เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 24 กันยายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคใต้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนลดลง และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังโดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 24 - 29 ก.ย. บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกจะมีฝนลดลง และจะมีอากาศเย็น ในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 23 - 24 ก.ย. สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรตลอดช่วง


ข้อควรระวัง

ในวันที่ 23 - 24 ก.ย. ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคกลาง และภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 24 - 29 ก.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองตลอดช่วง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (86.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (241.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (95.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (106.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


น่ากลัว อินโดฯแตกตื่น 'ฟ้าแดงฉาน' หวั่นไฟป่าทำอากาศร้อนกระฉูด


(ภาพจากอินสตาแกรม:sinarharian)

ชาวอินโดฯตื่นตระหนก ท้องฟ้าในจังหวัดจัมบี บนเกาะสุมาตราเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จนรูปโดนแชร์สนั่นโซเชียล วิตกไฟป่าทำอากาศร้อนกระฉูด นักดาราศาสตร์ชี้นี่คือปรากฏการณ์ควันไฟอนุภาคเล็กกรองแสงอาทิตย์

เมื่อ 23 ก.ย. 62 สื่อต่างประเทศ เว็บไซต์ สเตรทไทม์ และเอเชียวัน ในสิงคโปร์ รายงานว่า ชาวอินโดนีเซียแตกตื่นท้องฟ้าในจังหวัดจัมบี ทางตอนกลางของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ดูน่ากลัวมาก ทำให้ผู้คนรีบพากันถ่ายรูปและโพสต์ทางออนไลน์ จนกลายเป็นภาพไวรัลบนโลกโซเชียล เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา

ต่อมา หัวหน้าฝ่ายข้อมูลการจัดการภัยพิบัติของอินโดนีเซียได้ชี้แจงปรากฏการณ์ที่ทำให้ท้องฟ้าในจังหวัดจัมบีเปลี่ยนเป็นสีแดงว่า เนื่องมาจากควันไฟของบริเวณที่เกิดไฟไหม้ป่าที่ขยายพื้นที่กว้างมากขึ้นได้พัดปลิวมาถึง และควันไฟได้ลอยสูงขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้นไปอีก ซึ่งอนุภาคควันไฟขนาดเล็กจิ๋วระดับไมโครและนาโนในอากาศที่มีอยู่หนาแน่น ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ?การกระเจิงแบบเรเลห์? (Rayleigh scattering) ซึ่งเป็นกรณีที่ขนาดอนุภาคในอากาศเล็กกว่าขนาดของความยาวคลื่นมาก จึงทำให้แสงคลื่นสั้นกระเจิงออกไป และมีเพียงเฉพาะแสงสีแดงหรือแสงสีส้ม ซึ่งเป็นแสงคลื่นยาวเท่านั้น ที่สามารถผ่านลงมาได้ จึงทำให้ท้องฟ้าบริเวณนั้นเป็นสีแดง



ขณะที่ นายมารูฟิน ซูดิบโย นักดาราศาสตร์ในอินโดนีเซียยังอธิบายปรากฏการณ์นี้ด้วยว่า ท้องฟ้าที่จังหวัดจัมบีไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีแดง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันจากเหตุไฟไหม้ป่า โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในอินโดนีเซียมาแล้ว หลังจากภูเขาไฟกรากาตัวปะทุในปี 2426 และภูเขาปินาตูโบ ปะทุเมื่อปี 2534 ส่วนสถานการณ์ไฟไหม้ป่าที่เกาะสุมาตราและบอร์เนียว ยังคงลุกลามจนทำให้ควันไฟลอยมายังประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทย จนถือว่าร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558 .


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1667098


*********************************************************************************************************************************************************


กะพงมาเลย์...ทะลักไทย ประมงคิดได้แค่ช่วยกันกิน



นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เผยหลังประชุมร่วมกับผู้เพาะเลี้ยงปลากะพงขาว ถึงสาเหตุที่ทำให้ปลากะพงขาวของไทยมีราคาตกต่ำ เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น จากเดิมนำเข้ามาไตรมาสละ 500 ตัน เพิ่มเป็น 2,000 ตัน

เนื่องจากมาเลเซียมีการเลี้ยงปลากะพงเพิ่มมากขึ้น จากเดิมมีแค่ 500 บ่อ เพิ่มเป็น 2,000 บ่อ และด้วยคนมาเลเซียชอบบริโภคปลากะพงขนาดเล็ก หนักแค่ตัวละ 4-5 ขีด ปลาใหญ่เลยถูกส่งเข้ามาบ้านเรา มีรถบรรทุกห้องเย็นนำมาจำหน่ายตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นไปจนถึง จ.นครสวรรค์ ขายให้แพปลาก่อนกระจายให้ผู้บริโภคในแต่ละจังหวัดในราคา กก.ละ 70 บาท ในขณะที่ราคา ปลากะพงขาวของไทยจำหน่ายราคาปากบ่ออยู่ที่ กก.ละ 80-85 บาท เท่ากับต้นทุนในการเลี้ยง เกษตรกรจะต้องขายในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 100 บาทถึงจะอยู่ได้

"การเปิดเสรีทางการค้า FTA ทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดทะลักเข้ามาไทย โดยเฉพาะปลากะพงขาว ประกอบกับค่าเงินบาทแข็ง เป็นอีกปัจจัยทำให้ผู้ประกอบการได้กำไรเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างของค่าเงิน ประกอบกับผลผลิตปลากะพงขาวในบ้านเราเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว เลยทำให้เกิดภาวะปลากะพงล้นตลาด แต่อย่างไรก็ตาม กรมประมงจะได้มีการหารือกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องการนำเข้าปลากะพงของมาเลเซียมีลักษณะของการทุ่มตลาดหรือไม่ พร้อมกับเตรียมจัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนให้กินปลากะพงไทย คุณภาพดีได้มาตรฐาน GAP ไร้สารตกค้างและราคาถูก เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงคุณภาพปลา กะพงขาวของไทยให้กับผู้บริโภคได้ทราบในปลายเดือนนี้เป็นต้นไป ที่ จ.เชียงใหม่ นครราชสีมา ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร" อธิบดีกรมประมงกล่าว



นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย เผยว่า พวกเราไม่ต้องการให้รัฐบาลเอาเงินมาช่วยพยุงราคาปลากะพงขาวที่ขาดทุนไป กก.ละ 20 บาท แต่อยากให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน ใครจะคิดว่าราคาปลากะพงจะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ ในชีวิตเคยเห็นครั้งเดียวเมื่อปี 2555 เพราะหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ราคาปลากะพงแพงขึ้นมาก ทุกฟาร์มเลยแห่ทำปลากะพงออกมาพร้อมๆกัน แต่วิกฤตินั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี ครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขยังไง และอนาคตไม่รู้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร.


https://www.thairath.co.th/news/local/1661871

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


5 จังหวัดใต้อ่วมหนัก "ควันพิษ" ข้ามแดนจากเกาะสุมาตรา

5จว.ใต้ยังอ่วมควันพิษข้ามแดนจากเกาะสุมาตรา "นราฯ-ภูเก็ต-ยะลา-ตรัง-สตูล" ไทยประสาน?เลขาธิการอาเซียน?แจ้งเตือนชาติสมาชิกคุมหมอกควันข้ามแดนตามข้อตกลง



เมื่อวันที่ 23 ก.ย. นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคใต้ ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เฉลี่ย 24 ชม. เวลา 09.00 น. โดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 18 ? 70 ไมโครกรัม/ลูกบากศ์เมตร(มคก./ลบ.ม.) ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.คุณภาพอากาศโดยรวม มีผลกระทบต่อสุขภาพ และเกินค่ามาตรฐาน 5 สถานี ที่อ.เมือง จ.ภูเก็ต 57 มคก./ลบ.ม. อ.เมือง จ.ยะลา 53 มคก./ลบ.ม. อ.เมือง จ.สตูล 57 มคก./ลบ.ม. และอ.เมือง จ.ตรัง 59 มคก./ลบ.ม. โดยค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชม. สูงสุดพบในพื้นที่อ.เมือง จ. นราธิวาส มีค่าเท่ากับ 70 มคก./ลบ.ม.

"ช่วงนี้พบจุดความร้อนและกลุ่มควันบริเวณเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน ประกอบกับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้รับอิทธิพลจากลมทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดผ่านเกาะสุมาตรา จึงส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจนบางพื้นที่คุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละออง และหากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ และขอให้รับฟังการแจ้งเตือนในเรื่องของการปฏิบัติตน และรักษาสุขภาพจากกระทรวงสาธารณสุข " อธิบดี คพ. กล่าว

นายประลอง กล่าวว่า จากสถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ทางภาคใต้ได้รับผลกระทบจากหมอกควันกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรฯ เร่งรัดให้ คพ. เร่งประสานและแจ้งถึงผลกระทบในประเทศไทยไปทางเลขาธิการอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเชีย เพื่อดำเนินการประสานงานไปยังสมาชิกอาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ที่ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน ดำเนินการตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องมีมาตรการภายในของตนเองเพื่อควบคุมการเผาไหม้ไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ก็จะทำให้หมอกควันข้ามแดนไม่ไปกระทบประเทศอื่น และช่วยให้ปัญหามลพิษหมอกควันของอาเซียนลดลงได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชน ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศตามเวลาจริง (Real Time) เพิ่มเติมได้ที่ https://air4thai.pcd.go.th/webV2/ แอปพลิเคชั่น Air4Thai และข้อมูลจุดความร้อน https://asmc.asean.org/home/


https://www.dailynews.co.th/politics/733057

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


พัทยา-นาจอมเทียน เสี่ยงสังเวยโปรเจกต์ยักษ์ "สุริยะ" สั่งถมทะเลแหลมฉบังสนองทุนต่างชาติ


หาดแสงจันทร์ จากในอดีตเคยเป็นชายหาดที่สวยงาม

ศูนย์ข่าวภูมิภาค - อะไรจะเกิดขึ้นหากถมทะเล 3,000 ไร่ ที่แหลมฉบัง!? นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ชี้พัทยา-นาจอมเทียน เสี่ยงสิ้นสภาพ ทรัพยากรชายฝั่ง อาชีพประมงที่สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลาน ล่มสลายไม่มีพื้นที่ทำกินในทะเลเหลือ

กรณีรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศึกษาพื้นที่รองรับโครงการปิโตรเคมีส่วนขยายในพื้นที่แหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ของกลุ่มเอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น ประมาณ 1,000 ไร่ รวมมูลค่า 3.3 แสนล้านบาท โดยกำหนดพื้นที่ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังและโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่เดิมในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร และว่าจ้างสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 6 เดือน ศึกษาแนวทางการถมทะเลบริเวณแหลมฉบังพื้นที่ 3,000 ไร่ เพื่อรองรับการลงทุนทั้งของกลุ่มเอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น และเอกชนรายอื่นๆ

นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทยได้ให้ความเห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งมีข้อสังเกตที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการถมทะเลเกิดขึ้นตามที่รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เสนอโปรเจกต์ยักษ์ดังกล่าว คือ

1.โครงการถมทะเลขนาด 3,000 ไร่ ในพื้นที่แหลมฉบัง เข้าข่ายต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการกิจกรรม หรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งกำหนดให้การถมทะเล หรือทะเลสาบนอกแนวเขตชายฝั่งเดิม ยกเว้นการถมทะเลที่เป็นการฟื้นฟูสภาพชายหาดตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไปต้องทำรายงานดังกล่าว และเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา รวมทั้งต้องขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2456

2.การถมทะเลขนาด 3,000 ไร่ ในพื้นที่แหลมฉบัง อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดังนี้ คือ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประมงพื้นถิ่นและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่ง โดยจะสูญเสียพื้นที่ทำกินในทะเลมากกว่า 3,000 ไร่ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มประมงเลี้ยงหอยบริเวณพื้นที่ที่ใช้ก่อสร้างประมาณ 200-300 ราย จะไม่สามารถดำเนินการเลี้ยงหอยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไปได้

อีกประการหนึ่งคือ กลุ่มประมงชายฝั่งซึ่งมีมากกว่า 1,000 ราย ที่มีอาชีพประมงเรือเล็ก จับกุ้ง ปู ปลาหมึก และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ จากธรรมชาติ จะมีพื้นที่ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำลดลง ต้องโยกย้ายหาที่ทำกินในทะเลใหม่หรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าว อาชีพประมงในพื้นที่ชุมชนบ้านแหลมฉบัง บ้านอ่าวอุดม รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านบางละมุง ที่ทำเป็นอาชีพกันมาเป็น 100 ปีคงหมดสิ้นเพราะไม่มีพื้นที่ในทะเลเหลือแล้ว



นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเลอย่างรุนแรง ในช่วงการก่อสร้างการถมทะเลจะทำให้เกิดความขุ่นและปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำสูงขึ้น ส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชและกระทบต่อการหายใจของสัตว์น้ำในวงกว้างและกระทบต่อระบบนิเวศน้ำทะเลไกลถึง 10 กิโลเมตร

เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมุทรศาสตร์และชายฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ริมทะเลอาจถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง โดยพื้นที่ถมที่ยื่นออกไปในทะเลจะขัดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำและการเคลื่อนที่ของทราย อาจทำให้พื้นที่บ้านบางละมุง นาเกลือ และพัทยา บริเวณที่อยู่ติดกับทะเลถูกกัดเซาะมากขึ้น จากเดิมบริเวณอ่าวอุดม ที่เป็นรูปตัว ก.ของไทย ก็มีอัตราการถูกกัดเซาะเฉลี่ยปีละ 3 เมตรอยู่แล้ว

รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อชายหาดเมืองพัทยาและนาจอมเทียนรุนแรงมากขึ้นจนอาจส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวได้ ดังเช่นการถมทะเลเฟสที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่ยื่นออกไปในทะเล 5 กม. ทำให้หาดทรายทอง และหาดแสงจันทร์ หรือหาดพีเอ็มวาย ซึ่งมีชื่อเสียงถูกกัดเซาะจนไม่มีสภาพเป็นชายหาดอีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ชุมชนบ้านแหลมฉบัง จำนวน 28 ไร่ ซึ่งถือเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพื้นที่สร้างแหล่งเรียนรู้ ศึกษาธรรมชาติด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลนให้แก่เยาวชน และประชาชนทั่วไปมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงทำการก่อสร้างอาจมีตะกอนแขวนลอยจำนวนมากเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้ป่าชายเลนตายได้ง่าย

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจำเป็นต้องทำการถมทะเลก็จะต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และจัดทำรายงาน EHIA โดยให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงทุกกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบได้เข้ามามีส่วนร่วมและให้ความเห็นในทุกขั้นตอนของการศึกษาจนกว่าจะตกลงกันได้ในทุกประเด็น จึงส่งให้หน่วยราชการพิจารณาต่อไป แต่หากผลการศึกษาออกมาแล้วมีผลกระทบสูงมากที่ไม่สามารถยอมรับได้ก็ควรยุติโครงการ


https://mgronline.com/local/detail/9620000091514


*********************************************************************************************************************************************************


วันเดียวเก็บกว่า 3 พันกิโล ขยะทะเลถูกคลื่นซัดเกยหาดป่าตอง จัดเจ้าหน้าที่เก็บตลอดเวลา พบยังจ่อขึ้นอีกเพียบ

ศูนย์ข่าวภูเก็ต - วันเดียว กว่า 3 พันกิโล ขยะทะเลถูกคลื่นซัดติดชายหาดป่าตอง เจ้าหน้าที่เทศบาล ผู้ประกอบการช่วยหาดเร่งเก็บเพื่อคืนชายหาดให้นักท่องเที่ยว จัดเจ้าหน้าที่ดูแลเก็บกวาด หลังพบขยะรอจ่อขึ้นอีกเพียบ



วันนี้ (23 ก.ย.) เจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองป่าตอง ภายใต้การสั่งการของ น.ส.เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง พร้อมด้วยผู้ประกอบการบริเวณชายหาด ช่วยกันเก็บขยะทะเลซึ่งถูกคลื่นซัดขึ้นมาติดอยู่บริเวณชายหาดป่าตอง ช่วงก่อนถึงป้อมบางลา จ.ภูเก็ต จำนวนมากออกจากชายหาดเพื่อคืนความสวยงามให้แก่ชายหาดป่าตอง

ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า เป็นเศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยลักษณะสีดำ และเศษพลาสติก กระจายเป็นบริเวณกว้าง แต่พบถูกคลื่นซัดมากองอยู่บริเวณชายหาดเพียงแค่จุดเดียว โดยเจ้าหน้าที่เริ่มเก็บกันตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นมา ส่วนบริเวณจุดอื่นไม่พบว่ามีขยะถูกซัดมากองเป็นจำนวนมากแต่อย่างใด และบางส่วนทางเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการได้จัดเก็บเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นบริเวณก่อนถึงป้อมบางลา ที่จากการตรวจสอบพบว่าในทะเลยังมีขยะอยู่อีกจำนวนมากและถูกคลื่นซัดขึ้นมาบริเวณชายหาดตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องจัดเก็บอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ทราบว่า ขยะดังกล่าวถูกซัดขึ้นมากองอยู่บริเวณชายหาดทุกวันในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดเก็บทุกวัน แต่วันนี้ (23 ก.ย.) พบว่า มีปริมาณมากกว่าทุกวัน เฉพาะในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่เก็บขยะในจุดดังกล่าวออกมาแล้วไมต่ำกว่า 3,000 กิโลกรัม และยังมีขยะที่รอถูกคลื่นซัดขึ้นมาอีกจำนวนมาก

ซึ่งเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการต้องช่วยกันจัดเก็บตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ขยะกองอยู่บนชายหาด ซึ่งจะทำให้ชายหาดขาดความสวยงาม และนักท่องเที่ยวไม่สามารถนอนพักผ่อนตากอากาศได้ จึงต้องช่วยกันจัดเก็บให้เรียบร้อยเพื่อนคืนชายหาดให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว


https://mgronline.com/south/detail/9620000091651

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"กรีนพีซ" กระตุ้นภาคธุรกิจร่วมลดขยะพลาสติก รวมพลังภาคพลเมืองเคลื่อนไหววันทำความสะอาดชายหาด



รายงานข่าวจากกรีนพีซประเทศไทยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดเนื่องในวันทำความสะอาดชายหาดสากล หรือ International Coastal CleanUp Day ซึ่งกำหนดให้เป็นวันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกันยายนของทุกปี โดยในปี 2562 นี้ตรงกับวันที่ 21 กันยายน ว่า ในวันนี้กลุ่มสงขลาฟอรั่ม Beach for Life และอาสาสมัครกรีนพีซ ราว 60 คน ร่วมเก็บขยะชายหาดบริเวณแหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา และตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก (Brand Audit) เพื่อรวบรวมข้อมูลประเภทพลาสติกและแบรนด์สินค้าที่พบบริเวณหาด และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหามลพิษพลาสติกอันเกิดจากขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

ตัวแทนจากกลุ่ม Beach for Life "อภิศักดิ์ ทัศนี" กล่าวว่า "สงขลาเป็นเมืองชายฝั่ง ในฐานะเยาวชนชาวสงขลา ทุกปีเราจะเห็นขยะจำนวนมหาศาลมาเกยบนชายหาด รวมถึงขยะจากกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณชายหาดสมิหลา ปัญหาขยะก่อวิกฤตอย่างมากต่อระบบนิเวศหาดทราย สัตว์ทะเล และการใช้ประโยชน์ริมชายหาด ขยะที่เราพบส่วนใหญ่เป็นพลาสติก ขวดน้ำดื่ม ถุงขนม และอุปกรณ์ประมง เช่น ทุ่น เศษอวน เชือก ฯลฯ"

ความพยายามของภาคพลเมืองในการจัดการชายหาด โดยกลุ่ม Beach for Life สงขลาฟอรั่ม นักวิชาการ และประชาชนในสงขลา ร่วมกันออกแบบ Beach zoning ที่หาดสมิหลา เน้นการลดใช้พลาสติกริมชายหาด และมีข้อเสนอจากผู้ประกอบการร้านค้าริมชายหาดให้มีการลดใช้พลาสติก

"วันนี้ภาคพลเมืองตื่นตัวต่อเรื่องขยะพลาสติกอย่างมาก และเราอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เราเห็นร่วมกันว่า ผู้ผลิตจะต้องให้ความสำคัญกับปัญหาพลาสติกมากขึ้นเช่นกัน เพื่อให้ทะเล และชายหาดของเรารอดพ้นจากวิกฤตขยะทะเล"

หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย "พิชามญชุ์ รักรอด" กล่าวว่า "เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเก็บขยะพลาสติกให้หมดไปจากสิ่งแวดล้อม หากเรายังคงผลิตและบริโภคพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณมากเช่นในปัจจุบัน ดังนั้น ทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือการหยุดมลพิษพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง คือการหยุดผลิตและหยุดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง แล้วมองหาวัสดุทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนทดแทน"

กิจกรรมเก็บขยะและตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติก เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ร่วมกันของหลายองค์กรทั่วโลก ภายใต้การเคลื่อนไหว Break Free From Plastic เพื่อรณรงค์ลดใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง กิจกรรมนี้จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 3 โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่หาดวอนนภา บางแสน จ.ชลบุรีเมื่อปีที่ผ่านมา และครั้งที่สองจัดขึ้นที่ดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา

"ขณะนี้ผู้บริโภคเริ่มตื่นตัวแล้ว และเริ่มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดใช้พลาสติก ถึงเวลาที่ผู้ผลิตสินค้าจะต้องหาวิธีลดขยะพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ของตน กรีนพีซหวังว่าผลจากการตรวจสอบแบรนด์สินค้าจากขยะพลาสติกจะสะท้อนให้เห็นปัญหาพลาสติกที่เกิดจากการขาดความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ผลิต และจะช่วยผลักดันให้แบรนด์สินค้าต่างๆ จัดการปัญหาพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ของตนอย่างจริงจัง"

ข้อมูลจากการตรวจสอบขยะพลาสติกที่สงขลาจะถูกรวบรวมกับแนวร่วม Break Free From Plastic ที่มีผู้เข้าร่วมหลายประเทศ เพื่อตรวจสอบและระบุแบรนด์สินค้าที่พบมากที่สุดจากขยะพลาสติกที่เก็บได้ โดยจะรายงานผลการตรวจสอบดังกล่าวในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้

วันเก็บขยะชายหาดสากล (International Coastal Cleanup Day) ตรงกับวันเสาร์ที่ 3 ของเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งในปี 2562 นี้ตรงกับวันที่ 21 กันยายน จุดเริ่มต้นของวันสำคัญนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา จากความมุ่งมั่นของหญิงสาวชาวอเมริกันสองคน ซึ่งสานต่อแรงบันดาลใจและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้รักท้องทะเลในรัฐเท็กซัส มาร่วมกันเป็นเก็บขยะบนชายหาดแห่งหนึ่งและบันทึกข้อมูลขยะที่พวกเขาเก็บได้ เพื่อใช้วิเคราะห์หาวิธีลดปริมาณขยะต่อไป


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000091192


*********************************************************************************************************************************************************


"อุตุโลก" ระบุโลกร้อนขึ้น 1.1 องศา "ยูเอ็น" เรียกร้องผู้นำโลกแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม



องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization-WMO) เผยแพร่รายงานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญ เพื่อส่งสารไปถึงการประชุมสมัยพิเศษว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของผู้นำจาก 60 ประเทศทั่วโลก ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวานนี้ (23 กันยายน 2562) ให้ผู้นำโลกแสดงจุดยืนในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

รายงานฉบับดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าปัญหาภาวะโลกร้อน ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 จนถึงปีพ.ศ. 2562 นี้ โดยระบุว่า นานาชาติต้องเพิ่มความพยายามขึ้นเป็น 3 เท่า ในการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงถึง 2 องศาเซลเซียส และต้องเพิ่มความพยายามอีก 5 เท่า ในการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และยังระบุอีกว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิของโลกในระยะ 5 ปีนี้ เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.1 องศาเซลเซียล

ขณะที่ อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ผู้นำแต่ละประเทศนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมตลอด 10 ปีข้างหน้า เพื่อปูทางไปสู่ภาวะปลอดคาร์บอน ในปีพ.ศ. 2593



๐ ย้ำชัดๆ "ภาวะโลกร้อน" ไม่ใช่วงจร "ธรรมชาติ" แต่มาจาก "ฝีมือมนุษย์"

รายงานข่าวชิ้นหนึ่งจากบีบีซีไทย เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นำเสนอเรื่องภาวะโลกร้อนจากรายงานวิจัยล่าสุด 3 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature และวารสาร Nature Geoscience ระบุว่า อัตราการเปลี่ยนแปลงผันผวนของอุณหภูมิโลกในปัจจุบันสูงกว่าสถิติในประวัติศาสตร์ที่ได้เคยมีการเก็บข้อมูลกันมาอย่างมาก โดยมีความรุนแรงยิ่งกว่า "ยุคน้ำแข็งน้อย" (Little Ice Age) ที่รู้จักกันดีเสียอีก

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติที่ทำงานวิจัยดังกล่าวชี้ว่า ผลการศึกษานี้ได้หักล้างข้อสงสัยที่มีมานานเรื่องภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ว่าไม่มีอยู่จริง เพราะมีผู้อ้างว่าเป็นเพียงวงจรการเพิ่มและลดของอุณหภูมิตามธรรมชาติเท่านั้น

ตลอดช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ซึ่งในระหว่างนั้นมีเหตุการณ์ที่ภูมิอากาศผันผวนอย่างรุนแรงรวมอยู่ด้วยหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น "ภาวะอากาศร้อนยุคโรมัน" (Roman Warm Period) ระหว่างคริสต์ศักราช 250-400 ซึ่งทั่วยุโรปมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ไปจนถึงยุคน้ำแข็งน้อยที่เริ่มขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 ซึ่งทำให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่ของโลกลดต่ำลงอย่างยาวนานติดต่อกันหลายร้อยปี

หลักฐานที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงระดับอุณหภูมิในอดีตกว่า 700 ชิ้น ซึ่งรวมถึงวงปีของต้นไม้ แนวปะการัง และดินตะกอนก้นทะเลสาบจากแหล่งต่างๆ ชี้ว่า ไม่มีปรากฏการณ์ที่อากาศร้อนขึ้นหรือหนาวเย็นลงครั้งใดจะมีความรุนแรงหรือส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วทั้งโลกได้เท่ากับ ?ภาวะโลกร้อน? ที่เริ่มเกิดขึ้นนับแต่ ?ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม? ในศตวรรษที่ 18-19 เป็นต้นมา

ทีมนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ยุคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 2 สหัสวรรษที่ผ่านมา ได้แก่ ช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งภาวะโลกร้อนเกิดขึ้นครอบคลุมพื้นที่ถึงกว่า 98% ทั่วโลกในเวลาเดียวกัน ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศครั้งอื่นๆ ไม่เคยส่งผลกระทบถึง 50% ของพื้นที่โลกทั้งใบในแต่ละครั้ง

ผลวิจัยสรุปว่า ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์มีความรุนแรงสูงกว่าและแตกต่างจากเหตุการณ์ภูมิอากาศผันผวนในอดีตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ?ยุคน้ำแข็งน้อย?มีความรุนแรงสูงสุดในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกตอนช่วงศตวรรษที่ 15 ในขณะที่ยุโรปกลับเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งห่างกันถึง 300 ปี ส่วนเหตุการณ์ "ภาวะอากาศร้อนยุคกลาง" (Medieval Warm Period) ในช่วงคริสต์ศักราช 950-1250 ครอบคลุมพื้นที่เพียง 40% ของโลกเท่านั้น

ดร. ราฟาเอล นิวคอม หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยเบิร์นของสวิตเซอร์แลนด์อธิบายว่า ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งรุนแรง ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นแบบสุ่ม ไม่ใช่วัฏจักรที่มีกำหนดแน่นอน

นอกจากนี้ ทีมผู้วิจัยยังไม่พบข้อมูลที่ชี้ว่า ความผันผวนของการแผ่รังสีจากดวงอาทิตย์ในอดีตซึ่งเป็นวงจรตามธรรมชาติ ได้ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกแต่อย่างใดด้วย

"ดังนั้น ความเห็นของบางฝ่ายที่ระบุว่า ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเป็นเพียงวงจรตามธรรมชาติที่เราไม่ควรต้องวิตกกังวล จึงถือเป็นข้ออ้างเลื่อนลอยที่ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับอย่างเพียงพอ" ดร. นิวคอมกล่าว


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000091853

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


แผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติผ่านการพิจารณาคณะกรรมการนโยบายและแผนฯ ทะเล

เตรียมผลักดัน 7 โครงการรวมทั้งการดูแลพื้นที่อาศัยพะยูน 12 แห่ง


ภาพ ซากพะยูนเกยตื้นที่เกาะลิบงเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา/ อส.

คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติได้ประชุมครั้งที่ 2 ในวันนี้ โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

ซึ่งในที่ประชุมได้มีการพิจารณาแผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ซึ่งวางเป้าหมายเพิ่มประชากรพะยูนจาก 250 ตัว เป็น 280 ตัว ในเวลา 3 ปี โดยจะมีโครงการต่าง ๆ จำนวน 7 โครงการให้หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง นำแผนไปดำเนินการต่อไป รวมทั้งแผนการดูแลพื้นที่อาศัยพะยูน 12 แห่งแบบองค์รวม รวมถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อทดแทนการลดการรบกวนพะยูนจากการทำประมง, แผนศูนย์ช่วยชีวิตหลัก 2 แห่ง และรอง 5 แห่ง, แผนการสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์หายากและศูนย์เรียนรู้ฯ และการรณรงค์การอนุรักษ์พะยูนและการประกาศวันพะยูนแห่งชาติ

ที่ประชุมได้รับรายงานว่า ในปีนี้ พบพะยูนเกยตื้นรวม 18 ตัว โดยพบเป็นซากเกยตื้น 16 ตัว และพบการเกยตื้นแบบมีชีวิต 2 ตัว คือ "มาเรียม" และ "ยามีล" ก่อนที่จะตายลงทั้งคู่จากการเจ็บป่วย

หลังการพิจารณาของคณะกรรมการฯ แผนอนุรักษ์พะยูนฯ จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติฯ และคณะกรรมการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊คระบุถึงความสำเร็จในการผลักดันแผนดังกล่าวแบบองค์รวม ว่า แผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติดังกล่าว ถือว่าเป็นแผนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยทำเรื่องนี้มา และนอกจากพะยูนจะได้ประโยชน์แล้ว ยังช่วยสัตว์ทะเลหายากอื่นๆ รวามทั้งคนท้องถิ่นอีกด้วย

แผนดังกล่าวยังตรงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านทะเลและแผนปฏิรูปประเทศ เพราะคณะผู้จัดทำแผนฯ เป็นชุดเดียวกัน โดย ดร.ธรณ์ เป็นหนึ่งในคณะผู้จัดทำ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จาก ทช.

นอกจากนี้ ที่ประชุม ยังพิจารณาการเสนอ "วันป่าชายเลนประจำปีของชาติ" โดยคณะอนุกรรมการด้านบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนและป่าชายหาด ภายใต้คณะกรรมการนโยบายฯ ได้มีการประชุมพร้อมมีมติเห็นชอบให้วันที่ 10 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันป่าชายเลนประจำปีของชาติ

นายจตุพรกล่าวว่า ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับป่าชายเลนเป็นครั้งแรก และจากพระราชดำรัสที่ทรงแสดงถึงความห่วงใยต่อป่าชายเลน ส่งผลให้รัฐบาล หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมกันปลูกฟื้นฟูป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงห่วงใยผืนป่าชายเลนที่ถูกบุกรุกและทำลายจากนายทุนที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

พระองค์จึงมีพระราชปณิธานในการที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด สานงานต่อจากในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อให้ผืนป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์และอยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทยสืบไป นายจตุพรกล่าว


https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/848288

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ผลกระทบ "ภาวะโลกร้อน" รุนแรงขึ้น

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาขององค์การสหประชาชาติเผยแพร่รายงานชี้ชัดว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้นำโลกร่วมแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง



เมื่อวานนี้ (22 ก.ย. 2562) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization-WMO) เผยแพร่รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าปัญหาภาวะโลกร้อน, ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นและการปล่อยแก๊สเรือนกระจก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาจนถึงในปีนี้

รายงานฉบับดังกล่าว ระบุว่านานาชาติต้องเพิ่มความพยายามขึ้นเป็น 3 เท่า ในการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงถึง 2 องศาเซลเซียสและเพิ่มความพยายามอีก 5 เท่า ในการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

การเผยแพร่รายงานฉบับดังกล่าวเป็นการส่งสารไปถึงการประชุมสมัยพิเศษว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของผู้นำจาก 60 ประเทศทั่วโลก ที่นครนิวยอร์กในวันนี้ เพื่อแสดงจุดยืนในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้ผู้นำแต่ละประเทศนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว ตลอด 10 ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปูทางไปสู่ภาวะปลอดคาร์บอน ในปี 2593

โดยผู้นำจีน อินเดีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ รวมทั้งเกรตา ทุนเบิร์กจะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ผู้นำสหรัฐอเมริกา บราซิล ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลียไม่ได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์แต่อย่างใด


https://news.thaipbs.or.th/content/284467

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


"ปะการังเทียม" ฟื้นฟูโลกใต้ทะเล ส่งเสริมวิถีประมงพื้นบ้าน

ปะการังเทียมจากโครงสร้างเหล็กขาแท่นปิโตรเลียมที่จัดวางไว้เมื่อ 6 ปีก่อน บริเวณอ่าวโฉลกหลำ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันนี้ได้กลายเป็นบ้านปลา ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศน์ใต้ท้องทะเลให้อุดมสมบูรณ์ ที่ไม่เพียงส่งผลดีต่อชาวประมงพื้นบ้าน แต่ยังเป็นแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ช่วยลดภาระของแนวปะการังธรรมชาติได้อีกด้วย



?หาดโฉลกหลำ? ชายหาดแสนสงบที่ทอดตัวคล้ายรูปจันทร์เสี้ยวอยู่ทางตอนเหนือของเกาะพะงัน เป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่ที่ยังคงวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านไว้อย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ดี การทำประมงพาณิชย์ผิดกฎหมาย เช่น การใช้อวนลาก อวนรุน เข้ามาหาปลาใกล้ชายฝั่ง ทำให้ปลาลดจำนวนลง ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้าน ที่จับปลาได้น้อยลง ต้องออกไปหาปลาไกลจากฝั่งมากขึ้น


ทช.ยืนยัน ใช้แท่นขุดเจาะปลดระวางทำปะการังเทียม?ปลอดภัย?

"ปะการังเทียม" ฟื้นฟูโลกใต้ทะเล ส่งเสริมวิถีประมงพื้นบ้าน
สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จึงร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยองค์กรชุมชน ชาวประมง ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ฟื้นฟูความสมบูรณ์ใต้ท้องทะเลโฉลกหลำ ดำเนินโครงการศึกษาทดลองจัดสร้างปะการังเทียมจากโครงสร้างเหล็ก เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล บริเวณเกาะพะงัน เมื่อเดือนกันยายน 2556 โดยนำโครงสร้างเหล็กขนาด 12x12 เมตร สูง 8 เมตร 4 แท่น น้ำหนักประมาณ 50 - 75 ตัน ทำจากเหล็กcarbon steel ชนิดเดียวกับขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ไปจัดวาง 2 จุด (จุดละ 2 แท่น) บริเวณอ่าวโฉลกหลำมีระยะทางในแนวตั้งฉากจากชายหาดประมาณ 1 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 18-20 เมตร

ทั้งนี้ "ปะการังเทียม" นับเป็นแนวทางหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยจะทำหน้าที่คล้ายแนวปะการังธรรมชาติ เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำ ทั้งยังเพิ่มพื้นที่ยึดเกาะของปะการังธรรมชาติ จึงช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำตลอดจนฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่แนวปะการังธรรมชาติ โดยวัสดุที่นำมาจัดทำเป็นปะการังเทียมมีได้หลากหลายชนิด เช่น หินคอนกรีต ตู้รถไฟ รูปปั้นประติมากรรม ไปจนถึงขาแท่นปิโตรเลียม



6 ปีผ่านไป....ผลจากการติดตามการดำเนินงานเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "โครงเหล็กจำลองขาแท่นปิโตรเลียม" ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ในทางตรงกันข้ามกลับเกิดประโยชน์ต่อทั้งการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การท่องเที่ยว ตลอดจนแหล่งประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

มีชัย วัฒนปักษ์ หนึ่งในชาวประมงบ้านโฉลกหลำ เปิดเผยว่า จากเดิมที่เคยทำการประมงในเขตบริเวณน้ำตื้นได้ แต่เมื่อระบบนิเวศถูกรบกวน การทำประมงต้องเปลี่ยนไปในเขตน่านน้ำที่ลึกขึ้น เครื่องมือการจับปลาก็ต้องมากขึ้นตามไปด้วย แต่หลังจากมีโครงการศึกษาทดลองจัดสร้างปะการังเทียมจากโครงเหล็กจำลองขาแท่นปิโตรเลียมเข้ามาในพื้นที่ สิ่งที่สังเกตได้คือแนวปะการังเทียมสามารถกันเรือประมงพาณิชย์ ป้องกันอวนลาก อวนรุน ไม่ให้เข้ามาในเขตน่านน้ำตื้นได้ เกิดผลดีต่อการทำประมงของชาวบ้าน ที่สำคัญปลาบางชนิดที่เคยหายไปช่วงที่ระบบนิเวศถูกรบกวนเริ่มกลับมา จึงอยากให้มีการทำปะการังเทียมเพิ่มขึ้น

" ชาวบ้านมีความต้องการปะการังเทียมเพิ่มเพราะช่วยกันไม่ให้เรือพาณิชย์เข้ามา ประมงพื้นบ้านจับปลาได้มากขึ้น ปลาที่เคยหายไป อย่าง ปลาริวกิว ก็เริ่มเข้ามาช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังหายไปหลายปีมาก"



อีกเสียงหนึ่งที่ยืนยันว่าโครงเหล็กจำลองขาแท่นปิโตรเลียม เกิดประโยชน์กับชาวประมงท้องถิ่นจริงๆ คือ พงศักดิ์ หาญกล้า ผู้ใหญ่บ้านโฉลกหลำ บอกว่า จากการสอบถามชาวบ้านยังมีความต้องการปะการังเทียมเพิ่ม เพราะตลอดระยะเวลาที่ทำโครงการมาชาวบ้านมีความมั่นใจแล้วว่าปะการังเทียมจากโครงเหล็กจำลองขาแท่นปิโตรเลียมไม่มีสารเคมีปนเปื้อน และได้ผลจริงๆ ปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นจริงสามารถทำประมงได้มากขึ้น

สอดคล้องกับ ภัทรชัย เรืองศรี ประธานกลุ่มดอกไม้ทะเลเพื่อการอนุรักษ์เกาะพะงัน ที่ติดตามโครงการดังกล่าวนี้มาตลอดตั้งแต่ปี 2556 บอกว่า ในเรื่องของระบบนิเวศทางทะเล ทรัพยากรทางทะเล "ถือว่าได้ผลดีและประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในการเป็นบ้านปลา อนุบาลสัตว์น้ำ" ความอุดมสมบูรณ์ในท้องทะเลที่เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างหลังจากการวางปะการังเทียม เช่น การพบเห็นวาฬบรูด้าเข้ามาในเขตน่านน้ำที่ใกล้ขึ้น ตลอดจนการเกิดขึ้นของสัตว์ทะเล อย่างหอยแมลงภู่ทั้งที่เดิมจุดนี้ไม่ใช่แหล่งเพราะเป็นเขต

นอกจากนั้น โครงการนี้ยังช่วยในเรื่องของการท่องเที่ยว เพราะปะการังเทียมได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้กับนักดำน้ำ ลดความแออัดจากจุดเดิมคือ "บริเวณหินใบ" ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่าวันละ 500 คน เมื่อปะการังถูกสัมผัส ถูกรบกวนมากๆ นานวันก็เสื่อมโทรมลง แต่เมื่อมีแนวปะการังเทียมซึ่งวางห่างจากจุดเดิม เมื่อเวลาผ่านไปจุดที่มีปะการังเทียมจากโครงเหล็กจำลองขาแท่นปิโตรเลียม กลายเป็นบ้านปลา มีสัตว์น้ำ มีสาหร่าย เพรียง แพลงก์ตอนชนิดต่างๆ เกิดเป็นแหล่งดำน้ำแห่งใหม่ลดความแออัดและการรบกวนทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเลบริเวณเดิมได้



สอดคล้องกับ การศึกษาและสำรวจของสถาบันคอร์ซี (Core Sea) ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจากเยอรมนี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวโฉลกหลำ ที่ทำการศึกษาบริเวณจัดวางปะการังเทียมโครงสร้างเหล็กอย่างต่อเนื่อง พบว่า มีปลาทะเลมาพักอาศัยถึง 24 ชนิด เช่น ปลาอินทรี ปลาหูช้าง ปลาค้างคาว ไปจนถึงปลากบ ที่โอกาสเจอไม่ง่ายนัก รวมถึงปลาที่มีค่าทางเศรษฐกิจอีกถึง 12 ชนิด

"ปะการังเทียม" ฟื้นฟูโลกใต้ทะเล ส่งเสริมวิถีประมงพื้นบ้านทั้งหมดคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าโครงการจัดสร้างปะการังเทียมจากโครงสร้างเหล็กประสบความสำเร็จ ทั้งยังมอบแนวทางและความรู้ในการดำเนินการจัดสร้างปะการังเทียมจากขาแท่นปิโตรเลียมเพื่อการอนุรักษ์ทางทะเล รวมถึงโครงสร้างขนาดใหญ่อื่นๆ ในอนาคตต่อไป


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/110635

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 05:18


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger