เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 17 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซี่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีปริมาณฝนน้อย

สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2562


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 17 - 21 ก.ค. 62 ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออก สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร หลังจากนั้น บริเวณประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลดลง สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 17 ? 21 ก.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน เดินเรือด้วยความระมัดระวัง ควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก และคลื่นลมแรง (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2562)" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2562

บริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซี่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2562 โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ดังนี้


ในช่วงวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2562

ภาคกลาง: มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล


ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 มีฝนตกหนักบางแห่ง

ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง

อนึ่ง พายุโซนร้อน "ดานัส" บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านตอนบนของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งที่เกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 18-19 ก.ค. 62 สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (102.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (81.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (105.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


สุดทึ่ง ปลากระเบนราหู ขอให้นักประดาน้ำออสซี่ช่วย โดนเบ็ดเกี่ยวใต้ตา

คลิปสุดประทับใจ ช่างภาพใต้น้ำชาวออสเตรเลีย เผยเหตุการณ์คาดไม่ถึง เจอปลากระเบนราหูยักษ์แสนฉลาดที่เคยเห็นบ่อยๆ ว่ายเข้ามาขอความช่วยเหลือ โดนเบ็ดเกี่ยวใต้ตา เจ็บปวดมาก



เมื่อ 16 ก.ค.62 เว็บไซต์มิร์เรอร์ รายงาน เจค วิลตัน ช่างภาพใต้น้ำ ชาวออสเตรเลีย เล่าเรื่องสุดเหลือเชื่อ ที่เขาเองคาดไม่ถึง ขณะลงไปใต้ท้องทะเล แถวอ่าวแนวปะการังนินกาลู ของออสเตรเลีย พร้อมกับชาวอังกฤษทำงานด้านทีวี และมอนตี้ ฮอลส์ นักชีววิทยาทางทะเล โดยเจคได้พบกับปลากระเบนแมนตา หรือปลากระเบนราหู ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของนักประดาน้ำ และถูกตั้งชื่อให้ว่า 'เฟรคเกิลส์'

เพียงแต่การพบกันคราวนี้ เจค ซึ่งเป็นไกด์พานักท่องเที่ยวลงมาดำน้ำแถวอ่าวนินกาลู บ่อยครั้ง สังเกตได้ว่า เฟรคเกิลส์ ดูมีความทุกข์ และมันได้ว่ายเข้ามาหาพวกเขาเพื่อพยายามขอความช่วยเหลืออะไรบางอย่าง ก่อนที่เจคจะเห็นใต้ตาของเฟรคเกิลส์ มีเบ็ดตกปลาปักอยู่ จนทำให้มันได้รับบาดเจ็บ และการที่เฟรคเกิลส์ว่ายตรงมาหาพวกเขานั้น ก็เพื่อหวังให้ช่วยเอาตะขอเบ็ดออกจากบริเวณใต้ดวงตาของมันนั่นเอง

จากคลิปวิดีโอ ที่บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า เฟรคเกิลส์ ปลากระเบนราหูยักษ์ เพศเมีย ซึ่งมีอายุราว 30 ปีตัวนี้ ได้ว่ายน้ำพลิกตัว และสะบัดครีบของมันหลายครั้งขณะที่นักประดาน้ำพยายามที่จะเอาเบ็ดออกจากใต้ตาของมัน



'ผมไปดำน้ำสน็อกเกิลในบริเวณนั้นบ่อยๆ และดูเหมือนมันจะจำผมได้ จึงไว้ใจผมให้ช่วย' เจค เล่านาทีที่เห็นเฟรคเกิลส์ พร้อมกับเล่าด้วยว่า ปลากระเบนราหูตัวนี้ได้ว่ายเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มที่จะคลี่ครีบโบกสะบัดเพื่อให้เขาเห็นว่าใต้ตาของมันมีเบ็ดเกี่ยวติดอยู่ ซึ่งทำให้มันเจ็บปวด

ขณะที่ มอนตี้ ฮอลส์ ซึ่งอยู่บนเรือขณะเกิดเหตุการณ์นี้ เล่าว่า เจคดำน้ำลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า และเฟรคเกิลส์ก็ไม่ได้ว่ายไปไหน มันอยู่บริเวณนั้น ซึ่งเขามั่นใจว่า ปลากระเบนราหูแสนฉลาดตัวนี้รู้ว่าเจคกำลังพยายามช่วยเอาเบ็ดออกจากใต้ตาของมัน จนกระทั่ง เจคสามารถใช้คีมดึงเบ็ดออกจากใต้ตาเฟรคเกิลส์ ได้สำเร็จ ซึ่งมอนตี้ ฮอลล์ กล่าวด้วยความประทับใจว่า เหตุการณ์นี้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาเคยเห็นจากใต้ท้องทะเลเลยทีเดียว


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1616116

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


พบจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยแท้ ใกล้สูญพันธุ์วางไข่ บริเวณวังข่า ห้วยแม่เพรียง

เพชรบุรี - พบจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยแท้ สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทำรังวางไข่ บริเวณวังข่า ห้วยแม่เพรียง สำรวจพบไข่ 16 ฟอง แต่ถูกสัตว์เลื้อยคลานรื้อกินเสียหายเหลือสภาพสมบูรณ์ 1 ฟองแต่ไข่ไม่พบเชื้อตัวผู้ผสม



นายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นายยุทธนา ล่ำคำ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และ ชุดปฏิบัติการพิเศษกู้ภัยมวลชนสัมพันธ์และช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่า นำนายสัตว์แพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง และเจ้าหน้าที่จากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(wcs) ลงตรวจสอบพื้นที่ริมแม่น้ำเพชรบุรีบริเวณวังข่า ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

โดยอยู่ห่างจากหมู่บ้านโป่งลึก- บางกลอยประมาณ 4 กิโลเมตร เพื่อสำรวจติดตามการวางไข่ของจระเข้สายพันธุ์ไทย หลังจากได้รับรายจากหัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.10 ห้วยแม่สะเรียง และได้สั่งการให้นำกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าไปติดตั้งโดยรอบบริเวณนี้แล้ว เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณดังกล่าว พบการวางไข่ของจระเข้สายพันธุ์ไทย (CROCODYLUS SIAMENSIS) ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แท้ จำนวน 1 รัง มีไข่จำนวน 16 ฟอง อยู่ในลักษณะกระจัดกระจายใกล้รังไข่ มีสภาพสมบรูณ์ 1ฟอง

ส่วนที่เหลือแตกเสียหาย รังมีลักษณะถูกรื้อทำลาย สาเหตุเนื่องจากสัตว์เลื้อยคลานเข้ารื้อค้นหาไข่จระเข้กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นจึงได้กระจายกำลังตรวจสอบพื้นที่ใกล้เคียงโดยละเอียดอีกครั้ง และสำรวจบริเวณริมสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีโดยใช้เรือเครื่องและแพยาง ผลปรากฏว่าไม่พบร่องรอยการวางไข่และรังไข่จระเข้เพิ่มเติม ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ได้พบรังวางไข่ ของจระเข้น้ำจืด ว่ายังคงมีอยู่ในป่าแก่งกระจาน



หลังจากที่เคยพบมีการขึ้นมาวางไข่เช่นเดียวกันมาก่อนหน้านี้มาแล้ว 3 ครั้ง และจากการสำรวจที่ผ่านมาพบว่า ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานมีจระเข้สายพันธุ์ไทยแท้เพียง 5 -7 ตัวเท่านั้น แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากไข่ที่พบสมบูรณ์ 1 ฟองนำมาส่องแล้วไม่พบเชื้อตัวผู้ผสม และเพื่อเป็นการคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยของจระเข้สายพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นมีสถานะภาพใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ จึงได้กำหนดมาตรการเบื้องต้น โดยกำหนดให้พื้นที่ริมแม่น้ำเพชรบุรีบริเวณวังข่า เป็นพื้นที่คุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยและการวางไข่ของจระเข้สายพันธุ์ไทย และประกาศแจ้งหน่วยงานต่างๆรวมถึงราษฎรให้ทราบ พร้อมจัดชุดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามรังไข่ เมื่อพบว่ามีการวางไข่ของจระเข้

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ยังมีความหวังในการได้พบจระเข้สายพันธุ์ไทยแท้ เนื่องจากมีการลาดตระเวนเชิงคุณภาพครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งพบพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนมีร่องรอยของจระเข้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยต่อการจัดทำข้อมูลทางวิชาการ ซึ่งพบร่องรอยใหม่ที่รอยต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีและอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน3 จากกิจกรรมการลาดตระเวนร่วมกันโครงการการเพิ่มประสิทธิภาพการลาดตระเวน อย่างมีส่วนร่วมที่จะรับสนับสนุนจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร


https://mgronline.com/local/detail/9620000067767

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


เอ68: ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะละลายหายไปใน "สุสานภูเขาน้ำแข็ง" หรือไม่



ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ชื่อว่า เอ68 แตกตัวออกมาจากทวีปแอนตาร์กติกามาได้ 2 ปีแล้ว

ภาพถ่ายทางดาวเทียมเผยให้เห็นว่า ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกก้อนนี้ ได้ลอยหมุนไปในทะเลเวดเดิล และกำลังเคลื่อนตัวไปทางเหนือตามแนวคาบสมุทรแอนตาร์กติกา

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ ภูเขาน้ำแข็งขนาดยาว 160 กิโลเมตร ดูเหมือนจะติดอยู่ที่บริเวณที่ก้นทะเลตื้น และเกือบจะกลายเป็น "เกาะน้ำแข็ง" ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในที่สุดมันก็เคลื่อนตัวต่อไปได้

ศ. เอเดรียน ลักแมน กล่าวว่า "ภูเขาน้ำแข็ง เอ68 ดูเหมือนจะเคลื่อนตัวค่อนข้างเร็ว หากพิจารณาว่า มันเป็นวัตถุที่หนักราว 1 ล้านล้านตัน"

"หลังจากเคลื่อนตัวอยู่ไม่ห่างจากหิ้งน้ำแข็งที่มันแยกตัวออกมานานราว 1 ปี ช่วงกลางปี 2018 เอ68 ก็เผชิญกับกระแสน้ำในมหาสมุทรที่ไหลตามเข็มนาฬิกา ทำให้มันถูกพัดหมุนไป 270 องศา และลอยห่างออกไปทางเหนือ 250 กิโลเมตร" เขากล่าวกับบีบีซี

"ภูเขาน้ำแข็งที่ยาว 160 กิโลเมตร แต่หนาเพียง 200 เมตรเท่านั้น เทียบอัตราส่วนแล้วก็ไม่ต่างจากบัตรเครดิต น่าประหลาดใจมากที่ มันแทบไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย จากการลอยไปไกลขนาดนั้น"

เอ68 แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C Ice Shelf) ในเดือน ก.ค. 2017 ศ. ลักแมน จากมหาวิทยาลัยสวอนซี ได้ติดตามการเดินทางของมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยใช้ดาวเทียมเซนทิเนล-1 (Sentinel-1) ของยุโรป

ดาวเทียมลักษณะนี้มีอยู่ 2 ดวง และพวกมันจะเคลื่อนตัวตามภูเขาน้ำแข็งทุก ๆ 2-3 วัน



ดาวเทียมทั้ง 2 ดวง ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับเรดาร์ ที่สามารถมองเห็นได้ถึงพื้นผิวโลก ไม่ว่าจะเผชิญสภาพอากาศอย่างไรและมีความสว่างมากแค่ไหน โดยในช่วงนี้ แอนตาร์กติกา ตกอยู่ในความมืดมิดช่วงหน้าหนาว

แม้ว่า เอ68 จะเกาะกันอยู่เป็นก้อนภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่หลุดแยกออกไปบ้าง มีก้อนหนึ่งที่แยกตัวออกจากปลายด้านหนึ่งไม่นานหลังจากที่ภูเขาน้ำแข็งก้อนนี้ถือกำเนิดขึ้น มันมีขนาดใหญ่ถึงขนาดที่ได้รับการตั้งชื่อว่า เอ68บี (A68b)

ก้อนน้ำแข็งก้อนนี้มีขนาดประมาณ 13?5 กิโลเมตร และลอยอยู่ห่างออกไปทางเหนือราว 110 กิโลเมตร ตามแนวคาบสมุทร

ภูเขาน้ำแข็งส่วนใหญ่จากทะเลเวดเดิลในทวีปแอนตาร์กติกา จะถูกพัดพาเข้าไปสู่กระแสน้ำเย็นรอบขั้วโลกใต้ (Antarctic Circumpolar Current) ซึ่งจะพัดพาภูเขาน้ำแข็งเหล่านี้ รวมถึง เอ68เอ และ เอ68บี ออกสู่ทางใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ตามเส้นทางที่รู้จักกันในชื่อว่า "ตรอกภูเขาน้ำแข็ง" (iceberg alley)

นี่คือกระแสน้ำและทิศทางลมที่เซอร์ เออร์เนสต์ แชกเคิลตัน นักสำรวจที่มีชื่อเสียงใช้ในการเดินทางออกจากแอนตาร์กติกาในปี 1916 หลังจากที่เรือเอนดูแรนซ์ (Endurance) ของเขากระแทกกับน้ำแข็งในทะเล จนสูญเสียเรือลำนี้ไป ขณะที่แชกเคิลตัน ตั้งเป้าที่จะเดินทางไปยังเซาท์จอร์เจีย ซึ่งเป็นเกาะที่จะมองเห็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่นอกชายฝั่ง

ส่วนของก้อนภูเขาน้ำแข็งที่จมลึกอยู่ใต้น้ำ ทำให้มันอาจจะติดอยู่บริเวณหิ้งที่ยื่นออกมาจากแผ่นดินใหญ่บริเวณน้ำตื้นซึ่งอยู่ในดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ (British Overseas Territory)

ภูเขาน้ำแข็ง เอ68 ก้อนนี้ จะไปติดอยู่ที่เซาท์จอร์เจีย และละลายหายไปใน "สุสานภูเขาน้ำแข็ง" (iceberg graveyard) ของจอร์เจีย หรือไม่


https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2714951

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


แฉมีขบวนการ 'ล่าพะยูน' ตัดเขี้ยวทำยาเสน่ห์ ทช.เปิด4จุดเสี่ยง ขู่ตายอีกเชือดจนท.แน่



16 กรกฎาคม 2562 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดกระบี่ เพื่อหาสาเหตุการตายอย่างต่อเนื่องของพะยูน เฉพาะในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ถึง 3 ตัว ไม่รวมพื้นที่จังหวัดตรัง โดยมีนายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ , นายสมโภช โชติชูช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ , นายมานิตย์ ดำกล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ , นายอาหลี ชาญน้ำ นายกสมาคมคนรักเลจังหวัดกระบี่ , นายแสน ศรีงาม ประมงจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมร่วมกัน

ทั้งนี้ ระหว่างการประชุม นายสมโภช เปิดเผยข้อมูลต่อที่ประชุมว่า จากการสืบหาข้อมูลในทางลับ พบว่ามีกลุ่มคนที่มีความเชื่อเรื่องการครอบครองอวัยวะของพะยูนจริง โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติ ที่เชื่อว่าเขี้ยวพะยูน น้ำตาดูหยง หรือพะยูน รวมถึงไขมัน ที่นำไปทำเป็นยาเสน่ห์ และมีการซื้อขายกันในราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอยากให้ทุกหน่วยงานยอมรับความเป็นจริง และสกัดกั้นขบวนการเหล่านี้ ส่วนกลุ่มคนที่ลักลอบล่าจะเป็นใคร คงไม่สามารถระบุได้

ต่อมานายจตุพร ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพะยูนที่ตายในพื้นที่จังหวัดกระบี่ เกิดจากสาเหตุอะไร หรือว่ามีใครทำให้ตาย เพราะเรายังต้องหาหลักฐานต่างๆอีกมาก ทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ อะไรหลายๆอย่าง แต่ประการสำคัญที่มาในวันนี้ เพื่อหามาตรการป้องกัน พะยูนตัวต่อไปจะไม่มีการตายเกิดขึ้นในพื้นที่กระบี่ หรือจังหวัดใกล้เคียง หากว่ามีการตายเกิดขึ้นอีกทางจังหวัด ทางเจ้าหน้าที่ ทช.ในพื้นที่ จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

"จุดเสี่ยงที่จะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มี 4 จุด คือ แหลมหางนาค ในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ บริเวณหมู่เกาะศรีบอยา พื้นที่อำเภอเหนือคลอง บริเวณพื้นที่อ่าวบ่อม่วง รอยต่อจังหวัดตรัง อำเภอคลองท่อม และจุดสุดท้ายบริเวณหมู่เกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา ซึ่งตามแผนระยะสั้น วันที่เราทำงานกันเลย จะไม่มีฮีโร่ เราทำงานกันเป็นทีม ทุกภาคส่วน ทั้งจังหวัด ท้องถิ่น และภาคเอกชน ซึ่งในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ผมยอมรับว่าเรามีภาคเอกชนที่เข้มแข็ง ทั้งสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่และสมาคมคนรักเลจังหวัดกระบี่" นายจตุพร กล่าว

ด้านนายสมโภช กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการสันนิษฐานกันไปต่างๆนานา ถึงสาเหตุการตายของพะยูน และที่สำคัญพูดกันไปถึงน้ำทะเลในพื้นที่จังหวัดกระบี่เป็นพิษบ้าง มันยุ่งกันไปใหญ่ เรื่องนี้ตนยืนยันว่า ทะเล และชายหาดของจังหวัดกระบี่ยังสวยงาม ไม่มีมลภาวะอะไรใดๆทั้งสิ้น

"สาเหตุการตายของพะยูน อย่าไปตัดประเด็นใดทิ้ง อย่างการล่าพะยูนตามใบสั่ง เพราะว่าขณะนี้เรื่องความเชื่อต่างๆมันยังมีอยู่ เขี้ยวที่บางคนเรียกว่างาของพะยูน มีราคาสูง ถ้าไปดูประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างมาเลเซีย ตามภาษาของเขาเรียก ปลาดูหยง ยังมีน้ำมันพะยูนขายกันเลย อย่าว่าแต่เขี้ยวของมัน และก่อนที่เราจะหามาตรการป้องกัน เราควรที่จะหาสาเหตุการตายให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะได้หามาตรการป้องกันได้รัดกุมขึ้น และที่เป็นที่น่าสังเกตจะเห็นว่า เขี้ยวของพะยูนที่ตาย 2 ตัว มีมือดีตัดเขี้ยวของมันไป ด้วย จะถูกล่าหรือไม่ ก็ขอให้ทุกคนใช้ดุลพินิจกันดูก็แล้วกัน" นายสมโภช กล่าว

ส่วนนายมานิตย์ กล่าวว่า ตนค่อยข้างเห็นด้วยกับนายสมโภช ว่าจะต้องหาสาเหตุการตายของพะยูนออกมาให้ได้ ไม่ใช้ว่าคาดการณ์ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เมื่อไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงก็ยากลำบากในการป้องกันดูแล เพื่อไม่ให้พะยูนตัวต่อไปมาตายอีก ตอนนี้ได้แต่พิสูจน์กันว่าเขี้ยวของพะยูนที่ถูกตัดไป ได้มีมือดีตัดไปหลังจากพะยูนตายแล้ว แล้วใครทำให้ตาย และใครเป็นคนตัดไป ไม่มีข้อมูล และจากการฟังรายงานของเจ้าหน้าที่ในห้องประชุม ตนเองก็สับสน ข้อมูลระบุว่าพะยูน 2 ตัว มีร่องรอยถูกเชือกรัดที่โคนหาง ก่อนตาย ถ้าไม่ล่า พะยูนไปโดนเชือกรัดมาจากไหน แล้วเขี้ยวของมันมนุษย์เป็นคนตัดไป ฟังแล้วยิ่งสับสน

ด้านนายอาหลี กล่าวว่า หลังจากที่ได้ทราบข่าว พะยูนตายเมื่อ 2 วันที่แล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลเกาะศรีบอยา ได้ช่วยกันออกสำรวจพะยูนที่บริเวณหมู่เกาะศรีบอยา ที่ชาวบ้านเคยปลูกหญ้าทะเลกันเมื่อเร็วๆนี้ ยังสบายใจ เนื่องจากว่าชาวบ้านได้พบฝูงพะยูนที่อาศัยอยู่ในพื้นดังกล่าวเป็นประจำ จำนวน 5 ตัว ยังมีสภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ทุกตัว จริงๆแล้ว ตนพร้อมด้วยชาวบ้านตำบลเกาะศรีบอยา ได้อนุรักษ์พะยูนมานาน เราทำกันแบบปิดทองหลังพระ ชาวบ้านได้มีการปลูกหญ้าทะเลมาจำนวนหลายสิบไร่ และได้มีการวางแนวเขตที่มีหญ้าทะเลที่สมบูรณ์กันมา เพราะชาวบ้านทราบว่าพะยูนจะมาอาศัย และหากินตามบริเวณที่มีหญ้าทะเลที่สมบูรณ์

"ตนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมแม่ของมาเรียม และยามีล มันหายไปไหน ตามธรรมชาติของพะยูน แม่กับลูกจะอยู่ติดๆกัน ลูกจะเกาะติดตามแม่ไม่ห่าง แต่นี่มันได้พลัดหลงกัน หากันไม่เจอ เพราะสาเหตุอะไร มีอะไรทำให้มันตกใจ แล้วแม่กับลูกหนีกันไปคนละทิศละทาง ก็ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จนถึงตอนนี้" นายอาหลี กล่าว


https://www.naewna.com/local/426892


*********************************************************************************************************************************************************


ชันสูตรซากพะยูนป่วยตายธรรมชาติ กระบี่สั่งตั้ง4ศูนย์ฯคุมเข้มแผนเฝ้าระวัง

อธิบดีทช.ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จ.กระบี่ เร่งรัดมาตรการดูแล คุ้มครองพะยูน หลังพบตายเกินค่าเฉลี่ย 12 ตัวต่อปี ผลักดันแผนเฉพาะหน้า-ระยะยาว พร้อมตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 4 อำเภอ กำหนดเขตห้ามทำประมง เผยผลชันสูตรซากพะยูนที่พบบริเวณเกาะไผ่ ติดเชื้อในช่องท้อง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หนองคั่งช่องท้อง ทำให้หัวใจล้มเหลว



เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมอ่าวลึก ศาลากลางจังหวัดกระบี่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ประชุมร่วมกับนายสมควร ขันเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พล.ร.ต.นันทพล มาลารัตน์ ผู้บัญชาการฐานทับเรือพังงา ทัพเรือภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดและเพิ่มมาตรการคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก (พะยูน) อย่างยั่งยืน หลังพบพะยูนเกยตื้นต่อเนื่อง

หลังประชุม นายจตุพรแถลงว่า จากสถานการณ์การตายและลอยเกยตื้นของพะยูนในพื้นที่ฝั่งอันดามันต่อเนื่อง มีการตายของพะยูน 15 ตัว จากค่าเฉลี่ยไม่เกิน 12 ตัวต่อปี ส่วนใหญ่ตายด้วยเครื่องมือประมง ซึ่งพะยูนนั้นเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 ปัจจุบันประชากรพะยูนในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 200-250 ตัว ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง โดยช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบซากพะยูนเกยตื้น 7 ตัว ตาย 5 ตัว และรอดชีวิต 2 ตัวคือ มาเรียม และยามีล ซึ่งอยู่ระหว่างการอนุบาล โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ โดยการเกยตื้นเกิดจากภัยคุกคามด้านประมง 89% ป่วยตาย 10% และอื่นๆ 1%

"จากการติดตามสถานการณ์พบว่าพะยูนส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการตายผิดธรรมชาติ การติดเชื้อ และติดเครื่องมือประมง ซึ่งต้องมีมาตรการป้องกันเฝ้าระวังระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงกำหนดพื้นที่แหล่งอาศัยของพะยูน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด" นายจตุพรกล่าว

และว่า นอกจากนี้ ในที่ประชุม ยังติดตามมาตรการของประมงจังหวัด สมาคมประมงจังหวัดกระบี่ นายอำเภอที่กันเป็นพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ 4 อำเภอ ได้แก่ พื้นที่แหลมหางนาค อ.เมือง ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง ต.เกาะลันตา อ.เกาะลันตา และตำบลบ่อม่วง อ.คลองท่อม ซึ่งตั้งคณะทำงานและมอบหมายภารกิจความรับผิดชอบไปแล้ว โดยพื้นที่ ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนืองคลองได้กันพื้นที่ที่มีหญ้าทะเล 26 ไร่ บริเวณเหน้าเกาะจำ ให้เป็นพื้นที่พิเศษ ห้ามเข้าทำประมง

สำหรับการดำเนินการป้องกันการตายและการเกยตื้นของพะยูนนั้น ดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือระยะสั้น ดูแลพื้นที่แหล่งอาหาร การลาดตระเวน ประชาสัมพันธ์ผ่านทางประมง และผู้นำท้องถิ่นให้ประชาชนเข้าใจมีส่วนร่วมดูแล ระยะกลาง จะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และระยะยาว กำหนดมาตรการที่เข้มข้นการอนุรักษ์พะยูน ซึ่งจะดำเนินการประกาศเขตคุ้มครองที่ชัดเจนในระยะไม่เกิน 5 ปี อย่างไรก็ตาม ได้ประสานการปฏิบัติ ข้อมูล กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทั้งการป้องกัน การดูแลรักษากรณีพบปลาพะยูนเจ็บป่วยหรือเกยตื้น ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2563 ได้เตรียมจัดการประชุมพะยูนโลก ที่จังหวัดตรัง และจะลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ด้วย

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ามีการล่าพะยูนเพื่อเอาเขี้ยวมาทำเครื่องรางของขลังนั้น นายจตุพรยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง เพราะจากผลการชันสูตรซากพบ การตัดเขี้ยวพะยูนเกิดขึ้นหลังจากที่พะยูนตายแล้ว ส่วนใหญ่จะเอาไปทำเป็นเครื่องประดับเท่านั้น หลังจากนี้จะมีมาตรการในการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นมากขึ้น

ด้านนายดำรัส โพธิ์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 นครศรีธรรมราช รายงานผลตรวจพิสูจน์ซากพะยูนว่า รับแจ้งจากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.ภูเก็ต) ถึงผลชันสูตรซากพะยูนเกยตื้น (DU439) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาบริเวณทะเลเขตพื้นที่เกาะพีพี ห่างจากเกาะไผ่ประมาณ 20 กิโลเมตร ผลตรวจสอบสภาพภายนอกพบ เป็นพะยูนเพศผู้ โตเต็มวัย มีสภาพซากสด ความสมบูรณ์ของร่างกายอยู่ในระดับปกติ มีรอยถลอกและรอยแดดไหม้ที่หลัง ซึ่งพบได้ในพะยูนธรรมชาติ บริเวณโคนใบพายทั้งสองข้างมีรอยแผลรัดลึกแต่แผลสมานแล้ว และพบรอยแผลเกยตื้น ถลอกข้างลำตัว ส่วนเขี้ยวสึกจากสภาพการใช้งาน

นายดำรัสกล่าวต่อว่า การตรวจสอบความผิดปกติของอวัยวะภายในพบ ในช่องท้องอักเสบ มีหนองคั่งในช่องท้องประมาณ 100 มล. ส่วนของลำไส้มีภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง และมีพังผืดพันยึดลำไส้เล็กและพบเนื้อตายร่วมด้วยในบริเวณดังกล่าว กระเพาะอาหารมีหญ้าทะเลที่ไม่ได้รับการย่อย มีกลิ่นเหม็น หัวใจมีภาวะล้มเหลวและม้ามติดเชื้อเรื้อรัง

"สันนิษฐานการตายมาจากการเสียชีวิตจากการป่วยตามธรรมชาติ จากภาวการณ์ติดเชื้อในช่องท้องและภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างผิวหนัง เพื่อนำไปตรวจทางพันธุกรรม และเก็บตัวอย่างอาหารในกระเพาะอาหารเพื่อตรวจสอบชนิดของหญ้าทะเลต่อไป" นายดำรัสกล่าว


https://www.naewna.com/local/426884

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


'เต่ากระ' โชคดี! จนท.ช่วยออกจากอวนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ



16 กรกฎาคม 2562 นายวรพจน์ ล้อมลิ้ม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 09:00 น. เจ้าหน้าที่หน่วย พพ.7 ได้ออกปฎิบัติงานลาดตระเวนทางทะเลขณะแล่นเรือออกจากชายหาดโล๊ะดาลัม ประมาณ 10 เมตร พบเต่ากระเพศผู้ติดอวนลอยอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการช่วยเหลือนำกลับมายังชายหาด เพื่อตัดอวนออก เบื้องต้นตรวจดูสภาพเต่า พบว่ายังแข็งแรง จึงนำกลับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติบริเวณอ่าวลิงใหญ่ได้อย่างปลอดภัย


https://www.naewna.com/likesara/426820


*********************************************************************************************************************************************************


แผนบริหารจัดการแบบองค์รวม ทางรอดไทยเสียประโยชน์ทางทะเล ............... สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)



"ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย" คือผลประโยชน์ที่คนไทยทุกคนพึงได้รับจากทะเล หรือเกี่ยวเนื่องกับทะเลทั้งภายในและนอกน่านน้ำไทย รวมถึงพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเล เกาะ พื้นดิน ท้องทะเล ใต้พื้นที่ท้องทะเล และอากาศเหนือท้องทะเล ครอบคลุมถึงกิจกรรมทางทะเลทุกด้าน ส่วนมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล คือคุณค่าของผลประโยชน์จากทะเลในทุกมิติที่สามารถประเมินออกมาได้ทั้งในรูปตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ทั้งมูลค่าโดยตรง มูลค่าทางอ้อม และมูลค่าที่สงวนไว้ใช้ในอนาคต ในทางกายภาพหากพิจารณาเชิงพื้นที่

ประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเล(Maritime Zone) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 กว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของอาณาเขตทางบกที่มีอยู่ประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีความยาวทางชายฝั่งทะเลรวมฝั่งอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และช่องแคบมะละกาตอนเหนือ กว่า 2,815 ตารางกิโลเมตร ใน 23 จังหวัด และมีผู้ใช้ประโยชน์จากทะเลในทุกกลุ่ม ทุกระดับ และทุกพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากทะเลครอบคลุมทั้งทางด้านทรัพยากรมีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยมีกิจกรรมการใช้ทะเลที่หลากหลาย

"เมื่อประเมินมูลค่าผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลในปี 2557 จากข้อมูลของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พบว่า มูลค่าเศรษฐกิจภาคทะเลของไทยมีมูลค่ามหาศาล โดยมีมูลค่าสูงถึง 24 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2550-2558 มูลค่าของเศรษฐกิจภาคทะเลมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 30 โดยประมาณของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) และคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

แต่ผลประโยชน์ทางทะเลดังกล่าวกลับไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทยในสัดส่วนที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้น เพราะผลประโยชน์ทางทะเลของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากล บริเวณพื้นที่ (The Area) และเขตทางทะเลของประเทศอื่นทั่วโลกที่สามารถทำความตกลงกันเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันได้"

ขณะเดียวกันก็มีปัญหาต่างๆ ทางทะเลที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตที่ยังคงรอการแก้ไข ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะส่งผลกระทบได้ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จึงจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยจะต้องหาแนวทางที่จะผลักดันให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์จากทะเลอย่างที่ควรจะเป็น และจะต้องมีกระบวนการหาคำตอบในประเด็นต่างๆ ทางทะเลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งจะที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศในระดับต่างๆ

จึงเป็นที่มาของ "การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย" ซึ่งเป็นโครงการคู่ขนานกับ "โครงการสถานการณ์และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน" ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางทะเลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

และจัดทำ "ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อย (Policy brief)" ต่อประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ซึ่ง ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ถูกกำหนดจากแนวทางการขับเคลื่อนทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ซึ่งล้วนเป็นกรอบกำหนดทิศทางการพัฒนาผลประโยชน์ทางทะเลของไทย ทั้งเรื่องของกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเลของไทยมี 4 กลุ่มหลัก

ได้แก่ การขนส่งและพาณิชย์นาวี การผลิตพลังงาน การท่องเที่ยว และการประมง โดยเฉพาะกิจกรรมการท่องเที่ยวและการขนส่งพาณิชย์นาวี มีปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญของกิจกรรมต่างๆ ทางทะเล ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งส่วนใหญ่ยังคงเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น ปะการัง และสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงสิ่งแวดล้อม ที่มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรงโดยเฉพาะปัญหาขยะทะเล

"สาเหตุที่ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางทะเล ส่วนหนึ่งเกิดจากการแยกส่วนการบริหารจัดการระหว่างกิจกรรมการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ขาดการวางแผนในการใช้ทรัพยากรทางทะเลและกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเล ทำให้การบริหารจัดการผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของไทยในภาพรวมขาดประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนด้านทรัพยากรทางทะเลเสื่อมโทรม

เช่น การท่องเที่ยวทางทะเล ควรลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรปะการังโดยตรง เพราะปะการังเป็นทรัพยากรทะเลที่เป็นฐานของกิจกรรมการท่องเที่ยว และอื่นๆ อาทิ เป็นแหล่งอนุบาลของทรัพยากรประมง หากไม่ช่วยกันดูแลอาจส่งผลกระทบต่อทั้งกิจกรรมประมงและกิจกรรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ควรสนับสนุนกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับฐานทรัพยากร และสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

รวมถึงการกำหนดเครื่องมือในการจัดการผลประโยชน์ทางทะเลทั้งระบบ เช่น การประเมินมูลค่าเศรษฐกิจภาคทะเล ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง, พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 เป็นต้นที่สำคัญควรมุ่งสนับสนุนให้เกิดการทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ หรือสนับสนุนให้มีการป้องกันปัญหา ก่อนที่จะเกิดปัญหาการสูญเสีย"

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อย (Policy brief) ต่อประเด็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางทะเลของไทย สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม รวมทั้งหมด 6 ประเด็น ได้แก่

"กลุ่มที่ 1 ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลในภาพรวม" ประกอบด้วย

1.การวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลสำหรับประเทศไทย ซึ่งมีข้อค้นพบสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่มีการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลในภาพรวม ทำให้ขาดความสามารถในการมองเห็นและการวางแผนกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทางทะเลบนฐานทรัพยากรอย่างเป็นองค์รวม จึงมีข้อเสนอให้มีการจัดทำแผนที่ที่แสดงกิจกรรมและทรัพยากรในปัจจุบันที่อยู่บนแผนที่เดียวกัน การวางแผนพื้นที่กิจกรรมการใช้ประโยชน์ และการมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผน เป็นต้น "

กลุ่มที่ 2 ข้อเสนอแนะในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม" ประกอบด้วย

2.พื้นที่คุ้มครองทางทะเลกับการรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพบว่า มีการทับซ้อนกันของพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เนื่องจากการขาดข้อมูลและแผนที่แสดงข้อมูลเชิงบูรณาการ ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และจะต้องอาศัยความมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ

3.การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาปะการังเสื่อมโทรมของประเทศไทย โดยการปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง เพื่อให้ระบบนิเวศปะการังกลับคืนทั้งระบบในระยะยาว จึงควรมีมาตรการควบคุมกิจกรรมการใช้ประโยชน์ และการกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

4.สถานการณ์ขยะทะเลแนวทางการป้องกันและแก้ไขสำหรับประเทศไทย พบว่า ขยะถือเป็นวัตถุดิบ จึงเสนอแนวคิดเปลี่ยนขยะเป็นเงิน และจัดการขยะตั้งแต่บนบก หรือการทำให้วัตถุดิบเหลือใช้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับกระบวนการผลิตอื่นๆ 5.แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทย พบว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง นำไปสู่การสูญเสียระบบนิเวศหาด ดังนั้น การรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศปะการังและระบบนิเวศป่าชายเลนจะต้องเชื่อมโยงกับระบบนิเวศหาด เป็นต้น

และ "กลุ่มที่ 3 ทิศทางการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม" ได้แก่

6.ทางเลือกในการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมในทะเล พบว่า การวางแผนเพื่อรองรับการรื้อถอนสิ่งติดตั้งควรจะเป็นแผนการในระยะยาวเพื่อรองรับสิ่งติดตั้งทุกประเภท และก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศมากที่สุด โดยเสนอให้มีการพัฒนาระบบการรื้อถอนทั้งระบบ เช่น ด้านอุตสาหกรรม และด้านบุคลากรเพื่อรับมือกับวิธีการรื้อถอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


https://www.naewna.com/likesara/426806

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


ทช. ออกแผนดูแลสัตว์ทะลหายาก (พะยูน) ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ 3 ระยะและจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 4 จุด เพื่อป้องกันดูแลพะยูนช่วงเกยตื้นให้ลดลง หลังต้นปีนี้เกยตื้นตายแล้ว 5 ตัว



นายจตุพร? บุรุษพัฒน์? อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวภายหลังการประชุมวางแผนและกำหนดมาตรการตรวจตราดูแลสัตว์ทะลหายาก? (พะยูน) ในพื้นที่จังหวัดกระบี่อย่างยั่งยืน? ร่วมกับจังหวัดกระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ? ได้เตรียมทำแผนและกำหนดมาตรการแก้ปัญหา?การเกยตื้นของพะยูนในท้องทะเลไทยเป็น 3 ระยะ คือ มาตรการเร่งด่วน? มาตรการระยะสั้น? และมาตรการระยะยาว? ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนและชาวประมงในพื้นที่? เพื่อให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรสัตว์ทะเลหายาก? ช่วยกันดูแล? ปกป้อง? และทำประมงอย่างถูกกฎหมาย? พร้อมทั้ง จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังดูแลพะยูน? 4? จุด ส่วนในอนาคต? ทช.? กองทัพเรื?อ? กรมอุทยานแห่งชาติตสัตว์ป่าและพันธุ์พืช? และหน่วยงานทุกภาคส่วนจะร่วมกันทำงานรูปแบบบูรณาการ ด้วยการสนับสนุนกองกำลังพล? อุปกรณ์? เรือลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์ใช้ปฏิบัติงานปกป้อง?ดูแลทรัพยากรพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก?ให้อยู่คู่กับท้องทะเลฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน?ต่อไป

อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันพะยูนเป็นสัตว์สงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า? พ.ศ. 2535 ส่วนใหญ่ในไทยมีพะยูนประมาณ? 200? ?- 250? ตัว? โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ตรัง? พบมากถึงร้อยละ 70 จากการสำรวจการเกยตื้นของพะยูนช่วงต้นปี?ที่ผ่านมา? พบการเกยตื้นตายแล้ว? 5? ตัว? และพบลูกพะยูนเกยตื้น? 2? ตัว? คือ น้องมาเรียม? และน้องยามีล? ขณะนี้ ทช.? ได้รับไปอนุบาลดูแลเพื่อเตรียมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ? สำหรับสาเหตุการเกยตื้นเกิดจากภัยคุกคามด้านการประมงถึงร้อยละ? 89 // ป่วยตาย ร้อยละ? 10 และอื่นๆ? อีกร้อยละ 1


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90716160928636

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


หรือคำเตือนโลกร้อน จะเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก??.. กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้



ไม่ใช่คำเตือนที่มีลักษณะนับถอยหลังวันสิ้นโลกครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็มักมีคำเตือนทำนองนี้อยู่เนืองๆ ว่าโลกวิกฤตแล้ว แต่คำถามก็คือ มีใครลดละหรือพยายามทำอะไรให้ดีขึ้น อย่างชนิดที่เรียกว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ หากวิกฤตอยู่ไม่ไกลแค่เอื้อม

อีก 11 ปี หายนะของโลกมาเยือน เพราะก๊าซเรือนกระจก ทะลุ 400 ppm นี่เป็นคำเตือนล่าสุดจากนักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามปัญหาสภาวะโลกร้อน ที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ แต่นี่ก็ไม่ใช่คำเตือนที่มีลักษณะนับถอยหลังวันสิ้นโลกครั้งแรก ก่อนหน้านี้ก็มักมีคำเตือนทำนองนี้อยู่เนืองๆ ว่าโลกวิกฤตแล้ว แต่คำถามก็คือ มีใครลดละหรือพยายามทำอะไรให้ดีขึ้น อย่างชนิดที่เรียกว่าพลิกหน้ามือเป็นหลังมือหรือไม่ หากวิกฤตอยู่ไม่ไกลแค่เอื้อม

นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟิก กล่าวถึงงานวิจัยชิ้นใหม่ ระบุโลกต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวนมาก เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งเป้าไว้ ไม่เพียงแต่ต้องยุติการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ที่มีการใช้ พลังงานฟอสซิล เท่านั้น โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้จำเป็นต้องปิดลงโดยเร็ว แต่ปัจจุบันยังมีแผนหรือการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลอยู่อีกมากมาย

กลับมาดูที่ประเทศไทย ปัจจุบันผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติถึง 58% รองลงมาเป็นถ่านหิน 18% ทั้งสองเชื้อเพลิงหลักล้วนเป็นพลังงานงานจากฟอสซิล และท่ามกลางการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้แผน PDP 2018 ยังคงพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซ และการเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ที่เพิ่มขึ้นถึง 10,000 MW กับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์โซลาร์ภาคประชาชนอีกปีละ 100 MW รวม 10 ปีหรือ 1,000 MW

ในแผน PDP 2018 มีการตัดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกจากแผนทั้งหมด (2,000 MW) เพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (AEDP) เพิ่มขึ้นถึง 18,176 MW ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา (2,800 MW) ยังไม่ได้ระบุสถานะว่าจะดำเนินการต่อหรือยกเลิกไว้ในแผน

แต่การใช้ก๊าซ รวมทั้งแผงโซล่าเซลล์ ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น และต้องจับตาว่าค่าไฟฟ้าจะปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตหรือไม่ แต่อย่างน้อยการลดใช้พลังงานจากถ่านหิน ก็น่าจะเพิ่มต้นทุนทางสังคมที่จะช่วยเหลือธรรมชาติของโลกใบนี้

ทว่า การปลดระวาง หรือไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม ก็ไม่ใช่ที่สุดของการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะ ยังไม่ได้กล่าวถึงปัจจัยจากการทำเกษตรกรรม การทำลายป่าไม้ และการใช้ประโยชน์จากที่ดินในแบบอื่นๆ ซึ่งคิดเป็น 24% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบัน

ย้อน 100 ปีก่อน ชั้นบรรยากาศของโลกมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 280 โมเลกุล ในทุกๆ 1 ล้านโมเลกุลของมวลอากาศ หรือ 280 ppm (parts per million) ต่อมา 10 ปีให้หลังชั้นบรรยากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 380 ppm

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า หากปริมาณก๊าซชนิดนี้เกิน 400 ppm โลกจะถึงคราววิกฤตด้านธรรมชาติ แต่ ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่วัดได้ล่าสุด มากกว่า 415 ppm ไปแล้ว นั่นหมายความว่าถึงจุดวิกฤตแล้ว มันเป็นวิกฤตที่เงียบมาก เงียบจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือ คำเตือนของนักวิทยาศาสตร์เป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก หลอกไปจนกว่าเราจะสูญเสีย และกว่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่เพียงนิทานแต่คือเรื่องจริง ถึงเวลานั้นก็สายไปเสียแล้ว


http://www.nationtv.tv/main/content/378725928/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 17-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,719
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


มีจริง !! นักล่าเขี้ยว-น้ำตาพะยูน

การพบพะยูนในทะเลอันดามันตายหลายตัว สร้างความกังวลใจให้กับกลุ่มอนุรักษ์ว่าอาจเป็นการล่าของกลุ่มคนที่ต้องการนำพะยูนไปทำเครื่องรางของขลัง ล่าสุดมีข้อมูลว่านักล่าเขี้ยวและน้ำตาพะยูนมีอยู่จริง โดยซื้อขายราคาหลักหมื่นถึงแสนบาท



หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือกรณีพบพะยูนเกยตื้นตายหลายตัว พร้อมทั้งสรุปสาเหตุการตายของพะยูนที่พบในระยะนี้ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เข้าร่วมหารือด้วย

การตรวจสอบพะยูนที่พบส่วนใหญ่ตายแบบเฉียบพลัน ไม่ทราบสาเหตุ บางตัวมีร่องรอยถูกรัดด้วยเชือกตามลำตัว ขณะที่บางตัวพบร่องรอยถูกตัดเขี้ยวออกไป ซึ่งการตรวจพิสูจน์ยืนยันว่าเขี้ยวถูกตัดหลังจากพะยูนตายแล้ว โดยพะยูนที่พบซากลอยตายอยู่ในทะเลตรัง และกระบี่ รวม 4 ตัว มีเพียง 1 ตัวที่ถูกลักลอบตัดเขี้ยวไป

ระหว่างการประชุม นายสมโภช โชติชูช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เปิดเผยข้อมูลว่าการสืบหาข้อมูลทางลับ พบมีกลุ่มคนที่มีความเชื่อเรื่องการครอบครองอวัยวะของพะยูนจริง โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่เชื่อว่าเขี้ยวและน้ำตาพะยูน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า น้ำตาดุหยง รวมถึงไขมัน สามารถนำไปทำเป็นยาเสน่ห์ โดยจะซื้อขายกันในราคาที่ค่อนข้างสูง

ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่าขณะนี้ประสานกับหน่วยงานความมั่นคงในทางลับ ทั้ง กอ.รมน. ทหารเรือ และตำรวจ ช่วยสืบหาข้อมูลการล่าพะยูนในเชิงลึก โดยมีแผนจะดำเนินการอย่างเฉียบขาดในทุกพื้นที่ หากพบพื้นที่ไหนมีพะยูนถูกฆ่า หรือตายเกยตื้นอีกต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ สั่งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ใช้โดรนบินสำรวจฝูงพะยูน ที่พบเข้ามาอาศัยหากินในพื้นที่ จ.กระบี่ เพื่อกำหนดเป็นมาตรการเร่งด่วน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง

ส่วนมาตรการระยะสั้น ควบคุมปรับเปลี่ยนเครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน ประกาศพื้นที่เฝ้าระวังพะยูน อนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 4 จุด ของ จ.กระบี่ คือ บริเวณแหลมหางนาค ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต.หนองทะเล อ.เมืองกระบี่ เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง เกาะลันตา อ.เกาะลันตา และพื้นที่หาดบ่อม่วง อ.คลองท่อม คาดว่าพะยูนกลุ่มที่เข้ามาหากินในเขต จ.กระบี่ น่าจะแตกมาจากฝูงของ จ.ตรัง โดยอนาคตอาจจะประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองต่อไป รวมทั้งสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนในพื้นที่


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/106842

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:50


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger