เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 23-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีการกระจายของฝนมากกว่าภาคอื่นๆ ส่วนภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลางมีปริมาณฝนน้อย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 23 - 24 ก.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนทางด้านตะวันตกของประเทศ ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีปริมาณฝนน้อย สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 25 - 28 ก.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนส่วนมากทางด้านตะวันตกของประเทศ ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (103.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (96.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (173.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 23-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


หาเจอแล้ว เรือดำน้ำฝรั่งเศส หายสาบสูญพร้อมลูกเรือ 52 คนเมื่อ 50 ปีก่อน

ทีมค้นหาพบเรือดำน้ำของกองทัพฝรั่งเศสที่หายสาบสูญไปเมื่อกว่า 50 ปีก่อนแล้ว หลังจากความพยายามค้นหาตลอดหลายครั้งที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวทั้งหมด



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 22 ก.ค. 2562 ว่า ทีมค้นหาค้นพบเรือดำน้ำ 'มิแนร์เวอ' (Minerve) ของกองทัพ ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับลูกเรือ 52 คนขณะปฏิบัติการใกล้กับเมืองท่าตูลง ทางใต้ของฝรั่งเศสเมื่อเดือนมกราคม ปี 2511 หรือ 51 ปีก่อนแล้ว

นาง ฟลอรอง ปาร์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสเป็นผู้ออกมาประกาศข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า การค้นพบเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากครอบครัวของผู้สูญหายออกมาเรียกร้องให้ตามหาเรือดำน้ำลำนี้อีกครั้ง ซึ่งนางปาร์ลีระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าโล่งใจและครอบครัวคงรอช่วงเวลานี้มานานแล้ว



ตามรายงานของสำนักข่าว เอเอฟพี ทีมค้นหาชุดใหม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ จากอุบัติเหตุครั้งนี้ รวมทั้งข้อมูลคลื่นใหม่อีกครั้ง และค้นหาเรือดำน้ำมิแนร์เวอด้วยเทคโนโลยีใหม่ ในที่สุดเรือของบริษัทเอกชน ?โอเชียน อินฟินิตี? ของสหรัฐฯ ก็พบเรือดำน้ำลำนี้ จมอยู่ก้นทะเลลึก 2,370 เมตร ห่างจากเมืองตูลงราว 45 กม.


http://www.thairath.co.th/news/foreign/1620675

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 23-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เซ่นอีก 1 เต่าตนุเพศเมียถูกคลื่นซัดเกยหาดสมประสงค์ ผ่าท้องพิสูจน์พบพลาสติกเพียบ

ศูนย์ข่าวศรีราชา - ตายอีก 1 เต่าตนุเพศเมีย อายุ 5 ปี ถูกคลื่นซัดเกยหาดสมประสงค์ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ผ่าพิสูจน์พบขยะพลาสติกเต็มท้อง เซ่นความมักง่ายมนุษย์ทิ้งขยะลงทะเล



วันนี้ (22 ก.ค.) พล.ร.ต.วราห์ แทนขำ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (ผบ.สอ.รฝ.) ในฐานะผู้ดูแลโรงพยาบาลเต่าทะเล ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่เทศกิจ ว่า พบซากเต่าทะเลตายเกยชายหาดสมประสงค์ ม.3 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จึงมอบหมายให้ นายกิริน สรพิพัฒน์เจริญ สัตวแพทย์ประจำศูนย์ฯ พร้อมกำลังทหารเรือ เข้าตรวจสอบ

ในที่เกิดเหตุพบซากเต่าตนุ เพศเมีย อายุ 5 ปี ขนาดกว้าง 41 เซนติเมตร ยาว 43 เซนติเมตร น้ำหนัก 8 กิโลกรัม สภาพขึ้นอืดกระดองเริ่มปริออกจากตัว คาดว่าตายมาแล้วประมาณ 7 วัน และจากการตรวจสอบในเบื้องต้นไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย หรือมีบาดแผล จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายซากเต่าไปทำการผ่าพิสูจน์เพื่อหาสาเหตุการตายอย่างละเอียด



นายกิริน เปิดเผยว่า หลังผ่าพิสูจน์ซากเต่าตนุ เชื่อว่าสาเหตุการตายน่าจะเกิดจากการกินขยะเข้าไปเต็มท้อง เนื่องจากพบเศษถุงพลาสติกใส หนังยางและเชือกในท้องเป็นจำนวนมาก

"ที่ผ่านมา พบมีเต่าทะเลจำนวนมากที่ต้องตายเพราะกินขยะและเศษถุงพลาสติก เนื่องจากมีลักษณะคล้ายแมงกะพรุน จนส่งผลให้ระบบกระเพาะอาหารของเต่าไม่ย่อย และต้องตายไปในที่สุด ทั้งนี้ เป็นที่น่าใจหายเมื่อพบว่า ประชากรเต่าทะเลในปัจจุบันลดลงอย่างรวดเร็วจากการตายด้วยน้ำมือของมนุษย์ ที่ทิ้งขยะมูลฝอยลงสู่ท้องทะเล" นายกิริน กล่าว


https://mgronline.com/local/detail/9620000069644


*********************************************************************************************************************************************************


เพิ่งหาเจอ!!เรือดำน้ำฝรั่งเศสสูญหายพร้อมลูกเรือ 52 ชีวิตเมื่อ 50 ปีก่อน



รอยเตอร์/เอเอฟพี - กองทัพเรือฝรั่งเศสพบซากเรือดำน้ำ "มิแนร์เวอ(Minerve)" ของพวกเขา ซึ่งสูญหายไปนอกชายฝั่งเมืองตูลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่ปี 1968 เหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการสูญเสีย 52 ชีวิต

"เราเพิ่งพบเรือดำน้ำมิแนร์เวอ มันเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จ, เป็นช่วงเวลาแห่งความปลดเปลื้องและแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเทคโนโลยี ผมอยากจะสละความคิดคำนึงมอบแด่ครอบครัวของคนเหล่านี้ที่เจอช่วงเวลานี้มานานแสนนาน" ฟลอรองซ์ พาร์ลี รัฐมนตรีกลาโหมของฝรั่งเศสระบุในวันจันทร์(22ก.ค.)

มีลูกอยู่บนเรือดำน้ำมิแนร์เวอจำนวน 52 คนตอนที่มันสูญหายไปใกล้เมืองท่าตูลง นอกชายฝั่งทางใต้ของฝรั่งเศสในเดือนมกราคมปี 1968 ขณะที่ความพยาามค้นหาเรือดำน้ำที่ผ่านๆมา ล้วนแต่ประสบความล้มเหลว



รัฐบาลตัดสินใจในปี 2018 กลับมาพยายามค้นหาเรือดำน้ำมิแนร์เวออีกครั้ง หลังได้รับคำร้องขอจากครอบครัวผู้วายชนม์ และการค้นพบครั้งนี้เป็นผลจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ทั้งโซนาร์และโดรน

เอเอฟพีรายงานว่าทีมค้นหาชุดใหม่ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลของอุบัติเหตุใหม่อีกครั้ง ในนั้นรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อดำเนินการค้นหาซากเรือดำน้ำภายใต้ความช่วยเหลือของเทคโนโลยีใหม่ๆ

เจ้าหน้าที่กองทัพเรือฝรั่งเศสนายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์เอ่ยนามเผยกับเอเอฟพีว่าเรือที่ค้นพบซากเรือดำน้ำนั้นเป็นเรือโอเชี่ยน อินฟินิตี้ ของบริษัทเอกชนสหรัฐฯ โดยเรือดำน้ำถูกพบห่างจากชายฝั่งเมืองตูลง 45 กิโลเมตร ลึกลงไปใต้ผิวน้ำ 2,370 เมตร

สาเหตุที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเรือมิแนร์เวอจนถึงบัดนี้ยังไม่มีความชัดเจน แม้ว่ามันเป็นหนึ่งในโศนาฏกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรือดำน้ำทหารครั้งเลวร้ายที่สุดหนหนึ่งของโลกในช่วงยุคทศวรรษ 1960 ก็ตาม


https://mgronline.com/around/detail/9620000069708

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 23-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"ปลาทูไทย" ลดลง 7 เท่า



ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ วิเคราะห์สาเหตุปลาทูไทยลดลง 10 เท่า แต่ยังไม่เสี่ยงสูญพันธุ์ ชี้การทำประมง สภาพแวดล้อม และอุณหภูมิน้ำมีผลต่อปริมาณชัดเจน มาตการปิดอ่าวได้ผล

ปลาทู อาหารคู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน แทบจะเรียกได้ว่าคนไทย ทุกคนต้องเคยชิมเมนูปลาทูกันมาแล้ว แต่ ณ เวลานี้การจะได้รับกินปลาทูไทยอาจจะยากมาขึ้น เนื่องจากสถิติการจับปลาปลาทูของกรมประมงในการจับสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวไทยและมหาสมุทรอินเดียระบุว่า เคยมีการจับปลาทูสูงสุดปริมาณกว่า 147,852 ตันในปี 2554 และลดลงมาเหลือเพียงกว่า 20,461 ตันในปี 61 หรือกว่า 7 เท่า


ปลาทู อาหารคู่ครัวไทย

จากคำอธิบายของ ผศ.ดร.เมธี แก้วเนิน อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปลาทูเป็นอาหารคู่ครอบครัวคนไทยมาอย่างยาวนาน ความต้องการบริโภค จึงค่อนข้างสูง เพราะเชื่อว่าปลาทูเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญ กินปลาทูแล้วจะฉลาด ซึ่งปลาทูเป็นปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งโอเมก้า 3 เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นที่ทำให้สมองพัฒนาได้ดี เมื่อมีความต้องการสูงจึงทำให้มีการทำประมงในอ่าวไทยค่อนข้างเยอะเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศที่ยังคงนิยมบริโถคสูงต่อเนื่อง

"ระยะหลังจะเห็นว่าปลาทูตัวเล็กลงเรื่อย ๆ และหายากไม่ได้มีตลอดปีเหมือนสมัยก่อน ขณะที่เมื่อเจอปลาที่ตัวใหญ่ ก็สังเกตว่าใช่ปลาทูหรือไม่ และราคาค่อนข้างสูง ทำให้มาคิดวิเคราะห์ว่าปลาทูไทย ถูกจับมากขึ้นเพราะความต้องการมีมาก สถิติกรมประมง ย้อนหลังไปสัก 10 ปีจะพบว่าปลาทู เริ่มมีให้เห็นน้อยลง แต่ที่เห็นชัดคือหลังจากในปี 56 -57 เป็นต้นมา"


ถูกจับมาก-สิ่งแวดล้อม-อุณหภูมิน้ำทะเล สาเหตุปลาทูลด

ผศ.เมธี กล่าวว่า สาเหตุที่ปลาทูไทยลดลง เนื่องจากพื้นฐานคือมีความต้องการบริโภคปลาทูตลอดทั้งปี แต่จากการศึกษาพบว่ามีสาเหตุหลัก 3 ด้าน ที่ส่งผลให้ปลาทูลดลง

1.การทำประมง ทั้งประมงพาณิชย์ และประมงพื้นบ้านที่จับปลาทูขึ้นมาจำหน่าย ใช้เครื่องมือประมง เช่น อวนดำ อวนล้อมจับ อวนลาก และอวนจม ก็ยังหาปลาตามปกติ แต่เนื่องจากความต้องการบริโภคปลาทูยังมีสูงแต่ทรัพยากรลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นผลผลิตมันลดลง หรือมีการทำประมงที่มากเกินไป ทั้งเรือประมงพาณิชย์ และเรือประมงพื้นบ้าน ซึ่งในอดีตยังไม่มีการควบคุมปริมาณเรือที่ดีพอ

2. สภาพแวดล้อมเที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปลาทูเป็นปลาผิวน้ำ อาหารหลักคือแพลงก์ตอนพืช ในทะเลที่อยู่บริเวณผิวน้ำ ซึ่งเกิดจากธาตุอาหารที่ไหลลงมาจากพื้นดินจากแม่น้ำลงไปในทะเล ทำให้แพลงก์ตอนเกิดขึ้น และการที่ธาตุอาหารจะไหลจากพื้นดินลงไปยังปากแม่น้ำ และไหลลงสู่ทะเลบริเวณชายฝั่ง ก็ต้องอาศัยน้ำฝนในชะล้างหน้าดิลงไป

"ปีไหนมีน้ำน้อย ฝนตกน้อย หรือภัยแล้ง ก็จะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีแพลงก์ตอนที่เกิดขึ้นน้อย ทำให้อาหารธรรมชาติของปลาทูมีน้อย เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ปลาทูย้ายไปบริเวณอื่น"

3.อุณหภูมิผิวน้ำที่สูงขึ้น แม้ว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อย ก็จะมีผลต่อการเคลื่อนที่ของปลาทู จะลงไปทะเลที่ลึกมากขึ้น ทำให้การจับปลาทูได้น้อยลง

องค์ประกอบเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อปลาทูในภาพรวม ดังนั้นเมื่อย้อนดูหลังจากปี 2557 ที่พบว่าปลาทูหายไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งปีดังกล่าวมีภัยแล้ง จึงทำให้ปริมาณปลาทูโดยรวมลดลง




ปลาทูลด แต่ไม่สูญพันธุ์-ปิดอ่าวช่วยได้

"ถามว่าปลาทูจะสูญพันธุ์หรือไม่ ปลาทูเป็นสัตว์น้ำที่เจริญเติบโตทดแทนกันได้ มันไม่ได้หายไปหรือสูญพันธุ์ แต่วงจรการเติบโตมาทดแทนตามธรรมชาติอาจจะเปลี่ยนไป ของเดิมอาจจะโตมาทดแทนได้ในทุกปี แต่บางช่วงอาจจะหายไปใน 2-3 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่สภาวการณ์ของสัตว์น้ำแต่ละชนิด แต่คงจะไม่หายไปถึงขั้นไม่เจออีกแล้ว"

ผศ.ดร.เมธี ระบุว่า การดำเนินมาตรการควบคุมการจับสัตว์น้ำเพื่อไม่ให้มีการจับปลาทูมากเกิน ถือว่าค่อนข้างดี กรมประมง ใช้มาตรการปิดอ่าวในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร ต่อเนื่องมานานกว่า 40 - 50 ปี ช่วงวันที่ 15 ก.พ. ?15 พ.ค.หรือราว 4 เดือน ในทุกปีเป็นช่วงที่มีการปิดอ่าว เพื่อให้ลูกปลา พ่อแม่ปลา จะมาผสมพันธุ์และออกไข่

"มาตรการปิดอ่าว เป้าหมายหลักคือการป้องกันไม่ให้มีการจับปลาทูมากเกินไป แต่ว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นก็ได้ประโยชน์ไปด้วย"

จากนั้นเมื่อมีปัญหาต่างๆ มากขึ้นทั้งสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทรัพยากรลดลง ชาวประมงเพิ่มขึ้น กรมประม งจึงใช้มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก.ที่เป็นพื้นที่ จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสงคราม และ จ.เพชรบุรี และ จ.ชลบุรี เป็นการทดลองใช้ 3 ปี พบว่ามีปลาทูที่ถูกจับมากบางช่วงที่มีการเปิดอ่าวขึ้นมา เพราะเรือประมงทราบว่ามีการเปิดอ่าวก็ไปจับ โดยหลังปี 57 พบว่ามีการจับปลาทูจำนวนมาก และในปีถัดมาปลาทูจึงลดลงไปมากเช่นกัน เพราะวงจรขาดช่วงไป ดังนั้น กรมประมงจึงพยายามใช้มาตรการเพิ่มด้วยการใช้วิธีปิดอ่าวเพิ่มเติมแถว จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี พื้นที่รอยต่อที่ไม่มีการควบคุมก็จะควบคุมมากขึ้น ส่วนพื้นที่ปิดอ่าวตอนในก็แบ่งเป็นโซนละเอียดขึ้น เพราะให้สอดคล้องกับวงจรชีวิตของปลาทู

"มาตรการปิดอ่าว เริ่มได้ผล เพราะปีนี้มีการจับปลาทูได้ดี เมื่อเทียบกับปีที่ก่อนที่จับได้ค่อนข้างน้อยมาก แต่ที่ยังขาดคือ ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเจริญ เติบโตของพ่อแม่ปลา แหล่งวางไข่ของปลาทู ต้องเก็บข้อมูลเพิ่มว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เช่น จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งลูกปลาทู




บังคับใช้มาตรา 57 ยาก

ผศ.ดร.เมธี การบังคับใช้ พ.ร.บ.ประมงบ มาตรา57 ที่ระบุว่า ห้ามนำสัตว์น้ำขนาดเล็กขึ้นมาบนเรือ ในมุมวิชาการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการบังคับใช้ เนื่องจากด้วยธรรมชาติของสภาพทะเลไทย ซึ่งเป็นทะเลเขตร้อน (Tropical Zone) ธรรมชาติของสัตว์น้ำหลายชนิดจะอยู่หลากหลายชนิด จะแตกต่างจากโซนน้ำหนาว ซึ่งจะมีสัตว์น้ำเพียง 1 -2 ชนิด แม้ว่าจะใช้เครื่องมือที่ออกแบบเพื่อจับสัตว์น้ำหลักเช่น ปลาทูชนิดเดียวแต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้ปลาทูอย่างเดียว มันจะได้สัตว์น้ำอย่างอื่นมาด้วย

ดังนั้น กรณีการจับลูกปลาทู โดยเฉพาะชาวประมงที่ทำอวนล้อมจับปลาทู หากถามว่ามีความตั้งใจจะจับลูกปลาทูหรือไม่ คงไม่ใช่ เพราะเป็นสัตว์น้ำที่พลอยจับได้ขึ้นมา เครื่องมืออื่นเช่นกันเช่นความต้องการจับปลากะตัก แต่ว่าก็จะมีลูกปลาทูติดขึ้นมาด้วย แต่ว่าเมื่อติดขึ้นมาแล้วจะทิ้งทะเลกลับคืนไป มันก็จะเสียประโยชน์ เพราะสัตว์น้ำในบ้านเราสามารถใช้ประโยชนน์ได้หลากหลาย ไม่ใช่การกินเนื้ออย่างเดียว แต่ไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ตัวใหญ่ใช้ประโยชน์ ตัวเล็กก็ใช้ประโยชน์ได้

"การจับลูกปลาทูขึ้นมาก็มองได้ 2 มุม คือ มุมของการอนุรักษ์อาจมองว่าเป็นการส่งเสริมการกินลูกปลาซึ่งแน่นอนว่าไม่ควรส่งเสริม แต่ในมุมการใช้ประโยชน์เมื่อถูกจับขึ้นมาและตายแล้วจะทิ้งมันหรือไม่ เพราะลูกปลาทูตากที่พบเห็นก็ได้มาจากปลาทูพลอยได้จากการทำเครื่องมือประมงชนิดอื่น ซึ่งชาวประมงไม่อยากทิ้งไป"

นอกจากนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า ลูกปลาทูที่ติดมากับเครื่องมือประมงชนิดอื่นในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งกรณีประมงปลากะตักจะติดลูกปลาทูมาร้อยละ 1-2 แต่คำถามคือ ไม่มีรายงานว่าลูกปลาทูที่ติดขึ้นมาหรือจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของปลาทูทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้ต้องการการวิจัยเนื่องจากยังขาดข้อมูลที่จะช่วยในการประเมินว่า การกินลูกปลาทูสร้างความเสียหายที่รุนแรงแค่ไหน ดังนั้นการบังคับใช้มาตรการใด ๆ ต้องมีมาตรการที่ทั้งชาวประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน หรือภาครัฐที่สามารถปฏิบัติได้จริง

"การจะห้ามไม่ให้นำสัตว์น้ำขนาดเล็กขึ้นเรือ ถ้ามีคนไปฟ้องก็ต้องถูกจับใช่หรือไม่ จริงๆ อาจเป็นสัตว์น้ำที่ไม่ตั้งใจจับขึ้นมาก็ได้แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยมาก การบังคับใช้ ก็จะกระทบและติดขัดไปหมด ทางกรมประมงก็ยังต้องหารือก่อนระหว่างเรือประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ เพื่อหาข้อยุติ เพราะจะไปโทษเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ เพราะปัญหาการใช้ทรัพ ยากรบ้านเรามีมาอย่างยาวนานแล้ว ตอนที่เราแก้ไขปัญหา IUU จึงเริ่มมีการแก้ไขปัญหาจริงจังผลกระทบจึงเป็นวงกว้าง"


ชาวประมงตกเป็น "จำเลย"

ผศ.ดร.เมธี กล่าวว่า สถานการณ์ปลาทูไทยที่ลดลง ชาวประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน มีความตระหนักดีว่า เพราะเป็นอาชีพเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ต้องให้ความรู้และให้เขาปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และรู้สึกว่าปฏิบัติตามได้ เพราะทุกคนล้วนรักสัตว์โดยในบางพื้นที่ที่เข้มแข็งได้สร้างซั้งกอ (บ้านปลา) เพื่อให้ปลามาอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมีหน่วยงานเอกชนสนับสนุนจำนวนมากในหลายพื้นที่

"สาเหตุที่สัตว์น้ำลดลงไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว โดยธรรมชาติก็มีตาย หรือปลาทูเติบโตช้ากว่าปกติเพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ได้ ดังนั้นการที่ทำให้สัตว์น้ำไม่ปรากฏ หรือจับได้น้อยมีหลายปัจจัย การจะไปฟันธงว่าเป็นชาวประมงเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูปัจจัยอื่นมันก็ดูจะโทษเขามากเกินไป"

ดังนั้น การที่จะช่วยให้การจับปลาทูอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม และการรายงานผลจับสัตว์น้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชนิด ปริมาณในแต่ละวัน พื้นที่ ฤดูในการจับ ข้อมูลพวกนี้จะช่วยในการบริการจัดการที่ดีขึ้นได้ในอนาคต ในการจำลอง คาดการณ์ เพื่อดำเนินการจับปลาได้ดีขึ้น


https://news.thaipbs.or.th/content/281898

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 23-07-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"เพาะพันธุ์ปลาทู" ความหวังยังห่างไกล



ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์ นายสรณัฏฐ์ ศิริสวย อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงความหวังในการเพาะพันธุ์ปลาทู เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคยังยาก สาเหตุหาพ่อแม่พันธุ์มีน้อย การวิจัยใช้เวลายาวนาน

นายสรณัฏฐ์ ศิริสวย อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า กรมประมงเริ่มศึกษา และเพาะพันธุ์ปลาทูสำเร็จแล้วในช่วงก่อนปี 2555 แต่ยังมีอุปสรรคในหลายด้านคือ พ่อแม่พันธุ์ปลาทูจากธรรมชาติหายาก เนื่องจากจำนวนปลาทูที่ลดลงในขณะนี้ รวมถึงโป๊ะปลา ใน จ.สมุทรสงคราม ที่หลายเจ้าได้เลิกกิจการไปแล้ว (ช่วงแรกของการศึกษาและเพาะพันธุ์มี 3 เจ้า ) เนื่องจากกรมประมงไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องมือโป๊ะและไม่อนุญาตให้มีการสร้างโป๊ะเพิ่มเติม เมื่อผู้ประกอบกิจการทยอยลดลงทำให้การออกหาพ่อแม่พันธุ์ปลาทู จึงยากไปด้วยเนื่องจากวิธีการจับปลาโดยโป๊ะจะทำให้ปลาอยู่ในสภาพที่ไม่ช้ำ และใช้เวลาไม่นานในการนำกลับมาสู่การเพาะเลี้ยง ปัจจุบันจึงถือว่าค่อนข้างยาก


พ่อแม่พันธุ์ปลาทูหายาก -โป๊ะถูกปิด

"การเพาะพันธุ์ปลาทูในเชิงพาณิชย์อาจจะทำได้ในอนาคต ตอนนี้มีองค์ความรู้ขั้นต้นของการเพาะพันธุ์ แต่ยังต้องใช้เวลา และขั้นตอนอีกมากกว่าจะไปถึงขั้นเพาะพันธุ์เชิงพาณิชย์มันลำบากในการหาพ่อแม่พันธุ์ปลาทู เพราะปลาทูหายากขึ้น และโป๊ะปลา ก็ทยอยเลิกกิจการ การขึ้นเรือประมง ที่ใช้เวลานานกว่า 5-6 ชม.ในการกลับเข้าฝั่ง และนำปลาทูไปยังศูนย์เพาะพันธุ์อีกหลายชั่วโมงปลาที่รวบรวมมาก็จะช้ำ และอาจตายได้"

นายสรณัฏฐ์ กล่าวว่า ในการเพาะปลาชนิดใหม่ครั้งแรก ๆ จะได้ปลาได้ไม่เยอะ ต่ในครั้งที่ 2 ปลาจะเรียนรู้ที่จะอยู่ในที่กักขังมากขึ้น ก็จะเพาะพันธุ์ได้มากขึ้น การเพาะพันธุ์ครั้งนั้นใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี กว่าจะเพาะได้ลูกปลาทูระยะ 5 ปี สำหรับการเพาะพันธุ์ปลาชนิดใหม่ถือว่าเป็นระยะเริ่มต้น หากยกตัวอย่างปลานิลที่ใช้เวลากว่า 50 ปี จึงจะมีผลผลิตปีละกว่า 200,000 ตันในปัจจุบัน โดยนำเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ปี 2509 ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ สำหรับปลาทูจึงเป็นขั้นเริ่มต้นเท่านั้น


ความหวังยังอีกไกล ใช้เวลา-งบประมาณ


นายสรณัฏฐ์ ศิริสวย อาจารย์ประจำภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พบว่ากลุ่มชาวบ้านที่ทำบ้านปลาแจ้งว่ามีพ่อแม่ปลาทูเข้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งได้ให้ข้อมูลทางกรมประมงเพื่อไปรวบรวมแล้วแต่ก็มีปริมาณไม่มาก หากเทียบกับโป๊ะปลาที่สามารถรวบรวมพ่อแม่ปลาทูได้ครั้งละ 100 ? 200 ตัว แต่ด้วยความที่เป็นปลาในบ้านปลาจึงเหลือเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น ซึ่งธรรมชาติของปลาทูเป็นปลาฝูงจึงจำเป็นต้องมีปริมาณปลาที่มากเพียงพอจึงทำให้การศึกษาวิจัยเพาะพันุธุ์ปลาทูหยุดชะงักลง และต้องรอให้ปริมาณปลาทูฟื้นเพิ่มขึ้นมาก่อน

ดังนั้น การเริ่มกลับมาเพาะพันธุ์ เนื่องจากปลาทูจำนวนลดลง การใช้งบประมาณการทำวิจัยจึงค่อนข้างสูงการออกเรือเพื่อไปจับพ่อแม่พันธุ์ปลาทูก็จับได้ยาก บางครั้งก็อาจจะไม่ได้พ่อแม่พันธุ์ปลาทูกลับมา จึงอาจต้องรอให้ธรรมชาติฟื้นตัวก่อนจึงจะกลับมาดำเนินการศึกษาวิจัยต่อได้โอกาสที่ปลาทูจะสูญพันธุ์ อาจจะไม่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากด้วยธรรมชาติที่เมื่อปริมาณปลาทูลดลงโอกาสจับก็จะลดลง อาหารของปลาทูก็จะมีปลาชนิดอื่นมากินและมีปริมาณมากทำให้ถูกจับมากขึ้น ขณะที่ปลาทูก็จะค่อยๆ เพิ่มปริมาณ และปลาทูจะวางไข่และเติบโตตามวงจรของธรรมชาติที่จะค่อยๆฟื้นกลับคืนมา และเชื่อว่าจะไม่ถึงขนาดสูญพันธุ์


https://news.thaipbs.or.th/content/281900

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:55


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger