เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้


อนึ่ง ในช่วงวันที่ 4 ? 8 ต.ค. 62 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่าจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 -3 ต.ค. บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

ส่วนในช่วงวันที่ 4 ? 8 ต.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง เกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง พายุระดับ 4 (พายุโซนร้อน) "มิแทก" บริเวณด้านตะวันออกของประเทศจีน คาดว่าจะเคลื่อนผ่านประเทศเกาหลีแล้วลงสู่ทะเลญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 2-3 ต.ค. ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในวันที่ 4 - 7 ต.ค. 62 ขอให้ประชาชนในบริเวณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่แปรปรวนและอุณหภูมิที่ลดลงไว้ด้วย รวมถึงระมัดระวังลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวาลาดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้ หักโค่น ป้ายโฆษณา และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง ไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (87.6 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (94.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (241.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (188.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ดัน "ควายน้ำ"ทะเลน้อยสู่มรดกโลก



ขึ้นชื่อว่า "ควายน้ำ" ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี

เพราะฝูงควายน้ำของเกษตรกร 169 ราย จากพื้นที่ 3 จังหวัด นั่นคือ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง พื้นที่ อ.ชะอวด อ.หัวไทร และพื้นที่ อ.ระโนด จ.สงขลา พากันนำควายน้ำมาเลี้ยงรวมในพื้นที่เดียวกัน

โดยเฉพาะบริเวณใกล้สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นสะพาน ยกระดับที่ยาวที่สุดในประเทศไทยเชื่อมระหว่าง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง กับ อ.ระโนด จ.สงขลา สร้างชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวแบบเขา ป่า นา เล ให้กับจังหวัดพัทลุงจนโด่งดังทั่วประเทศ

ในปี 2561 จ.พัทลุง จึงได้ขับเคลื่อนระบบการเลี้ยงควายน้ำ หรือควายปลัก ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยสู่ระบบทางการเกษตรโลก โดยมีสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพัทลุงเป็นหน่วยงานดำเนินการ และมีส่วนราชการและหน่วยงานสนับสนุนอีก 9 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันจัดทำข้อเสนอโครงการขับเคลื่อนระบบการเลี้ยงควายปลัก (ควายน้ำ) ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยสู่ระบบมรดกทางการเกษตรโลก

ล่าสุด น.ส.ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาเป็นประธานในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเสนอพื้นที่ระบบการเลี้ยงควายน้ำ หรือควายปลัก ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง เข้าสู่มรดกทางการเกษตรโลก

โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีความตั้งใจที่จะเสนอให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ระบบมรดกทางเกษตรโลกเข้ามาร่วมด้วย

การขึ้นทะเบียนพื้นที่การเลี้ยงควายน้ำหรือควายปลัก เป็นพื้นที่ระบบมรดกทางการเกษตรโลกเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมั่นใจว่าคงไม่ไกลเกินฝัน

เพราะจังหวัดพัทลุงมีของดีในระดับโลกที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร!!!


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1673898

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


เรือเก็บขยะพลาสติกในมหาสมุทรแปซิฟิก

เรือที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับเก็บขยะพลาสติกจากมหาสมุทรแปซิฟิกออกปฏิบัติการครั้งแรก ตั้งเป้าเก็บขยะให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งภายใน 5 ปี



สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองร็อตเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ว่า โครงการเก็บขยะในทะเลและมหาสมุทรโดยกลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรในประเทศเนเธอร์แลนด์ในชื่อ The Ocean Cleanup ประกอบด้วยการนำเรือที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ ในการจัดเก็บขยะพลาสติกในทะเล โดยใช้ทุ่นเป็นแนวเพื่อเป็นเก็บขยะให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกภายในเวลา 5 ปี

นายโบยาน สลาต วัย 25 ปีตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งองค์กร The Ocean Cleanup เปิดเผยว่า ระบบการจัดเก็บขยะในพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกได้ทำงานเป็นครั้งแรก เชื่อว่าจะสามารถทำความสะอาดให้กับมหาสมุทรได้ ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อนและได้ทำการทดลองเมื่อปีที่แล้ว



โดยเรือThe Maersk Launcher ได้แล่นออกจากท่าเรือที่เมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อการทดสอบจัดเก็บขยะพลาสติก ในพื้นที่พบกองขยะขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของประเทศฝรั่งเศสลอยอยู่ในรอยต่อกึ่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียกับฮาวาย เรือจัดเก็บขยะที่ออกแบบโดยนายสลาตจะติดอุปกรณ์ทุ่นเป็นแนวยาว 600 เมตรเรียกชื่อว่า System 001 เพื่อกวาดเก็บขยะพลาสติกลอยน้ำในมหาสมุทรและนำกลับมาใช้ซ้ำ แล้วยังมีเทปแนวลึก 3 เมตรติดเอาไว้ด้วยเพื่อจัดเก็บขยะที่อยู่ใต้ผิวน้ำด้วย


https://www.dailynews.co.th/foreign/734643

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่อนแถลงการณ์ค้านมติ ครม.ถมทะเลมาบตาพุด

ระยอง - สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่อนแถลงการณ์คัดค้านมติ ครม.เห็นชอบถมทะเลมาบตาพุด ชี้ยิ่งเพิ่มผลกระทบรุนแรงต่อชายฝั่งทะเลและพื้นที่บนบก เตรียมปลุกชาวระยองใช้สิทธิยื่นฟ้องศาลปกครองระงับโครงการ



จากกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบเรื่องการลงทุนโครงการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ในโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ตามที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เสนอในกรอบวงเงิน 55,400 ล้านบาท โดยเป็นงานขุดลอกและถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลหลังท่าเพื่อใช้งานประมาณ 550 ไร่ (เพื่อก่อสร้างท่าเรือ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงาน) พื้นที่บ่อเก็บกักตะกอนดินเลน ประมาณ 450 ไร่

ท่าเรือก๊าซ (พื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 1,415 เมตร) ท่าเทียบเรือสินค้าเหลว 2 ท่า (พื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 814 เมตร) คลังสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ (พื้นที่ 150 ไร่) นั้น

วันนี้ (2 ต.ค.) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านมติ ครม.เห็นชอบถมทะเลมาบตาพุด 1,000 ไร่ 30 ปีที่ผ่านมายังทำลายมาบตาพุดไม่พออีกหรือ? โดยระบุว่า การถมทะเลดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชายฝั่งทะเลและพื้นที่บนบก โดยเฉพาะกระทบกับทรัพยากรทางทะเลและวิถีทางการประมงพื้นบ้านและการท่องเที่ยวของชุมชนในบริเวณทะเลทะเลมาบตาพุด หาดแสงจันทร์ และหาดพลา ให้เสียหายรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ นับแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เริ่มโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 1 ในปี พ.ศ.2525 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบันกว่า 30 ปี พบว่า จ.ระยอง ซึ่งเคยเป็นอัญมณีแห่งภาคตะวันออก กลับกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมมลพิษที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมากว่า 2,000 โรงในปัจจุบัน ซ้ำยังเกิดอุบัติภัยเกี่ยวภัยสารเคมีแพร่กระจายมากกว่า 40 ครั้ง



เช่น ท่อส่งก๊าซคาร์บอนิลคลอไรด์เกิดการแตกรั่ว เรือบรรทุกแอมโมเนียมไนเตรตล่ม รถบรรทุกสารเคมีซีโฟร์พลิกคว่ำ ไฟไหม้โรงงานพลาสติก เกิดการรั่วไหลของสารระเหยอินทรีย์ เพลิงไหม้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล น้ำมันเตารั่วไหลลงทะเล ไฟไหม้ถังเก็บสารเอทิลีน รถบรรทุกกรดไฮโดรคลอริกเกิดระเบิดและรั่วไหล เหตุระเบิดที่โรงงานบรรจุก๊าซ และท่อส่งคิวมีนรั่วไหล รถขนโซดาไฟพลิกค่ำในลำคลอง แอมโมเนียรั่วไหลออกจากท่อส่งที่ผุกร่อน และสารเคมีประเภทวัตถุระเบิด รวมทั้งการลักลอบทิ้งกากของเสียที่ปรากฏเป็นข่าวมีมากมายนับไม่ถ้วน

และการที่รัฐมนตรีมุ่งเป้ามาขยายพื้นที่มาบตาพุด โดยขยายพื้นที่การถมทะเลเพิ่มมากขึ้นนับ 1,000 ไร่ ชี้ให้เห็นถึงความมืดบอดของคณะรัฐมนตรี ที่มองไม่เห็นทุกข์ภัยที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านและทรัพยากรทางทะเลที่เสียหายมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กลับมองเห็นแต่ประโยชน์ของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเป็นที่ตั้ง ทั้งๆ ที่เห็นกันชัดๆ ว่า ชายทะเล ชายหาดถูกน้ำทะเลกัดเซาะพังเสียหายอันเนื่องมาจากการถมทะเลที่ผ่านมาเป็นประจักษ์ชัดอยู่แล้ว แต่ทว่ารัฐบาล และหน่วยงานที่มีหน้าที่เห็นชอบ EHIA ต่างไม่เคยนำบทเรียนดังกล่าวมาคำนึงถึงแต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา ก็ถึงเวลาแล้วที่สมาคมฯ และประชาชนคนระยองจะได้ใช้สิทธิทางศาลในการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อระงับโครงการดังกล่าวต่อไปในเร็วๆ นี้


https://mgronline.com/local/detail/9620000095033

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ศรีสุวรรณ จ่อยื่นศาลปกครอง ระงับโครงการถมทะเลมาบตาพุด 1,000 ไร่ ชี้กระทบรุนแรง



เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า จากกรณีที่ ครม. มีมติเห็นชอบการลงทุนโครงการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตามโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ตามที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เสนอ ในกรอบวงเงิน 55,400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นงานขุดลอกและถมทะเล พื้นที่ 1,000 ไร่แบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลหลังท่าเพื่อใช้งานประมาณ 550 ไร่ (เพื่อก่อสร้างท่าเรือ และพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงาน) พื้นที่บ่อเก็บกักตะกอนดินเลน ประมาณ 450 ไร่ ท่าเรือก๊าซ (พื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 1,415 เมตร) ท่าเทียบเรือสินค้าเหลว 2 ท่า (พื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 814 เมตร) คลังสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ (พื้นที่ 150 ไร่)

นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า ในการถมทะเลดังกล่าวจะเพิ่มผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชายฝั่งทะเลและพื้นที่บนบก โดยเฉพาะกระทบกับทรัพยากรทางทะเลและวิถีทางการประมงพื้นบ้านและการท่องเที่ยวของชุมชนในบริเวณทะเลทะเลมาบตาพุด หาดแสงจันทร์ หาดพลา ให้เสียหายรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะนับแต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เริ่มโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 1 ในปี พ.ศ. 2525 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบันกว่า 30 ปีนั้น พบว่า จ.ระยอง ซึ่งเคยเป็นอัญมณีแห่งภาคตะวันออก กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมมลพิษ มีโรงงานอุตสาหกรรมมากว่า 2,000 โรง รวมถึงเกิดอุบัติภัยเกี่ยวภัยสารเคมีแพร่กระจายมากกว่า 40 ครั้งอาทิ ท่อส่งก๊าซคาร์บอนิลคลอไรด์เกิดการแตกรั่ว เรือบรรทุกแอมโมเนียมไนเตรทล่ม รถบรรทุกสารเคมีซีโฟร์พลิกคว่ำ ไฟไหม้โรงงานพลาสติก เกิดการรั่วไหลของสารระเหยอินทรีย์ เพลิงไหม้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซล น้ำมันเตารั่วไหลลงทะเล ไฟไหม้ถังเก็บสารเอทิลีน รถบรรทุกกรดไฮโดรคลอริกเกิดระเบิดและรั่วไหล เหตุระเบิดที่โรงงานบรรจุก๊าซ และท่อส่งคิวมีนรั่วไหล รถขนโซดาไฟพลิกค่ำในลำคลอง แอมโมเนียรั่วไหลออกจากท่อส่งที่ผุกร่อน และสารเคมีประเภทวัตถุระเบิด และมีการลักลอบทิ้งกากของเสียที่ปรากฏเป็นข่าวนับไม่ถ้วน



นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การที่ ครม.ขยายพื้นที่ด้วยการถมทะเลเพิ่ม แสดงถึงความมืดบอดของ ครม. ที่มองไม่เห็นทุกข์ภัยที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านและทรัพยากรทางทะเลที่เสียหายอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ขยายประโยชน์ของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเป็นที่ตั้ง ทั้งที่ชายทะเล ชายหาดถูกน้ำทะเลกันเซาะพังเสียหายอันเนื่องมาจากการถมทะเล แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่มีหน้าที่เห็นชอบเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ กลับไม่คำนึงถึงประชาชน สมาคมฯ และประชาชนชาวระยอง จะไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อระงับโครงการดังกล่าวในเร็วๆ นี้ต่อไป


https://www.khaosod.co.th/politics/news_2939731

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ยังไม่หยุด! "พะยูน" ถูกอวนรัดตายเพิ่มตัวที่ 21

น่าเศร้า! ปีนี้พะยูนไทยตายเพิ่มตัวที่ 21 นักวิชาการวอนขอเป็นตัวสุดท้ายหลังพบตัวล่าสุดตายคาอวนในพื้นที่แหลมไม้ตาย จ.พังงา ด้านกลุ่มพิทักษ์ดุหยง เกาะลิบง จี้หน่วยงานภาครัฐไขปริศนาเงื่อนงำพะยูนตายมากผิดปกติ หลังสร้างกติกาชุมชนอนุรักษ์พะยูน



วันนี้ (2 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยา ลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat โดยระบุว่าตายอีกแล้วครับ นับเป็นตัวที่ 21 ในปีนี้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

พะยูนตัวนี้ตายอยู่ที่แหลมไม้ตาย บ้านทุ่งรัก อำเภอคุระบุรี จ.พังงา ใกล้เกาะระ เกาะพระทองเพื่อนธรณ์อาจสงสัย ไม่ใช่ที่ตรังกระบี่หรือ ? พะยูนในไทย 250 ตัว อยู่ตรัง กระบี่ 200 ตัว ที่เหลืออยู่ตามแหล่งอื่นอีก 11 แห่ง รวมเป็น 12 แหล่งทั่วไทย ทะเลชายฝั่งคุระบุรีถือเป็นแหล่งหญ้าทะเลใหญ่สุดในพังงา และเป็น 1 ใน 12 เขตที่อยู่ในแผนอนุรักษ์พะยูนใน #มาเรียมโปรเจ็ค

"สาเหตุการตายเห็นชัด ลองดูภาพ จะเห็นอวนดักปลาติดอยู่ พะยูนเป็นสัตว์หายใจด้วยปอด เมื่อติดอวนก็จมน้ำตาย"

ตามที่เคยบอกไว้ 90% ของพะยูนที่ตายจากผลของมนุษย์ เป็นปัญหาจากเครื่องมือประมง การทำประมงทับซ้อนในพื้นที่หากินพะยูน จำเป็นต้องวางแผนในการแก้ไขอย่างรอบคอบ มิใช่ออกกฎเกณฑ์ไปเรื่อย โดยที่ปฏิบัติตามไม่ได้

แผนอนุรักษ์พะยูนที่คณะสัตว์ทะเลหายาก เพิ่งเสนอผ่านคณะกรรมการทะเลแห่งชาติ รอเข้าครม. จะเน้นเรื่องการหาทางอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับพะยูน โดยตั้งเป้า 12 พื้นที่ รวมทั้งตรงนี้ด้วย ผมพูดคุยกับพี่น้องแถวนั้น เขาก็อยากให้เกิดการอนุรักษ์อย่างจริงจังสักที โดยอาจนำตัวอย่างจากตรังมาประยุกต์ใช้

"ให้ชาวบ้านอยู่ได้ พะยูนอยู่ได้ มิใช่อนุรักษ์อย่างเดียวจนชาวบ้านไม่รักพะยูน ถึงตอนนี้ คงไม่มีอะไรจะเสนอแนะอีกแล้ว ยกเว้นภาวนาให้ 21 พะยูนในปีนี้ไปสู่สวรรค์ และอย่าให้มีตัวที่ 22 เลย"

สุดท้ายที่หวังคือขอให้ มาเรียมโปรเจ็ค ผ่านครม.ได้งบพอเพียงตามที่ขอ และแผนอนุรักษ์ 3 ปี (63-65) เดินหน้าเต็มตัว เราสูญเสียมากเกินไปแล้วจริงๆ



ชาวบ้านจี้หาสาเหตุพะยูนตายเพิ่ม

ด้านนายสุวิท สารสิทธ์ กลุ่มพิทักษ์ดุหยง หมู่เกาะลิบง จ.ตรัง เขาเป็นแม่นมของลูกพะยูนมาเรียม ตั้งแต่วันแรกที่มาเรียมเดินทางมาถึงเกาะลิบง ร่วมกับทีมสัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) รวมเวลา 3 เดือน 11 วัน

บังบอกกับเราว่า ถึงวันนี้ยังคงคิดถึงมาเรียม เพราะนับแต่วันแรกที่ต้องป้อนนมและอยู่กับมาเรียมจนถึงวินาทีสุดท้ายที่ตาย แรกๆยังช่วงแรกทุกคนเสียใจที่มาเรียมตาย แต่ตอนนี้เริ่มดีขึ้น ที่ผ่านมามีพะยูนตายในทะเลตรัง จอมาหลายเคสเพราะต้องช่วยในการเก็บข้อมูล ส่งซากของกลุ่มพิทักษ์ดุหยงต้องทำงานในส่วนนี้อยูแล้ว

"สำหรับมาเรียม มันมากด้วยความรู้สึกที่เราดูแล 3 เดือน 11 วันมีความผูกพัน เหมือนกับลูกไปเลย"

นายสุวิท บอกว่า สถานการณ์พะยูนตายมาก ตอนนี้อยากให้ภาครัฐเข้ามาติดตาม ประเมินผลว่าเกิดอะไรขึ้น มันต้องมีอะไรที่หาหลักฐานไม่ได้ มันต้องทำอะไรสักอย่าง ทั้งนี้เชื่อว่าหน่วยงานภาคัรฐเองมีความพร้อม แต่ถามว่าคนในชุมชนเรมีความพร้อมหรือไม่ หรือจะทำงานร่วมกันเอาจริงจังในเรื่องนี้ จัดการอย่างไร

"ตอนนี้ทุกคนรู้ว่ามันมีเงื่อนงำ มีอะไรหลายอย่างเรื่องการตายของพะยูน และซากพะยูน"

พร้อมกันนนี้ยังตั้งฝากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานพื้นที่รอบเกาะลิบงให้จัดการปัญหา ลุกขึ้นมาว่าต้องจัดการจัดเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ประกาศมาตรการออกมาชัดเจน

เช่นเดียวไกด์นำเที่ยวที่เกาะลิบง บอกว่า เสียดายที่มีพะยูนตายมากในปีนี้ โดยเฉพาะมาเรียม เป็นจุดดึงดูดคนเข้ามาที่เกาะลิบง และหันมาใส่ใจพะยูนมากขึ้น เพราะพะยูน ไม่ใช่เป็นสัตว์ทะเลหายากที่ชาวประมง และชาวเกาะรักและหวงแหน แต่ยังเป็นเหมือนพี่น้องต้องดูแลให้อยู่กับเกาะลิบงไปตลอด

"ตั้งแต่เด็กไปออกเรือกับพ่อแม่ ก็เห็นพะยูนมาว่ายกินหญ้าทะเลแถวอ่าวดุหยง ที่มีแปลงหญ้าทะเลอยู่มาก เห็นมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งที่เห็นพะยูน จะรู้สึกประทับใจ เพราะตัวเขาใหญ่หน้าตาเหมือนหมู อยากให้คนที่มาเที่ยวได้เห็นพะยูนเกิดความรักและหวงแหนเหมือนคนที่นี่"




จากงานวิจัยสู่กติกาชุมชน

นายสุเทพ ขันชัย หรือบังเทพ โครงการวิจัยแนวทางการอนุรักษ์พะยูนโดยชุมชนเกาะลิบง อ.กันตัง จังหวัดตรัง? ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) บอกว่า สาเหตุหลักที่ทำให้พะยูนลดลงส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บจากเครื่องมือประมง และพื้นที่หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งหากินของพะยูนลดลง จึงเป็นจุดเริ่มต้นการทำกิจกรรม เริ่มจากการสำรวจความคิดเห็นของคนในชุมชนเกาะลิบงที่มีต่อพะยูน และการสำรวจเครื่องมือการทำประมงที่มีอยู่ในชุมชน

จากการสำรวจชาวบ้านส่วนใหญ่มีความรัก และผูกพันกับพะยูน และเห็นด้วยที่จะช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก เช่น บ่อยครั้งที่ชาวบ้านไปพบเห็นพะยูนกินหญ้าเพลินจนกลับลงน้ำไม่ทัน หรือถูกคลื่นพัดมาเข้ามาเกยตื้นก็จะช่วยกันพาพะยูนลงน้ำ

ส่วนการสำรวจเครื่องมือทำประมงของชุมชน เพราะต้องการรู้ว่าในชุมชนมีเครื่องมือประมงอะไรบ้างที่จะทำอันตรายต่อพะยูน เต่า หรือโลมา ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชุมชนแม้จะมีอุปสรรคในช่วงแรก เนื่องจากชาวบ้านกลัวจะไปกระทบวิถีชีวิตการทำมากิน แต่เมื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านแล้วว่ายังหากินได้ตามปกติ เป็นการขอความร่วมมือเรื่องของเครื่องมือทำประมงที่ไม่ผิดกฎหมาย และต้องไม่ไปทำอันตรายกับพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก เพราะหากพบเห็นก็จะกู้เก็บขึ้นมา

"ชาวบ้านบางส่วนยังมีความเชื่อผิดๆ ในเรื่องของกระดูกพะยูน จึงต้องสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญ ถ้าเราอยากให้พะยูนอยู่คู่กับเกาะลิบง ทุกคนในชุมชนก็จะต้องรักพะยูนด้วย เพราะเป้าหมายคือ ให้พะยูนอยู่ร่วมกับคนได้ "

สำหรับการทำงานวิจัยนี้ ได้นำกระบวนการวิจัยท้องถิ่นเข้ามาขับเคลื่อนในชุมชน สำรวจเก็บข้อมูลชุมชนแล้ว นำมาสู่การจัดทำเวทีประชาคมเพื่อร่วมกันกำหนดกติกาชุมชน ในช่วงเดือนต.ค.นี้ เตรียมเดินสายออกไปประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับชุมชนพื้นที่อื่นๆ รอบเกาะให้รับทราบว่าปัจจุบันเกาะลิบงมีกติกาชุมชนเกี่ยวกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่รอบเกาะลิบง หากมีการทำผิดกฎกติกาชุมชน จะไม่ไปปะทะ แต่จะใช้วิธีการขอความร่วมมือ หากไม่ฟังก็จะใช้เรื่องของกฎหมายต่อไป

สำหรับพะยูนเริ่มกลับมาวิกฤตอีกครั้ง หลังพบพะยูนตายเพิ่มขึ้น โดยประมาณการว่าทั้งประเทศไทยมีพะยูนเหลืออยู่ไม่ถึง 200 ตัว และยังคงมีอัตราการตายเฉลี่ยต่อปีสูง ทั้งนี้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่ามีพะยูนตายไม่ต่ำกว่า 12 ตัวต่อปีหรือเฉลี่ยนเดือนละหนึ่งตัว แต่ในช่วงเวลาเพียง 9 เดือนตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา มีพะยูนตายไปแล้วถึง 21 ตัว

รวมถึงการตายของพะยูนน้อยมาเรียม และยามีล จากนั้นถัดมาไม่กี่วันมายังคงมีข่าวการตายของพะยูนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีข่าวการพบซากพะยูนเกยตื้นบริเวณชายหาดที่เกาะลิบง โดยกระดูกและกล้ามเนื้อบางส่วนของพะยูนสูญหายไป สร้างความเป็นห่วงกังวลให้กับชุมชนเกาะลิบง อย่างมาก เนื่องจากเกาะลิบงถือเป็นถิ่นที่อยู่ของพะยูนที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ดังคำกล่าวของชาวบ้านที่บอกว่า? ถ้ามาลิบงไม่เจอพะยูน ถือว่ามาไม่ถึงลิบง?


https://news.thaipbs.or.th/content/284765

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


จ่อประกาศ 12 พื้นที่คุ้มครองบ้าน "พะยูน" ฝูงสุดท้าย



เปิดแผนอนุรักษ์พะยูนฝูงสุดท้ายของไทย ตั้งเป้าเพิ่มอีกร้อยละ 10 จากเดิม 250 ตัวเป็น 280 ตัวภายใน 3 ปี เดินหน้าประกาศพื้นที่คุ้มครอง 12 แห่งบ้านของพะยูน -แหล่งหญ้าทะเล ดึงชุมชนร่วมอนุรักษ์ พร้อมสั่งสำรวจปัญหาไมโครพลาสติกในแหล่งอาหารของพะยูน

ไทยพีบีเอสออนไลน์ สัมภาษณ์นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เกี่ยวกับร่างแผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ระยะที่ 1 (พ.ศ.2563-65 ) หลังพบว่าช่วงปีนี้สถิติพะยูนเกยตื้นตายในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.นี้มากถึง 21 ตัว โดยเฉพาะลูกพะยูนมาเรียม ที่ได้นำมาเลี้ยงดูนานกว่า 3 เดือนในพื้นที่อ่าวดุหยง เขาบาตู หมู่เกาะลิบง จ.ตรัง แต่สุดท้ายก็ตายจากการกินขยะพลาสติก เช่นเดียวกับยามีล ที่ตายลงเช่นกัน

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการสัตว์ทะเลหายากอย่างมีประสิทธิภาพ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จึงได้จัดทำร่างแผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติภายใต้แผนแม่บทมาเรียมโปรเจค โดยมีเป้าหมายเพิ่มประชากรพะยูนจาก 250 ตัว เป็น 280 ตัวในเวลา 3 ปี ประกอบด้วยโครงการต่างๆ เช่น การอนุรักษ์ ลดภัยคุกคาม ศึกษาวิจัยพะยูนและแหล่งอาศัย การช่วยชีวิต และการสร้างจิตสำนึกประชาชนอย่างมีส่วนร่วม

"พะยูนร้อยละ 80-90 ตายจากเครื่องมือประมง ซึ่งปีนี้มีพะยูนตายเยอะแบบก้าวกระโดดจากปีละ 10 กว่าตัวเป็น 21 ตัว ซึ่งแม้ว่าพะยูนจะเพิ่มมากขึ้นจากปี 2557 เคยมีพะยูนกว่า 100 เพิ่มเป็นกว่า 200 ตัว แต่อัตราเกิดและตายก็ยังไม่สมดุล"


ประกาศพื้นที่คุ้มครองหญ้าทะเล-พะยูน 12 แห่ง

ปลัดทส.กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์ กองทัพเรือ ทช.และชุมชนวางมาตรการป้องกันผลกระทบจากเครื่องมือประมงกับสัตว์ทะเลหายาก ประมงขนาดใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะพะยูนอยู่น้ำตื้น แต่เรือเล็กที่อาจจะไปชน และไปติดเครื่องประมงพื้นบ้านตาย

แนวทางแก้ปัญหาตอนนี้คือแผนจะประกาศพื้นที่คุ้มครองแหล่งหญ้าทะเลและอนุรักษ์บ้านของพะยูนเพิ่มอีก 12 แห่ง ได้แก่ เกาะพระทอง จ.พังงา อ่าวพังงา เกาะศรีบอยา จ.กระบี่ เกาะลิบง เกาะมุกต์ จ.ตรัง เกาะลิดี เกาะสาหร่าย จ.สตูล เกาะกูด เกาะหมาก เกาะกระดาน จ.ตราด อ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี ปากน้ำประแส จ.ระยอง อ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี อ่าวสัตหีบ จ.ระยอง อ่าวปัตตานี จ.ปัตตานี ซึ่งบางแห่งอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์อยู่แล้วก็ไม่ยาก ส่วนบางแห่งยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม

"ไม่อยากให้ชุมชนโทษว่าเป็นผู้ร้าย แต่ยอมรับว่าไม่สามารถให้เลิกเครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายกับพะยูน และสัตว์ทะเลหายากได้ทันที ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ตั้งเป้าลดพะยูนตายจากเครื่องมือประมงร้อยละ 50"

ปัญหาการเกยตื้นของพะยูนอยู่ที่ จ.กระบี่ และตรัง ถ้ามองในภาพรวมชุมชนไหนที่คนเยอะโอกาสสัตว์ทะเลหายากตายอาจจะมากกว่าที่อื่น เครื่องมือประมง เป็นเหตุสุดวิสัย แต่จะทำอย่างไรให้ชุมชนอนุรักษ์พะยูน

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้แผนอนุรักษ์พะยูนแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายทรัพยากรทางทะเลแล้ว ครอบคลุมทุกมิติ แต่ยังไม่มีรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งยังมีประเด็นเรื่องการของเพิ่มทีมสัตวแพทย์ และศูนย์อนุบาลสัตว์ทะเลหายาก ที่ตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวที่จ.ภูเก็ต มองว่าจำเป็นต้องเพิ่มในทะเลอ่าวไทยครอบคลุมพื้นที่ จ.ระยอง ชลบุรี รวมทั้ง จ.ตรัง สงขลา รวมทั้งเพิ่มรถช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก ที่มีเพียง 2 คัน เพราะสิ่งสำคัญการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากต้องส่งต่อให้ถึงมือสัตวแพทย์โดยเร็ว




สุ่มตรวจหาไมโครพลาสติกตกค้างแปลงหญ้าทะเล

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มาเรียมตายจากขยะพลาสติกชิ้นเล็กๆ ขณะนี้มอบหมายให้ศูนย์ทางทะเลทุกพื้นที่สำรวจขยะตกค้างในแปลงหญ้าทะเลทุกพื้นทื่ เพื่อศึกษาปัญหาไมโครพลาสติก โดยให้นักวิจัยลงเก็บสำรวจแหล่งหญ้าทะเล โดยนำร่องที่จ.ตรัง สตูล กระบี่ เพื่อสำรวจไมโครพลาสติกตกค้าง เพราะพลาสติกที่เจอในลำไส้มาเรียม พบว่าย่อยสลายมาหลายปีแล้ว กำลังให้ทำในส่วนนี้อยู่ว่ามีสัดส่วนพลาสติกเกาะติดหรือไม่ เป็นงานวิจัยใหม่


วอนจัดโซนนิ่งพื้นที่หญ้าทะเลบ้านพะยูน

ด้านนายสุวิท สารสิทธ์ กลุ่มพิทักษ์ดุหยง หมู่เกาะลิบง จ.ตรัง กล่าวว่า รู้ว่าทาง ทช.มีการทำร่างแผนอนุรักษ์พะยูนออกมาแล้ว แต่ชุมชนยังไม่เห็นรายละเอียดของแผนนี้ว่ามีการออกแบบที่ตอบโจทย์คนในชุมชนหรือไม่ แต่หากได้เห็นก็จะมาดูรายละเอียดทั้งหมดว่าต้องปรับเปลี่ยนหรือมีอะไรเพิ่มเติม

ตอนนี้มีการทำแผนเกาะลิบงโมเดล ที่ชาวบ้านร่วมกันระดมความเห็นทำออกมา อย่างน้อยควรต้องนำไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนพะยูนแห่งชาติ เพราะด้านเศรษฐกิจ ทรัพยากรการท่องเที่ยว แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กที่สะท้อนจากชุมชนเข้าไปสู่แผนระดับชาติแต่มองว่าเป็นสิ่งจำเป็น

ตัวแทนกลุ่มพิทักษ์ดุหยง บอกว่า หากภาครัฐประชุมเฉพาะส่วนราชการ และครอบคลุมเพียงเฉพาะส่วนหัว โดยที่ชุมชนยังไม่รับรู้อะไร คิดว่างานทำยาก เนื่องจากควรมีทุกภาคส่วนเข้ามาจับเข่าคุยกันก่อนที่ตกผลึกเป็นแผนออกมา พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญออกมาแต่ละด้าน

"ข้อเสนอลำดับแรกขอให้มีการวางโซนนิ่งติดตั้งทุ่นพื้นที่ไข่แดงบริเวณอ่าวดุหยง เพื่ออนุรักษ์หญ้าทะเล เราไม่ห้ามชาวประมงพื้นบ้าน แต่อย่างน้อยให้คนนอกถิ่นเข้ามาทำประมง รับรู้ว่าบริเวณนี้เป็นแนวหญ้าทะเล ตรงนี้มีทุ่นผูกเรือ ไม่ใช่แบบก่อนที่พอเจอพะยูนแล้วเอาเรือไปวิ่งไล่พะยูน"



นายสุวิท กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำจริงจังเพราะกำลังจะเริ่มเข้าฤดูกาลท่องเที่ยว อยากให้จังหวัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบเกาะลิบงต้องจัดการให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเร่งแก้ปัญหาขยะตกค้างในแปลงหญ้าทะเล ที่ผ่านมาเราขยะเรารณรงค์ดำน้ำเก็บขยะในทะเล แต่พอมาเรียมตายจากขยะ ทำให้พบว่าปัญหาขนยะไม่ได้มีอยู่แค่บนบก

"ขยะมี 3 จุด จากบนบก แนวหญ้าทะเล และที่น้ำลึก ที่มาเรียมกิเข้าไปเพราะเขาไม่รู้ ดังนั้นแผนเร่งด่วนตอนนี้คือต้องรณรงค์เหก็ยในแนวหญ้าช่วงน้ำลด เพราะยังมีพะยูนอีกกว่า 200 ตัวที่อาศัยในเกาะลิบง"


https://news.thaipbs.or.th/content/284778


*********************************************************************************************************************************************************


คนกรุงฯ จ่อเผชิญฝุ่นพิษอีกระลอก ธ.ค.นี้

กรมควบคุมมลพิษ ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถกแก้ปัญหาการสื่อสาร ฝุ่น PM2.5 หลังพบข้อมูลเพียบแต่ไม่เชื่อมถึงกัน ส่งผลแจ้งข่าวกระจายหลายทิศทาง พร้อมเตือนกรุงเทพฯ จ่อเผชิญฝุ่นพิษอีกระลอก ธ.ค.นี้



วันนี้ (2 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมหารือแผนบูรณาการข้อมูล แก้ปัญหาฝุ่นฝุ่นละออง PM 2.5

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการฝุ่น PM 2.5 ของแต่ละหน่วยงาน มีเป็นจำนวนมากและไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมโยงกัน ในการแจ้งเตือนประชาชนให้เข้าใจสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการประชุมในวันนี้ได้ข้อสรุปว่าทุกฝ่ายจะเชื่อมข้อมูลกันมากขึ้นเพื่อสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจ พร้อมรับมือสถานการณ์ฝุ่นจากอากาศปิดที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ เนื่องจากเข้าสู่หน้าหนาว อากาศแห้ง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเผาเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เพิ่มเติมมากขึ้น จากสถานการณ์ที่มีปริมาณฝุ่นเกิดขี้นในแต่ละวันอยู่แล้ว

ขณะที่ ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า รถที่จดทะเบียนทั่วประเทศ ช่วงเดือน กุมภาพันธ์ 2562 มีกว่า 39 ล้านคัน ในจำนวนนี้ เป็นรถดีเซลกว่า 10.93 ล้านคัน โดยในกรุงเทพฯ มีรถจำนวน กว่า 10 ล้านคัน เป็นรถดีเซล กว่า 2.7 ล้านคัน แต่ขณะนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า มีการตรวจจับควันดำมากน้อยเท่าไร ซึ่งทราบข้อมูล จะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ฝุ่นได้มากขึ้นด้วย

ขณะที่ ในวันพรุ่งนี้ (3 ต.ค.) กรมควบคุมมลพิษ เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร ตำรวจจราจร กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เขตปริมณฑล มาร่วมประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายที่มีอยู่ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงมาตรการป้องกันการสร้างฝุ่นจากแหล่งต้นกำเนิดในระยะสั้น และข้อกฎหมายที่จะต้องปรับแก้ในอนาคต

นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ จะประสานข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างในกรุงเทพฯ เนื่องจากประเมินว่าขณะนี้มีงานก่อสร้างขนาดใหญ่และทั่วไปหลายโครงการ แต่ไม่เห็นสภาพพื้นที่และจำนวนโครงการชัดเจน ทำให้ขาดข้อมูลการประเมินพื้นที่เสี่ยงแหล่งกำเนิดฝุ่น ซึ่งมีผลต่อการแจ้งเตือนประชาชน รวมถึงข้อมูลการตรวจจับควันดำ กับทางกรมขนส่งทางบก ในช่วงที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน

ส่วนมาตรการแจ้งเตือนประชาชน นอกจากประชาชนทั่วไปแล้ว กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ยังเน้นให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ กลุ่มเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงวัย และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว รวมถึงเพิ่มเติมกลุ่มผู้เป็นโรคความดันด้วย


https://news.thaipbs.or.th/content/284785

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:09


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger