เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีกในระยะนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 3 - 4 ก.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 5 ? 9 ก.ค. 62 ประเทศไทยมีฝนลดลง สำหรับคลื่นลมทะเลอันดามันมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 3 ? 4 ก.ค. 62 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ในระยะเวลาดังกล่าวไว้ด้วย



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา " พายุ "มูน" (Mun) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน (มีผลกระทบถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2562)" ฉบับที่ 10 ลงวันที่ 04 กรกฎาคม 2562

เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (4 ก.ค. 62) พายุโซนร้อน "มูน" (Mun) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามแล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามประมาณ 65 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 20.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 106.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งกับมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศลาว และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

โดยจะมีฝนตกหนักตามภาคต่าง ๆ ดังนี้


ในช่วงวันที่ 4 กรกฎาคม 2562

ภาคเหนือ: จังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี และสระบุรี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด

อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (101.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (110.1 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


พบซากวาฬสเปิร์มหนักร่วม 12 ตัน ลอยนอกฝั่งเกาะลันตา คาดป่วยติดเชื้อ

ตะลึงซากวาฬสเปิร์ม หนัก 12 ตัน พบลอยอยู่นอกฝั่งเกาะลันตา จนท.พบถูกมือดีลักลอบตัดกราม โคนหางมีแผลบอบช้ำ ลำตัวมีรอยคล้ายถูกฉลามกัด ส่วนสาเหตุการตายคาดติดเชื้อรุนแรง



กรณีชาวบ้านบนเกาะลันตา จ.กระบี่ พบซากวาฬสเปิร์ม หรือวาฬหัวทุย ลอยตายอยู่ระหว่างเกาะลันตา และเกาะไหง ห่างชายฝั่งเกาะลันตาประมาณ 3 ไมล์ทะเล พร้อมประสานให้ จนท.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา) ร่วมกับศูนย์วิจัยฯ อ่าวไทยตอนบน (ชุมพร) เข้ามาตรวจสอบ

ล่าสุดเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 ก.ค. นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นอภ.เกาะลันตา จ.กระบี่ นายศักดิ์ดา ทวีเมือง ประมง อ.เกาะลันตา พร้อม จนท.ทหารเรือหน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเกาะลันตาน้อย ทีมสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกว่า 20 คน เข้าตรวจสอบซากวาฬสเปิร์ม บริเวณชายหาดบ้านหัวแหลม หมู่ 1 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เพื่อหาสาเหตุการตาย ซึ่งจากการตรวจสภาพภายนอก พบวาฬตัวดังกล่าว เป็นวาฬเพศผู้ ความยาววัดได้ 12 เมตร น้ำหนักมากกว่า 12 ตัน คาดว่าเป็นวาฬยังไม่อยู่ในช่วงโตเต็มวัย สภาพคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 สัปดาห์

นอกจากนี้ยังพบว่ากรามล่างของวาฬ รวมทั้งฟันบางส่วน ถูกลักลอบตัดออกไป บริเวณโคนหาง มีร่องรอยบอบช้ำอย่างรุนแรง กลางลำตัวมีร่องรอยคล้ายถูกฉลามกัด

นายไพฑูล รอดรัก อายุ 50 ปี ชาวบ้าน หมู่ 2 ต.เกาะลันตาใหญ่ ชาวประมงที่ไปพบซากวาฬกลางทะเล เล่าว่า ก่อนจะไปพบซากวาฬดังกล่าว ตนออกเรือไปทำประมงตามปกติ จนไปพบซากวาฬลอยอยู่ จากนั้นประสานให้ชาวบ้านช่วยกันนำเรือมาลากเข้าฝั่ง โดยสภาพที่พบครั้งแรก วาฬยังมีสภาพสมบูรณ์ แต่พอกลับไปดูอีกครั้ง ก็พบว่ากรามล่างถูกลักลอบตัดออกไปแล้ว สอบถามจากชาวบ้านใกล้เคียง ทราบว่าพบเห็นชาย 3 คน เข้ามาใกล้ซากวาฬ คาดว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาแอบตัด ตนทำประมงมา 30 กว่าปี ยังไม่เคยเจอวาฬชนิดนี้มาก่อน

ด้าน นอภ.เกาะลันตา กล่าวว่า เบื้องต้นตนได้ประสานให้ จนท.เข้าไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เกาะลันตา เพื่อสืบหาตัวคนที่แอบเข้ามาลักลอบตัดกรามวาฬแล้ว อยากเตือนประชาชนทั่วไป หากพบซากวาฬ หรือสัตว์ทะเล ห้ามลักลอบขโมยซากตามความเชื่อแบบผิดๆ เพราะจะมีความผิด เนื่องจากสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์คุ้มครองตามกฎหมาย เบื้องต้นเชื่อว่าวาฬตัวดังกล่าวไม่น่าจะถูกลักลอบล่า

ด้านนายศักดิ์ดา กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิต ในเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมีอาการติดเชื้อ วันนี้ทีมสัตวแพทย์ จะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจสอบอีกครั้ง ว่าจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือไม่ ส่วนซากวาฬที่เหลือ จะหารืออีกครั้งว่าจะขนย้ายออกจากพื้นที่อย่างไร เพราะซากเป็นชิ้นใหญ่ มีน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายค่อนข้างจะลำบาก โดยจะประสานให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินการเรื่องนี้อีกครั้ง.


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1606181

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


เผยผลผ่าพิสูจน์ 'วาฬหัวทุย' พบขวดพลาสติกในกระเพาะ

เผยผลผ่าพิสูจน์ "วาฬหัวทุย" ทีมสัตวแพทย์ใช้เวลากว่า 10 ชม. ผ่ากระเพาะ ตะลึง!เจอขวดพลาสติก 4 ชิ้น เขี้ยวปลาหมึก พยาธิ ปลาและชิ้นเนื้อผิดปกติ หลังจากนี้ต้องนำชิ้นเนื้อส่งตรวจหาสาเหตุการตายที่แท้จริงอีกครั้ง



กรณีที่ ชาวประมงเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ พบซากวาวาฬหัวทุยเพศผู้ขนาดใหญ่ 12 เมตรน้ำหนักประมาณ 12 ตัน ลอยตายอยูกลางทะเล และกลับมาเข้าฝั่งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการตาย โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง (จังหวัดชุมพร)และ ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง(จังหวัดสงขลา)พร้อมด้วยศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันจังหวัดกระบี่ ประมงจังหวัดกระบี่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ร่วมกันผ่าพิสูจน์ แต่ปรากฏว่ามี ชายฉกรรจ์ 3 คนเข้ามาลักลอบตัดเอาเขียววาฬหัวทุยตัวนี้ไปจนหมด จนทางนายอำเภอต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความเอาผิดกลุ่มหัวขโมยรายนี้ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น



เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.?นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันจังหวัดกระบี่ ว่าทีมสัตวแพทย์ได้ผ่าท้องวาฬแล้วโดยใช้เวลากว่า 10 ชม. โดยพบว่าในกระเพาะอาหาร มีขวดพลาสติก 4 ชิ้น เขี้ยวปลาหมึก ประมาณ 1 กิโลกรัม ปลาและพยาธิอีกส่วนหนึ่ง และพบชิ้นเนื้อผิดปกติด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ตัดชิ้นส่วนของวาฬหัวทุย ไปตรวจสอบหาสาเหตุของการตายที่แท้จริงอีกครั้ง โดยจัดส่งไปที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลางจังหวัดชุมพร และ ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างจังหวัดสงขลา คาดว่า ประมาณ 7 วันก็จะทราบสาเหตุการตายที่แท้จริง


https://www.dailynews.co.th/regional/718383

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


อึ้ง! ผ่าซากวาฬหัวทุยฟันหายเกลี้ยงปาก คาดแอบลักลอบตัดทำของขลัง ส่งชิ้นเนื้อตรวจหาสาเหตุการตาย พบตายแล้ว 21 ตัว

กระบี่ - เจ้าหน้าที่ใช้เวลา 10 ชม.ฝ่าซากวาฬหัวทุย อึ้ง! พบฟันหายเกลี้ยงปาก คาดมีคนแอบลักลอบตัดทำของขลังตามความเชื่อ ด้านอำเภอโร่แจ้งความเอาผิด ตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์หาสาเหตุการตาย พบซากลอยตายในทะเลถึง 21 ตัวแล้ว



จากกรณีที่ชาวประมงพื้นบ้านเกาะลันตา จ.กระบี่ พบซากวาฬสเปิร์ม หรือวาฬหัวทุย ลอยตายอยู่ระหว่างเกาะลันตา และเกาะไหง ห่างชายฝั่งเกาะลันตาประมาณ 3 ไมล์ทะเล และลากเข้ามาไว้ที่ชายฝั่ง พร้อมประสานให้เจ้าหน้าที่ประมง จ.กระบี่ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา) ร่วมกับศูนย์วิจัยฯ อ่าวไทยตอนบน (ชุมพร) เข้ามาตรวจสอบ

ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (3 ก.ค.) นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา จ.กระบี่ นายศักดิ์ดา ทวีเมือง ประมง อ.เกาะลันตา พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารเรือ หน่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลเกาะลันตาน้อย ทีมสัตวแพทย์จากศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กว่า 20 คน เข้าตรวจสอบซากวาฬหัวทุย บริเวณชายหาดบ้านหัวแหลม หมู่ 1 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เพื่อหาสาเหตุการตาย

จากการตรวจสภาพภายนอก พบวาฬตัวดังกล่าวเป็นวาฬเพศผู้ ความยาววัดได้ 12 เมตร น้ำหนักมากกว่า 12 ตัน คาดว่าเป็นวาฬหนุ่ม เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังพบว่าฟันล่างของวาฬ ถูกลักลอบตัดออกไป ส่วนบริเวณโคนหาง มีร่องรอยบอบช้ำอย่างรุนแรง กลางลำตัวมีร่องรอยคล้ายถูกฉลามกัด



นายไพฑูล รอดรัก อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 156/34 หมู่ 2 ต.เกาะลันตาใหญ่ ชาวประมงที่ไปพบซากวาฬกลางทะเล กล่าวว่า ขณะออกเรือไปทำประมง พบซากวาฬลอยอยู่ จากนั้นประสานให้เพื่อนบ้านช่วยกันนำเรือมาลากเข้าฝั่ง โดยสภาพที่พบครั้งแรก วาฬยังมีสภาพสมบูรณ์ แต่พอกลับไปดูอีกครั้ง ก็พบว่า ฟันถูกลักลอบตัดออกไปแล้ว สอบถามจากชาวบ้านใกล้เคียง ทราบว่า พบเห็นชาย 3 คน เข้ามาใกล้ซากวาฬ คาดว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาแอบตัดไป

ด้าน นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา กล่าวว่า เบื้องต้นตนได้ประสานให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เกาะลันตา เพื่อสืบหาตัวคนที่แอบเข้ามาลักลอบตัดฟันวาฬแล้ว อยากเตือนประชาชนทั่วไป หากพบซากวาฬ หรือสัตว์ทะเลสงวน ห้ามลักลอบขโมยซากตามความเชื่อแบบผิดๆ เพราะจะมีความผิด เนื่องจากสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์คุ้มครองตามกฎหมาย เบื้องต้น เชื่อว่าวาฬตัวดังกล่าวไม่น่าจะถูกลักลอบล่า แต่อาจจะตายด้วยสาเหตุอื่น

ขณะที่ นายศักดิ์ดา ทวีเมือง ประมงอำเภอเกาะลันตา กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิต ในเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ แต่สันนิษฐานว่า อาจจะมีอาการติดเชื้อ วันนี้ทีมสัตวแพทย์จะเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปตรวจสอบอีกครั้ง ว่าจะมีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือไม่ ส่วนซากวาฬที่เหลือจะหารืออีกครั้งว่าจะขนย้ายออกจากพื้นที่อย่างไร เพราะซากเป็นชิ้นใหญ่ มีน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายค่อนข้างจะลำบาก โดยจะประสานให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินการเรื่องนี้อีกครั้ง

นางพิมพ์ชนก ประจำค่าย สัตวแพทย์ ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จ.กระบี่ กล่าวว่า วาฬหัวทุย หรือวาฬสเปิร์ม ในน่านน้ำไทย ที่ผ่านมา มีการพบเพียง 3 จังหวัด คือ พังงา ภูเก็ต และสตูล ถูกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งสาเหตุการตายนั้นมีปัจจัยจากการป่วยทางธรรมชาติ อุบัติเหตุ และมีการพบปลาวาฬชนิดนี้ในเขตพื้นที่ฝั่งอันดามัน ตั้งแต่ปี 2534 ที่เคยมาเกยตื้นหรือลอยตายในทะเลกว่า 21 ตัว ส่วนใหญ่พบได้ฝั่งอันดามัน ที่มีน้ำทะเลลึกกว่าอ่าวไทย ทางเจ้าหน้าที่ได้ตัดชิ้นเนื้อสำคัญส่งไปวิจัยหาสาเหตุการเสียชีวิต ที่ศูนย์ จ.ภูเก็ต ใช้เวลา 10 ชม.หลังจากได้ลงปฏิบัติการตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น.


https://mgronline.com/south/detail/9620000063205


*********************************************************************************************************************************************************


อนาถ ! ขาดพลาสติกโผล่ในท้องวาฬหัวทุยตายกลางทะเลอันดามัน

กระบี่ - อึ้ง! พบขวดพลาสติก จำนวน 4 ชิ้น เโผล่ในท้อง วาฬหัวทุย ทีมสัตวแพทย์ ใช้เวลากว่า 10 ชม เขี้ยวปลาหมึก พยาธิ ปลาและชิ้นเนื้อผิดปกติ ส่งตรวจหาสาเหตุการตายที่แท้จริง



กรณีที่ชาวประมงเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ พบซากวาวาฬหัวทุยเพศผู้ ขนาดใหญ่ 12 เมตร น้ำหนักประมาณ 12 ตัน ลอยตายอยูกลางทะเล และ พากลับมาเข้าฝั่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการตาย โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง (จังหวัดชุมพร)และ ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง(จังหวัดสงขลา) พร้อมด้วยศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันจังหวัดกระบี่ ประมงจังหวัดกระบี่ และ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ใช้เวลาในการผ่าพิสูจน์นานกว่า 10 ชั่วโมง ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา



นายสมบูรณ์ เต็มชื่น นายอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามันจังหวัดกระบี่ ว่า ผลของการ ผ่าท้อง และ กระเพาะอาหารของวาฬหัวทุยตัวดังกล่าว ทีมสัตวแพทย์ ได้พบชิ้นส่วน ขวดพลาสติก 4 ชิ้น เขี้ยวปลาหมึก ประมาณ 1 กิโลกรัม ปลาและพยาธิอีกส่วนหนึ่ง และ พบชิ้นเนื้อผิดปกติ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ตัดชิ้นส่วนของวาฬ หัวทุย เพื่อส่งไปตรวจสอบหาสาเหตุของการตายที่แท้จริง อีกครั้ง

โดยจัดส่งไปที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลางจังหวัดชุมพร และ ศูนย์วิจัยพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างจังหวัดสงขลา คาดว่า ประมาณ 7 วันก็จะทราบสาเหตุการตายที่แท้จริง


https://mgronline.com/south/detail/9620000063438

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ญี่ปุ่นทำอย่างไรกับขยะพลาสติก ..................... โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ Tokyo University of Foreign Studies



การรณรงค์ด้านพลาสติกโดยพยายามให้ "ลดการใช้ หมุนเวียนใหม่ รีไซเคิล" (Reduce, Reuse, Recycle) กำลังเป็นกระแสทั่วโลก เพราะปัญหาขยะพลาสติกในทะเลกำลังเข้าขั้นวิกฤติ แต่ถ้าเลิกใช้พลาสติกอย่างปัจจุบันทันด่วน ผู้คนคงเดือดร้อนไม่น้อย ตอนนี้ในประเทศต่าง ๆ จึงค่อย ๆ เกิดความเคลื่อนไหวเพื่อบรรลุเป้าหมายแก้ปัญหาขยะพลาสติก แต่ในญี่ปุ่น ถ้าถามถึงความตระหนักในระดับประชาชนตอนนี้ละก็ ยังถือว่าต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่มีบทบาทระดับแนวหน้าของโลกก็พยายามไม่นิ่งเฉย และได้แสดงภาวะผู้นำในการประชุมกลุ่มประเทศที่สำคัญและชาติที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู 20 ชาติ หรือ G20

ที่ประชุม G20 ครั้งล่าสุดจัดที่นครโอซากาทางตะวันตกของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28-29 มิถุนายน (ไทยไม่ใช่สมาชิก G20 แต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมในฐานะประธานอาเซียน) ญี่ปุ่นแสดงความเป็นผู้นำด้วยการออก ?วิสัยทัศน์โอซากามหาสมุทรสีคราม? (Osaka Blue Ocean Vision) โดยเห็นพ้องกันว่าจะพยายามลดมลภาวะเพิ่มเติมที่เกิดจากขยะพลาสติกในทะเลให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 อีกทั้งวางกรอบงานให้แต่ละประเทศรายงานนโยบายและการปฏิบัติของตนอย่างสม่ำเสมอด้วย จากวิสัยทัศน์นี้ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่นประกาศว่า ญี่ปุ่นจะสนับสนุนความพยายามของประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อการกำจัดขยะ



เมื่อมองภาพรวมของขยะพลาสติกในระดับโลก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ประเมินว่าปริมาณพลาสติกทั่วโลกในแต่ละปีคือ 400 ล้านตัน ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เช่น ขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่ม ถุงพลาสติก หลอด พอเป็นขยะก็มีทั้งขยะที่ถูกเก็บรวบรวมกลับเข้าระบบบำบัด และขยะที่ไม่ได้กลับเข้าระบบ ส่วนหลังนี้อาจถูกฝน หรือพายุ หรือแม้แต่คน ทำให้กระจัดกระจายลงสู่แหล่งน้ำ

ในบรรดาขยะพลาสติกในทะเล ประเภทที่มีมากที่สุดคือ ก้นบุหรี่ (พลาสติกชนิดหนึ่ง ทำจากเซลลูโลสอะซิเทต) รองลงมาคือขวดพลาสติกและถุงพลาสติกตามลำดับ นอกจากนี้ ของบางอย่างก็กลายเป็นขยะโดยที่ผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างเช่นหญ้าเทียม เมื่อใช้ไปนาน ๆ จะเสื่อมสภาพและแตกร่วน พอถูกฝนชะ จะกระจายไปทั่วโดยไม่ได้ตั้งใจ และตกลงไปในแม่น้ำบ้าง ท่อระบายน้ำบ้าง หรือการทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทางก็ทำให้ขยะเกลื่อนไปทั่ว เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้มากขึ้นในหลายประเทศย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก สร้างมลภาวะแก่ทะเล และเป็นภัยต่อชีวิตสัตว์ดังเช่นกรณีผ่าท้องวาฬแล้วพบขยะพลาสติกหลายกิโลกรัม

ในกรณีของญี่ปุ่น หากลองใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นสักพักจะรู้สึกได้ทันทีว่าญี่ปุ่นใช้พลาสติกเยอะมาก การซื้อของตามร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เกตมีถุงพลาสติกให้ฟรี ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (มีบ้างที่ต้องจ่ายเงินซื้อถุง แต่ก็น้อยมาก) ในขณะที่บางประเทศไม่ให้ถุงหรือบางประเทศใช้ถุงกระดาษ นอกจากนี้ ตู้ขายน้ำบรรจุขวดพลาสติกก็มีอยู่ทั่วไปตามริมถนน แม้ญี่ปุนมีระบบระเบียบด้านการทิ้งและแยกขยะ แต่การเก็บขวดพลาสติกคืนสู่ระบบก็ทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยทำได้ 92% แต่ที่เหลืออีก 8% นั้นไม่มีใครรู้ว่าตกหล่นไปที่ไหน ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าส่วนหนึ่งกระจายลงสู่ทะเล

แต่ละปีญี่ปุ่นมีขยะพลาสติกประมาณ 9 ล้านตัน ในจำนวนนี้นำไปรีไซเคิล 84% ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ 1) แปรรูปเป็นวัสดุอื่น เช่น นำไปทำเก้าอี้นั่งตามสถานีรถไฟ ญี่ปุ่นใช้วิธีการนี้ประมาณ 23% แต่เมื่อหมุนเวียนมาก ๆ คุณภาพพลาสติกจะยิ่งลดลงและใช้ได้ยากขึ้น จึงต้องฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยีขั้นต่อไป, 2) รีไซเคิลทางเคมี คือ การนำไปสลายโมเลกุลให้เป็นวัตถุดิบพลาสติกอีก แต่ขั้นนี้ก็ดำเนินการได้ยาก และปัจจุบันทำแค่เพียง 4% เท่านั้น, 3) เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน คือ การส่งเข้าเตาเผาและนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ เช่น ผลิตไฟฟ้า ให้ความอุ่นแก่สระน้ำ ญี่ปุ่นทำส่วนนี้ 57% ของปริมาณทั้งหมดที่รีไซเคิล

สำหรับการแปรรูปเป็นวัสดุอื่น เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะญี่ปุ่นไม่ได้ทำเองทั้งหมด แต่หมายรวมถึงการส่งออกขยะพลาสติกไปยังต่างประเทศเป็นจำนวนไม่น้อยถึงปีละประมาณ 1.5 ล้านตัน ประเทศที่รับไปจะดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่สภาพของประเทศนั้น ซึ่งตรวจสอบควบคุมได้ยาก แต่เมื่อออกไปจากญี่ปุ่นแล้ว ย่อมไม่ใช่ภาระหน้าที่ของญี่ปุ่น



การรีไซเคิลในญี่ปุ่นนั้น ถึงแม้จะทำได้ แต่มีค่าใช้จ่ายและบางกระบวนการก็ยุ่งยาก เมื่อมองจากต้นทุนด้านแรงงาน ส่วนไหนที่ดูท่าว่าไม่คุ้ม ญี่ปุ่นจะส่งไปยังที่ที่ต้นทุนค่าแรงถูกกว่า ซึ่งไม่ใช่ที่อื่นไกล บ้านใกล้เรือนเคียงนี่แหละ ได้แก่ จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งไทย มาเลเซีย เวียดนามนี่เอง แต่จีนซึ่งเคยรับขยะพลาสติกเข้าประเทศมากที่สุดในโลกได้ประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกเมื่อปลายปี 2017 แน่นอนว่าญี่ปุ่นย่อมเดือดร้อน (ประเทศอื่นอย่างอังกฤษและอเมริกาที่ส่งออกขยะไปยังจีนก็ด้วย) ปริมาณจึงถูกโยกมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ภาพรวมคร่าว ๆ ของการส่งออกขยะพลาสติกจากญี่ปุ่นมีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีดังนี้

ด้วยความเดือดร้อนของญี่ปุ่นด้านการกำจัดขยะพลาสติกประกอบกับกระแสโลก ญี่ปุ่นไม่อาจนิ่งเฉยได้ต่อไป "วิสัยทัศน์โอซากามหาสมุทรสีคราม" ในการประชุม G20 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของการรณรงค์และการคลี่คลายของญี่ปุ่นไปในคราวเดียวกันด้วย สืบเนื่องจากวิสัยทัศน์นี้ ญี่ปุ่นได้วางแนวทางที่เป็นรูปธรรมออกมามากขึ้น โดยใช้ชื่อว่า "MARINE Initiative" ("มารีนอินนิชิเอทีฟ"?แนวคิดริเริ่มเพื่อทะเล) อันประกอบด้วย (1) Management of wastes?การจัดการขยะ, (2) Recovery of marine litter?การเก็บขยะในทะเล, (3) Innovation?นวัตกรรม, (4) Empowerment?การเสริมสร้างพลัง และญี่ปุ่นจะดำเนินการผ่าน 3 ช่องทางหลัก (ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น)

1) ให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมทั้งความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) แบบทวิภาคี และความช่วยเหลือผ่านองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ฝึกอบรมบุคลากรด้านการกำจัดขยะ 10,000 คนทั่วโลกภายในปี 2025 และตอกย้ำความตระหนักเรื่องพลาสติกด้วยนโยบาย "3R" (Reduce, Reuse, Recycle) หรือ "ลดการใช้ หมุนเวียนใหม่ รีไซเคิล"

2) ดำเนินการระหว่างประเทศผ่านบริษัทญี่ปุ่น องค์กรภาคเอกชน และทางการท้องถิ่นของญี่ปุ่น เช่น ส่งออกเทคโนโลยี สร้างสถานที่ด้านการกำจัดขยะ

3) เผยแพร่และแบ่งปันการปฏิบัติที่ได้ผลสูงสุดตามแนวทางภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นเกี่ยวกับการจัดการขยะ การเก็บขยะในทะเล และนวัตกรรม โดยดำเนินการผ่านการประชุมระหว่างประเทศ อีกทั้งร่วมมือกับอาเซียนเพื่อจัดตั้ง "ศูนย์ความรู้ระดับภูมิภาคว่าด้วยขยะพลาสติกในทะเล"


โรงกำจัดขยะในย่านอิเกบูกูโร กรุงโตเกียว (ภาพโดย kakidai)

อันที่จริง ความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายระดับประเทศในญี่ปุ่นเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าสองสามปีแล้ว มีรายการโทรทัศน์และบทความตีพิมพ์นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกออกมาเป็นระยะ แต่การใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นยังเหมือนเดิม ความตระหนักไม่แพร่หลาย ส่วนหนึ่งคงเพราะประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง และอีกส่วนหนึ่งคงเพราะญี่ปุ่นมองว่าระบบกำจัดขยะ (รวมทั้งขยะพลาสติก) ของตนนั้นมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเท่าที่ผ่านมาก็มีพื้นที่รองรับขยะพลาสติกของตนอยู่ในต่างประเทศหลายแห่ง ทว่าจากนี้ไปสถานการณ์จะไม่เหมือนเดิม คงต้องดูกันว่าการรณรงค์ของญี่ปุ่นจะได้ผลมากน้อยเพียงใด และจะปรับตัวอย่างไรเมื่อหาที่ทิ้งขยะนอกประเทศได้ยากขึ้น


https://mgronline.com/japan/detail/9620000062890

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


กรมควบคุมมลพิษ ขับเคลื่อนการจัดการขยะพลาสติกตาม Roadmap โดยเฉพาะช่วง 1 ปี ลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วลงได้กว่า 1,500 ล้านใบ


นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ครั้งที่ 2 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการจัดการขยะพลาสติกตามโรดแมพการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 ที่กำหนดการเลิกใช้พลาสติก 3 ชนิด ภายในปี 2562 คือ พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผสมสารอ๊อกโซ่ และไมโครบีด พร้อมทั้งกำหนดเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด ภายในปี 2565 คือ ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติก (แบบบางใช้ครั้งเดียว) และหลอดพลาสติก

ส่วนการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100 เปอร์เซนต์ภายในปี 2570 พบช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมแม้จะเป็นการดำเนินการแบบสมัครใจก็ตาม โดยสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อได้ประมาณ 1,524 ล้านใบ หรือประมาณ 4,385 ตัน ด้านกลุ่มค้าปลีกเซ็นทรัลและกลุ่มธุรกิจในเครือได้ประกาศเจตนารมณ์ปลอดถุงพลาสติกปลายปีนี้ และเทสโก้ โลตัส เลิกใช้บรรจุภัณฑ์โฟมทั้งหมด ทุกชนิดในทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90702200221647

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


วิกฤต! ขยะฆ่าเต่าทะเลหายาก 3 เดือนตาย 4 ตัว

สลดรับวันปลอดถุงพลาสติก ยังเจอ "เต่าทะเล" สังเวยขยะทะเล ถุงพลาสติก อวน หนังยางในท้องตายหลายตัว เพียงแค่ 3 เดือนเจอเต่าเกยตื้นตาย และยังมีชีวิต 10 ตัว ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุสะเทือนใจ 25 ปี ยังต้องนับจำนวนเต่าทะเลตาย จี้ใช้โดรน-ดาวเทียมตามแพขยะ



วันนี้ (3 ก.ค.2562) เนื่องจาก 3 ก.ค.ของทุกปี เป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล หลายหน่วยงานรณรงค์ปัญหาสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเตย โดยเฉพาะเต่าทะเล โลมา ซึ่งหนึ่งสาเหตุตายมาจากการติดขยะ และบางตัวพบว่ามีขยะในท้อง

ล่าสุดศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โพสต์ภาพที่สะเทือนใจว่า เมื่อ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ (ศอพต.) ได้รับแจ้งจากคุณอมรา เครือข่ายประสานงานสัตว์ทะเลหายากว่าพบซากเต่าทะเล เกยตื้นตายที่บริเวณหน้าร้านอมรา วอเตอร์สปอร์ต หาดนาจอมเทียน ซอย 14 จ.ชลบุรี

เบื้องต้นหลังจาก พ.ญ.กรกมล กิติกัมรา สัตวแพทย์ประจำศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ตรวจสอบพบว่าเป็นเต่ากระ ขนาด 26x28 เซนติเมตร ตัวผู้ช่วงอายุ 1 ปี ไม่พบเลขรหัสไมโครชิพ สภาพซากเน่ามากสภาพภายนอก ตัวบวมพอง ตาบวมทั้งสองข้าง เกล็ดบริเวณกระดองเน่าหลุดลอก ทั้งตัวสาเหตุเกิดจากขบวนการแปรสภาพซาก ก่อให้เกิดแก๊สภายในลำตัว นอกจากนั้นยังพบว่าขาหลังซ้ายแหว่ง

"ผลชันสูตร พบขยะทะเลจำพวกชิ้นส่วนพลาสติกแข็ง เศษถุงพลาสติก เชือกอวน หนังยาง ตลอดทางเดินอาหารส่วนปลาย จึงนำมาสรุปผลการเสียชีวิตเบื้องต้น"


ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ซึ่งรายงานสถานการณ์เต่าทะเลเกยตื้นพบว่าในช่วง 2 เดือนระหว่างพ.ค.-ก.ค.นี้ มีทั้งเต่าทะเลตาย และเกยตื้นยังมีชีวิตอยู่ระหว่างการรักษา รวม 10 ตัว ดังนี้

1 ก.ค. ชาวประมงพื้นบ้านได้นำเต่าทะเลสภาพติดอวนมาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่อุทยาน อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา พบเป็นเต่ากระ ไม่พบบาดแผลภายนอก แต่ค่อนข้างผอม
30 มิ.ย.เต่าเกยตื้นตาย หาดจอมเทียน จ.ชลบุรี เจอขยะ ถุงพลาสติก หนังยาง
30 มิ.ย. เต่าติดอวนประมง ในทะเลเกาะพีพี ชาวเลช่วยไว้ได้
18 มิ.ย. เต่ากระตัวผู้ เกยตื้น หาดนาจอมเทียน จ.ชลบุรี
18 มิ.ย. เจอเต่าตนุ อายุ 4 ปี บริเวณอ่าวอุดม จ.ชลบุรี ไม่พบหมายเลขไมโครชิพ และตายเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.พบก้อนหนองบริเวณระหว่างหลอดลมและหลอดอาหาร พบเชือกเอ็นและพลาสติกในระบบทางเดินอาหาร
13 มิ.ย. เต่ากระ บาดเจ็บเกยตื้นหาดพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบบาดแผลทีบริเวณหลังเกล็ดกระดองจำนวน 2 แผล ความยาวประมาณ 3 ซม. คาดว่ากระแทกกับของแข็งเช่นเรือ หรือใบพัดเรือ อยู่ในระหว่างขั้นตอนการรักษา
10 มิ.ย. เต่ากระตัวเมีย ช่วงอายุโตเต็มวัย เกยตื้นตายหาดดงตาล อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีไม่พบเลขรหัสไมโครชิพ สภาพภายนอก ตัวบวมพอง กระดองแตก ไม่พบขยะทะเลและสิ่งแปลกปลอม
วันที่ 2 มิ.ย. เต่ากระเกยตื้นมีชีวิต บริเวณหาดนางนภาธารภิรมย์ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง อยู่ในระหว่างขั้นตอนการรักษา

31 พ.ค.เจอเต่าตนุตาย หาดดงตาล อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ผลชันสูตร อวัยวะภายในยุ่ยสลายเกือบทั้งหมด ในระบบทางเดินอาหารพบอาหารจำพวกสาหร่ายทะเล และพบขยะทะเลเพียงเล็กน้อย จำพวก เชือกอวนไนล่อนสีขาว อยู่ภายในปะปนกับอาหาร

26 พ.ค.ลูกเต่ากระอายุประมาณ 6 เดือน เกยตื้นหาดนางรอง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี


ภาพ: ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ


สะเทือนใจ 25 ปีเต่าทะเลยังตายเพิ่ม

นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ค่อนข้างตกใจที่พบว่าในช่วง 3-4 วันนี้ เจอเต่าทะเลติดเศษอวน และเกยตื้นถี่มากรวม 5 ตัว ซึ่งบางตัวโชคดีไม่ตาย เช่นเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี อุทยานเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง และภูเก็ต และยังมีเต่าทะเลที่ติดอวนและชาวประมงช่วยเอาไว้ได้ แต่บางตัวโชคร้ายเกยตื้นตายและมีขยะในท้อง

"ถามว่าสะเทือนใจแค่ไหน ที่ยังมีปัญหานี้เกิดขึ้น ผมรณรงค์เรื่องนี้มา 25 ปีกรณีเต่ากินพลาสติก ผมรู้สึกดีที่มีคนช่วย แต่เศร้ามากที่คนช่วยเยอะ แต่เต่ายังตายเยอะ เหมือนตอนจบยังวัดว่าเต่าตายมากแค่ไหน ตรงนี้หมายความว่าที่ทำมายังไม่พอ ต้องหาทางหยุด ไม่ใช่แค่รณรงค์ หาแผนใหม่"

นายธรณ์ กล่าวว่า ปัญหามาจากขยะทะเลที่สะสมลงไปก่อนหน้านี้ ขยะที่มีปัญหากับสัตว์ทะเล เช่น เต่า โลมา ส่วนใหญ่จะเจอเต่าติดเศษอวนเป็นหลัก ติดที่แพขยะในทะเล มีทั้งเศษอวน และถุงพลาสติก เมื่อปลาเล็กๆ เข้ามาในแพขยะ เต่าจะตามเข้ามากินปลา และติดเศษอวน ต้นเหตุยังมาจากถุงพลาสติก ขยะจากบนบกที่ลงในทะเล ต้องแก้ให้หมด

"ตอนนี้รัฐบาลใช้ยาแรง คือการลดขยะแต่ละชนิด เช่น ถุงพลาสติก การเลิกแคปซีล การเลิกใช้กล่องโฟม แก้วน้ำใช้ครั้งเดียวทิ้ง หลอดพลาสติก ภายในปี 2565 จะต้องทำตามโรดแมป ต้องแบนได้จริง"

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดโครงการใหญ่มาก โดยเสนอว่าจะต้องมีระบบขยะติดตามขยะทะเล โดยใช้โดรนหรือดาวเทียมติดตามแพขยะ และติดตามชายหาดที่มีประมาณ 3,000 แห่ง เพราะขยะที่ไหลตามปากแม่น้ำลงไปจะไปเกิดเป็นแพขยะ สร้างเป็นฐานข้อมูลให้หน่วยงานที่จะทำกิจกรรมเก็บขยะใช้ฐานข้อมูลนี้ว่าชายหาดไหนขยะมาก จัดลำกับ 1-5 พื้นที่แล้วลงไปจัดการในช่วงเวลานั้นๆ


ปลัด ทส.ชวนลดใช้ถุงพลาสติก

ส่วนนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า เนื่องจาก 3 ก.ค.ของทุกปี เป็นวันปลอดถุงพลาสติกสากล ที่มีจุดประสงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติกล้นโลก และร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา จากการที่ทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาขยะล้นเมือง โดยเฉพาะจากถุงพลาสติกที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำด้วย เนื่องจากขยะเหล่านี้ต้องใช้เวลาย่อยสลายนาน

ที่ผ่านมาไทยจัดอันดับประเทศที่มีขยะพลาติกในทะเลอันดับ 6 ของโลก และผลกระทบทั้งต่อมนุษย์และต่อระบบนิเวศ เช่น กรณีวาฬนำร่องตายที่สงขลาปีที่แล้ว ขนาดน้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม พบพลาสติกในกระเพาะ 8 กิโลกรัม รวมถุงพลาสติก 85 ใบ มาจากหลายประเทศ



เต่าทะเลตายถี่ขึ้นจากขยะพลาสติก การปนเปื้อนไมโครพลาสติกในปลา และมนุษย์ นโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้นการลด ละ เลิกการใช้พลาสติก การนำมาใช้ประโยชน์และผลดำเนินการ รวมถึงภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับปัญหาพลาสติกเป็นอันดับต้นๆ

ซึ่งจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีการลดใช้พลาสติกลงและพบว่า มีผู้ให้ความสนใจ ตื่นตัว และตระหนักต่อปัญหาดังกล่าวเป็นจำนวนมากและมีแผนที่นำทาง (Roadmap) ในการลดพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) รวมทั้งการใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในการนำพลาสติกที่ใช้แล้วมาใช้ประโยชน์อีก

ประเทศไทยผลิตและใช้ถุงพลาสติก ประมาณ 45,000 ล้านใบ และในช่วงที่ผ่านมาเราช่วยกันรณรงค์และลดพลาสติดได้เกือบ 1,600 ล้านใบ ขอบคุณห้างสรรพสินค้าทุกห้างและเครือข่ายที่ให้ความร่วมมือ ที่เรายังต้องใช้อยู่ ต้องทิ้งให้ถูกที่ และนำกลับมารีไซเคิลให้มากที่สุด เชื่อฉันเราทำได้ คุณก็ทำได้


https://news.thaipbs.or.th/content/281373

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ตะลึง! เจอขยะพลาสติก 4 ชิ้นในท้องวาฬหัวทุย จ.กระบี่

ผ่าชันสูตรซากวาฬหัวทุย ความยาว 12 เมตรตายที่ทะเลเกาะลันตา จ.กระบี่ เจอเศษพลาสติก 4 ชิ้นมีทั้งขวดน้ำ แก้วพลาสติก แต่ยังไม่สรุปสาเหตุการตาย พร้อมแจ้งความหลังถูกตัดฟัน และเขี้ยว คาดถูกนำไปทำคุณไสย เจ้าหน้าที่แจ้งความเพื่อหาผู้กระทำผิดแล้ว



วันนี้(3 ก.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีพบซากวาฬหัวทุย สัตว์ทะเลหายากขนาดใหญ่อาศัยทะเลลึก ลอยตายกลางทะเลเกาะลันตา จ.กระบี่ โดยวันนี้สัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับประมง อ.เกาะลันตา เคลื่อนย้ายซากวาฬหัวทุยที่เกยตื้นไปที่หัวแหลมสอง ม.1 ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ และชันสูตรหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Somboon Temchuen ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความการผ่าพิสูจน์สาเหตุการตายวาฬหัวทุยที่หัวแหลมสอง เกาะลันตา ซึ่งใช้เวลาดำเนินการกว่า 10 ชั่วโมงโดยพบว่ามีขยะพลาสติกอยู่ในท้องของวาฬหัวทุย รวม 4 ชิ้น โดยพบเป็นขวดพลาสติก 2 ขวด แก้วพลาสติก เขี้ยวปลาหมึก พยาธิปลาและชิ้นเนื้อผิดปกติ ส่วนสาเหตุการตายที่แท้จริงรอการพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่



แจ้งจับคนขโมยตัดฟันวาฬหัวทุย

อย่างไรก็ตาม ผลการผ่าชันสูตร เป็นวาฬหัวทุยตัวผู้ ความยาวประมาณ 12 เมตร น้ำหนักประมาณ 11 ตัน มีบาดแผลบริเวณปากคาดว่าถูกตัดฟันและเขี้ยวไป จึงเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เกาะลันตา เพื่อสืบหาผู้กระทำผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีให้เป็นไปอย่างรัดกุม

"เบื้องต้นคาดว่านำไปใช้ทำคุณไสยตามความเชื่อ เจ้าหน้าที่แจ้งความกับตำรวจภูธรเกาะลันตาแล้ว"

สำหรับวาฬหัวทุย หรือวาฬสเปิร์ม เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเล และมีรูปร่างคล้ายปลาที่ขนาดใหญ่ ดำน้ำได้ลึก 3,000 เมตร นานประมาณ 1 ชั่วโมง และพบในน่านน้ำไทยเพียง 3 จังหวัด คือ พังงา ภูเก็ต และสตูล


https://news.thaipbs.or.th/content/281388

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 04-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


โลกร้อน!! ทำ "หอยแมลงภู่" สุกเกลื่อนชายหาด หายนะครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี

นักวิจัยสหรัฐอเมริกา พบหอยแมลงภู่จำนวนมากบนชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย เสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนทะลุถึง 38 อาศาเซลเซียส หวั่นกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล


Photo via : ALBERTO PIZZOLI / AFP

เว็บไซต์ เดอะการ์เดียน รายงานว่า แจ็กกี้ โซเนส ผู้ประสานงานวิจัยทางทะเล สหรัฐอเมริกา พบหอยแมลงภู่จำนวนมากเสียชีวิตอยู่บนโขดหิน มีลักษณะเปลือกกำลังอ้างปากค้าง และไหม้เกรียม เหมือนถูกปรุงสุก ซึ่งไม่เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน โดยเมื่อเดือนมิถุนายน ได้เกิดคลื่นความร้อนทำลายสถิติ จนไปทำลายหอยแมลงภู่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี ที่เมืองโบเดกาเบย์ บริเวณยอดแหลมอ่าวแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ

นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานจากนักวิจัยคนอื่นเกี่ยวกับการตายของหอยแมลงภู่ในลักษณะเดียวกันที่ชายหาดหลายแห่ง เป็นระยะทาง 140 ไมล์ หรือ 225 กิโลเมตร ตลอดแนวชายฝั่งทะเล ในขณะที่ผู้คนกำลังเพลิดเพลินกับมหาสมุทรแปซิฟิกท่ามกลางอุณหภูมิ 80 ฟาเรนไฮ หรือประมาณ 27 องศาเซียลเซียส ซึ่งชายหาดถูกปกคลุมไปด้วยแสงอาทิตย์ รวมถึงที่พักอาศัยของหอยแมลงภู่ที่ถูกผูกติดอยู่กับโขดหิน อาจมีอุณภูมิสูงกว่า 100 ฟาเรนไฮ หรือประมาณ 38 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้ ผู้ประสานงานวิจัยทางทะเล คาดการณ์ว่า การตายของหอยแหลงภู่ จำนวนมากนี้ จะส่งผลต่อระบบนิเวศทั้งหมดของชายฝั่งทะเลบริเวณดังกล่าว

"หอยแมลงภู่ เป็นที่รู้จักในสายพันธุ์พื้นฐาน ซึ่งมีค่าเท่ากับต้นไม้ในป่า พวกเขาให้แหล่งพักพิงและถิ่นที่อยู่ของสัตว์มากมาย ดังนั้นเมื่อคุณส่งผลกระทบที่อยู่อาศัยหลักเหล่านั้น มันจะส่งผลกระเพื่อมไปทั่วทั้งหมดของระบบที่เหลือ" โซเนส กล่าว


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/106012
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:24


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger