เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 15-09-2018
แมลงปอ แมลงปอ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 1,445
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2561

กรมอุตุนิยมวิทยา


ลักษณะอากาศทั่วไป

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง เว้นแต่ประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2561
อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น ?มังคุด?( mangkhut) ได้เคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบนแล้ว คาดว่าจะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 และอ่อนกำลังลงตามลำดับ ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ เกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย


พยากรณ์อากาศสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล
มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย
ในช่วงวันที่ 15 ? 16 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยมียังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ก.ย. 61 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร

ข้อควรระวัง
ในช่วงวันที่ 17-20 ก.ย. 61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง ตลอดช่วง ในช่วงวันที่ 15-19 ก.ย. 61 สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะฮ่องกง เกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วยเนื่องจากมีพายุอยู่บริเวณดังกล่าว
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 15-09-2018
แมลงปอ แมลงปอ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 1,445
Default

ผู้จัดการออนไลน์

น้ำป่าทะลักท่วม 2 ตำบลใน อ.สนามชัยเขต ตัดขาดเส้นทาง 3259 ฉะเชิงเทรา-วังน้ำเย็น




ฉะเชิงเทรา - น้ำป่าทะลักท่วม 2 ตำบลใน อ.สนามชัยเขต และยังตัดขาดเส้นทางฉะเชิงเทรา-วังน้ำเย็น ซึ่งเป็นถนนสายความมั่นคง 3259 ด้วยระดับน้ำที่สูงกว่า 70 ซม. ขณะกู้ภัยเร่งอพยพคนชรา คนพิการออกจากบ้าน ล่าสุด ระดับน้ำยังคงสูงต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (15 ก.ย.) ได้มีกระแสน้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วม 2 ตำบล ในพื้นที่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ประกอบด้วย ต.ลาดกระทิง และ ต.คู้ยายหมี โดยระดับน้ำได้เริ่มไหลสูงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เวลา 03.30 น.เป็นต้นมา จนทำให้เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยพนมสารคาม ต้องช่วยกันอพยพชาวบ้านโดยเฉพาะเด็ก คนชรา และคนพิการออกจากพื้นที่ท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก

และกระแสน้ำยังได้ตัดขาดถนนสาย 3259 เส้นทางฉะเชิงเทรา-วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ช่วงหลัก กม.ที่ 75+500 ถึง กม.76 พื้นที่ ม.4 ต.คู้ยายหมี ซึ่งระดับน้ำสูงถึงกว่า 70 เซนติเมตรแล้ว

โดยขณะนี้ นางอาภรณ์ ใหม่มงคล นายอำเภอสนามชัยเขต ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่แขวงการทางฉะเชิงเทรา ทำการปิดถนนสายดังกล่าวแล้ว เนื่องจากหวั่นว่าประชาชนที่ใช้เส้นทางจะได้รับอันตราย หลังมีรายงานว่า มีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมแล้วประมาณ 30 หลังคาเรือน และเตรียมประสานงานหน่วยงานระดับสูงเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป



ฝนถล่มตัวเมืองราชบุรีกว่า 3 ชั่วโมง น้ำท่วมบ้านเรือนหลายสิบหลัง




ราชบุรี - ฝนถล่มตัวเมืองราชบุรีเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมง ส่งผลให้น้ำเข้าท่วมในหลายพื้นที่ในเขตเทศบาลเมือง น้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชนหลายสิบหลัง

หลังจากที่มีฝนตกหนักลงมาตั้งแต่ช่วงเวลา 17.30 น. จนถึงเวลา 20.00 น. ของวันที่ 14 ก.ย.61 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองราชบุรี นั้นเกิดน้ำเอ่อท่วมบ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่หมู่ 3 ต.พงสวาย อ.เมือง นั้นน้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนกว่า 10 หลังคาเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 30 คน โดยต้องช่วยกันขนของขึ้นเก็บไว้ในที่สูง พร้อมกับขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ให้ช่วยนำเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยสูบน้ำออก

โดย นายธนวัตร คำดี อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 198/5 ม.3 ต.พงสวาย อ.เมือง จ.ราชบุรี บอกว่า ฝนตกหนักตั้งแต่ 17.00 น. และไหลเข้าท่วมเพราะน้ำในคลองและแม่น้ำแม่กลองสูงขึ้น จึงดันให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้าน ซึ่งที่ผ่านมา ฝนตกมากกว่านี้ก็ยังไม่เคยท่วม แต่ครั้งนี้น้ำไหลเข้าท่วมทั้งบ้าน โดยไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ซึ่งต้องช่วยกันขนของขึ้นที่สูง และคงจะนอนไม่ได้ คงต้องรอให้ทางหน่วยกู้ภัยนำเครื่องมาช่วยสูบน้ำให้แห้งก่อน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งทางผู้นำชุมชนได้เตรียมออกสำรวจบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และได้รับความเสียหายเพื่อจะได้รายงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและจะได้เข้ามาช่วยเหลือต่อไป



เรือประมงชายฝั่ง 6 อำเภอสงขลาเริ่มหยุดออกเรือ หวั่นอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นมังคุด




ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เรือประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเลของ จ.สงขลา ทั้ง 6 อำเภอ เริ่มหยุดออกเรือ เนื่องจากกลางทะเลเริ่มมีคลื่นลมแรง หวั่นอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นมังคุด ทำให้มีฝนตก และคลื่นลมแรง

วันนี้ (15 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สงขลา เรือประมงพื้นบ้านที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยของ จ.สงขลา ทั้ง 6 อำเภอ ไล่ตั้งแต่ อ.ระโนด สทิงพระ สิงหนคร เมืองสงขลา จะนะ และ อ.เทพา เริ่มหยุดออกเรือชั่วคราว เนื่องจากสภาพอากาศกลางทะเลเริ่มแปรปรวนจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นมังคุด ทำให้ท้องฟ้ามีเมฆฝนเข้ามาปกคลุม และเริ่มมีฝนตกลงมาตั้งแต่ช่วงเช้า ตรงบริเวณชายฝั่งเริ่มมีคลื่น ส่วนกลางทะเลนั้นมีคลื่นลมแรง

เช่น ที่ชุมชนชาวเลเก้าเส้ง อ.เมืองสงขลา เรือประมงพื้นบ้านทั้งหมดต้องจอดเรียงรายอยู่ชายฝั่ง ไม่กล้าเสี่ยงออกทะเล เพราะอาจถูกคลื่นซัดเรืออับปางได้ และชาวประมงพื้นบ้านบางส่วนต้องออกมาทอดแห และวางกัดบริเวณชายฝั่ง เพื่อหารายได้เสริมในช่วงที่ต้องหยุดออกเรือยาวไปอีกอย่างน้อย 6 วัน แม้ว่าทะเลอ่าวไทยตอนล่างจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม

ประกอบกับทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งเตือนให้เรือประมง โดยเฉพาะเรือขนาดเล็กทั้งฝั่งอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน ควรงดออกจากฝั่งระหว่างวันที่ 16-20 กันยายนนี้ เนื่องจากคลื่นลมมีกำลังแรงขึ้น


ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 15-09-2018
แมลงปอ แมลงปอ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 1,445
Default

ผลพวงพายุ ?ไต้ฝุ่นมังคุด? พัดต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้าน ทต.คลองขุด เร่งช่วยเหลือประชาชน



สตูล - ทต.คลองขุด อ.เมืองสตูล รุดเข้าช่วยเหลือประชาชน หลังเจอผลกระทบจากพายุ ?ไต้ฝุ่นมังคุด? พัดต้นไม้สูงเกือบ 10 เมตร ล้มทับบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย

วันนี้ (14 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณบ้านเลขที่ 376/1 หมู่ที่ 7 ซอยคลองขุด 33 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล นางปิยวรรณ เพ็ญนุกูล รองนายกเทศมนตรีตำบลคลองขุด พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เทศบาลตำบลคลองขุด ลงพื้นที่ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชน หลังจากบ้านหลังดังกล่าวได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นมังคุด (MANGKHUT) เนื่องจากฝนตกหนักตลอดทั้งวัน

โดยล่าสุด บ้านเช่าเลขที่ 376/1 หมู่ที่ 7 ซอยคลองขุด 33 ต.คลองขุด อ.เมืองสตูล ซึ่งเป็นบ้านพักของ นายประสิทธิ์ สิทธิสาร โดยพักอาศัยอยู่พร้อมกับญาติๆ ซึ่งในขณะเกิดเหตุมีผู้อาศัยอยู่ภายในบ้าน 2 คน ได้ยินเสียงดังมาจากต้นไม้ข้างบ้านจึงรีบออกมาดู ปรากฏว่า เห็นต้นไม้กำลังจะล้ม ตนเองและญาติจึงรีบออกมาจากบ้านโดยทันที หลังจากนั้นไม่นาน ต้นไม้ความสูงเกือบ 10 เมตร ขนาดราว 3 คนโอบ ได้ล้มลงทับตัวบ้านเช่าหลังดังกล่าวได้รับความเสียหาย หลังคา และฝ้าเพดานแตกกระจาย ฝนตกลงมาเจิ่งนองเต็มพื้นบ้าน



จากนั้นจึงได้ประสานไปยังเทศบาลตำบลคลองขุด โดย นางปิยวรรณ เพ็ญนุกูล รองนายกเทศมนตรีตำบลคลองขุด พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือทันที โดยได้นำเลื่อยยนต์ อุปกรณ์ตัดไม้ รถ JCB เพื่อใช้ในการขนย้ายต้นไม้ และเคลียร์พื้นที่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ตรวจสอบปรากฏว่า บ้านพักหลังดังกล่าวได้รับความเสียหายบริเวณหลังคา ฝ้าเพดานบางส่วน จึงได้เคลียร์พื้นที่ และทางเทศบาลตำบลคลองขุด ประสานไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เตรียมนำกระเบื้องหลังคา พร้อมกับกองช่างลงพื้นที่ซ่อมแซมบ้านหลังที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุลูกนี้ต่อไป

เมืองสตูลคลองขุดล้มทับบ้านต้นไม้ใหญ่ไต้ฝุ่นมังคุดช่วยเหลือประชาชนภาคใต้



ลดโลกร้อน เพิ่มรายได้ด้วย ?Organic Paper? กระดาษจากเศษอาหาร!



?ก๊าซเรือนกระจก - แหล่งเชื้อโรค - กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด? ปัญหาหนักอกจาก ?ขยะอาหาร? ที่ทั้งโลกต้องเผชิญ แต่เด็กๆ โรงเรียนมีชัยพัฒนาไม่มองข้าม ผุดไอเดีย ?เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นกระดาษคุณภาพสูง? พลิกของไร้ค่ามาเป็นรายได้ให้โรงเรียนและชุมชนรอบข้าง แถมช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วย

เศษอาหาร...สร้างปัญหามากกว่าที่คิด

?ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า ผู้คนอดอยาก มีมากนักหนา สงสารบรรดา เด็กตาดำๆ?

คำท่องที่แสนคุ้นหูของไทย ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ก็ยังสะท้อนสถานการณ์ด้านอาหารทั่วทั้งโลก นั่นก็เพราะข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นมาบนโลกในแต่ละปี กลายเป็นอาหารเหลือทิ้ง มีจำนวนมากถึง 1,300 ล้านตัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในประเทศที่เจริญแล้ว

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกประชาชนในหลายประเทศบนโลก จำนวนกว่า 800 ล้านคน ต้องตกอยู่ในภาวะหิวโหยและอดอยาก เนื่องจากต้องเผชิญสถานการณ์ขาดแคลนอาหาร

นอกจากนี้ ปริมาณของอาหารที่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์นี้ ยังส่งผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมและกลายเป็นปัญหาใหญ่ให้แก่โลก คือเป็นแหล่งของก๊าซเรือนกระจกที่ทำลายชั้นบรรยากาศ ซึ่ง FAO ประเมินไว้ว่า ก๊าซที่เกิดขึ้นจากขยะจากอาหารบนโลก มีมากถึงปีละ 3,300 ล้านตัน

สำหรับประเทศไทยเอง มีตัวเลขจาก สากล ฐินะกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุถึงปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศไทยว่าเพิ่มขึ้นทุกปี นับตั้งแต่ปี 2556 มีปริมาณขยะมูลฝอย 26.77 ล้านตัน

ในจำนวนนี้มีขยะอาหารมากถึงร้อยละ 64 เฉพาะในกรุงเทพฯ มีปริมาณขยะมูลฝอย 9,000 ตันต่อวัน มีขยะอาหารถึงร้อยละ 50 แต่ความสามารถในการกำจัดขยะจากอาหารมีไม่ถึง 70 %

ซึ่งการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบอย่างไม่ถูกต้อง ยิ่งจะเป็นการสร้างปัญหาให้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะจะทำให้เกิดการปนเปื้อนทั้งในดิน แหล่งน้ำ ส่วนชั้นบรรยากาศก็ได้รับผลกระทบจากการทับถมของขยะที่คายก๊าซมีเทนออกมา จนนำไปสู่ภาวะโลกร้อนอีกด้วย

ไม่เพียงแค่นั้น กองขยะเหล่านี้ ยังทำให้เกิดทัศนียภาพไม่สวยงาม เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคชั้นดี และนำพาสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นก หนู แมลงสาบ แมลงวัน ฯลฯ ตามมาอีกไม่จบสิ้น

สถานการณ์ปัญหาขยะอาหารนี้เอง นำไปสู่การตั้งคำถามว่า เราควรจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนเพียงคนเดียว แต่ต้องใช้ความร่วมมือในระดับมหภาค ลองคิดดูแล้วกันว่า หากเราทุกคนทิ้งกันคนละนิดคนละหน่อย แล้วคูณด้วยจำนวนประชากรทั้งโลก ขยะพวกนี้จะมีจำนวนมหาศาลขนาดไหน

ถึงเวลาแล้ว ที่ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนทั้งพฤติกรรมการกินและการทิ้ง ก่อนที่โลกของเราจะถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของผู้อาศัย ไปมากกว่านี้ ...

ต่อยอดความรู้ สู่กระดาษรักษ์โลก

กลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนมีชัยพัฒนา ใน จ.บุรีรัมย์ ได้เล็งเห็นถึงปัญหานี้เช่นกัน และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข เนื่องจากขยะจากเศษอาหารของโรงเรียน รวมถึงชุมชนใกล้เคียงมีจำนวนมากเกินความจำเป็นที่สามารถจัดการได้ ซึ่งเป็นขยะที่เกิดจากพืช ผัก เปลือกผลไม้สด และผักตบชวา ครั้นจะเอาไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพก็ยังไม่หมด เอาไปให้หมูที่เลี้ยงในโรงเรียนกินก็กินไม่ทัน

เด็กกลุ่มนี้จึงระดมสมองกันตั้งแต่น้อง ม.1 ถึงพี่ ม.6 นำความรู้จากวิทยากรที่เคยเข้ามาสอนทำกระดาษในโรงเรียน มาประยุกต์กับทรัพยากรพื้นฐานที่มีอยู่ ต่อยอดความรู้ตรงนั้น มาทำกระดาษของตัวเอง เกิดเป็น โครงการ Organic Paper หรือ เปลี่ยนเศษอาหารเป็นกระดาษคุณภาพสูง



ครูบุ๋ม - วาสนา ปาคำทอง ขอเป็นตัวแทนกลุ่มทำกระดาษ มาเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า โครงการ Organic paper มีจุดประสงค์คือ อยากจะให้ชุมชนจัดการกับขยะที่มีอยู่ในครัวเรือน โดยเอาวิธีทำกระดาษไปสอน กลายเป็นรายได้เสริมในครอบครัว เพราะการทำกระดาษของไม่ใช่แค่ได้กระดาษอย่างเดียว แต่ลดเรื่องการขยะด้วย

กระดาษนี้จะเน้นใช้วัตดุดิบที่เหลือทิ้งอยู่มากคือพืชสด เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายกระดาษสา แต่แตกต่างกันตรงที่กระดาษของเด็กๆ ไม่ได้ผ่านกระบวนการฟอกขาวหรือฟอกด้วยโซดาไฟ นอกจากจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนและเกิดความปลอดภัยต่อตัวผู้ผลิตด้วย

?กระดาษที่ได้มาแล้ว เอามาลองวาดภาพ มันวาดได้ และสามารถเข้าปริ๊นเตอร์อิงค์เจ็ตได้ด้วย ส่วนผลิตภัณฑ์หลักของเรายังเป็นการพิมพ์ภาพใส่กระดาษซึ่งจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะค่ะ กระดาษของเรามีคุณสมบัติแข็งแรงพอสมควร ถ้าเอามาผสมกับอีกชนิดก็จะมีคุณสมบัติยืดหยุ่น

เราก็เลยคิดว่าตอนนี้ที่กำลังจะทำกันคืออัดเป็นถาดไข่ เพื่อใช้ในโรงเรือนของโรงเรียน ถ้าเราสามารถอัดถาดไข่ได้ เราก็จะลดต้นทุนได้ และทำให้ขยะอาหารในโรงเรียนและชุมชนสามารถจัดการไปได้ร้อยละ 50 แต่อาหารเหลือทิ้งบางอย่างเช่น ข้าว กับข้าว ปัจจุบันนี้มันยังใช้ไม่ได้ เพราะมันได้คุณภาพไม่เท่ากระดาษใบพืชค่ะ

ส่วนผลตอบรับดีค่ะ การทำกระดาษเองก็ช่วยลดเรื่องขยะไปได้ร้อยละ 50 จำนวนขยะบางอย่างเราไม่สามารถไปลดได้เลยทันที เช่น พวกขวดพลาสติก แต่พวกผักตบชวาที่อยู่ในคลอง มันสามารถเอามาใช้ต่อได้ สามารถสร้างเป็นกลุ่มธุรกิจของนักเรียนได้ ส่วนคนในชุมชนที่มาทำกิจกรรมก็มีรายได้เสริม อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ เขาบอกกลับมาว่าได้ค่ากับข้าว ดีกว่านั่งรอลูกหลาน มันก็ทำให้เรามีความสุขค่ะ?

ไม่เพียงแค่คนในชุมชนเท่านั้น เด็กๆ กลุ่มนี้ยังนำความรู้ไปถ่ายทอดให้คนที่สนใจนอกพื้นที่อีกด้วย อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้มีโอกาสไปสอนให้แก่คนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี ไม่เพียงแค่นั้น ยังเปิดบ้านต้อนรับคนที่สนใจ ให้เข้ามาศึกษาดูงานกันที่โรงเรียน โดยมุ่งหวังให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่กระดาษคุณภาพสูงจากฝีมือนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนา เข้ามาพลิกวิถีชีวิตชุมชนรอบโรงเรียน ให้มีอาชีพเสริมและเป็นรายได้ในครัวเรือน และมีเป้าหมายสำคัญคือการนำความรู้ในการทำกระดาษนี้ไปเผยแพร่ต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ยังเยาว์วัย โดยหวังว่าพอเขาโตก็จะมีภูมิคุ้มกันและนำกลับไปพัฒนาชุมชนของเขาต่อไป

ทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งช่วยรักษ์โลกและร่วมพลิกไทยไปกับดีแทคครั้งนี้ได้ ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการ ?เปลี่ยนเศษอาหารเป็นกระดาษคุณภาพสูง? ได้ 2 ช่องทาง คือ
- ลูกค้า dtac กด *405*16# แล้วกดโทรออก (ครั้งละ 50 บาท)
- ทางเว็บไซต์เทใจ https://taejai.com/th/d/plikthai_organicpaper/ สามารถระบุเงินบริจาคได้ หากบริจาค 250 บาทขึ้นไปสามารถขอใบเสร็จรับเงินบริจาคเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้ และบริจาค 2,000 ขึ้นไป รับสิทธิ dtac reward Blue Member เป็นเวลา 1 เดือน (เฉพาะหมายเลขของ dtac)



แม่เจ้า!ปีละ2หมื่นล้านแก้ขยะล้นเมืองไม่ได้ ทุ่มทุนผุดโรงไฟฟ้าฯยังมืดมน




ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ออกแรงผลักดันอัดฉีดตามวาระแห่งชาติจัดการปัญหาขยะล้นเมืองด้วยการสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะ แต่ไปๆ มาๆ คล้ายกับว่าทั้ง ?บิ๊กตู่? พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ ?บิ๊กป๊อก? พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะออกอาการจนด้วยเกล้า จึงหันขวับกลับไปเฆี่ยน อปท. กับผู้ว่าฯ ให้เร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชน พูดง่ายๆ คือ เคลียร์ปัญหาอย่าให้ใครมาขวางทางโครงการที่สำคัญยิ่งนั่นแหละ

อย่างที่รู้กัน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่ออังคารก่อน (11 ก.ย.) ทั้ง ?บิ๊กตู่? และ ?บิ๊กป๊อก? ต่างออกแรงช่วยกันเข็นโปรเจกต์โรงไฟฟ้าขยะกันต่ออย่างไม่ย่อท้อ ทั้งๆ ที่ผ่านมาก็เห็นผลงานกันชัดว่ายังจั่วลม โดย ?บิ๊กป๊อก? เตรียมเอาเรื่องปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกเข้าสู่ที่ประชุมครม.อีกเพื่อขอให้ช่วยคิดช่วยหาแนวทางจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี ถึงจะเดินหน้าต่อไปได้

อย่างที่ ?บิ๊กป๊อก? ว่า ปัญหาขยะมีหลายเรื่องหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นทางคือที่มาของขยะจะมีมาตรการอย่างไรทั้งในส่วนของประชาชน เอกชน และภาครัฐ ส่วนท้องถิ่นต้องดูแลเรื่องการเก็บและการทำลายที่ต้องหาแนวทางให้สามารถทำได้ ไม่ใช่สร้างโรงขยะแล้วทำไม่ได้

?จะนำเรื่องนี้เรียนที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีส่วนร่วมในการพิจารณาว่าหากดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคมในรูปแบบใดและจะทำอย่างไร เมื่อได้แนวทางจาก ครม.แล้วจะนำไปซักซ้อมการปฏิบัติในท้องถิ่น จากนั้นจะสร้างการรับรู้จากสังคมว่าจะดำเนินการในรูปแบบใดตั้งแต่คนทำขยะ คนเก็บขยะ ไปจนถึงการกำจัด โดยคนที่จะดำเนินการในพื้นที่ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่? พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ หลังการประชุม ครม. แบบเล็งเป้าชัดจังหวัดไหนไม่ขยับเตรียมตัวเตรียมใจรับการเปลี่ยนแปลงไว้ได้เลย


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย แมลงปอ : 15-09-2018 เมื่อ 12:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 15-09-2018
แมลงปอ แมลงปอ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 1,445
Default



แม่เจ้า!ปีละ2หมื่นล้านแก้ขยะล้นเมืองไม่ได้ ทุ่มทุนผุดโรงไฟฟ้าฯยังมืดมน (ต่อ)

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมากำชับอีกครั้งในเรื่องที่ให้กระทรวงมหาดไทย ไปดำเนินโครงการศูนย์กำจัดขยะแบบครบวงจร หรือคลัสเตอร์ โดยสั่งให้มหาดไทยไปทำความเข้าใจอีกครั้งว่ากระบวนการจัดการปัญหาขยะตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ต้องทำอย่างไร ที่ต้องคิดเรื่องนี้เพราะปริมาณขยะปีหนึ่งๆ มีมากถึง 27 ล้านตัน และจะสะสมเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งในความเห็นของนายกรัฐมนตรีนั้น ทั้งประเทศควรจะมีคลัสเตอร์บริหารจัดการขยะประมาณ 300 แห่ง โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่หลักคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

?..... วันนี้รถขนขยะก็มีอยู่เท่าเดิม งบประมาณกำจัดขยะมี 2 พันกว่าล้านบาท ใช้จริงๆ 2 หมื่นกว่าล้าน รัฐบาลต้องเอางบกลางลงไปอีก 17,200 ล้านบาทต่อปี แล้วจะเอาอะไรให้มันดีขึ้น พอพูดถึงเก็บเงินก็ไม่ได้แล้ว รัฐบาลจะไปร้องตรงไหนไม่รู้จะไปหาเงินจากไหนมาให้ ไปคิดเอาแล้วกัน ....? พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการใช้งบจัดการขยะในแต่ละปี

ปัญหาขยะท่วมเมืองที่นายกรัฐมนตรี แจงตัวเลขว่าใช้งบประมาณปีละกว่าสองหมื่นล้านในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา ต้องถือว่า เป็นภาระหนัก ขณะที่แนวทางแก้ไขปัญหาขยะของประเทศไทยก็เหมือนจะวนๆ อยู่ในอ่าง ตั้งแต่ต้นทางก่อนทิ้ง คือไม่มีการคัดแยก ไปจนถึงปลายทางที่กำจัดโดยการฝังกลบหรือเทกองรวมๆ จนกลายเป็นภูเขาขยะ ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงชั่วนาตาปี

และเมื่อมหาดไทย ยุค ?เสือตะวันออก? ครองเมือง มีโครงการผุดโรงผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะเพื่อแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร ก็คิดรวบรัดจะใช้อำนาจทำแบบด่วนได้ใจเร็วทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ไว้วางใจและออกมาต่อต้านทุกหย่อมหญ้า จนวกกลับมายังจุดเดิม ตามที่ ?บิ๊กป๊อก? ว่าต้องเอาเรื่องนี้เข้าครม.ขอให้ช่วยคิดช่วยพิจารณากันใหม่นั่นแหละว่าจะทำอย่างไรดีกับปัญหาขยะท่วมเมือง

มาตามอัพเดทกันสำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ที่ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ของบริษัท ทรูเอ็นเนอร์จี จำกัด ซึ่งฝ่ายทหารขอให้หยุดขบวนอีแต๊ก-อีแต๋น แล้วตั้งไตรภาคี ที่ประกอบด้วย ตัวแทนชาวบ้าน-ตัวแทนบริษัท-หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและอบต.หนองบัว ขึ้นมาเจรจากันเมื่อเร็วๆ นี้

ล่าสุด ผลการหารือเบื้องต้นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ทุกฝ่ายเห็นพ้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อีกครั้ง โดยขยายกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มอีก 12 หมู่บ้าน รวมเป็น 20 หมู่บ้าน จากเดิมที่เคยรับฟังความคิดเห็นชาวบ้าน 8 หมู่บ้านแล้วเกิดกระแสต่อต้านขึ้น

ส่วนข้อเสนอของชาวบ้านที่ให้บริษัทหยุดดำเนินการก่อนจนกว่าจะมีข้อสรุปจากการรับฟังความเห็นนั้น ทางบริษัทเพียงรับปากจะนำไปพิจารณา ขณะที่การขอเอกสารการอนุญาตก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ที่ชาวบ้านยื่นขอต่อนายอำเภอหนองบัว ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ นั้น นายอำเภอ รับไว้พิจารณาเช่นกัน

สำหรับอีกพื้นที่คือ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเริ่มมีการก่อหวอดต้านโรงไฟฟ้าขยะ มูลค่า 2.9 พันล้าน เพราะเกรงว่านครศรีธรรมราช จะกลายเป็น ?ฮับขยะ? ของภาคใต้ตอนกลาง หากโครงการขึ้นได้จริงแล้วความต้องการปริมาณขยะที่ป้อนเข้าโรงไฟฟ้าถ้าจะให้เพียงพอแบบยาวๆ ก็คงอาจต้องขนมาจากพื้นที่จังหวัดอื่น

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องถือว่าการผลักดันแก้ไขปัญหาขยะของเทศบาลนครศรีธรรมราช ตามโครงการร่วมทุนบริหารจัดการขยะมีความคืบหน้าไปมากกว่าทุกพื้นที่ก็ว่าได้ โดยขณะนี้ โครงการได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้วเมื่อปลายปี 2560 และส่งเรื่องไปยังมหาดไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ลงนามอนุมัติโครงการ

ตามไทม์ไลน์ที่เทศบาลฯ วางไว้ หลังจาก มท.1 ไฟเขียว จะตามด้วยการกำหนดขอบเขตงานหรือทีโออาร์ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเรื่องความสามารถในการกำจัดขยะที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานประมาณวันละพันตัน เทคโนโลยี ผลประโยชน์ตอบแทน ระบบการบริหารจัดการขยะ รวมทั้งระบบการเฝ้าระวังความปลอดภัยและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพันธะสัญญาระหว่างเทศบาลฯกับผู้ลงทุนเมื่อสิ้นสุดสัญญา เป็นต้น

การดำเนินโครงการดังกล่าว จะเป็นไปตามขั้นตอน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 โดยคาดว่ากระบวนการต่างๆ จะแล้วเสร็จในช่วงก.ย. 2561 นี้ ก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเพื่อให้มีการร่วมทุนต่อไป โดยต้องให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจพิจารณาก่อนลงนามในสัญญา

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า โรงไฟฟ้าขยะแห่งนี้จะสร้างเสร็จและเริ่มเดินระบบกำจัดขยะและผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณเดือน เม.ย.2563 ปัจจุบันนครศรีธรรมราช มีปริมาณขยะตกค้างประมาณ 1.7-2.4 ล้านตัน และขยะที่เข้าสู่ระบบอีกจำนวน 350 ตันต่อวัน หรือประมาณ 10,000 ตันต่อเดือน

เมื่อพิจารณาจากกรอบทีโออาร์เบื้องต้น ที่กำหนดให้โรงไฟฟ้ามีความสามารถกำจัดขยะวันละพันตัน จึงเป็นคำถามว่า หากกำจัดขยะที่ตกค้างหมดไปในเวลาประมาณสิบปี หลังจากนี้จะมีการนำขยะจากพื้นที่อื่นเข้ามาป้อนโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช่หรือไม่ ซึ่งนั่นทำให้ชาวบ้านรอบๆ พื้นที่กองภูเขาขยะใน 3 ตำบล คือ ต.นาทราย ต.นาเคียน ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หวั่นวิตกว่าโครงการนี้จะกลายเป็น ?ฮับขยะ? เพราะที่ผ่านมา กองขยะแห่งนี้เคยรับขยะจากจังหวัดรอบข้าง เช่น สุราษฎร์ธานีและตรัง มาแล้ว

ต้องรอดูว่าโครงการโรงไฟฟ้าขยะ จ.นครศรีธรรมราช ที่มองเห็นใสๆ ว่าไปได้แน่จะเกิดสะดุดขึ้นมาเหมือนพื้นที่อื่นๆ อีกหรือไม่ เพราะเริ่มเกิดคำถามตัวโตๆ ขึ้นมาแล้วว่า ผลประโยชน์จากการผลักดันสร้างโรงไฟฟ้าขยะตกอยู่กับใครกันแน่ ใช่หรือไม่ที่ตกไปอยู่มือก๊วนผู้มีอำนาจตัดสินใจและนายทุน ส่วนชาวบ้านและชุมชนก็รับผลกระทบกันไป โดยเฉพาะปัญหาใหญ่คือเรื่องมลพิษทางอากาศและขี้เถ้าเบาและหนักที่หลงเหลือจากการเผา เป็นต้น

ประเด็นเรื่องผลกระทบจากโรงไฟฟ้าจากการเผาขยะนั้น เป็นปมปัญหาที่มหาดไทย โดยเฉพาะ อปท. เจ้าของโครงการ หรือแม้แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องกำกับดูแลในเรื่องนี้ ไม่อาจตอบคำถามให้ชัดเจนได้ว่าจะจัดการไม่ให้เกิดผลกระทบหรือกระทบน้อยที่สุดอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ไม่นับว่าโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่เกิดขึ้นแล้วก่อนหน้า เช่น ที่อ.หาดใหญ่ นั้นเป็นกรณีศึกษาที่มีปัญหาและแก้ไม่ตก คราวนี้จะขึ้นโครงการแบบปูพรมกันทั่วประเทศจึงเป็นที่หวาดหวั่นจนเกิดการต่อต้านอย่างช่วยไม่ได้

โครงการสร้างโรงไฟฟ้าขยะจะไปต่อได้ไม่ได้นั้นมีตัวแปรอยู่หลายประการ ซึ่ง นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และเลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย เสนอแนวคิดและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีการตั้งโรงไฟฟ้าจากการเผาขยะเอาไว้ว่าควรมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

1.ที่ตั้งของโรงไฟฟ้าขยะและปริมาณขยะในพื้นที่ต้องมีอย่างเพียงพอ คือ มากกว่า 300 ตันต่อวัน เพื่อให้โรงไฟฟ้าฟ้าขยะมีขนาดที่ใหญ่และคุ้มทุนในการดำเนินการ พื้นที่ตั้งควรอยู่ห่างจากชุมชนอย่างน้อย 1-5 กม. โดยมีขนาดอย่างน้อย 100 ไร่ ไม่มีปัญหาน้ำท่วม มีเส้นทางให้รถบรรทุกขยะเข้ามาได้โดยไม่ผ่านชุมชน และต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ในการสนับสนุนให้ตั้งได้ โดยต้องให้ชุมชนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์ด้วย และต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการให้ชัดเจน พร้อมให้ภาคประชาชนตรวจสอบก่อนดำเนินการ โครงการต้องเข้าถึงสายส่งเพื่อขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ง่าย

2.ด้านเทคโนโลยี จะต้องมีกระบวนการแยกพลาสติก PVC สาร Benzene ขวดแก้ว ขยะพิษ เช่น ถ่านไฟฉาย หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ ออกมาก่อน ความชื้นขยะที่เข้าเตาเผาควรต่ำกว่าร้อยละ 40 ค่าความร้อนจากการเผาไหม้ขยะต้องสูงกว่า 800 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม อุณหภูมิในห้องเตาเผาต้องประมาณ 850-1,300 องศา มีระบบเผาก๊าซในห้องที่ 2 โดยมีช่วงเวลา 2 วินาที อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,100 องศา รวมทั้งต้องมีอุปกรณ์กำจัดมลพิษทางอากาศพวกไอกรด โลหะหนัก ฝุ่นละออง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และสารไดออกซินครบถ้วน มีกระบวนการจัดการเถ้าหนัก และเถ้าเบาซึ่งเป็นที่รวมของสารไดออกซิน และโลหะหนักให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนั้น ยังต้องมีระบบการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมต้องถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดทั้งที่ปลายปล่องและในสิ่งแวดล้อม ที่ปลายปล่องควรทำเป็นระบบตรวจวัดอย่างต่อเนื่องอัตโนมัติ ควรตรวจสารไดออกซิน ไอโลหะหนักทุกเดือน ควรตั้งสถานีตรวจวัดมลพิษทางอากาศบริเวณชุมชนด้านท้ายลม และเหนือลมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตรวจวัดฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไชด์ สารไดออกซิน ปรอท ตะกั่ว เป็นต้น

3.รัฐบาลควรเน้นให้เกิดกระบวนการแยกขยะ และกำจัดขยะแบบผสมผสานกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีปริมาณ และประเภทของขยะแตกต่างกันมากกว่าความต้องการให้เกิดโรงไฟฟ้าจากขยะแต่เพียงอย่างเดียว ได้แก่ การหมักทำปุ๋ยหมัก สำหรับพื้นที่ที่มีเศษอาหาร และสารอินทรีย์ทั่วไปจำนวนมาก โดยกระบวนการ BIO -reactor เป็นการหมักขยะแบบไร้ออกซิเจน ได้ก๊าซมีเทน และปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ในพื้นที่ที่มีปริมาณขยะประเภทสารอินทรีย์ค่อนข้างมาก

การเผา เน้นขยะประเภทที่ที่เผาได้ วัสดุเหลือใช้ เศษอาหาร ผลิตไฟฟ้าได้ ใช้ในพื้นที่ที่มีปริมาณขยะสะสมมาก หรือในพื้นที่ที่อยู่ในภาวะวิกฤตด้านขยะตกค้าง และการฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ใช้ได้ดีในพื้นที่ที่มีที่ดินราคาไม่แพงนัก และมีปริมาณขยะทั้งสารอินทรีย์ และขยะทั่วไปสะสมในระดับปานกลาง

4.ข้อห่วงใยจากภาคประชาชน คือ เรื่องกฎหมายการจัดการขยะโดยการเผาที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบ ใครเป็นผู้เห็นชอบต่อเทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาเสนอให้ท้องถิ่นดำเนินการ ใครเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากโครงการ และหากตรวจสอบแล้วพบว่า เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดจะสั่งให้โรงไฟฟ้าจากขยะดังกล่าวหยุดดำเนินการหรือไม่

นอกจากนี้ ประชาชนยังไม่มั่นใจว่าท้องถิ่นจะสามารถดำเนินการ และดูแลโรงไฟฟ้าจากขยะดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งประชาชนยังขาดความมั่นใจในการดูแล และการจัดการปัญหามลพิษทั้งสารไดออกซิน และโลหะหนักของหน่วยราชการ ด้วยปัจจุบันความล้มเหลวที่เห็นชัดเจนคือ การที่รัฐส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ เน้นขายไฟฟ้าให้รัฐ แต่สุดท้ายถูกประชาชนต่อต้านทั่วประเทศ เนื่องจากการที่มีงบลงทุนค่อนข้างน้อย วัสดุขาดแคลน และขาดการกำกับดูแลจากภาครัฐอย่างจริงจังจึงก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศค่อนข้างมาก

?นโยบายเรื่องโรงไฟฟ้าขยะภาครัฐจะต้องมองภาพรวมของการจัดการปัญหาขยะทั้งประเทศมากกว่าการเน้นให้ภาคเอกชนมาลงทุน และหวังกำไรจากการขายกระแสไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว? นายสนธิ ไล่เรียงให้เห็นว่าต้องเตรียมความพร้อมและเตรียมการรับมือกับปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้าขยะอย่างชัดเจน

หากมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อปท. หน่วยงานหลักที่ต้องรับผิดชอบโครงการไม่มีบุคลากร ไม่มีองค์ความรู้ และไม่สามารถอย่างที่ต้องทำตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก็คงบอกได้คำเดียวว่าเกิดยาก

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย แมลงปอ : 15-09-2018 เมื่อ 12:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 15-09-2018
แมลงปอ แมลงปอ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 1,445
Default

ข่าวสด

สะพรึง! พายุฟลอเรนซ์ ถล่มเมืองเละ-น้ำท่วม แถมพัดงูพิษข้ามถิ่นเลื้อยเกลื่อนเมือง



สะพรึง! พายุฟลอเรนซ์ ถล่มเมืองเละ-น้ำท่วมสูง ซ้ำร้ายแถม ?งูพิษ? มาด้วย
เดลี่เมล รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า พายุเฮอริเคนฟลอเรนซ์ที่เข้าถล่มรัฐนอร์ทแคโรไลนา และรัฐเซาท์แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ทำให้ปริมาณน้ำสูงถึง 3 เมตร และฝนทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอีก 40 นิ้วในไม่กี่วันต่อมา ซึ่งภัยน้ำท่วมทำให้ งูพิษ ที่ถูกพายุพัดมาจากพื้นที่ชุ่มน้ำ เลื้อยไปตามถนนและบ้านเรือนประชาชน

งูพิษ
งูพิษถูกพบว่ายอยู่ในน้ำท่วม
งูวอเตอร์มอกคาซิน เป็นงูพิษที่ว่ายน้ำได้ดี จึงเป็นงูสายพันธุ์ที่ถูกกังวลว่าจะเป็นอันตรายที่สุด ขณะที่งูคอปเปอร์เฮด งูพิษอีกชนิดหนึ่งก็ถูกพบในพื้นที่เช่นกัน




?พิษของพวกมันเป็นทำให้สูญเสียเกร็ดเลือด เป็นเหตุให้เลือดออก และนำไปสู่ความตายได้? เจอรัลด์ โอ มอลลี จากโรงพยาบาลแกรนด์สแตรนด์ รัฐเซาท์แคโรไลนา กล่าว ทั้งนี้ผู้ที่ถูกงูพิษกัดควรได้รับการส่งตัวไปรักษาที่พยาบาลโดยด่วน แม้ว่าน้ำท่วมจะทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากก็ตาม

ทางด้าน หาดไมร์เทิล เซาท์แคโรไลนา แธด โบว์แมน เจ้าหน้าที่ที่สวนสัตว์ อัลลิเกเตอร์ แอดเวนเจอร์ กล่าวว่าเขาต้องทำงานเพื่อรักษาความปลอดภัยสัตว์ทั้งหมดในสวนสัตว์จากพายุ และป้องกันไม่ให้มันหนีออกไปด้วย โดยในสวนสัตว์มีอัลลิเกเตอร์ งูหลาม อนาคอนดา และงูแมมบ้าดำ







จู่ๆผาถล่ม หินหลายสิบตันดิ่งชายหาดกรีซ นักท่องเที่ยวหวีดลั่น



จู่ๆผาถล่ม หินหลายสิบตันดิ่งชายหาดกรีซ นักท่องเที่ยวหวีดลั่น
จู่ๆผาถล่ม ? เดอะการ์เดียน รายงานเมื่อ 14 ก.ย. ว่า มีคลิปเผยแพร่นาทีเกิดเหตุหน้าผาถล่มบริเวณชายหาดนาวาจิโอ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังบนเกาะซาคินทอส ในทะเลไอโอเนียน ประเทศกรีซ เมื่อบ่ายวันที่ 13 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น เฉียดจะถล่มทับนักท่องเที่ยวอย่างน่าหวาดเสียว



ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 7 คน ในจำนวนนี้เป็นครอบครัวนักท่องเที่ยว 4 คนจากสาธารณรัฐเช็ก โดยหญิงวัย 34 ปี แม่ลูกสอง บาดเจ็บกระดูกสันหลังหัก แต่ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

นักท่องเที่ยวที่ร่วมเหตุการณ์ ลีนเน็ต บริดเจส อายุ 58 ปี ชาวอังกฤษ จากเอสเส็กซ์ เล่าว่า จังหวะนั้นเรือทัวร์ท่องเที่ยวเพิ่งจะไปถึงที่หาดพอดี จู่ๆ ชั้นหินขนาดมหึมาก็ถล่มลงทะเล จนเรือคว่ำ และน้ำทะลักไปทั่วหาด


จู่ๆผาถล่ม

?เสียงของหินที่ถล่มลงมามันสนั่นมาก อย่างกับยุทธการดันเคิร์ก คนกรูกันไปที่ริมทะเล และเรือก็รีบมารับผู้คนที่แตกตื่นเสียขวัญ? นางบริดเจสกล่าว

ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:17


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger