรายและตะกอนธรรมชาติทับถมแนวหญ้าทะเล เป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์น้ำทะเลอุณหภูมิสูง เช่น ในปี 2553

สาเหตุจากมนุษย์ มาจากการพัฒนาชายฝั่งทุกรูปแบบที่ทำให้มีตะกอนในน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การสร้างสะพานที่จอดเรือ การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน และการทำนากุ้ง ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม การทำประมงผิดกฎหมายในพื้นที่หญ้าทะเล เช่น การใช้อวนลากและอวนรุนแรง

ปัจจัยทั้งหมดล้วนส่งผลต่อระบบนิเวศโดยรวมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะระบบนิเวศชายฝั่งเพราะนอกจากเป็นอาหารของพะยูนแล้ว ยังเป็นแหล่งวางไข่ แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำขนาดเล็ก แหล่งหลบภัย แหล่งอาหาร นั่นหมายความว่าทั้งสองล้วนเกื้อกูลกันและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแล รักษาไว้ตราบนานเท่านาน


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/106077

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 05-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


กรมทรัพยากรทางทะเลฯ เผยวาฬหัวทุยตายตามธรรมชาติ

ศูนย์วิจัยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยวาฬหัวทุยที่พบบริเวณเกาะลันตาใหญ่ ตายจากการป่วยตามธรรมชาติ



ศูนย์วิจัยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทะเลอันดามัน รายงานผลชันสูตรวาฬหัวทุย เพศผู้ ขนาดความยาว 11.33 เมตร น้ำหนักประมาณ 12 ตัน หลังจากที่พบซากลอยอยู่กลางทะเลบริเวณเกาะลันตาใหญ่ โดยสภาพซากเริ่มเน่า บริเวณรอบลำตัวพบรอยถลอก ปลายหางแหว่ง แต่เป็นแผลที่สมานแล้ว ไม่พบบาดแผลอื่นๆ ที่ชัดเจน จากการผ่าชันสูตรพบ ปลายกรามล่าง และฟันบางส่วนถูกตัดออกด้วยของมีคม และบริเวณเหงือกรวมถึงผิวหนังด้านล่าง พบรอยแผลจากของมีคมซึ่งเกิดภายหลังการตาย โดยฟันกรามล่างที่เหลืออยู่มีจำนวน 18 คู่ สาเหตุการตายเกิดจากการป่วยตามธรรมชาติ จากระบบหายใจล้มเหลว ร่วมกับการติดเชื้อทั่วร่างกาย เนื่องจากพบผนังช่องอกมีหนองขนาดใหญ่ และภายในเนื้อปอดพบการคั่งเลือด

ภายในกระเพาะอาหารพบ ปากหมึกจำนวนมาก และขยะเป็นขวดพลาสติก 3 ใบ และถ้วยพลาสติก 1 ใบ ซึ่งขยะที่พบไม่ใช่สาเหตุของการเสียชีวิต เนื่องจากยังไม่พบการอักเสบของผนังกระเพาะ แต่อาจส่งผลกระทบในระยะยาวได้


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/106056


*********************************************************************************************************************************************************


ญี่ปุ่นจัดการประมูลเนื้อวาฬเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี

ญี่ปุ่นจัดการประมูลเนื้อวาฬขึ้นเป็นครั้งแรกในวันนี้ หลังรัฐบาลอนุญาตให้กลับมาล่าวาฬเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี



การประมูลเนื้อวาฬครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองทาอิจิของจังหวัดวากายามะของญี่ปุ่นในวันนี้ ถือเป็นการประมูลขายเนื้อวาฬเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี หลังจากที่ญี่ปุ่นหวนกลับมาล่าวาฬเชิงพาณิชย์อีกครั้ง นับตั้งแต่รัฐบาลได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของคณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศหรือไอดับบลิวซี (IWC) ตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

สำหรับเนื้อวาฬน้ำหนัก 66 กิโลกรัมที่นำมาประมูลดังกล่าว เป็นเนื้อของวาฬมิงก์จำนวน 1 ใน 2 ตัว ที่กองเรือล่าวาฬสามารถจับกลับมาได้ หลังจากมุ่งหน้าออกจากท่าเรือบนเกาะฮอกไกโด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และถูกส่งไปประมูลยังเมืองทาอิจิ เนื่องจากมีเรือจากเมืองแห่งนี้ร่วมขบวนเรือล่าวาฬในน่านน้ำชายฝั่ง ขณะเดียวกันเมืองทาอิจิยังระบุว่าเป็นต้นกำเนิดของการล่าวาฬด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมเป็นสมาชิกของคณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ในปี 1951 และระงับการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ในปี 1988 หลังจาก ?ไอดับบลิวซี? มีมติบังคับใช้ข้อตกลงห้ามการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ในปี 1982 อย่างไรก็ตามปุ่นยังคงเดินหน้าล่าวาฬอย่างต่อเนื่อง โดยให้เหตุผลด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาประเทศที่มองว่าเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นมากกว่า


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/106092

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:45


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger