เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,311
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฏาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากและ ฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2561

อนึ่ง พายุโซนร้อน ?มาเรีย? ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นอยู่บริเวณมณฑลเจียงซี ประเทศจีน พายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย ขอให้ประชาชนที่จะเดินทางไปมณฑลเจียงซี ประเทศจีน ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 12-17 ก.ค. บริเวณประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 12-17 ก.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง


*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรง (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 11-15 กรกฎาคม 2561)" ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2561

ในช่วงวันที่ 12-15 กรกฎาคม 2561 ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมามีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาว และประเทศเวียดนามเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (103.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (96.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (109.0 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,311
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


คลื่นซัดเรือสินค้าเอน 16 ตู้คอนเทนเนอร์ร่วง



ทะเลตรังคลื่นสูง 5 เมตร ซัดเรือสินค้าโอนเอน ตู้คอนเทนเนอร์ร่วงลอยเกลื่อนทะเล เจ้าหน้าที่เร่ง เก็บกู้ พร้อมประกาศเตือนชาวเรือระวังคลื่นลมแรง ผู้ประกอบการยกเลิกลงเรือเที่ยวอ่าวพังงา ที่เมืองคอนฝนถล่มบ้านเรือนเสียหายกว่า 50 หลัง ส่วนนครพนมเกิดน้ำท่วมฉับพลันเร่งระบายน้ำลงสู่ลำน้ำก่ำ

ฝนกระหน่ำคลื่นยักษ์ซัดเรือสินค้าพัง เปิดเผยเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 ก.ค. นายศิริพัฒ พัฒกุล ผวจ.ตรัง นายศรีอนันต์ พุ้มเกื้อ นักวิชาการขนส่งชำนาญการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตรัง พ.ต.ท.เสถียร ไชยสวัสดิ์ รอง ผกก.9 บก.รน. (ตำรวจน้ำ) กันตัง ร่วมแถลงข่าวเหตุเรือ NP Love Gistic2 เป็นเรือขนส่งสินค้าบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ภายในบรรจุไม้ยางพาราแปรรูป วิ่งออกจากท่าเรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ต.นาเกลือ อ.กันตัง จ.ตรัง ปลายทางท่าเรือพอร์ตกรัง ประเทศมาเลเซีย ประสบอุบัติเหตุ ในขณะเรือแล่นออกจากท่ามาถึงบริเวณเกาะหลาวเหลียงกับเกาะตะเกียง ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เมื่อคืนวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายศิริพัฒกล่าวว่า ตู้คอนเทนเนอร์อยู่บนเรือสินค้าร่วงในทะเลตรังทั้งหมด 16 ตู้ ภายในบรรจุไม้ยางพาราแปรรูป สาเหตุเกิดจากฝนตกลมแรงคลื่นสูง 5 เมตรเรือได้รับความเสียหายตรงกราบเรือ ตู้คอนเทนเนอร์บางตู้ฉีกขาดไม้ยางลอยเกลื่อนทะเล เจ้าท่าภูมิภาคสาขาตรังและตำรวจน้ำกันตังเข้าไปช่วยเหลือลูกเรือ 11 คนได้ทัน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการเก็บกู้ตู้สินค้าในทะเล พร้อมทั้งประกาศ เตือนชาวเรือให้ระมัดระวังการเดินเรือในขณะนี้



ขณะที่นายณชพงศ ประนิตย์ ผอ.เจ้าท่าภูมิภาคสาขาพังงา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเรื่องฝนตกหนัก และคลื่นลมแรง บริเวณฝั่งทะเลอันดามันและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระหว่างวันที่ 8-15 ก.ค. แจ้งว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้ฝั่งตะวันตกเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกชุกและฝนตกหนักบางพื้นที่ คลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังแรงมีคลื่นสูง 2-4 เมตร ดังนั้น ประกาศเตือนให้ผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการเดินเรือให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กงดออกจากฝั่งในระยะนี้ และให้ผู้ควบคุมเรือทุกลำตรวจสอบความพร้อมของเรือ เครื่องยนต์เรือ และตรวจเครื่องมืออุปกรณ์ประจำเรือ รวมทั้งเรือช่วยชีวิต และหรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้ทุกขณะ กำชับผู้โดยสารใส่เสื้อชูชีพตลอดระยะเวลาที่โดยสารเรือ ในส่วนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา ยกเลิกการลงเรือเที่ยวในเขตอ่าวพังงาในระยะนี้


https://www.thairath.co.th/content/1332607


*********************************************************************************************************************************************************


บ้านปลากับทะเล



โครงการบ้านปลาเอสซีจีก่อกำเนิดเมื่อปี 2554 จากความร่วมมือของสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้ชุมชน

เริ่มจากการนำท่อ PE 100 ของเหลือทิ้งจากกระบวนการทดสอบเม็ดพลาสติกมาประกอบเป็นบ้านปลาทรงสามเหลี่ยม ที่แข็งแรง ทนทาน อายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จนย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 เมืองระยองและจังหวัดใกล้เคียง ชลบุรี จันทบุรี มีบ้านปลาใต้ท้องทะเลไปแล้วกว่า 1,400 หลัง ก่อให้เกิดพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกว่า 35 ตร.กม. ชาวประมงไม่ต้องออกเรือไปไกลเสี่ยงลมพายุ ประหยัดน้ำมัน แถมได้เงินจากการขายสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 700-800 บาท เป็น 1,500-3,000 บาท

สร้างเครือข่ายกลุ่มประมงพื้นบ้านช่วยกันรักษาและดูแลท้องทะเลให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนและวัยเจริญพันธุ์ พร้อมไปกับสร้างเครือข่ายจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 10,000 คน

การสำรวจล่าสุดเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ชายฝั่งทะเลที่มีบ้านปลาความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น มีความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้นกว่า 172 ชนิด ประกอบด้วยกลุ่มสัตว์น้ำเศรษฐกิจ กลุ่มปลาสวยงาม กลุ่มสัตว์น้ำวัยอ่อน กลุ่มสัตว์เกาะติด และกลุ่มแพลงก์ตอน...จากเดิมแทบจะหมดไป เหลือแต่สัตว์น้ำขนาดเล็ก

และจากบ้านปลาแบบเดิมประกอบเสร็จแล้วนำลงทะเล พัฒนารูปแบบสู่การวางบ้านปลาแบบใหม่...วางครั้งเดียวเป็นกลุ่ม 10 หลัง ผูกเข้าด้วยกันตั้งแต่อยู่บนบก และใช้แพจากทุ่นพลาสติกเพื่อขนส่งบ้านปลาทั้งหมดไปในบริเวณที่ต้องการ

ระบบนี้ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ในการวางบ้านปลา เพราะบ้านปลาจะลงน้ำไปเป็นกลุ่ม เพิ่มจำนวนบ้านปลาให้สัตว์น้ำมาอาศัยได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เอสซีจียังอยู่ระหว่างทดลองนำขยะพลาสติกจากทะเลและชุมชนมารีไซเคิลเป็นท่อสำหรับสร้างบ้านปลาอีกด้วย.


https://www.thairath.co.th/content/1332295

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,311
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ




วิกฤตขยะในทะเลชาติอาเซียน

ปัญหาเรื่องขยะในทะเลเป็นประเด็นระดับโลกที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ให้ความสำคัญ เนื่องจากการจัดการทรัพยากรทางทะเลเป็น 1 ใน 17

เป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปัจจุบันทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญกับขยะที่เคลื่อนจากแผ่นดินออกสู่ชายฝั่งและท้องทะเล เป็นสาเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลได้รับความเสียหาย สัตว์ทะเลบาดเจ็บและตาย ส่งผลต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเล เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการท่องเที่ยวในภาพรวม

เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศในภูมิภาคอาเซียนหลายประเทศถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก อินโดนีเซีย (อันดับ 2) ทิ้งขยะพลาสติกในทะเล 3.22% ฟิลิปปินส์ (อันดับ 3) และ เวียดนาม (อันดับ 4) มีปริมาณขยะอยู่ที่ 1.88% ส่วน ไทย (อันดับ 6) และ มาเลเซีย (อันดับ 8) มีปริมาณขยะ 1.03% และ 0.94% ตามลำดับ

ในกรณีประเทศไทย ประเด็นปัญหาขยะทางทะเลได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง หลักจากเหตุการณ์การตายของวาฬนำร่องครีบสั้น เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา สัตวแพทย์พบว่า วาฬมีอาการลอยตัวผิดปกติ ก่อนที่จะมีการสำรอกพลาสติกและตายในเวลาต่อมา ผลการชันสูตรพบว่าสาเหตุการตายนั้นเกิดจากการที่วาฬกินพลาสติกเข้าไปกว่า 8 กิโลกรัม จนทำให้ระบบย่อยอาหารอุดตัน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (อทช.) ระบุว่าสัตว์ทะเลจำนวนมากต้องตายเพราะปัญหาขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติก หากประเทศไทยไม่เร่งลดปริมาณขยะในทะเล อาจส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล ชายฝั่ง และมนุษย์ในที่สุด

นอกจากประเทศไทย แล้วเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลของอินโดนีเซียเองก็เป็นที่จับตามองเช่นกัน บริเวณเกาะนูซาเปนิดา ใกล้กับเกาะบาหลีก็กำลังพบกับวิกฤตขยะที่ทำลายทัศนียภาพและระบบนิเวศวิทยาในทะเลของอินโดนีเซียด้วย เช่นเดียวกับกรณีของเกาะโบราไกในฟิลิปปินส์ที่กลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรมเพราะธุรกิจร้านค้าต่างๆปล่อยของเสียลงทะเล โดยไม่มีระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ จนรัฐบาลต้องออกคำสั่งปิดเกาะเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ

สำหรับมาตรการการจัดการปัญหาขยะทางทะเลของชาติสมาชิกอาเซียนนั้น ในส่วนของไทยได้ประกาศใช้ ?แผนแม่บทการบริหารขยะมูลฝอยของประเทศปี 2559 ? 2564? โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้จัดทำมาตรการเพื่อจัดการขยะทางทะเล ได้แก่ 1.การศึกษาชนิด ปริมาณ แหล่งที่มาและจัดทำฐานข้อมูล 2.การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศที่สำคัญ 3.การลดปริมาณขยะทะเลตามหลักวิชาการ 4.การส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 5.การสร้างจิตสำนึกในการลดขยะทะเล ด้วยการเริ่มลดปริมาณขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

ส่วนอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายลดขยะทางทะเลให้ได้ 70% ภายในปี 2568 พร้อมกันนั้น รัฐบาลเพิ่มมาตรการให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดปริมาณขยะในระดับนักเรียนนักศึกษา ในกรณีของฟิลิปปินส์ นอกจากมาตรการเด็ดขาดเช่นการห้ามเข้าในพื้นที่เสื่อมโทรมแล้ว ทางรัฐบาลกำลังพัฒนาแนวคิดการออกกฎหมายด้านการจัดการขยะทางทะเลฉบับใหม่อีกด้วย

ในส่วนของความร่วมมือระดับอาเซียนเพื่อจัดการปัญหาขยะในทะเลนั้น ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับอาเซียนเรื่อง ?การลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน? หรือ ?ASEAN Conference on Reducing Marine Debris in ASEAN Region? เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ จ.ภูเก็ต โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศจีน และองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลขยะทะเลและแนวทางการรับมือระหว่างกันเป็นครั้งแรก เพื่อหามาตรการป้องกันและควบคุมไม่ให้ปริมาณขยะบนบกไหลลงทะเลเพิ่มเติม การกำหนดแผนจัดการขยะของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการแก้ปัญหาขยะทะเลระดับโลก ระดับภูมิภาคและด้านกฎหมาย นอกจากนี้ผู้แทนจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังได้เข้าร่วมประชุมกับสหประชาชาติเรื่องมหาสมุทร ซึ่งอยู่ในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และกล่าวยืนยันว่าจะทั้ง 3 ประเทศร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการทิ้งขยะพลาสติกในทะเล

ชาติสมาชิกอาเซียนล้วนตระหนักถึงปัญหาขยะทางทะเลและพยายามหามาตรการแก้ไขทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ทว่าปัญหาขยะทางทะเลเป็นปัญหาที่มีลักษณะข้ามชาติเนื่องจากเขตแดนทางทะเลนั้นมีอาณาบริเวณที่กว้าง เมื่อขยะได้เคลื่อนออกจากผืนดินไปสู่น่านน้ำทะเลแล้วก็ยากที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถจัดการได้อย่างอิสระเพราะอาจรุกล้ำเขตน่านน้ำของประเทศอื่นได้ การแก้ปัญหาขยะทางทะเลจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและกลไกในระดับระหว่างประเทศด้วย นอกจากนี้แล้วการแก้ปัญหาในระยะยาวยังต้องอาศัยการให้ความรู้ การศึกษาในการจัดการขยะและปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนเพื่อการแก้ไขปัญหาขยะทางทะเลอย่างรอบด้านและยั่งยืนอีกด้วย


http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645064

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,311
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


อากาศพิษ: มหากาพย์รถเมล์ไทย จากโรคเรื้อรังในปอด ถึงความหวังพลังงานสะอาด ..................... โดย ณิชากร ศรีเพชรดี



เคยไหม? วันไหนที่พยายามแต่งตัวให้ดีที่สุด ตั้งใจสระและเซตผมอย่างปราณีต รู้สึกเนื้อตัวสะอาดเอี่ยม แต่พอมายืนรอรถเมล์เพียง 5 นาทีเท่านั้น กลับถูกควันดำโหมใส่อย่างไม่ทันตั้งตัว

หมดกัน? ถูกรมควันจนเหม็นฉุนตั้งแต่เส้นผมยันปลายแขนเสื้อ ความโกรธสโลแกน #ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว ยังไม่ทันจางหาย สายตาก็ดันเหลือบไปเห็นแผงอาหารสตรีทฟู๊ดตั้งเป็นแนวตลอดริมถนน ในใจเกิดความกลัวอย่างประหลาด สสารไม่มีวันหายไปจากโลกฉันใด (อี)ควันดำเมื่อตะกี้ก็คงจะล่องลอยหรือติดอยู่ที่หัว ใบหน้า เสื้อผ้า หรือตกลงในอาหารได้เสมอ

แม้พ่อค้าแม่ขายจะพยายามซื่อสัตย์ต่อความสะอาดมากน้อยเพียงใด แต่ฝุ่นพิษเหล่านี้คงอยู่นอกเหนือการควบคุมของพ่อๆ แม่ๆ เป็นแน่

นี่ไม่ใช่แค่กลิ่นควันที่ติดผม แต่มันคือฝุ่นพิษ, มลภาวะ, PM2.5 (ฝุ่นละเอียดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กราว 1 ใน 25 ของเส้นผมมนุษย์ ขนจมูกกรองไม่ได้)

และมันยังคือ ? ความตาย !!? #กรี๊ด

= '9 ล้านคน/ปี คือประชากรที่เสียชีวิตจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อม นับเป็นตัวเลขที่มากกว่าการตายจากสงคราม อุบัติเหตุบนท้องถนน และการขาดสารอาหารรวมกัน'
? นักวิจัยและคณะกรรมการจาก The Lancet [fp1] วารสารทางการแพทย์ เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2017

= '9 ใน 10 ของประชากรโลก หรือกว่า 7 ล้านคนต่อ/ปี ตายเพราะมลพิษทางอากาศ 88% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อย และมีการกระจุกตัวอยู่ในแปซิฟิคตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้'
? องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่เดือนพฤษภาคม 2018

= '55 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก อาศัยในพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 เกินมาตรฐานที่กำหนด ในจำนวนนั้นกว่า 60% นั้น ไม่ได้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีค่า PM2.5 ในเกณฑ์ต่ำที่สุดด้วย'
? The State of Global Air report ปี 2018

พ้นไปจากเรื่อง "ชีวิตดีๆ ที่ไม่ลงตัว" และคุณภาพชีวิตที่ต้องขึ้นกับ "ดวง" แล้ว ข้อเท็จจริงก็คือ ข้อมูลจากธนาคารโลก (world bank) เก็บข้อมูลเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิง* (fuel combustion) ในภาคการขนส่งภายในประเทศระบุว่า

ในปี 2557 ภาคการขนส่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 20.449% ของพลังงานเชื้อเพลิงทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการขนส่งที่ 24.7%

ซูมข้อมูลให้ย่อยลงไปอีก ข้อมูลจาก European Environment Agency ปี 2556 ระบุว่า รถเมล์หนึ่งคัน / ผู้โดยสาร 12 คน ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 12.7 กรัม/กิโลเมตร/ผู้โดยสาร 1 คน



แน่นอนว่าภายในควันดำๆ และฝุ่นพิษที่มองไม่เห็นซึ่งถูกพ่นออกจากท่อไอเสียรถเมล์นั้น ไม่ใช่มีเพียงคาร์บอนไดออกไซด์ หากแต่ยังมี

- คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
- ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)
- เขม่าหรือฝุ่นละออง
- สารประกอบซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx)
- ไฮโดรคาร์บอน (HC) และอื่นๆ

การจะโยนบาปเรื่องมลภาวะในประเทศให้กับรถเมล์เพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะหากพูดถึง "ภาคการขนส่ง" จะพบว่ารถยนต์ส่วนบุคคลมีปริมาณมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

สัดส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลที่จดทะเบียนถูกกฎหมายสะสมทั้งประเทศขณะนี้ จำนวน 37,283,199** คัน กับรถโดยสารจำนวน 159,562 คัน (ประจำทาง, ไม่ประจำทาง รถโดยสารส่วนบุคคล) เป็นตัวเลขที่ไม่อาจเทียบกันได้

แต่ก็ต้องไม่ลืมเช่นกันว่า หากต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิต จูงใจให้คนหันมาใช้คมนาคมขนส่งแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว (หรือแท็กซี่ หรือมอเตอร์ไซค์ ซึ่งยังคงอยู่ในตรรกะ 1 คน/1 คัน) ก็คือการพัฒนาคุณภาพการเดินรถ และตัวรถ เพื่อให้ "รถเมล์" เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการใช้รถจริงๆ

ยรรยง บุญหลง สถาปนิกชุมชน เคยกล่าวกับโพสต์ทูเดย์ เมื่อตุลาคม 2559 ราวช่วงที่รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) เริ่มแนวก่อสร้างใหม่ๆ จนเกิดมหากาฬรถติดกันถ้วนหน้า ถึงเหตุผลว่าทำไมการสนับสนุนภาคการขนส่งมวลชนจึงลดปัญหามลพิษได้

"คำตอบสรุปสั้นคือเพราะ รถเมล์ 1 คัน จุคนได้ถึง 70 คน ในช่วงเวลาเร่งด่วนมีค่าเท่ากับ รถยนต์ 70 คัน"

ถ้าเห็นด้วยกับอาจารย์ยรรยง อาจหมายความว่าเฉพาะรถเมล์ไทยซึ่งยังมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์เก่าที่ก่อมลพิษ อย่างน้อยที่สุดหากไม่มีการปรับปรุงคุณภาพรถเมล์ก็ควรสนับสนุนให้รถเมล์มีอภิสิทธิ์เต็มที่ เช่น มีเลนเป็นของตัวเอง ควบคุมมาตรฐานการขับ ควบคุมปริมาณผู้โดยสารให้อยู่ในระดับพอเหมาะ

เพียงเท่านี้เราจะลดปริมาณก๊าซพิษที่เกิดจากรถยนต์ลงได้ 70 คัน ต่อ 1 รถเมล์ และยังเป็นการชักจูงใจให้คนกรุงเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะด้วย


ใต้ควันดำรถเมล์ไทย มีอะไรซ่อนอยู่บ้าง?

พูดคุยกับ ดร.สุรัฐ ขวัญเมือง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถามกันอย่างซื่อๆ ว่า "ทำไมรถเมล์ไทยถึงควันดำ (เหลือเกิน) ?" แล้วรถเมล์ไทยมีกี่ประเภท ใช้เครื่องยนต์อะไรบ้าง ข้อดีข้อเสียของมันคืออะไร และประสิทธิภาพเครื่องยนต์ของรถเมล์ประเทศไทยอยู่ในระดับไหนหากเทียบกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์สากล

อย่างแรก ดร.สุรัฐ อธิบายว่า เครื่องยนต์ของรถเมล์ไทยหลักๆ มีอยู่ 2 ประเภทคือ เครื่องยนต์ดีเซล, เครื่องยนต์เชื้อเพลิงธรรมชาติ (NGV) และปัจจุบันเริ่มมีการทดลองใช้เครื่องยนต์ไฮบริด (Hybridge) และรถเมล์ไฟฟ้าร่วมด้วย



"ควันดำจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ดีเซล เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์มักเกิดขึ้นกับรถที่เก่ามากๆ เราอาจเคยเห็นเวลาที่รถบรรทุกเร่งเครื่องออกจากไฟแดงแล้วมีควันดำพุ่งออกมา เพราะขณะนั้นรถอยู่ในช่วงที่โหลดสูง อุณหภูมิต่ำ ต้องใช้กำลังมากในการเร่งเครื่องก็ทำให้มีฝุ่นออกมา ทีนี้รถเมล์ไทยซึ่งต้องเหยียบๆ เร่งๆ จอดๆ เพราะสภาพรถติดเป็นช่วงๆ รวมกับสภาพรถที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์และการรับผู้โดยสารล้นเกิน ทำให้เครื่องยนต์ใช้กำลังมาก ควันพิษเหล่านี้ก็จะออกมา" ดร. สุรัฐกล่าว

'สภาพรถที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์' ที่ ดร.สุรัฐพูดถึง ตรงกับคำอธิบายใน รายงานประจำปี 2559 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการขาดทุนจากการดำเนินงานและหนี้สะสม นอกจากการเป็นกิจการสาธารณูปโภคหนึ่งของรัฐซึ่งคิดค่าบริการต่ำว่าต้นทุนที่แท้จริง และเหตุผลด้านธุรกิจอื่นๆ นั้น ยังคือสภาพรถโดยสารที่ทรุดโทรมจากการใช้งานมานานเกิน 17 ปี ทำให้มีรถจอดเสียรอซ่อมเฉลี่ยวันละ 320 คัน

ต่อประเด็น 'ในควันดำรถเมล์' มีก๊าซอะไรบ้าง รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) ว่า ก๊าซพิษจากท่อไอเสียเครื่องยนต์ดีเซลที่สำคัญ ประกอบไปด้วย คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx), เขม่าหรือฝุ่นละออง, สารประกอบ, ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx), ไฮโดรคาร์บอน (HC) และอื่นๆ

"คาร์บอนมอนอกไซด์มีความสามารถจับกับฮีโมโกลบินในระบบไหลเวียนเลือดได้เร็วกว่าออกซิเจน 4 เท่า ถ้าเรารับคาร์บอนมอนนอกไซด์มากๆ เท่ากับร่างกายเราจะได้รับออกซิเจนน้อยลง แต่ได้คาร์บอนมอนอกไซด์มากขึ้น ตัวนี้จะสำคัญที่สุด เพราะถ้าเราดูแลเครื่องยนต์ไม่ดี เก่า สภาวะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ใหม่ รถคันนั้นก็จะยิ่งปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์มากขึ้น" รศ.ดร.พิสุทธิ์กล่าว

สิ่งที่ "รศ.ดร.พิสุทธิ์" ต้องการชี้ให้เห็นอันตรายอีกคือตัว "เขม่าหรือฝุ่นละออง"

"เขม่าไม่ใช่ PM แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิน PM และมีผลต่อโอโซนคือออกไซด์ของไนโตรเจน เขม่านี้คือควันดำที่เราจะเห็นว่าพ่นออกจากเครื่องยนต์ อนุภาคใหญ่และมีกลิ่นเหม็น ทีนี้เวลาที่ปล่อยมาแล้วแขวนลอย สุดท้ายควันดำนั้นค่อยๆ หายไป จริงๆ มันไม่ได้หายไปไหนแต่ตกลงมาอยู่ข้างล่าง ข้างล่างคืออะไร? โชคดีหน่อยคือตกไปบนพื้น โชคร้ายหน่อยก็ตกลงอาหารตามสตรีทฟู๊ดหรือเสื้อผ้า แต่ด้วยอนุภาคที่ใหญ่ มันจะไม่เข้าถึงปอดอย่างค่า PM"


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,311
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


อากาศพิษ: มหากาพย์รถเมล์ไทย จากโรคเรื้อรังในปอด ถึงความหวังพลังงานสะอาด ..... (ต่อ)



ดร.สุรัฐ กล่าวเพิ่มเติมในทางเทคนิคเครื่องยนต์และทางพลังงานว่า เวลาที่แก๊สธรรมชาติเผาไหม้จะไม่มีฝุ่นเพราะไม่ได้อยู่ในรูปน้ำมัน มีสิ่งแปลกปลอมน้อย แต่ไม่ได้น้อยขนาดไม่มีเลย แต่ถือว่าดีกว่าเครื่องยนต์ดีเซลมาก

"แต่เวลาที่พูดถึงการเปลี่ยนพลังงาน อยู่ที่ว่าพื้นที่นั้นมีพลังงานอะไรด้วย พบว่าในช่วงนั้นบ้านเรามีก๊าซธรรมชาติ มันจึงเป็นเหตุผลในเวลานั้นที่ทำให้เราย้ายจากการใช้น้ำมันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ แต่แน่นอนว่าพอถึงจุดหนึ่งก็ต้องเปลี่ยน โดยดูที่จุดคุ้มทุน ซึ่งไม่คุ้มในวันนี้ก็อาจคุ้มในวันหน้า พลังงานแบบไหนที่เราสามารถผลิตและจ่ายได้เพียงพอ ตอนนี้จึงมีการพูดถึงรถเมล์ไฮบริดและรถเมลไฟฟ้าร่วมด้วย" ดร. สุรัฐอธิบายและว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าการใช้เครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้าคือวิธีการที่เห็นด้วยเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมและกลไกการผลิตไฟฟ้าภายใน (generate) และเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาถึงขีดสุด จากที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเคยติดปัญหาที่แบตเตอรี่ ต่อไปนวัตกรรมจะดีขึ้นจนจูงใจพอจะให้หลายๆ ภาคส่วนหันมาใช้

"เคยมีคนพูดไว้ว่ารถพลังงานไฟฟ้าที่จะเกิดได้จริงและเร็วที่สุดคือ รถเมล์ กับ วินมอเตอร์ไซด์ เพราะรถจะวิ่งวนกลับมาที่เดิมเสมอ หมายความว่ารถจะวิ่งกลับมาเติมแบตเตอรี่ได้บ่อยๆ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยังสำรองแบตไม่ได้มากเพียงพอจะวิ่งในระยะไกลมากๆ โดยเฉพาะวิ่งในสภาพที่รถติดมากๆ อย่างบ้านเรา แต่เทคโนโยลีพัฒนาเร็วมาก หมายความว่ามันมีโอกาสที่จะเป็นจริงได้มากและคุ้มทุนขึ้นเรื่อยๆ" ดร.สุรัฐ ระบุ

จากข้อมูลข้างต้น ชัดเจนว่ารถเมล์จำเป็นต้องได้รับการยกเครื่องปรับปรุงคุณภาพขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ยังต้องตั้งคำถามต่อไปก็ทางออกเรื่อง ?รถพลังงานไฟฟ้า? นั้น ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและพัฒนาทั้งในเชิงเทคโนโลยีและพลังงานได้เพียงใด


ความพยายามภาครัฐในการเปลี่ยนแปลง

อย่างเป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน เราเห็นความพยายามถึงนโยบายประหยัดพลังงานและควบคุมสิ่งแวดล้อมของ ขสมก. สรุปประเด็นหลักดังนี้

1. มหากาฬ 12 ปี การจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์ NGV

2. การปรับเปลี่ยนนโยบายซื้อรถพลังงานไฟฟ้าจาก 200 คัน เหลือ 35 คัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อน หรือในปี 2548 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ ขสมก.ซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 3,183 คัน วงเงินราว 1.3 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็นการจัดซื้อรถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) 1,659 คัน และ รถโดยสารปรับอากาศ (รถแอร์) 1,524 คัน

อย่างไรก็ตาม ผ่านไป 12 ปีกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมาย ขสมก.ปรับแผนใหม่ คือจะใช้รูปแบบจัดซื้อและเช่ารวม 3,000 คัน แบ่งเป็นจัดซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน งบประมาณ 4,261 ล้าน โดยบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) และบริษัท สแกนอินเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นคู่สัญญา ซึ่งได้ดำเนินการจัดหาและเริ่มทดลองใช้แล้วในช่วงมีนาคมที่ผ่านมา

อีก 2,511 คันที่เหลือ กำหนดจัดหารถเมล์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 35 คัน, การ Repowering รถโดยสาร NGV เดิมจำนวน 323 คัน และรถโดยสารไฮบริด จำนวน 2,153 คัน โดยจะใช้ทั้งการจัดซื้อและเช่า

แต่ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า กรณีการจัดหารถเมล์ไฟฟ้า (EV) ที่ระบุในรายงานประจำปีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 2559 กำหนดจัดหารถเมล์ไฟฟ้า (EV) พร้อมว่าจ้างซ่อมรถโดยสารไฟฟ้า จำนวน 200 คัน วงเงิน 2,702 ล้านบาท แต่เมื่อพฤศจิกายน 2560 ขสมก. ประกาศ ?พับแผน? เหลือจัดหารถเมล์ไฟฟ้า (EV) ที่ 35 คัน เนื่องจากต้นทุนรถเมล์ไฟฟ้าที่สูง และกรมศุลกากรไม่อาจลดภาษีนำเข้ารถเมล์ไฟฟ้าได้ทำให้วงเงินพุ่งขึ้นอีก 1,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนารถเมล์เพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของชาวกรุงเทพฯ ยังไม่สิ้นสุด ขสมก. ยังเดินหน้าเตรียมแผนจัดหารถเมล์ล็อตใหม่ให้น้ำหนักไปที่รถเมล์ไฮบริดแทน


นอกจากเปลี่ยนรถ ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง?

รศ.ดร.พิสุทธิ์ ให้ความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงระบบ แน่นอนว่าการเปลี่ยนรถ เปลี่ยนเครื่องยนต์คือวิธีหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด รศ.ดร.พิสุทธิ์ แยกการจัดการออกเป็น 4 เรื่อง คือ

- Hardware: ระบบเครื่องยนต์ ประเภทรถ การซ่อมบำรุง

- Software: ความรู้เรื่องการจัดการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เกณฑ์จำกัดปริมาณผู้โดยสารต่อรถเมล์ 1 คัน, การจัดการจราจร, จำนวนรถยนต์บนท้องถนน, การเปลี่ยนเวลาเข้าและออกงานของแต่ละหน่วยงานเพื่อไม่ให้คนมาแออัดบนท้องถนนเวลาเดียวกัน และนโยบายเกี่ยวกับการขนส่งในภาพรวมอื่นๆ เช่น ระบบราง

- Peopleware: ความรู้ของผู้ปฏิบัติงาน เช่น องค์ความรู้ของแผนกซ่อมบำรุง, ความตระหนักในข้อตกลงของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน เช่น ไม่รับผู้โดยสารเกินกว่าที่กำหนดไว้

- Green area: พื้นที่สีเขียวซึ่งจะช่วยดูดซับก๊าซพิษ

"WHO ระบุว่าต้องมีพื้นที่สีเขียว 9 ตารางเมตร/คน แต่เฉพาะในกรุงเทพฯ อยู่ที่ราว 6 ตารางเมตร/คน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่ WHO ระบุไว้ และเมื่อรวมกับประชากรแฝงด้วยแล้ว คาดว่ากรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สีเขียวต่ำกว่านี้ อยู่ที่ราว 3 ตารางเมตร/คน หมายความว่า ท่ามกลางมลพิษที่เราผลิตออกมา เราแทบไม่มีอะไรมาคอยดูดซับในอากาศเลย" รศ.ดร.พิสุทธิ์กล่าว

อีกหนึ่งเรื่องที่ รศ.ดร.พิสุทธิ์ และดร.สุรัฐ เห็นตรงกันเมื่อถามว่า ทำอย่างไรที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมเสียที ทั้งคู่กล่าวว่าต้องคิดต่อถึงระบบปฏิบัติการที่จะมารองรับโดยเฉพาะ 'ไฟฟ้า' ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคือสิ่งที่โลกกำลังมุ่งไปนั้น จะมาจากไหน รวมทั้งวิธีคำนวณต้นทุน ถึงเวลาที่เราอาจต้องใส่ต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้าไปในทุกสมการได้หรือยัง

สิ่งที่นักวิชาการทั้งสองท่านกล่าวตรงกันอีกเรื่องคือ ?ความรู้และความตระหนักทางสิ่งแวดล้อม? (environment education)

"นอกจากการจัดการทั้ง 4 ส่วนนั้นจะต้องถูกพัฒนาจัดเตรียมแล้ว เรื่องความตระหนักทางสิ่งแวดล้อม หรือ environment education ก็สำคัญ เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างกับปัญหาสิ่งแวดล้อมฝุ่นควันคือเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น" รศ.ดร.พิสุทธิ์


https://greennews.agency/?p=17581

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 22,311
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


'ญี่ปุ่น' อลหม่านภัยพิบัติจัดหนักสุดรอบ 10 ปี สื่อตั้งคำถามต่อ ?ระบบเตือนภัย? ในประเทศ ................... โดย ณิชากร ศรีเพชรดี



ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 6 ก.ค.จนถึง 8 ก.ค. ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาและรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ประกาศเรื่องพายุฝนที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมและดินสไลด์ในพื้นที่ 11 เมือง บริเวณตะวันตกของประเทศ

รายงานล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ก.ค. พบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 170 คน ผู้สูญหายกว่า 90 คน และมีประชาชนอีกกว่า 1,000 คน ยังคงติดอยู่บนหลังคาเพราะเส้นทางอพยพถูกตัดขาด การอพยพผู้คนออกมาต้องใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือ

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาใหม่คือ ประชาชนที่อยู่ในศูนย์อพยพเป็นโรคลมร้อนและอาหารเป็นพิษเนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง 30-35 องศาเซลเซียสทั่วประเทศ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าอุณหภูมิในประเทศจะสูงระดับนี้ไปอีกอย่างน้อย 7 วัน

อย่างไรก็ตาม ในหลายพื้นที่ เช่น ฮิโรชิมา สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติเนื่องจากไม่มีฝนตกซ้ำลงมาต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่กระบวนฟื้นฟู เช่น การจัดการบ้านเรือนที่เสียหาย การตามหาผู้สูญหาย การจัดการผู้คนในพื้นที่อพยพ ประเมินวงเงินประกันที่ผู้ประสบภัยจะได้รับจากบริษัทเอกชนและรัฐ ขณะที่หลายโรงเรียนยังต้องปิดเพราะถูกทำลายจากพายุ

ความรุนแรงและความเสียหายต่อภัยพิบัตินี้ ถูกระบุว่าเป็นภัยพิบัติใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ทั้งเป็นครั้งที่มีคำแนะนำเรื่องการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัยมากที่สุดตั้งแต่ระบบเตือนภัยถูกติดตั้งเมื่อ 5 ปีก่อน โดยขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาประเมินความเสียหายทางธุรกิจ แต่คาดว่ากระบวนการบูรณะจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การวิเคราะห์และตั้งคำถามจากรายงานข่าวในประเทศจำนวนหนึ่ง ว่าเหตุใดญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ตั้งรับกับภัยพิบัติทางธรรมชาติดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เหตุการณ์นี้กลับสร้างความเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 170 คน


การเตือนภัยที่ล่าช้า?

วิเคราะห์ข่าวจาก Japantimes* ระบุว่า การที่อุทกภัยครั้งนี้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมากเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงและมีฝนตกลงมาต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6-8 ก.ค. โครงสร้างบ้านเรือนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นไม้และตั้งอยู่บริเวณภูเขา ซึ่งเสี่ยงต่อการทรุดตัวเพราะดินสไลด์และน้ำท่วมเป็นทุนเดิม

แต่สิ่งที่ Japantimes รวมถึงบทวิเคราะห์ใน NHK World-Japan เรื่อง Emergency Response Questioned in Western Japan?s Rain Disaster (คำถามต่อการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในภาคตะวันตกของประเทศ) มองตรงกันคือประเด็นเรื่อง ?การเตือนภัยที่ล่าช้า? โดยแบ่งเป็น 2 กรณีใหญ่ตามพื้นที่เสียหายและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นั่นคือเขตเมืองคุระชิกิ ในโอคายามา และ เอฮิเมะ


คุระชิกิ ? ประกาศอพยพขณะที่น้ำเอ่อล้ำแม่น้ำแล้ว

วันที่ 6 ก.ค. เวลา 23.45 น. (11:45pm) ทันทีที่มีการยืนยันว่าน้ำในแม่น้ำ Oda เอ่อล้น เป็นเหตุให้เขื่อนเก็บน้ำในบริเวณใกล้เคียงใกล้พังทลาย เมืองคุระชิกิ (Kurashiki) ในโอคายามา (Okayama) มีประกาศให้ผู้ที่อาศัยทางตอนใต้ของแม่น้ำ Oda อพยพทันที ขณะที่พื้นที่ทางตอนเหนือของแม่น้ำ Oda ยังถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่เพียงสองชั่วโมงต่อมา พื้นที่ทางตอนเหนือของแม่น้ำถูกประกาศให้อพยพเช่นกัน

แม้ประกาศอพยพจะห่างกันเพียง 2 ชั่วโมง และเจ้าหน้าที่อธิบายว่าเป็นการประเมินตามสถานการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ (ไม่ระบุนาม) อธิบายว่าการประกาศให้ผู้คนอพยพ ?ภายหลัง? หรือ ?ในขณะที่? น้ำในเขื่อนเอ่อล้นแล้ว เป็นเรื่องไม่สมจริง ซึ่งเพียงประเมินว่าเขื่อนจะแตก เห็นน้ำเอ่อล้น การเคลื่อนย้ายประชาชนก็เป็นไปได้ยากแล้ว


เอฮิเมะ ? เกิดดินสไลด์และน้ำท่วมก่อนประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย

วันที่ 7 ก.ค. มีคำเตือนในพื้นที่ 3 ครั้งว่าขณะนั้นวัดปริมาณน้ำฝนในได้ 100 มิลลิเมตร ในเมืองอุวาจิมะ (Uwajima) และเมืองเซโย (Seiyo) ขณะที่น้ำในแม่น้ำฮิจิ (Hiji) ซึ่งพาดผ่านเมืองโอซุ (Ozu) ก็ปริ่มเกือบเต็มเขื่อนแล้ว แต่ประกาศระวังภัยอย่างเป็นทางการถูกประกาศในวันที่ 8 ก.ค. เวลา 5.50 น. ซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยดังกล่าวแล้วจำนวน 18 ราย

มหันตภัยครั้งนี้จุดประกายคำถามต่อหน่วยงานรัฐ เรื่องการประกาศเตือนภัย รวมทั้งการปฏิบัติตามของผู้คนหลังประกาศ ที่จะต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต่อภัยพิบัติยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กองกำลังป้องกันตัวเองญี่ปุ่น (Self-Defense Forces) หน่วยดับเพลิงและการจัดการภัยพิบัติ (Fire and Disaster Management Agency) การทำงานทางข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงงานภาคเอกชนต่างๆ เช่น บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ในประเทศ ที่กำลังเร่งหารือเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเบื้องต้นจะเลื่อนการชำระหนี้ เช่น ค่าประกันอัคคีภัย ไฟไหม้ หรือบริการต่างๆ จากบริษัทไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ มีคำสั่งในวันที่ 9 ก.ค. ยกเลิกการเดินทางไปยุโรปและตะวันออกกลาง โดยจะประจำการในประเทศ พร้อมลงพื้นที่ประสบภัยอย่างช้าที่สุดในที่ 12 ก.ค. นี้ อีกทั้งมีคำสั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ (personal helping) เป็น 73,000 คน และขอให้ ?ใช้ความพยายามอย่างสูงที่สุดเพื่อช่วยผู้ประสบภัย? (putting in utmost efforts to save lives.)

รายงานล่าสุดจนถึงวันที่ 11 ก.ค. ทั้งใน Japantimes และ NHK World-Japan หรือที่อื่นๆ ยังคงรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต, การอพยพผู้คนที่ยังติดอยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ, การนำส่งผู้บาดเจ็บระหว่างเมืองเนื่องจากโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัยถูกน้ำท่วม รวมถึงเรื่องโรคลมร้อนและอาหารเป็นพิษในพื้นที่อพยพทั้ง 15 จังหวัด ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง


https://greennews.agency/?p=17606


*********************************************************************************************************************************************************


โลกร้อน ฉุดการท่องเที่ยวสะเทือน



การท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลักษณะต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนและรูปแบบการกระจายของฝนรายปี ตลอดจนอุณหภูมิ และปัจจัยที่สำคัญทางสมุทรศาสตร์

ข้อมูลจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ในประเทศไทยมีพื้นที่แนวปะการังชายฝั่ง และเกาะต่างๆ รวมประมาณ 150,000 ไร่ มีชนิดปะการังมากกว่า 380 ชนิด สร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวประมาณ 100,000 ล้านต่อปี ทั้งยังเป็นตัวช่วยลดโลกร้อน โดยการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกไว้ในรูปของหินปูนปะการัง

ขณะที่ภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว กล่าวคืออุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า 30.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันนานเกิน 4 สัปดาห์ ประกอบกับแสงแดดจัดร่วมกับน้ำทะเลร้อนขึ้น ทำให้กระบวนการฟอกขาวรุนแรงแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผิวน้ำทะเลราบเรียบและมีช่วงน้ำลงต่ำสุดที่นานกว่าปกติ

ที่สุดแล้วผลกระทบทั้งหลาย แปรเปลี่ยนเป็นรายได้ที่หดหาย เมื่อชิ้นงานวิจัยได้ประเมินว่าไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะแนวปะการังฟอกขาวไปแล้วถึง 4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ในอนาคตคาดการณ์ว่าสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ที่มีแนวโน้มว่าจะมีอุณภูมิสูงขึ้นโอกาสที่จะเกิดปะการังฟอกขาว น่าจะมีความถี่มากขึ้น

สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม (GreenNews) เชิญชวนทุกท่านคลิ๊กเพื่อติดตามคลิปวีดิโอชิ้นนี้ หวังเพียงว่าจะสร้างความเข้าใจ และชักชวนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูดูแลปะการัง


https://greennews.agency/?p=17599

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:01


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2018, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger