เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับมีฝนตกหนักบางแห่ง แต่ยังคงมีอากาศร้อนบริเวณภาคเหนือ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 14 - 16 พ.ค. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น กับลมกระโชกแรงและมีฝนตกหนักบางพื้นที่

ส่วนในช่วงวันที่ 17-19 พ.ค. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนลดลง ส่วนภาคใต้ยังคงฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 14 ? 16 พ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและลมกระโชกแรงไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (88.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (105.9 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


"ทําโป่ง" อนุรักษ์สัตว์ป่าดอยหลวงเชียงดาว



ดอยหลวงเชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของ จ.เชียงใหม่ มีความสูง 2,275 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยรองจากดอยอินทนนท์

มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ก็มีแมลงมีปีก เช่น ผีเสื้อนานาชนิด และแมลงมีปีกชนิดต่างๆอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน

ในห้วงหน้าแล้งที่ผ่านมาทางดอยหลวงเชียงดาวได้ประสบปัญหาภัยแล้งหนักกว่าทุกๆปี และยังถูกชาวเขาลักลอบเผาป่าล่าสัตว์ทำให้สัตว์ป่าไม่มีอาหาร

กระทั่ง นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ระดมนักวิชาการขึ้นดอยไปช่วยกัน ทำโป่ง ไว้ตามจุดต่างๆรอบที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าสบห้วยผาตั้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อ.เชียงดาว

เพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ป่าลงมาหากินโดยเฉพาะโป่งแมลงมีปีก และผีเสื้อที่ชุกชุม

ปกติแล้วแมลงมีปีกทั้งหลายรวมไปถึงผีเสื้อหาอาหารจากทางลำห้วยเป็นหลัก...

แต่ในปีนี้น้ำในลำห้วยแห้งขอด ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำโป่งให้อาหาร ขึ้นมาทั้งหมด 3 จุด โดยนำกรวดทรายจากลำห้วยมาทำโป่งเป็นวงกลมประมาณ 2 เมตร

แล้วนำแร่ธาตุเทผสมลงในดินทรายเพื่อให้แมลงมีปีกและผีเสื้อมากินเป็นอาหาร

น.ส.ศิรประภา คำใบ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักบริหารพื้นที่ 16 จ.เชียงใหม่ บอกว่า จุดดังกล่าวเป็นแหล่งที่อยู่ของผีเสื้อป่านานาชนิด ปกติแล้วผีเสื้อจะดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้และแร่ธาตุจากลำห้วยเป็นอาหาร

แต่ปีนี้น้ำในลำห้วยเหือดแห้ง ทางเจ้าหน้าที่จึงช่วยกันทำโป่งอาหารเพื่อให้แร่ธาตุกับผีเสื้อและแมลงมีปีก คือใช้น้ำปลาผสมเจือจางกับน้ำเปล่าแล้วนำมาเทไว้บนกรวดทรายตามโป่งที่จัดทำไว้

จะมีผีเสื้อและแมลงมีปีกทั้งหลายมาดูดกินแร่ธาตุเป็นอาหาร จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝนระบบนิเวศก็จะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง.


https://www.thairath.co.th/news/local/north/1566740

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ตรวจพบ CO2เพิ่มสูงสุดในประวัติศาสตร์


ภาพมลพิษทางอากาศในกรุงเม็กซิโกซิตี ทั้งนี้นีกวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่าระดับคาร์บอไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศนั้นเพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึก (Rodrigo ARANGUA / AFP )

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ ตรวจพบระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มสูงสุดในประวัติศาสตร์นับแต่เริ่มบันทึก โดยพบว่าก๊าซเรือนกระจกนี้สูงมากกว่า 415 ppm นับเป็นสัญญาณเตือนในขณะที่มนุษย์ยังคงปล่อยก๊าซชนิดนี้อย่างไม่ลดละ

ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์นี้ ถูกตรวจวัดโดยหอสังเกตการณ์มัวนาโลอา (Mauna Loa Observatory) ในฮาวาย สหรัฐฯ ซึ่งติดตามก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้ มาตั้งแต่ปลายปีทศวรรษ 1950 โดยระดับล่าสุดที่ตรวจวัดได้อยู่ที่ 415.26 ppm และเป็นครั้งแรกที่หอสังเกตการณ์แห่งนี้ตรวจวัดระดับคาร์บอนไดออกไซด์แบบรายวันแล้วพบว่ามีปริมาณเกิน 415 ppm

ครั้งสุดท้ายที่ชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเท่านี้ คือเมื่อประมาณกว่า 3 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำทะเลโลกสูงเฉลี่ยกว่าปัจจุบันหลายเมตร และบางส่วนของทวีปแอนตาร์กติกาในช่วงเวลานั้นปกคลุมไปด้วยป่า

วูล์ฟกัง ลุชท์ (Wolfgang Lucht) จากสถาบันพอตส์ดัมเพื่อการวิจัยผลกระทบจากภูมิอากาศ (Potsdam Institute for Climate Impact Research: PIK) กล่าวถึงตัวเลขคาร์บอนไดออกไซด์ที่ตรวจวัดได้ว่า เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เดินตามแนวทางที่จะพิทักษ์ภูมิอากาศเลย ตัวเลขของก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้น และเพิ่มสูงขึ้นทุกปีๆ ทั้งที่ต้องทำให้ตัวเลขนี้หยุดนิ่ง

ทว่า แทนที่ตัวเลขของระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศจะหยุดนิ่ง แต่ก๊าซชนิดนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก 3 ชนิด ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


https://mgronline.com/science/detail/9620000045896

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


อึ้งพบขยะพลาสติก ยานใต้น้ำดำ 11 ก.ม. ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา



อึ้งพบขยะพลาสติก ? วันที่ 13 พ.ค. บีบีซี รายงานการสำรวจร่องลึกก้นสมุทร มาเรียนา ในมหาสมุทรแปซิฟิก ลงไปลึกถึง 10,994 เมตร ทุบสถิติเดิมเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว ที่ระดับความลึก 10,927 กิโลเมตร แต่ระหว่างภารกิจในครั้งล่าสุดนี้ นักสำรวจกลับพบ "ขยะพลาสติก" ตรงก้นทะเลของจุดลึกที่สุดของโลกด้วย

นายวิกเตอร์ เวสโคโว นักสำรวจพร้อมทีมงาน สำรวจก้นสมุทรมาเรียนกว่า 4 ชั่วโมง ด้วยยานสำรวจน้ำลึก DSV Limiting Factor ที่ออกแบบมาเพื่อทนต่อแรงดันน้ำมหาศาลจากใต้มหาสมุทรถึง 1,000 บาร์ หรือเทียบเท่าน้ำหนักของเครื่องบินเจ็ต 50 ลำ



ทีมงานพบสัตว์น้ำเปลือกแข็งเหมือนกุ้ง 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า "แอมฟิพอด" (amphipods) และพบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "หนอนช้อน" (spoon worm) ที่ระดับความลึก 7,000 เมตร และ "ปลาหอยทากชมพู" (pink snailfish) ที่ระดับความลึก 8,000 เมตร

นอกจากนี้ ทีมนักสำรวจพบโขดหินที่มีสีสดใส ซึ่งคาดว่าเกิดจากจุลินทรีย์จากก้นทะเล และเก็บตัวอย่างของหินจากก้นทะเลเพื่อนำมาศึกษา อีกทั้งพบ ถุงพลาสติก กับ พลาสติกห่อลูกอม ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากขยะพลาสติกหลายพันล้านตันทุกปีที่ไหลบ่าลงสู่มหาสมุทร แต่น้อยคนที่จะทราบว่าขยะเหล่านี้ไปสิ้นสุดที่ไหน

นักวิทยาศาสตร์วางแผนทดสอบสัตว์ใต้ทะเลที่เก็บเป็นตัวอย่างมาเพื่อดูว่าสัตว์พวกนี้มี ไมโครพลาสติก หรือไม่ เนื่องจากการศึกษาล่าสุดพบว่าเป็นปัญหาวงกว้าง แม้กระทั่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลด้วย



การสำรวจร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนาเป็นส่วนหนึ่งของ ไฟว์ ดีพส์ (Five Deeps) หรือการสำรวจจุดลึกที่สุดในแต่ละมหาสมุทร 5 แห่งของโลก

ก่อนหน้านี้ ทีมงานของนายเวสโคโวดำสำรวจร่องลึกก้นสมุทรไปแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ ร่องลึกก้นสมุทรเปอร์โตริโก ในมหาสมุทรแอตแลนติก ดำลึกไปถึง 8,376 เมตร ร่องลึกก้นสมุทรเซาท์แซนด์วิช ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก 7,433 เมตร และ ร่องลึกก้นสมุทรชวา ในมหาสมุทรอินเดีย 7,192 เมตร



ส่วนเป้าหมายสุดท้าย คือ ร่องลึกก้นสมุทรมอลลอยดีพ ในมหาสมุทรอาร์กติก มีกำหนดในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ นายเวสโคโวเป็นนักลงทุนภาคเอกชน เป็นผู้ออกทุนการดำสำรวจ 5 ก้นร่องลึกสมุทรของโลก และก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับความลึกของมหาสมุทร เจ้าตัวเคยปีนยอดเขาสูงสุดใน 7 ทวีปของโลกมาแล้ว


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2511745

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


เจ้าหน้าที่เร่งเติมทรายชายหาดสมิหลาสงขลา



13 พ.ค.62- ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเติมทรายบริเวณชายหาดหาดสมิหลา จ.สงขลา ว่า เรือดูดทรายจากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่จอดอยู่บริเวณเวิ้งอ่าวแหลมสมิหลาสงขลา ได้ทำการเดินเครื่องดูดทรายจากเรือดูดทราย ผ่านท่อส่งทรายที่อยู่ใต้พื้นทะเลความยาว 5 กม.และอีก 1 กม.เลี้ยวขึ้นมาโผล่บนชายหาดชลาทัศน์เพื่อนำทรายมาลงบริเวณไซด์งานเติมทรายชายหาดสมิหลา ถนนชลาทัศน์ซึ่งเป็นจุดที่ 1 ของงานเติมทรายชายหาดสมิหลา

โดยเครื่องดูดทรายจากเรือดูดทรายทำงานเป็นปรกติ ทำให้งานเติมทรายชายหาดสมิหลา เดินหน้าดูดทราย เข้ามาบริเวณชายหาดชลาทัศน์อย่างต่อเนื่อง รถแมคโคร์ 3 คันและรถแทคเตอร์ 2 คัน เร่งมือทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ทันกับทรายที่ถูกดูดออกมาจากท่อขนาด 80 ซม. และเริ่มเกลี่ยทรายจากชายหาดเติมลงในทะเลแล้วที่บริเวณไซด์งานเติมทรายชายหาดสมิหลา ถนนชลาทัศน์ซึ่งเป็นจุดที่ 1 ของงานเติมทรายชายหาดสมิหลาของกรมเจ้าท่า จากชายหาดชลาทัศน์ชุมชนบ้านเก้าเส้ง ถึง สนามกีฬาติณสูลานนท์

ที่ผ่านมาการดำเนินงานเติมทรายชายหาดสมิหลาเจอปัญหาอุปสรรคอยู่บ้างทั้งในเรื่องของธรรมชาติสภาพอากาศคลื่นลมแรงในทะเลซึ่งไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้และเรื่องของเครื่องจักรเรือดูดทรายและท่อส่งทรายรั่วแต่ก็สามารถแก้ปัญหาได้จนสามารถเดินเครื่องทำงานได้ตามปรกติ

นายสิทธิชัย ปั้นทอง นายช่างโยธาชำนาญงาน กรมเจ้าท่า หัวหน้าผู้ควบคุมงานงานเติมทรายชายหาดสมิหลา กล่าวว่า กรมเจ้าท่าเรามุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ให้แล้วเสร็จอย่างแน่นอน หากไม่มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องสภาพอากาศ หรือเครื่องดูดทรายขัดข้อง เดือนกันยายน 2562งานเติมทรายชายหาดสมิหลาเสร็จตามแผนงานของกรมเจ้าท่า


https://www.thaipost.net/main/detail/35683

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


SCG ดันขยายพันธุ์ "หญ้าทะเล" "เกาะลิบง" ลดโลกร้อน



เมื่อเร็ว ๆ นี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดให้มีการประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง เพื่อระดมความคิดเห็น โดยมีเจ้าหน้าที่จากบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีตรัง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด หน่วยงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง เข้าร่วมประชุม

ที่ประชุมได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น "โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ" ตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยวิธีการปลูกและอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเลของตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ด้วยเหตุผลที่ว่า พื้นที่แหล่งหญ้าทะเลสามารถเพิ่มพูนการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวถึง 5 เท่า

ประกอบกับทาง SCG ให้ความสนใจในการส่งเสริมเพิ่มพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลของตำบลเกาะลิบงเพื่อลดภาวะโลกร้อน (global warming) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย

โดยนายลือพงษ์ อ๋องเจริญ กรรมการผู้จัดการ (MD) บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีตรัง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เล่าให้ฟังว่า หญ้าทะเลเป็นพืชดอกใบเลี้ยงเดี่ยวที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใต้น้ำบริเวณชายฝั่งที่มีการผันแปรของความเค็มได้เป็นอย่างดี โดยธรรมชาติหญ้าทะเลจะขึ้นบริเวณแนวชายฝั่งในระดับน้ำลึกไม่เกิน 10 เมตร ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับ 4-7 เมตร ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สัตว์ทะเลประเภทต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมไปถึงประเภทที่หายากใกล้สูญพันธุ์ ใช้เป็นที่พักพิง ทั้งเป็นแหล่งอาหาร และบ้านของสัตว์ทะเลวัยอ่อน

หญ้าทะเลขยายพันธุ์ทั้งแบบใช้เม็ดและแตกกิ่งก้าน หรือยอดใหม่จากเหง้า ในประเทศไทยพบหญ้าทะเลรวม 13 ชนิด หญ้าทะเลแปลงใหญ่อยู่ที่จังหวัดตรัง อำเภอสิเกา พบหญ้าทะเลที่บ้านแหลมไทร บ้านปากคลอง และเกาะผี, อำเภอปะเหลียน พบหญ้าทะเลที่เกาะสุกร, อำเภอกันตัง พบหญ้าทะเลที่เกาะลิบง เกาะมุก และบ้านเจ้าไหม โดยแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดตรังและของประเทศไทย อยู่ที่ "เกาะลิบง" จังหวัดตรัง มีแหล่งหญ้าทะเลประมาณ 12,170 ไร่ หญ้าทะเลที่พบในจังหวัดตรังมีถึง 11 ชนิด

นอกจากนี้เศษซากของหญ้าทะเลเมื่อเกิดการเน่าสลายจะกลายเป็นผลผลิตเบื้องต้นของระบบนิเวศชายฝั่ง ตามพื้นดินเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนอนตัวกลม หอยสองฝา หอยชักตีน ไส้เดือนทะเล ปลิงทะเล และสัตว์น้ำวัยอ่อนใบและลำต้นของหญ้าทะเลเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรีย หนอนตัวแบน ทากเปลือย เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศชายฝั่ง รวมถึงหญ้าทะเลยังเป็นอาหารหลักของพะยูนและเต่าทะเล ปัจจุบันพบพะยูนที่เกาะลิบง ประมาณ 170 ตัว พะยูนแต่ละตัว กินหญ้าทะเลวันละ 30 กิโลกรัม ช่วยลดความเร็วกระแสน้ำ ลดความแรงของคลื่นลม ช่วยยึดผิวหน้าดิน ป้องกันการพังทลายของชายฝั่งได้



กระบวนการสังเคราะห์แสงของหญ้าทะเลในเวลากลางวันให้ออกซิเจนแก่สัตว์น้ำ และหญ้าทะเลช่วยลดภาวะโลกร้อน สามารถเพิ่มพูนการกักเก็บ ก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวถึง 5 เท่าเพราะหญ้าทะเลใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปไบคาร์บอเนตไอออน ในกระบวนการสังเคราะห์แสง แล้วเก็บไว้ในราก เหง้า และใบ เมื่อหญ้าทะเลตายเกิดการย่อยสลายทับถมในตะกอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตะกอนอินทรีย์ ที่อยู่ในภาวะไร้ออกซิเจน อัตราการย่อยสลายตัวต่ำ จึงสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้

ขณะที่เปลือกของหอยมีการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ตลอดช่วงเวลาที่เจริญเติบโต ป่าไม้ตามแนวชายฝั่งช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้เร็วกว่าป่าไม้ทั่วไปถึง 4 เท่า การที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกระบบนิเวศชายฝั่งและมหาสมุทรกักเก็บเอาไว้เรียกว่า blue carbon(บลูคาร์บอน) ทั้งนี้ระบบนิเวศชายฝั่งช่วยให้คาร์บอนตกตะกอนในมหาสมุทรได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณคาร์บอนที่หญ้าทะเลสามารถกักเก็บไว้ในชั้นดินถึง 95 เปอร์เซ็นต์

"ความลึกของมวลชีวภาพของระบบนิเวศชายฝั่ง ที่กักเก็บคาร์บอนถึง 6 เมตร ดังนั้น การลดลงของป่าชายเลน ส่งผลให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้น กล่าวโดยสรุประบบนิเวศชายฝั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบนิเวศหญ้าทะเล นอกจากเพิ่มพูนกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไว้มากกว่าพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวได้ถึง 5 เท่าแล้ว ระบบนิเวศหญ้าทะเลยังมีความสำคัญมากต่อปริมาณสัตว์น้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล เป็นแหล่งอนุบาล แหล่งวางไข่ แหล่งหากิน แหล่งหลบภัย และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื่องจากโครงสร้างของหญ้าทะเลมีใบ ลำต้น และรากที่สลับซับซ้อน จากการสำรวจพบว่าสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิดมีช่วงชีวิตที่ผูกพันกับแหล่งหญ้าทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ปลาเก๋า เป็นต้น"

"ผมอยากชักชวนภาคเอกชนไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานฟอสซิล อย่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทอื่นที่มีนโยบายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCG ได้เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission : T-VER) ในพื้นที่จังหวัดตรัง โดยบริษัทภาคเอกชนสามารถนำปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการที่เรียกว่า คาร์บอนเครดิต (T-VER) ไปขายคืนให้ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศ" นายลือพงษ์กล่าวทิ้งท้าย


https://www.prachachat.net/local-economy/news-326502

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 14-05-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,393
Default

ขอบคุณข่าวจาก GREENPEACE


พลาสติก 101 : พี่ย่อยได้นะ หนูเชื่อหรอ? ....................... โดย ภุชงค์ แซ่เล้า



พลาสติกชีวภาพ หากถูกทิ้งเป็นจำนวนมากอาจทำให้ระยะเวลาการย่อยสลายไม่ทัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ในน้ำ และอาจทำให้น้ำเน่าเสียได้เช่นกัน
พลาสติก แต่ละชนิดต่างใช้ปัจจัยในการย่อยสลายต่างกัน

พลาสติกที่กล่าวอ้างว่าย่อยสลายได้ อาจเป็นเพียงแค่การแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกเท่านั้นอีกทั้งยังอาจสามารถดูซับโลหะหนักต่างๆ ได้

ในปัจจุบันวันนี้ขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งก็ยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบใหญ่เป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยความเป็นมนุษย์ผู้มีสมองอันหลักแหลม จึงได้อดทนค้นคิดสร้างบรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติกที่แทบจะย่อยสลายไม่ได้ขึ้นมา จึงเป็นต้นกำเนิดของ พลาสติกชีวภาพ (Biodegradable Plastic) นั่นเอง

พลาสติกชีวภาพ หรือ Biodegradable Plastic คือ พลาสติกที่ใช้วัตถุดิบผลิตจากการเกษตรหรือ ธรรมชาติ เช่นมันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย โปรตีนจากถั่ว เซลูโลสจากพืช ฯลฯ โดยมีวัตถุอินทรีย์เหล่านั้นเป็นส่วนประกอบหนึ่ง เพื่อนลดละยะเวลาการย่อยสลาย

ซึ่งพลาสติกแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็น พลาสติกทั่วๆไป หรือพลาสติกชีวภาพนั้น ก็ต้องอาศัยปัจจัยในการย่อยสลายที่ต่างกันออกไป เช่น Oxo-biodegradable plastic แตกตัวโดยปฏิกิริยาออกซิเดชัน Photo-biodegradable แตกตัวเมื่อเจอแสง (แต่การย่อยสลายนี้จะไม่เกิดขึ้นภายในบ่อฝังกลบขยะ หรือพื้นที่มืดเนื่องจากไม่ได้รับแสงยูวีที่ทำให้เกิดปฏิกริยาการแตกตัว) Hydro-biodegradable ใช้ความชื้นในน้ำเป็นตัวแปรในการย่อยสลาย


Misdeclared Korean Plastic Waste Dumped in Philippines. ? Jilson Tiu / Greenpeace

พลาสติกเหล่านี้ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้หมดจดอย่างสมบูรณ์ หรือท้ายสุดแล้วมันกลับกลายเป็นเพียงแค่การแตกตัวออกเป็นไมโครพลาสติก ที่สามารถดูดซึมสารเคมีอันตรายชนิด DDT (dichlorodiphenyltrichloroethane) และ PCBs (polychlorinated biphenyls) รวมทั้งโลหะหนักอื่นๆ ที่อยู่ในดิน ในทะเล หรือถูกสะสมเข้าไปอยู่ในสิ่งมีชีวิต และอาจส่งผลต่อร่างกายมนุษย์เรา เช่น สารก่อมะเร็ง เป็นต้น

ส่วนพลาสติกที่ผลิตจากพืชที่กล่าวว่าย่อยสลายได้ตามธรรมชาตินั้น แต่ถ้าหากใช้เป็นจำนวนที่มากและกลายเป็นขยะลงสู่แหล่งน้ำก็อาจทำให้น้ำเน่าเสียได้เนื่องจากเกิดจุลินทรีย์เป็นจำนวนมาก คล้ายๆกับการลอยกระทง หากมีจำนวนมากเกินก็สามารถทำให้น้ำเน่าได้ถึงแม้จะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติก็ตาม

แต่ทั้งนี้พลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ อายุการย่อยสลายสั้นกว่าพลาสติกทั่วไป หรือดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่กล่าวอ้าง พลาสติกเหล่านั้นเพียงแค่แตกตัวตัวออกเป็นไมโครพลาสติก หากไม่ถูกหลอมด้วยความร้อนสูงก็จะไม่ย่อยสลาย มันไม่ได้หายไปจากโลกนี้อย่างที่เราเข้าใจกัน ทางที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นการ หยุดใช้ ลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือลดการสร้างขยะน่าจะเป็นทางแก้ที่ดีที่สุด


Product Shot of Compostable Bags. ? Fred Dott / Greenpeace

แม้ว่าจะย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาไม่นานเหมือนพลาสติกปกติทั่วไป แต่การย่อยสลายของมันอาจเป็นเพียงแค่การแตกตัว หรือกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งพลาสติกยุคใหม่ที่ใช้คำว่า "ย่อยสลายได้" มักนำคำเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่าให้ดูรักโลกมากขึ้นเกินกว่าที่ตัวมันเองเป็น

ทางที่ดีคือลดการใช้ ลดการสร้างขยะก็จะดีที่สุด เพื่อไม่ให้ความสะดวกของเรากลายเป็นวิกฤตที่ตัวเราเองของเผชิญ


https://www.greenpeace.org/thailand/...biodegradable/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:30


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger