เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 13-09-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,794
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา

ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
"พายุ ?บารีจัต? (BARIJAT) "

ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 13 กันยายน 2561
เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (13 ก.ย. 61) พายุโซนร้อน ?บารีจัต? (BARIJAT) บริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 110.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังจะเคลื่อนผ่านตอนบนของเกาะไหหลำ ประเทศจีน คาดว่า จะเคลื่อนขึ้นสู่ฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันนี้ (13 ก.ย. 61) แล้วจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น ?มังคุด? (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัด

ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่ม

มากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 17-19 กันยายน 2561 ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 16-19 กันยายน 2561 จะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งให้ระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 17.00 น.

สภาวะอากาศทั่วไป

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 18 กันยายน 2561 ส่วนผู้ที่จะเดินทางไปเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 14-15 ก.ย. 61 ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วยเนื่องจากมีพายุจะเคลื่อนผ่านบริเวณดังกล่าว


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

การคาดหมายลักษณะ ในช่วงวันที่ 12 ? 18 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร


ข้อควรระวัง

การคาดหมายลักษณะ ในช่วงวันที่ 12 ? 18 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
บจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-09-13_DFTH2_1200.jpg (19.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-09-13_DFTH1_1200.jpg (37.1 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg latest130918.jpg (31.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg 2018-09-13_TopChart_07.jpg (115.8 KB, 0 views)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 13-09-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,794
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์

ไต้ฝุ่นยักษ์บนกูเกิ้ลเอิร์ธมหึมามหาศาลน่าอัศจรรย์สุดๆ "มังคุด" บ่ายหน้ากลับไทย



ภาพจำลองของซูเปอร์ไต้ฝุ่นบนกูเกิ้ลเอิร์ธ โดยหน่วยงานของกองทัพเรือสหรัฐเมื่อวันพุธ แสดงให้เห็นความใหญ่โตมหึมามหาศาลกับทั่วอาณาบริเวณ ที่จะได้รับอิทธิพลตามเส้นทางเคลื่อนตัวตลอด 2-4 วันข้างหน้านี้ -- มังคุด เปลี่ยนเส้นทางในวันเดียวกัน ติดตามพายุโซนร้อนบารีจาต (Barijat) ดิ่งหัวลงมุ่งหน้ากลับบ้านเกิดประเทศไทย พายุ 2 ลูกอาจทำให้เกิดฝนตกติดต่อกันหลายวัน สุดสัปดาห์นี้่เป็นต้นไป. ">

MGR ออนไลน์ -- เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ไต้ฝุ่นมังคุด (Mangkhut) "เปลี่ยนใจ" ในช่วง 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา -- ไม่ไปฮ่องกง แต่เริ่มปักหัวลงต่ำบ่ายหน้ากลับถิ่นฐานบ้านเกิดอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ภาพของซูเปอร์ไต้ฝุ่นชื่อไทยที่จำลองลงแผนที่กูเกิ้ลเอิร์ธ (Google Earth) โดยกองทัพเรือสหรัฐ แสดงให้เห็นมวลอันมหึมาของไต้ฝุ่นระดับ 5 ตลอดเส้นทางเคลื่อนตัวระยะ 3-4 วันข้างหน้า

มังคุดกำลังจะเคลื่อนที่ขนานไปกับเส้นทางของพายุโซนร้อนบารีจาต (Barijat) ที่กำลังหมุนเคว้งเข้าใกล้เกาะไหหลำทางตอนใต้ของจีนในชั่วโมงนี้ และ คาดว่าจะเคลื่อนเข้าฝั่งภาคเหนือเวียดนามในอีก 24-36 ชั่วโมงถัดไป -- และ ไต้ฝุ่นลูกใหญ่จะไม่บ่ายหน้าขึ้นเหนืออีกแล้ว

การเปลี่ยนแปลงทิศทางของไต้ฝุ่นมังคุด ปรากฏในภาพถ่ายดาวเทียมฮิมาวาริ (Himawari) ของญี่ป่นตอนบ่ายวันพุธ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะปรากฏในแผนภูมิพยากรณ์ ที่ออกโดยสำนักพยากรณ์อากาศชั้นนำหลายต่อหลายแห่ง -- แผนภูมิชิ้นล่าสุดโดยศูนย์ร่วมแจ้งเตือนไต้ฝุ่น JWTC กองทัพเรือสหรัฐ ชี้ให้เห็นปลายสุดท้ายของมังคุดที่บริเวณตอนบนของลาว กับภาคเหนือตอนบนของเวียดนามทั้งหมด

แผนภูมิพยากรณ์โดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์เวียดนาม ที่ออกเวลา 16.00 น. แสดงให้เห็นไต้ฝุ่นมังคุด ติดตาม "ไล่กวด" พายุบารีจาตต่อไปอย่างไม่ลดละ ขณะเป็นไต้ฝุ่นระดับ 5 แรงเต็มพิกัด ฟาดงวงฟาดงาในทะเลแปซิฟิก ทางทิศตะวันออกหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และ อยู่ห่างจากพายุบารีจาตราว 3,000 กิโลเมตร แต่ยังส่งอิทธิพลถึงกันอย่างต่อเนื่อง

นักอุตุนิยมฯ ในเวียดนามอธิบายว่า ท้องฟ้าไม่มีอุปสรรคกีดขวาง ไม่มีพรมแดน สภาพภูมิอากาศในย่านนี้่ ในฤดูกาลนี้ เป็นระบบเดียวกันทั้งหมด การไล่กวดของซูเปอร์ไต้ฝุ่น ได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้พายุโซนร้อนบารีจาตมีมวลเล็กลงและอายุหดสั้นลงหลายสิบชั่วโมงในวันนี้ -- เรื่องนี้เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ที่ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" พายุลูกใหญ่ดูดกลืนเอามวลสารของพายุที่เล็กกว่า



แผนภูมิพยากรณ์ของสำนักต่างๆ ที่ออกในช่วงบ่ายวันพุธ แสดงให้เห็นเส้นทางเคลื่อนตัวของพายุบารีจาตหดสั้นลง และ มีปลายทางสุดท้ายที่บริเวณภาคเหนือของเวียดนาม ขณะที่แผนภูมิโดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาในกรุงฮานอย ยังคงยืนยันปลายทางเดิม ที่ชายแดนเวียดกนาม-ลาว โดยจะสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศสูงในบริเวณนั้่นในอีก 24-36 ชั่วโมงข้างหน้า

หมายความว่าเมื่อพายุบารีจาตสลายตัวลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ในช่วงวันที่ 15-16 ก.ย. ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ ไต้ฝุ่นลูกใหญ่ที่มีขนาดใหญ่กว่า แรงและดุดันยิ่งกว่า เคลื่อนตัวถึงอาณาบริเวณนี้ และ "จับไม้ต่อ" ซึ่งอาจจะทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันทางตอนบนของอนุภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยบิ่งคือตอนเหนือของเวียดนามกับ สปป.ลาว

เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้วซูเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุด ยังคงเคลื่อนตัวเกือบเป็นเส้นตรง ตามแนวตะวันออก-ตะวันตก แต่คาดว่าจะเอนเอียงขึ้นไปทางทิศเหนือเล็กน้อยในอีก 2 วันข้างหน้า แล้วพุ่งตรงผ่านใจกลางเกาะฮ่องกง ไปสลายตัวลงในมณฑลทางตอนใต้ของจีน แต่ข้อมูลดาวเทียมล่าสุดในคืนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นมังคุดเริ่มก้มหัวลงต่ำติดตามพายุโซนร้อนบารีจาต เข้าทะเลจีนใต้

ตามข้อมูลดาวเทียมที่เป็นปัจจุบัน เส้นทางการเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่นลูกใหญ่ในอีก 3-4 วันจะเป็นแนวเดียวกันกับแนวเคลื่อนตัวงของพายุบารีจาต ที่ล่วงหน้าไปก่อน ศูนย์กลางของพายุจะเขตนอกชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่จีนเกือบตลอดเวลา และ ตามระบบการนับของเวียดนามนั้น มังคุดจะเป็นพายุรุนแรงลูกที่ 6 ที่พัดเข้าทะเลจีนใต้ไปจนถึงชายฝั่งในปีนี้



แผนภูมิโดยศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯเวียดนามเวลา 05.00 น.วันนี้ แสดงให้เห็นปลายทางอันมั่นคงของพายุบารีจาต โดยมีไต้ฝุ่นมังคุดตามหลังไปติดๆ ทิ้งช่วงห่างราว 2 วัน -- ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนี้ลาว เวียดนามและไทย ได้ฉ่ำฝนติดต่อกันหลายวันสุดสัปดาห์นี้เป็นต้นไป. ">



แผนภูมิโดยองค์การพยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นแสดงตำแหน่งที่ตั้งของพายุทั้ง 2 ลูก ตอนบ่ายวันพุธที่ผ่าน พายุโซนร้อนบาริจาต กำลังจะเคลื่อนผ่านตอนเหนือคาบสมุทรไหหลำอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า. ">
<FONT color=#00003>แผนภูมิโดย JTWC กองทัพเรือสหรัฐในนครโฮโนลูลู ล่าสุดเช้าตรู่วันพฤหัสบดีนี้่ แสดงให้เห็นขนาดมหึมา ทั้งปลายทางและทิศทางในการเคลื่อนตัวตลอด 3-4 วันข้างหน้า. </a>
แผนภูมิโดย JTWC กองทัพเรือสหรัฐในนครโฮโนลูลู ล่าสุดเช้าตรู่วันพฤหัสบดีนี้่ แสดงให้เห็นขนาดมหึมา ทั้งปลายทางและทิศทางในการเคลื่อนตัวตลอด 3-4 วันข้างหน้า.



ทุกสำนัก (ตามเส้นสี) ในย่านนี้มองตรงกัน นี่คือเส้นทางเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่นมังคุด .. เดินทางไกล 3,000 กิโลเมตร จะกลับถึงบ้านมั้ย? หรือจะอ่อนแรงล้มพับไปในระหว่างทาง?.">
ศูนย์พยากรณ์อากาศในกรุงฮานอยคาดว่า มังคุดจะลดความแรงลงเป็นไต้ฝุ่นระดับ 1 ขณะพัดเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือของประเทศในอีก 2 วันข้างหน้า ซึ่งจะนำฝนไปซ้ำเติมสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงฮานอยเมืองหลวงอีกด้วย

ไกลออกไปจากจุดนี้ -- เมื่อเวลา 17.00 น.วันพุธที่ผ่านมา (16.00 น.เวลาในประเทศไทย) องค์การบริการเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ ธรณีศาสตร์และดาราศาสตร์แห่งฟิลิปปินส์ หรือ PAGASA ได้ออกแจ้งเตือนเป็นครั้งแรก ให้หลายจังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือลงไปจนถึงเขตวิซายาส (หมู่เกาะตอนกลาง) เตรียมรับสถานการณ์ฝนตก ที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่เกิน 24 ชั่วโมงข้างหน้า ขณะซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกนี้ยังอยู่ห่างออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร

ภาพดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นแสดงให้เห็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นชื่อไทย มีขนาดใหญ่โตสามารถกลืนฟิลิปปินส์ได้จนมิดทั้งหมู่เกาะเหนือจดใต้ -- นักอุตุนิยมฯ ที่นั่นกล่าวว่า ยิ่ง "ไต้ฝุ่นออมปง" (Ompong-ตามชื่อในระบบของท้องถิ่น) ก้มหัวลงต่ำมากเท่าไร โอกาสจะสร้างความเสียหาย ตั้งแต่กรุงมะนิลาลงไปจนถึงเกาะซีบู (Cebu) เกาะใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเขตหมู่เกาะภาคกลาง ก็ยิ่งมีสูงขึ้น

มังคุดเข้าสู่เขตแจ้งเตือนของฟิลิปปินส์เมื่อเวลา 15.00 น.วันพุธ (14.00 น.เวลาไทย) PAGASA ระบุว่าจังหวัดคาตันดัวนีส (Catanduanes) ซึ่งเป็นจังหวัดเกาะ ในทะเลแปซิฟิก นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเกาะลูซอน จะเป็นบริเวณแรกที่จะได้สัมผัสความรุนแรงของซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกล่าสุด

องค์การนี้ยังระบุอีกว่า 5 จังหวัดในอาณาบริเวณเดียวกัน ขึ้นไปจนถึงมะนิลาเมืองหลวง ล้วนมีความเสี่ยงสูง และ จะทยอยประกาศแจ้งเตือน ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป

ภาพจำลองอันมหึมาของซูเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุด บนแผนที่กูเกิ้ลเอิร์ธที่ออกในวันพุธ สะท้อนความวิตกกังวลของชาวฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี.
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 13-09-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,794
Default

ขอบคุณข่าวจาก มติชน


เขื่อนศรีนครินทร์เตรียมระบายน้ำ 32 ล้านลบ.ม. สูงสุดรอบ 37 ปี ดีเดย์พรุ่งนี้วันแรก



เขื่อนศรีนครินทร์ เตรียมระบายน้ำ 32 ล้าน ลบ.ม. สูงสุดในรอบ 37 ปี เผยเพิ่มแบบขั้นบันไดวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. คาดลุ่มน้ำแควใหญ่สูงขึ้นอีก 30-40 ซม. ขณะที่เขื่อนท่าทุ่งนา ระบายผ่าน Sand Flush Gate จาก 6 ล้าน เพิ่มเป็น 10 ล้าน ลบ.ม.

วันที่ 13 ก.ย. นายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 176.44 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปริมาณที่กักเก็บ 16,290.50 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 91.80% ของปริมาณกักเก็บปกติ มากกว่าเกณฑ์ควบคุม (URC) 0.07 ม. โดยวันนี้มีแผนการระบายน้ำ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งวานนี้ (12 ก.ย.61) มีน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 31.17 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ระดับ 176.44 ม.รทก. เพิ่มขึ้นจากวันที่ 11 กันยายน 2561 (176.43 ม.รทก.) 1 เซนติเมตร โดยมีการระบายน้ำตามแผนการระบายน้ำ 26.21 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเขื่อนศรีนครินทร์ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 1,454.59 ล้านลูกบาศก์เมตร (8.20%) สำหรับเขื่อนท่าทุ่งนา ได้ระบายน้ำสอดคล้องกับแผนระบายน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ คือ ระบายน้ำวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. โดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อตัวเขื่อนเช่นเดียวกัน

ด้านนายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 153.67 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในเขื่อน 8,352 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 94% มากกว่าเกณฑ์ควบคุม (URC) 1.20 ม. โดยวานนี้ (12 ก.ย.61) มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ 28.57 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ระดับ 153.78 ม.รทก. ซึ่งเมื่อเทียบกับวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมาพบว่า ระดับน้ำในอ่างฯ ลดลง 0.08 ม.รทก. ซึ่งอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณยังสามารถรับน้ำได้อีก 497 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 5.6% และได้มีการระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 57.78 ล้านลูกบาศก์เมตร (รวมระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ 15.86 ล้าน ลบ.ม.แล้ว)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่เขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ได้ทำการปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาอีกวันละ 6 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมระบายวันละ 22 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 7-13 กันยายน 2561 และในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ย.61) จะทำการปรับเพิ่มการระบายน้ำจาก 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เป็น 32 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ไปจนถึง 30 กันยายน 2561 ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำในปริมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เขื่อนฯ เปิดใช้งานมาในรอบ 37 ปี เนื่องจากต้องเตรียมรองรับปริมาณน้ำที่จะเข้ามาตามฤดูฝนในอีก 1-2 เดือนนี้

ซึ่งเขื่อนท่าทุ่งนา ได้ระบายน้ำสอดคล้องกับแผนระบายน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ โดยปัจจุบันระบายน้ำวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. (324 ลบ.ม.ต่อวินาที) โดยระบายผ่านช่องทางปกติ 22 ล้าน ลบ.ม. (255 ลบ.ม.ต่อวินาที ผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีอยู่ จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งเต็มกำลังการผลิตแล้ว) และระบายผ่าน Sand Flush Gate (ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับทางระบายน้ำล้น (Spillway)) อีกจำนวน 6 ล้าน ลบ.ม. (69 ลบ.ม.ต่อวินาที) โดยได้ทำการยกประตูดังกล่าวขึ้นประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ยังไม่ได้ระบายผ่านสปิลเวย์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 บานแต่อย่างใด และในวันพรุ่งนี้ที่เขื่อนศรีนครินทร์จะปรับการระบายน้ำเพิ่มขึ้นอีกวันละ 4 ล้าน ลบ.ม. ทางเขื่อนท่าทุ่งนาก็จะทำการยกประตู Sand Flush Gate ขึ้นจากระดับเดิมอีกประมาณ 35-40 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้สามารถระบายน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4 ล้าน ลบ.ม. เป็น 10 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็นวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. ตามแผนการระบายน้ำที่ได้กำหนดไว้

โดยจะทำการปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. จากเดิม 28 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และไต่ระดับจนไปอยู่ที่ 32 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน เพื่อลดผลกระทบทางด้านท้ายน้ำให้น้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำหลาก (Side flow) จากลำน้ำสาขาไหลลงมาสู่แม่น้ำแควใหญ่ และการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กลองด้วย ซึ่งจากการคำนวณคาดการณ์ว่าระดับน้ำในลำน้ำแควใหญ่จะเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณ 30-40 เซนติเมตร

ส่วนสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแควใหญ่ โดยภาพรวมระดับน้ำยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างช้าๆ ซึ่งเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สถานี K.35 A บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่งเช่นกัน ประกอบกับมีลำน้ำสาขาจากลำห้วยลำตะเพิน ไหลมาสมทบ ส่งผลให้ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 5.38 เมตร (ระดับตลิ่ง 5.50 ม.) ซึ่งใกล้จะล้นตลิ่ง แต่ยังคงต่ำกว่าตลิ่ง -0.12 เมตร ขณะนี้มีเพียงพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวตลิ่งเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังเรื่องระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เขื่อนศรีนครินทร์จะปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนท่าทุ่งนาเป็น 32 ล้าน ลบ.ม.ในวันพรุ่งนี้เป็นวันแรก

สำหรับระยะทางและระยะเวลาการเดินทางของน้ำที่ไหลจากเขื่อนศรีนครินทร์ไปตามลำน้ำแควใหญ่ไปจนถึงอำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งมีสถานีโทรมาตร กฟผ. 2 สถานี รวมระยะทางทางน้ำประมาณ 84.7 กม. โดยเขื่อนท่าทุ่งนา บ้านท่าทุ่งนา หมู่ที่ 1 ตำบลช่องสะเดา อำเภอเมืองกาญจนบุรี มีระยะทางทางน้ำประมาณ 27 กม. จากเขื่อน และสถานี TD 05 บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมืองกาญจนบุรี มีระยะทางทางน้ำประมาณ 68.6 กม. จากเขื่อน และห่างจากเขื่อนท่าทุ่งนา 41.6 กม. TD 04 ท่าน้ำวัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) ต.บ้านใต้ อ.เมืองกาญจนบุรี มีระยะทางทางน้ำประมาณ 84.7 กม. จากเขื่อน โดยห่างจากสถานีบ้านหนองบัว 16.08 กม. และห่างจากเขื่อนท่าทุ่งนา 57.7 กม.

ซึ่งจากการคำนวณมวลน้ำก้อนแรกจะใช้เวลาเดินทางไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 14 ชม. โดยจากเขื่อนศรีฯ ไปถึงเขื่อนท่าทุ่งนา ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. และจากเขื่อนท่าทุ่งนา ไปถึงตัวเมืองกาญจนบุรี จะใช้เวลาประมาณ 9 ชม. ซึ่งทางจังหวัดกาญจนบุรี ได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำในเขตอำเภอเมือง อำเภอท่าม่วง และอำเภอท่ามะกา ให้เฝ้าระวังปริมาณน้ำริมตลิ่งในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำแควน้อย โดยภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งเหนือเขื่อนและท้ายน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างน้อยลง ประกอบกับฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยทรงตัว และบางจุดลดลงบ้างเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สถานีวัดระดับน้ำในลำน้ำแควน้อย ที่สถานี K.10 บ้านลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่น้ำจะล้นตลิ่ง ปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ 9.26 เมตร (ระดับตลิ่ง 10.30 ม.) ยังคงต่ำกว่าตลิ่ง -1.04 เมตร ซึ่งพบว่า ลดลงอีกเล็กน้อย
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 13-09-2018
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,794
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


เมืองพัทยาลุยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำคลองสาธารณะ ต้นเหตุน้ำท่วม



13 ก.ย.61 นายวิเชียร พงษ์พานิช รองนายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า นโยบายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดิน และลำคลองสาธารณะของเมืองพัทยา ยังคงดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่พบว่าในอดีตที่ผ่านมากรณีดังกล่าวมีปัญหา และส่งผลกระทบต่อที่ดินสาธารณะประ โยชน์ รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ เนื่องจากมีการตรวจพบอาคารจำนวนมากที่ปลูกสร้างรุกล้ำไปในที่ดิน และลำคลองสาธารณะหลัก ทั้งคลองพัทยาใต้ ปึกพลับ และนกยาง โดยหลังจากการประสานงานร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ได้ทำการออกสำรวจ รังวัด พร้อมปิดหมายประกาศตามอำนาจปกครองเพื่อให้มีการรื้อถอนและแก้ไขปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง

นายวิเชียร กล่าวอีกว่า วันนี้(13 ก.ย.61) ตน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักการช่างเมืองพัทยา นำพนักงานส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการรื้อถอนอาคาร(บางส่วน) หลังแจ้งหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารแบบ ค.7 ในคำสั่งให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 (วรรคหนึ่ง) กรณีก่อสร้าง ดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคารกระทำการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พร้อมปิดป้ายประกาศของเมืองพัทยาระบุวันที่ 27 เมษายน 2561 เพื่อให้เจ้าของอาคารแบบ ค.ส.ล.2 ชั้น เลขที่ 269/2 หมู่ 5 ถนนคลองปึกพลับ นาเกลือ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ขนาดประมาณ 08.00 x 10.00 เมตรจำนวน 1 หลัง ทำการรื้อถอนภายในระยะเวลา 15 วัน เนื่องจากตรวจพบว่ามีการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และบุกรุกคลองสาธารณะ



นายวิเชียร ระบุว่า อาคารดังกล่าวตรวจพบว่ามีการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และบุกรุกคลองสาธารณะประโยชน์ จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางปกครอง ได้แก่ การแจ้งเพื่อทราบ การปิดหมายระงับการใช้อาคาร คำสั่งให้รื้อถอน และการปิดประกาศเพื่อให้เจ้าของอาคารรื้อถอนและขนย้ายวัสดุ สิ่งของในระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนดตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา



อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาระดับจังหวัด จึงต้องรอผลความเห็นชอบ กระทั่งคณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่าเป็นความผิด และยกคำอุทธรณ์ เมืองพัทยาจึงได้เตรียมเข้ามาดำเนินการรื้อถอนตามขั้นตอน แต่ด้วยทางเจ้าของอาคารได้เจรจาต่อรองในเรื่องของเวลาเพื่อทำการขนย้ายวัสดุสิ่งของและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆออกจากพื้นที่ ภายใน 2 สัปดาห์ จึงได้ทำข้อตกลงไว้ แต่หากถึงกำหนดแล้วยังไม่ดำเนินการใดๆ เมืองพัทยาก็จะเข้าดำเนินการรื้อถอนอาคารดังกล่าวเองต่อไป



?ยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความเที่ยงตรง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้หมดไป ในขณะที่อาคารอื่นๆนั้นปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนของการรอระยะเวลา และการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาคำอุทธรณ์ จากนั้นจึงจะเข้ามาจัดการทั้งระบบเพื่อให้คลองสาธารณะมีความกว้างขวาง และใช้ประโยชน์ในการระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพบว่าตามแนวคลองปึกพลับแห่งนี้ มีปัญหาการบุกรุกเป็นจำนวนมากและเป็นปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว? นายวิเชียร กล่าว
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:29


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger