เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 02-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,701
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยจะมีฝนตกหนักมากบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนัก ถึงหนักมากไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีกในระยะนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นตลอดช่วง โดยในช่วงวันที่ 2 - 4 ก.ค. 62 จะมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และจะมีฝนตกหนักมากบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 2 ? 4 ก.ค. 62 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนื ภาคกลาง และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ตลอดสัปดาห์นี้



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา " พายุ ?ดีเปรสชัน? " ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 01 กรกฎาคม 2562

เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันนี้ (1 ก.ค. 62) หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว หรือที่ ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำในวันที่ 2 ก.ค. 62 และเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 3-4 ก.ค. 62 ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมากไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ และประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่าง ๆ ดังนี้


วันที่ 2 กรกฎาคม 2562

ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร ตาก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี และนครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด


ในช่วงวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2562

ภาคเหนือ: จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร ตาก และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครปฐม และสุพรรณบุรี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ และภาคตะวันออกมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง

โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (102.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (100.2 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 02-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,701
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


หนุ่มประมงหวิดม้วย "ปลาเต็กเล้ง" แทงคอ



หนุ่มชาวเลแล่นเรือออกวางอวนกุ้ง ถูกปลาเต็กเล้งปากคมแหลม ลำตัวยาวกว่า 1 เมตร กระโดดจาก ทะเลพุ่งเสียบลำคอเป็นรูแผลเหวอะ แล้วปลาสะบัดตัวดิ้นลงทะเลหายไป ส่วนเหยื่อเคราะห์ร้ายเลือดไหลไม่หยุด เกิดอาการตาพร่ามัว พยุงตัวแล่นเรือขึ้นฝั่งรักษาตัว ก่อนหน้าปลาพันธุ์นี้เคยพุ่งใส่ทหารเรือเสียชีวิตมาแล้ว

หนุ่มประมงถูกปลาปากแหลมพุ่งแทงคอเจ็บรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 ก.ค. ผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบเหตุชายถูกปลาในทะเลแทงคอ เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลระยอง พบนายสมมาตร ไกรอินทร์ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 165/1 หมู่ 4 ต.แกลง อ.เมืองระยอง ผู้บาดเจ็บนอนอยู่บนเตียง มีบาดแผลที่บริเวณคอด้านขวา เกิดอาการบวม ใช้ถุงเจลเย็นสีฟ้าวางประคบอยู่ที่บริเวณใกล้แผล เพื่อลดอาการเจ็บปวด

นายสมมาตร ไกรอินทร์ เหยื่อเคราะห์ร้ายเปิดเผยว่า มีอาชีพทำประมง ช่วงตี 3 วันที่ 1 ก.ค. แล่นเรือไม้ติดเครื่องยนต์ออกไปวางอวนกุ้งห่างจากฝั่งประมาณ 2 กม. ไม่ได้เปิดไฟส่องทาง ขณะเตรียมวางอวนมีปลาเต็กเล้ง หรือปลากระทุงเหว มีลักษณะปากคมแหลมยาว 10 ซม. ลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร กระโดดขึ้นมาจากทะเลพุ่งมาแทงที่ลำคอด้านขวา แล้วปลาดิ้นกระโดดตกลงน้ำทะเลไป ตนได้รับบาดเจ็บเป็นแผลเจาะเป็นรูเลือดไหลไม่หยุด หยิบผ้ามากดแผลเพื่อห้ามเลือด มีอาการปวด และตาพร่ามัว พยายามพยุงตัวนำเรือเข้าฝั่งขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านนำส่ง รพ.

ด้านนายนฤนาท ผลศิริ อายุ 25 ปี หลานผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า นายสมมาตรแล่นเรือออกไปวางอวนกุ้งคนเดียว ปกติจะไปด้วยกัน เมื่อทราบข่าวว่าถูกปลาแทงคอรีบเดินทางมาเยี่ยมดูอาการ แพทย์สั่งงดน้ำ และอาหารเพื่อรอดูอาการ โชคดีบาดแผลไม่ไปตัดเส้นเลือดใหญ่ ตัดเพียงเส้นเลือดฝอย ตนนำถุงเจลเย็นสีฟ้าคอยประคบใกล้บาดแผลเพื่อระงับอาการปวด ขณะนี้รอดูอาการแผลจะติดเชื้อหรือไม่ ตั้งแต่ทำอาชีพประมงมา 3 ปี ไม่เคยพบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี 61 ปลาเต็กเล้งพุ่งแทงคอ จ.ท.เกรียงศักดิ์ เพ่งพินิจ ขณะทำการฝึกกลางทะเล อ.แหลมงอบ จ.ตราด คมปากปลายแหลมพุ่งตัดเส้นเลือดใหญ่ ทำให้เสียเลือดมาก เป็นเหตุให้เสียชีวิตมาแล้ว กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้


https://www.thairath.co.th/news/local/east/1604701

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 02-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,701
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


พบลูกพะยูนหลงฝูงอีกตัวที่กระบี่ คาดเป็นญาติกับ "มาเรียม"

กระบี่ - ชาวบ้านช่วยลูกพะยูน เกยตื้นชายหาดบ่อม่วง จ. พบร่องรอยบาดแผลหลัง คาดเป็นญาติกับ "มาเรียม" เตรียมส่งไปรักษาตัวที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน(ศวทม.)ภูเก็ต



เมื่อเวลา 16.00 น.วันนี้ ( 1 ก.ค.) นายสิทธิชัย บ่อม่วง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านบ่อม่วง ต.ทราบขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ ว่า พบลูกพะยูนเกยตื้น บริเวณชายหาดบ่อม่วง ต.ทรายขาว ในสภาพที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่ชาวบ้านกำลังเดินหาหอยบริเวณชายหาดดังกล่าว ขาวบ้านจึงช่วยกันจับพะยูนตัวดังกล่าวไปปล่อยในน้ำทะเล เพื่อให้ว่ายน้ำออกไป

แต่ปรากฏว่า พะยูนตัวดังกล่าวว่ายน้ำกลับขึ้นชายฝั่งอีกครั้ง ชาวบ้านจึงช่วยกันนำแผ่นไวนิลขนาดใหญ่ ใส่น้ำทะเลแช่ พะยูนเพื่อให้มันได้พักผ่อนเอาไว้ โดยมีชาวบ้านคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

ซึ่งจาการตรวจสอบพบเป็นพะยูน เพศผู้ ขนาดความยาว 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 30 - 40 กิโลกรัม อายุประมาณ 1 ปี มีบาดแผลบริเวณแผ่นหลัง 5 - 6 แผล เป็นบาดแผลร่องรอยขีดข่วน สภาพร่างกายยังแข็งแรง

ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จังหวัดกระบี่ เข้ามาดูแล เพื่อรอสัตว์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน(ศวทม.)ภูเก็ต มาทำการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและเคลื่อนย้ายลูกพะยูนไปรักษาต่อไป



สำหรับพะยูน ตัวดังกล่าวที่ชาวบ้านบ่อม่วงพบ อาจจะอยู่ฝูงเดียวกับมาเรียม และ อาจะเป็นญาติกับ "มาเรียม" พะยูนกำพร้า ที่พบใน จ.ตรัง เกิดพลัดหลงฝูงมา เนื่องจากพื้นที่ที่พบอยู่เขตรอยต่อกับทะเล จ.ตรัง


https://mgronline.com/south/detail/9620000062590


*********************************************************************************************************************************************************


ข่าวดี "นกแต้วแล้วท้องดำ" ยังไม่สูญพันธุ์จากเมืองไทย


ข่าวดี พบการตอบสนองของนกแต้วแล้วท้องดำ ทำให้เชื่อว่ายังไม่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทย (ภาพ : เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

กรมอุทยานฯ ระบุ นกแต้วแล้วท้องดำยังไม่สูญพันธุ์จากป่าเมืองไทย พบการตอบสนองถึง 2 จุด ที่เขตรักษาพันธุ์ฯ เขาประ-บางคราม จ.กระบี่

เพจ "กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" รายงานสถานการณ์นกแต้วแล้วท้องดำ หรือ นกแต้วแร้วท้องดำ ในเมืองไทย (ที่มา : สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า) ระบุว่า ยังไม่สูญพันธุ์จากป่าเมืองไทย ล่าสุด พบการตอบสนองถึง 2 จุดที่ เขานอจู้จี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ความเหมาะสมในการอาศัยหลักของนกชนิดนี้

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า พันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าได้จัดทำโครงการฟื้นฟูประชากรและพื้นที่ถิ่นอาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำ และระหว่างวันที่ 19 เมษายน - 3 มิถุนายน 2562 ได้มีการสำรวจประชากรนกแต้วแล้วท้องดำ ในพื้นที่ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ - บางคราม จังหวัดกระบี่ โดยวางแผนการสำรวจออกเป็น 4 ช่วง คือ

(1) วันที่ 19 - 28 เมษายน 2562
(2) วันที่ 1-10 พฤษภาคม 2562
(3) วันที่ 13-22 พฤษภาคม 2562
(4) วันที่ 25 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน 2562

ทั้งนี้คณะผู้สำรวจประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประจำโครงการฯ นกแต้วแล้วท้องดำเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่า และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า รวม 32 คน

แต่ละช่วงสำรวจมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมดำเนินงานช่วงละประมาณ 10-12 คน โดยกำหนดขอบเขตพื้นที่สำรวจในบริเวณพื้นที่อาศัยหลักของนกแต้วแล้วท้องดำ คือ

1.บริเวณพื้นที่อาศัยสระมรกต
2. พื้นที่หย่อมป่าหินคอกวาง และใช้วิธีการเดินสำรวจโดยใช้เส้นสำรวจถาวรเป็นแนวเส้น baseline จำนวน 42 เส้น และเดินสำรวจตามแนวซ้าย-ขวาของเส้นให้กระจายทั่วพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดเทปเสียง (Radio playback) เพื่อฟังการตอบสนองต่อเสียงเทปของนกแต้วแล้วท้องดำจากการสำรวจในพื้นที่ถิ่นอาศัยหลักของนกแต้วแล้วท้องดำทั้ง 2 โซน พบการตอบสนองของนกแต้วแล้วท้องดำ 2 จุด เป็นนกเพศเมีย 1 จุด และไม่ทราบเพศ 1 จุด

นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบนกในกลุ่มของนกแต้วแล้วอีก 3 ชนิด คือ นกแต้วแล้วลาย ที่เป็นนกประจำถิ่น และนกแต้วแล้วธรรมดา นกแต้วแล้วอกเขียว ที่เป็นนกอพยพ และยังพบว่าในพื้นที่สำรวจมีความหลากหลายของนกที่พบในพื้นที่ป่าที่ราบต่ำในพื้นที่ภาคใต้ เช่น นกเงือกหัวหงอก กินแมลงหัวแดงใหญ่ ขมิ้นหัวดำเล็ก ฯลฯ

ทั้งนี้ในการเดินสำรวจในพื้นที่ได้มีการประเมินสถานภาพของพื้นที่ถิ่นอาศัยที่เหมาะสมของนกแต้วแล้วท้องดำร่วมด้วยพบว่าพื้นที่หย่อมป่าในบริเวณป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ยังมีสภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพเป็นถิ่นอาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำ


สีสันความสวยงามของนกแต้วแล้วท้องดำ (ภาพ : เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

ในส่วนของแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป ทางกรมอุทยานฯ เปิดเผยว่า จะมีการดำเนินการดังนี้

1. เจ้าหน้าที่ประจำโครงการฯนกแต้วแล้วท้องดำ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า จำนวน 3 คนปฏิบัติงานประจำในพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง 1 คนทำการสำรวจหารังนกแต้วแล้วท้องดำ เน้นในพื้นที่ที่สำรวจพบเสียงนกแต้วแล้วท้องดำ และตามบริเวณที่มีสภาพเป็นร่องห้วยในพื้นที่ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้

2. เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) ดำเนินงานด้านงานส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กับชุมชนรอบแนวเขตและในพื้นที่ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ด้านการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ

3. เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ดำเนินงานด้านงานป้องกันดูแลพื้นที่ถิ่นอาศัยหลักของนกแต้วแล้วท้องดำ

สำหรับนกแต้วแล้วท้องดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า พิตตา เจอนีอาย (Pitta gurneyi) มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Gurney's Pitta หรือ Black-breasted Pitta เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562

นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกขนาดเล็ก ลำตัวสั้นป้อมยาวประมาณ 20 ซม. ตาสีดำโตใส ปากแหลมแต่สั้นเนื่องจากกินเมล็ดพืช แมลง และไส้เดือนเป็นอาหาร เป็นนกที่มีความสวยงาม มีสีสันจัดจ้านโดยเฉพาะตัวผู้ ที่จะมีทั้งขนสีดำ น้ำตาล เหลืองสด และน้ำเงินแซมอยู่เป็นสัดส่วนสวยงาม

นกแต้วแล้วท้องดำ กินแมลง ไส้เดือน และสัตว์มีกระดูกสันหลังเล็ก ๆ เป็นอาหาร พวกมันออกไข่เพียงคราวละ 3-4 ฟอง และมีอายุประมาณ 10 ปี เป็นนกที่ต้องการพื้นที่ป่ามาก เพราะมักอยู่เป็นตัวเดี่ยว ๆ มีอาณาเขตของตัวเอง เป็นนกประจำถิ่นไม่มีการอพยพ

นกแต้วแล้วท้องดำ เพศผู้และเพศเมีย จะมีลักษณะคล้ายกันต่างที่สีขนและขนาดตัว นกตัวผู้จะมีสีสดส่วนหัวมีสีดำ กระหม่อมและท้ายทอยมีฟ้าน้ำเงิน คอมีสีเหลืองสด และบริเวณอกตอนล่างไปจนถึงท้องมีสีดำสนิท ลำตัวอ้อนสั้นในขณะที่ตัวเมียจะมีสีสดใสน้อยกว่า ส่วนหัวและหลังมีสีน้ำตาล ปลายหางมีสีฟ้า และไม่มีแถบสีดำบริเวณหน้าอกที่อาจทำให้สับสนได้ว่าเป็นนกชนิดอื่น ซึ่งในวงศ์ของนกแต้วแล้วเองก็มีด้วยกันหลายสายพันธุ์ อาทิ แต้วแล้วสีน้ำเงิน, แต้วแล้วเขียวเขมร หรือ แต้วแล้วลาย

นกแต้วแล้วท้องดำมักสร้างรังอยู่บนต้นหวาย ต้นกะพ้อ และเถาวัลย์ มีการกระจายตัวอยู่บริเวณที่ราบต่ำมาก ๆ ขึ้นไปถึงที่ราบเชิงเขาที่ระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตร หรือพื้นที่ป่าฟื้นตัวใหม่จากการแผ้วถางที่มีแหล่งน้ำและความชื้น


ลูกนกแต้วแล้วท้องดำ ที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกได้ไม่นาน (ภาพ : เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)

สำหรับชื่อของนกชนิดนี้ สามารถเขียนได้ทั้ง 2 แบบ คือ นกแต้วแล้วท้องดำ และ นกแต้วแร้วท้องดำ โดยคำว่า ท้องดำนั้น เกิดจากสีของเส้นขนบริเวณส่วนอกตอนปลายและท้องของนกตัวผู้ซึ่งมีลักษณะเด่นจนผู้ค้นพบนำมาตั้งเป็นชื่อสามัญ

ปัจจุบันมีรายงานการพบนกชนิดนี้ ที่ประเทศไทยและพม่าเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยคาดว่าพบได้เพียงแห่งเดียว คือ บริเวณป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ ซึ่งในช่วงปี 2556 มีรายงานการสำรวจพบประชากรนกแต้วแล้วท้องดำมากถึง 13 คู่ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครพบนกแต้วแล้วท้องดำในเมืองไทยอีก ซึ่งคาดว่าสาเหตุสำคัญมาจากการบุกรุกที่ป่าเพื่อทำสวนยาง และการท่องเที่ยวสระมรกตที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเกินไปจนทำให้เกิดความวุ่นวายเสียงดัง นกแต้วแล้วท้องดำจึงอพยพหนีไป

อย่างไรก็ดีในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2561 มีรายงานการได้ยินเสียงของนกแต้วแล้วท้องดำที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งก็สร้างความยินดีแก่บรรดานักดูนก นักอนุรักษ์ และนักนิยมไพรจำนวนมาก กระทั่งล่าสุดมีรายงานการตอบสนองของนกแต้วแล้วท้องดำจากกรมอุทยานฯ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ทำให้เชื่อว่านกชนิดนี้ยังไม่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทย


https://mgronline.com/travel/detail/9620000062568

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 02-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,701
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ฝุ่น PM-โอโซน-เบนซีน" ยังเกินมาตรฐาน สธ.ตั้งเป้าลดป่วยจากมลพิษอากาศ 10%

กรมอนามัยชี้ สารพิษบางตัวในอากาศยังเกินมาตรฐาน ทั้ง PM 10 PM 2.5 โอโซน เบนซีน ยิ่งเขตเมืองใหญ่ เขตอุตสาหกรรม เผาในที่โล่ง ยิ่งสูง ทั้ง กทม. ปริมณฑล หน้าพระลาน สระบุรี มาบตาพุด ภาคเหนือ บางส่วนยังใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงอาหาร ตั้งเป้าลดเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศร้อยละ 10



วันนี้ (1 ก.ค.) พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังเปิดการประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 "อากาศดี สุขภาพดี ด้วยพลังภาคีทุกส่วน? และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ ?Princess Environment Health Award " ว่า กรมอนามัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อม และสมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย จัดประชุมวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2562 เพื่อรณรงค์เนื่องในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมกันลดมลพิษ เนื่องจากสถานการณ์มลพิษทางอากาศในประเทศไทยปี 2561 แม้ภาพรวมจะมีแนวโน้มทรงตัว แต่ยังพบสารพิษบางตัวเกินค่ามาตรฐาน

"ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) ฝุ่น PM 2.5 ก๊าซโอโซน และก๊าซเบนซีน เหล่านี้ยังคงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น เขตอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เขตควบคุมมลพิษหน้าพระลาน จ.สระบุรี เขตควบคุมมลพิษมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จ.ระยอง และพื้นที่วิกฤตหมอกควัน 9 จังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ สถานการณ์คุณภาพอากาศภายในอาคารจากการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาด เช่น ฟืน ถ่านไม้ และน้ำมันก๊าด เพื่อปรุงอาหารและสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย พบว่าร้อยละ 17.9 ยังมีการใช้เชื้อเพลิงไม่สะอาดปรุงประกอบอาหาร โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ อาจปล่อยมลพิษที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้" พญ.พรรณพิมล กล่าว

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพเป็นประเด็นที่ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศและสุขภาพ เป็นประเด็นเร่งด่วนในแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560-2564 เพื่อป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ โดยเป็นความร่วมมือใน 3 ประเด็น คือ 1.ลดการปล่อยมลพิษที่แหล่งกำเนิด ผ่านกลไกทางกฎหมายและความร่วมมือแบบสมัครใจ 2.การลดการรับสัมผัสมลพิษทางอากาศ ผ่านการเฝ้าระวัง สื่อสาร แจ้งเตือน สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงผ่านช่องทางต่างๆ และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ทั้งเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการศึกษาวิจัยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศลดลง ร้อยละ 10

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศนั้น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยกรมควบคุมโรค ได้มีการเฝ้าระวังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ เพื่อป้องกันไม่ให้มีอัตราผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปได้มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังด้วยตนเอง เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพ หากไม่มั่นใจตนเองต้องรีบพบแพทย์ ขณะเดียวกัน สธ.ได้เปิดคลินิกมลพิษ เพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษเป็นพิเศษ นำร่องตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีแล้ว และจะกระจายไปยังโรงพยาบาลทั่วไปต่อไป ทั้งนี้ คาดปีต่อไปสถานการณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะลดลงและภาคเครือข่ายจะมีความเข็มแข็งมากขึ้น

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ "Princess Environment Health Award" ด้านบุคคลดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2562 คือ นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา จ.ยะลา และองค์กรดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม คือ นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีขอนแก่น จ.ขอนแก่น และรางวัลการประกวดคลิปวิดีโอด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม 5 รางวัล ซึ่งคัดเลือกจากผลงานนักเรียนและนักศึกษากว่า 80 ผลงานทั่วประเทศ


https://mgronline.com/qol/detail/9620000062444


*********************************************************************************************************************************************************


หายนะโลกร้อน! ตัวเร่งวิกฤตธารน้ำแข็งทเวทส์ละลายเร็ว


เครดิตภาพ www.abc.net.

ก่อนหน้านี้ คำเตือนต่างๆ ที่บอกกันมามักไม่เห็นผลอันเป็นประจักษ์นัก จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า "ธารน้ำแข็งทเวทส์" ธารน้ำแข็งขนาดมหึมาที่อยู่บริเวณแอนตาร์กติกาฝั่งตะวันตก กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะมันกำลังละลายอย่างรวดเร็วจนเกิดปรากฏการณ์ลูกโซ่ที่มีผลกระทบต่อทุกชีวิต

ปัจจุบันน้ำทะเลของโลกหนุนสูงขึ้น 1 ฟุตในทุกๆ ศตวรรษ ซึ่งน้ำทะเลจำนวนหนึ่งกลายเป็นน้ำแข็งที่สามารถกักเก็บน้ำทะเลไว้จนมีความสูงถึง 200 ฟุต แต่น้ำแข็งทั่วโลกเองกำลังละลายในอัตราที่รวดเร็ว โดยเฉพาะธารน้ำแข็งทเวทส์ที่มีขนาดใหญ่พอๆ กับรัฐฟลอริดา ซึ่งหากละลายนั้นจะทำให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น 2 ฟุต และการละลายนี้จะส่งผลกระทบต่อธารน้ำแข็งอื่นๆ ด้วย และเป็นไปได้ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้น 11 ฟุตเป็นอย่างต่ำ

ในความสูงขนาดนี้ หากเมืองบริเวณใกล้ชายฝั่งไม่มีโครงสร้างใดๆ ปกป้อง หรือเรายังไม่มีวิทยาการใหม่ๆ รับมือ เมืองเหล่านี้ก็จะจมอยู่ใต้บาดาลอย่างแน่นอน ประชากรหลายร้อยล้านคนจะไม่มีที่อยู่โดยทันที มนุษย์อาจสูญเสียแหล่งอาหารสำคัญ และเกิดการอพยพครั้งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้

นักวิทยาศาสตร์จับตาดูธารน้ำแข็งทเวทส์มานานกว่า 10 ปี มันเป็นธารน้ำแข็งที่ขึ้นชื่อว่า ?ไม่มีความเสถียรเป็นอย่างยิ่ง? พื้นผิวด้านล่างของธารน้ำแข็งแทรกตัวไปในแผ่นทวีป ซึ่งหากแผ่นธารน้ำแข็งเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ก็จะไปแล้วไปลับ ไม่มีทางหยุดยั้งได้ ธารน้ำแข็งทเวทส์กำลังอยู่ในช่วงสลายตัวอย่างรวดเร็ว

นักวิจัย Ian Joughin จากมหาวิทยาลัย University of Washington ตีพิมพ์การคำนวณในวารสาร Nature ปีค.ศ. 2016 ว่า หากนำสภาพธารน้ำแข็งทเวทส์ในปัจจุบันมาคำนวณด้วยโมเดลคอมพิวเตอร์ ธารน้ำแข็งนี้อาจมีเวลาเหลือแค่ 200 - 500 ปี ก่อนจะละลายจนหมด แต่นักวิจัยอีกหลายฝ่ายมองว่า เป็นไปได้ที่ธารน้ำแข็งจะละลายเร็วกว่านี้ เมื่อภาวะโลกร้อนเหนือการควบคุมจากผลกระทบที่มนุษย์สร้างขึ้น

เวลาของธารน้ำแข็งทเวทส์ จึงเปรียบเสมือนเส้นตายไปโดยปริยายที่เรายังไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ เราอาจจะหาเวลาที่ชัดเจน แต่สามารถวางแผนเตรียมพร้อมรับมือ เตือนให้ประชาคมโลกวางแผนป้องกัน หรืออย่างน้อยก็อาจทุ่มทรัพยากรรับมือบริเวณเมืองใกล้ชายฝั่งทั่วโลกในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ให้ได้เสียก่อน

จากผลสำรวจนี้ทำให้ช่วงเวลาสุดท้ายของธารน้ำแข็งทเวทส์ถูกหยิบมาเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องมีการวิจัยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีจุดหมายว่าภายใน 5 ปีนี้ต้องมีคำตอบที่น่าเชื่อถือให้ได้ มีการทุ่มงบประมาณราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่มาจากทางด้านสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมทีมวิจัยได้ 8 ทีม หลากหลายเชื้อชาติที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน พวกเขาจะศึกษาว่าลักษณะของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นนั้นมีผลต่อการละลายพื้นผิวใต้น้ำแข็งอย่างไร การทรุดตัวของชั้นน้ำแข็งแต่ละชั้น และการสมดุลการทรงตัวของธารน้ำแข็ง รวมไปถึงสร้างโมเดลเพื่อคาดการณ์ว่า ธารน้ำแข็งจะถล่มลงมาในลักษณะใด


เครดิตภาพ www.eurekalert.org

อุปสรรคหนึ่งในการศึกษาธารน้ำแข็งนี้ หนึ่งในนั้นคือการเดินทางไปสู่ธารน้ำแข็งทเวทส์ที่ค่อนข้างสาหัสทีเดียว ทีมวิจัยต้องโดยสารด้วยเรือตัดน้ำแข็ง (icebreaker) ขนาด 300 ฟุต ที่ค่อยๆล่องตัดธารน้ำแข็งไปอย่างช้าๆ อย่างน้อยใช้เวลา 1 เดือนกว่าจะถึงจุดหมาย การเดินทางจึงเต็มไปด้วยการผจญภัย หนาวเหน็บ และอ้างว้าง ราวกลับไปสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้ง โชคดีที่ยุคนี้มีระบบดิจิตอลในการสื่อสารและนวัตกรรมที่ทำให้ทีมวิจัยยังติดต่อกับโลกภายนอกได้

เบื้องต้นงานวิจัยได้คำนวณว่า พื้นที่ของโลกที่จะได้ผลกระทบจากธารน้ำแข็งทเวทส์ละลายโดยตรงที่สุดคือ รัฐไมอามี ของสหรัฐอเมริกา และเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย

การจะมีข้อมูลด้านสภาพแวดล้อมที่แน่นปึ๊ก น่าเชื่อถือได้ ก็ต้องเก็บกันละเอียดไม่ต่ำกว่า 30 ปี แต่เมื่อภารกิจสำรวจธารน้ำแข็งทเวทส์ถูกจำกัดไว้แค่ 5 ปีเท่านั้น ทีมวิจัยจึงต้องเก็บข้อมูลทุกรูปแบบเท่าที่นึกออก (และทำได้ในเชิงปฏิบัติ) หนึ่งในทีมวิจัย Lars Boehme นักสมุทรศาสตร์จากมหาวิทยาลัย University of St. Andrews ถึงกับติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้กับแมวน้ำหลายตัวที่หากินบริเวณธารน้ำแข็งทเวทส์ น่าอัศจรรย์ที่แมวน้ำผู้ร่วมวิจัย (ที่ทำวิจัยฟรีๆ) สามารถให้ข้อมูลความเค็มของมหาสมุทร อุณหภูมิเฉลี่ยได้ในขณะที่พวกมันแหวกว่าย นอกจากนั้นยังมีการใช้เรือดำน้ำไร้คนขับขนาดเล็ก เพื่อสำรวจในมิติที่ละเอียดขึ้นของน้ำอุ่นที่ดันหนุนขึ้นมาจากใต้มหาสมุทร

ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจก็มีภาครัฐนำไปปรับใช้บ้างแล้วเพื่อการรับมือ อาทิ ?เมืองนิวออร์ลีนส์? เป็นเมืองท่าสำคัญของสหรัฐอเมริกา ได้นำข้อมูลเตรียมทำแบริออร์ขนาดใหญ่ วางแผนสร้างบ้านที่ยกใต้ถุนสูง ปรับปรุงการไหลของน้ำในชุมชนไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง มีการทำแผนที่น้ำท่วม (flood map) และที่สำคัญคือการให้การศึกษาของคนในพื้นที่ ให้เตรียมการรับมือกับน้ำท่วมก่อนเนิ่นๆ เพื่อที่ทุกคนจะไม่ตื่นตระหนกภายหลัง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากงานวิจัยในภารกิจทเวทส์

เรื่องที่น่ากังวลอาจมาใกล้กว่าที่คาดคิด จากการสำรวจ ธารน้ำแข็งทเวทส์อาจอยู่ได้อีกเพียง 1 ศตวรรษก่อนที่จะละลายและเพิ่มปริมาณน้ำในมหาสมุทรโลก และใช้เวลาอีก 20-30 ปี ที่จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปกระทบธารน้ำแข็งลูกอื่นๆ แม้ทีมวิจัยเชื่อว่าการคำนวณผ่านกระบวนการที่ล้ำหน้าและเป็นโมเดลที่น่าเชื่อถือ แต่ก็ยังต้องเผื่อใจกับกรณีที่อาจแย่กว่านั้น ซึ่งอาจกลายเป็นการเร่งเวลาที่ทำให้วิกฤตครั้งนี้เกิดเร็วมากขึ้น

อนาคตของธารน้ำแข็งยักษ์ยังมีหลายปัจจัยกำหนด โครงสร้างของมันจะยืนหยัดอยู่ได้อีก 1 ศตวรรษหรือไม่ เมื่อแผ่นน้ำแข็งแตกและฉีกออกแล้ว จะลอยไปกระทบธารน้ำแข็งอื่นๆ ไหม อุณหภูมิน้ำทะเลจะเปลี่ยนอย่างไร กระแสลมผันผวนหรือไม่ ยังมีหลายคำถามที่ต้องหาคำตอบ

แต่ที่แน่ๆ ธารน้ำแข็งทเวทส์จะเป็นตัวตัดสินสำคัญว่าพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกจะ ?ท่วมหรือไม่ท่วม? และต่อจากนี้ไป เมื่อมนุษย์มองเห็นธารน้ำแข็งใดๆในธรรมชาติ พวกเราจะไม่มองเห็นเพียงแต่ความสวยงาม แต่มองมันดั่งนาฬิกาทรายที่นับถอยหลังบอกเล่าถึงหายนะทางธรรมชาติกำลังมาเยือน

หากคุณมีที่พักอาศัยที่ดูๆ ไว้อยู่ริมชายฝั่ง ก็ขอเตรียมใจได้ว่า น้ำทะเลจะหนุนสูงจนท่วมแน่ๆ แต่คำถามคือตอนไหน หรือเมื่อไหร่ที่จะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายเท่านั้นเอง ซึ่งหนึ่งในฟางเส้นสุดท้ายของโลกคือ ?ธารน้ำแข็งทเวทส์? (Thwaites Glacier) ที่หากละลายก็เท่ากับเปลี่ยนเมืองท่าทั่วโลกให้กลายเป็นเมืองบาดาลในบัดดล


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000062624

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 02-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,701
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


ญี่ปุ่นเริ่มออกเรือล่าวาฬเชิงพาณิชย์ครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

เรือล่าวาฬของญี่ปุ่นเริ่มออกจากฝั่งเพื่อล่าวาฬเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีเมื่อวันจันทร์ ยุติการอ้างเหตุผลบังหน้าล่าเพื่อวิทยาศาสตร์


เรือล่าวาฬออกจากท่าเรือเมืองคูชิโร จังหวัดฮอกไกโด เพื่อเริ่มฤดูการล่าวาฬเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / AFP

รายงานสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562 ว่าเรือล่าวาฬ 5 ลำออกจากท่าที่เมืองคูชิโร ทางภาคเหนือของญี่ปุ่นเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ เมื่อล่วงเข้าถึงช่วงบ่าย วาฬตัวแรกที่จับได้ก็ถูกส่งกลับเข้าฝั่ง

การล่าวาฬเชิงพาณิชย์ซึ่งยุติมานานกว่า 30 ปี เกิดขึ้นภายหลังญี่ปุ่นถอนตัวจากคณะกรรมการการล่าวาฬระหว่างประเทศ (ไอดับเบิลยูซี) ซึ่งทำให้ถูกนักเคลื่อนไหวและประเทศที่ต่อต้านการล่าวาฬรุมประณาม และสร้างความพอใจแก่ชุมชนล่าวาฬของญี่ปุ่น

สำนักงานประมงญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ญี่ปุ่นกำหนดโควตาการจับวาฬสำหรับฤดูล่าวาฬปีนี้ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนธันวาคม ที่ 227 ตัว แบ่งเป็นวาฬมิงก์ 52 ตัว, วาฬบรูดา 150 ตัว และวาฬเซ 25 ตัว โควตานี้กำหนดเป็นรายปีซึ่งยังถือว่าน้อยกว่าจำนวนวาฬที่ญี่ปุ่นเคยจับในมหาสมุทรแอนตาร์กติกช่วงไม่นานมานี้ ซึ่งอยู่ที่ 330 ตัว

โยชิฟูมิ ไค นายกสมาคมล่าวาฬชนิดเล็กแห่งญี่ปุ่น กล่าวต่อชุมชนนักล่าวาฬ, นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองคูชิโรก่อนปล่อยเรือออกจากท่าว่า หัวใจเขาพองโตด้วยความสุข เขาตื้นตันอย่างยิ่ง การล่าวาฬเป็นอุตสาหกรรมเล็กๆ แต่เขาก็ภาคภูมิใจ บ้านเกิดของผมล่าวาฬกันมานานกว่า 400 ปีแล้ว

นอกจากที่เมืองคูชิโรแห่งนี้ เช้าวันเดียวกันยังมีเรือล่าวาฬแล่นออกจากท่าเรืออื่นๆ ของญี่ปุ่น รวมถึงที่เมืองชิโมโนเซกิในภาคตะวันตก


วาฬมิงก์ที่ถูกจับได้เมื่อวันจันทร์ถูกเคลื่อนย้ายจากเรือขึ้นรถบรรทุก ที่ท่าเรือคูชิโร / AFP

ญี่ปุ่นอ้างว่าการล่าวาฬเป็นประเพณีเก่าแก่ของประเทศซึ่งไม่ควรเป็นประเด็นที่นานาชาติเข้ามาแทรกแซง แต่ในฐานะชาติสมาชิกของไอดับเบิลยูซี ญี่ปุ่นไม่สามารถล่าวาฬขนาดใหญ่ในเชิงพาณิชย์ได้ แม้ว่าญี่ปุ่นจะยังสามารถจับวาฬขนาดเล็กใกล้ชายฝั่งของตน อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นสามารถหาช่องโหว่จากกฎข้อบังคับของไอดับเบิลยูซี แล้วล่าวาฬในน่านน้ำแอนตาร์กติกที่ได้รับการคุ้มครองด้วยข้ออ้างว่าเป็นการล่าเพื่อ "การวิจัยทางวิทยาศาสตร์"

นักเคลื่อนไหวกล่าวกันว่า การล่าวาฬที่ว่านี้ไม่ได้มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด และญี่ปุ่นก็ไม่เคยปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า เนื้อวาฬที่จับได้ถูกส่งขายเพื่อการบริโภค

ด้านองค์กรพิทักษ์สัตว์ ฮิวเมนโซไซตีอินเตอร์เนชันแนล ประณามการรื้อฟื้นการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ของญี่ปุ่นว่า เป็นวันน่าเศร้าของการคุ้มครองวาฬทั่วโลก และเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่อันน่าช็อกของการล่าวาฬแบบโจรสลัด

เนื้อวาฬเคยเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของญี่ปุ่นหลายปีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมล่าวาฬเป็นชุมชนขนาดเล็กมาก มีผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้โดยตรงราว 300 คน และการบริโภคเนื้อวาฬมีสัดส่วนไม่ถึง 0.1% ของเนื้อที่ชาวญี่ปุ่นบริโภคในแต่ละปี.


https://www.thaipost.net/main/detail/39935

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 02-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,701
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


"ญี่ปุ่น" ล่าวาฬ เพื่อการพาณิชย์ ในรอบ 30 ปี

ชาวประมงญี่ปุ่น เริ่มออกเรือล่าวาฬ เพื่อการพาณิชย์เป็นครั้งแรกในวันนี้ หลังรัฐบาลประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมการล่าวาฬนานาชาติ



ท่าเรือตามเมืองชายทะเลหลายแห่งทั่วประเทศของญี่ปุ่น มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก โดยเฉพาะบรรดาเรือล่าวาฬขนาดเล็ก ที่เตรียมตัวออกจากฝั่งเพื่อไปล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี

สาเหตุที่ญี่ปุ่นหันกลับมาล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์อีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศถอนตัวจากการเป็นสมาชิกคณะกรรมการล่าวาฬนานาชาติ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักถูกกล่าวหาว่าอาศัยข้ออ้างเรื่องการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ในการฆ่าวาฬปีละหลายร้อยตัว สุดท้ายรัฐบาลจึงตัดสินใจถอนตัวออกมา และเริ่มต้นอุตสาหกรรมล่าวาฬอีกครั้งในวันนี้

เบื้องต้น คาดว่าญี่ปุ่นน่าจะถูกโจมตีอย่างรุนแรง จากกลุ่มประเทศที่ห้ามการล่าวาฬ

ด้านนาย แพทริก แรเมจ (Pratick Ramage) ผู้อำนวยการส่วนงานอนุรักษ์สัตว์ทะเลของกองทุนนานาชาติเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ ออกมาเปิดเผยว่า หากดูจากรายละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ญี่ปุ่นจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการพาณิชย์อีกครั้ง แต่เป็นการล่าวาฬขนาดเล็ก โดยไม่ไปรบกวนวาฬขนาดใหญ่ นั่นแสดงให้เห็นว่า ความนิยมชมชอบในการบริโภคเนื้อวาฬของชาวญี่ปุ่นเริ่มลดลง จึงหวังว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ การล่าวาฬจะค่อยๆ หมดไป เพราะชาวญี่ปุ่นเริ่มไม่บริโภคเนื้อวาฬกันมาขึ้น


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/105839

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:41


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger