เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง ในภาคตะวันออกและภาคใต้

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 4-7 ต.ค. 62 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ตอนบน ซึ่งคาดว่าจะแผ่ปกคลุมภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 4 - 7 ต.ค. ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง เกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส

ส่วนในช่วงวันที่ 8 ? 9 ต.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ สำหรับภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง

อนึ่ง พายุระดับ 4 (พายุโซนร้อน) "มิแทก" บริเวณชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี จะเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 3-4 ต.ค. ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 4 - 7 ต.ค. 62 ขอให้ประชาชนในบริเวณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่แปรปรวนและอุณหภูมิที่ลดลงไว้ด้วย รวมถึงระมัดระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวาลาดังกล่าว

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (87.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (104.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ชาวประมงเก็บภาพ ฉลามวาฬโผล่หากินอ่าวคั่นกระได ชี้ธรรมชาติสมบูรณ์


เครดิตภาพ นายจีรศักดิ์ มีฤทธิ์

ฉลามวาฬโผล่กินฝูงปลาที่อ่าวคั่นกระได ชาวประมงเผยมาให้เจอทุกปี เหตุความสมบูรณ์ของทะเล สัตว์น้ำจำนวนมากอาศัยซังกอที่ชาวบ้านสร้างเป็นแหล่งขยายพันธุ์ อนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน

เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2562 นายจีรศักดิ์ มีฤทธิ์ อายุ 44 ปี ชาวประมงพื้นบ้านอ่าวคั่นกระได ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้พบฉลามวาฬขนาดใหญ่ยาวประมาณ 6 เมตร ออกหากินที่หน้าอ่าวคั่นกระได ห่างจากฝั่งประมาณ 2 ไมล์ทะเล ที่ระดับน้ำลึก 7 เมตร โดยฉลามตัวดังกล่าวว่ายวนเวียนไปขณะที่ไล่กินฝูงปลาหลังเขียว หรือปลาอกแล (อ่านออกเสียงชื่อปลาว่า อก-กะ-แล) โดยตนเองได้ถ่ายทอดสดในกลุ่ม Facebook ประจวบคีรีขันธ์ (เมืองสามอ่าว) เพื่อให้แฟนเพจได้เห็นความสมบูรณ์ของธรรมชาติในอ่าวคั่นกระได ขณะที่กำลังนำเรือประมง จ.ทรัพย์อนันต์ พร้อมลูกเรืออีก 2 คน ภายหลังจับปลาหลังเขียวเสร็จสิ้นแล้วเตรียมกลับเข้าฝั่ง

ฉลามวาฬตัวนี้ เมื่อเห็นเรือประมงชาวบ้าน ไม่ได้แสดงอาการตกใจ หรือดำน้ำหนีให้พ้นเครื่องยนต์เรือ และตนเองไลฟ์สดไม่เกิน 10 นาที เพราะไม่ต้องการรบกวนการล่าเหยื่อของฉลามวาฬ สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ตนเอง และแฟนเพจที่ติดตามดูการถ่ายทอดสดจำนวนมาก โดยในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี จะปรากฏฉลามวาฬออกหากินในน่านน้ำทะเลอ่าวคั่นกระไดเป็นประจำ



ตลอดระยะ 3 ปี ที่ผ่านมา ชาวประมงบางรายเคยเห็นฉลามวาฬมาครั้งเดียวถึง 4 ตัว เนื่องจากบริเวณแห่งนี้ กลุ่มชาวประมงได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มสมาคมประมงพื้นบ้านอ่าวคั่นกระได และเป็นเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันสร้างซังกอหน้าอ่าว ตั้งแต่ชายฝั่งถึงระยะ 3 ไมล์ทะเล ด้วยการวางจุดแท่นคอนกรีต ไม้ไผ่และทางมะพร้าว ทำให้บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง เป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำวัยอ่อน จึงมีสัตว์น้ำหลากหลายประเภท ที่มีปริมาณหนาแน่น คือ ปลาหลังเขียว ปลาจิ้งจั้ง กุ้งแชบ๊วย ปูม้า หมึกสาย และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ที่อาศัยเกื้อกูลในระบบนิเวศประกอบกับกฎหมายที่เข้มงวดเรือประมงพาณิชย์ทำการประมงในระยะ 3 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ส่งผลให้สัตว์น้ำขนาดใหญ่ทั้งหลาย รู้สึกปลอดภัย สามารถหากินอาหารที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

ทั้งนี้ ฉลามวาฬ (whale shark) เป็นสัตว์เลือดเย็นเหมือนกับปลาทั่วไป คือ มีอุณหภูมิร่างกายใกล้เคียงกับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ เคลื่อนที่ช้าที่กินอาหารแบบกรองกิน เป็นสัตว์ทะเลที่ขนาดใหญ่ที่สุด ยาวถึง 12.65 เมตร หนัก 21.5 ตัน และฉลามวาฬยังได้จัดอันดับให้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ฉลามวาฬพบแพร่กระจายในทะเลในเขตร้อนและเขตอบอุ่น ประเทศไทยของเราพบฉลามวาฬได้ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย เป็นสัตว์สงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562.


https://www.thairath.co.th/news/local/central/1674705


*********************************************************************************************************************************************************


ฟื้นฟูท้องทะเล คืนกลับชีวิต เครือซีพี จับมือ กรมประมง วาง 'ปะการังเทียม' สู่ทะเลไทย



เราต่างทราบดีว่าปะการังธรรมชาติในท้องทะเลเป็นจุดเริ่มต้นของสรรพชีวิต และชีวิตน้อยใหญ่เหล่านั้นก็เกี่ยวข้องกับอาหารของประชากรโลก แต่ปัญหาคือ ปะการังธรรมชาติถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ จากฝีมือของมนุษย์เอง หลายฝ่ายจึงให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยให้กลไกของห่วงโซ่อาหารในท้องทะเลได้ฟื้นคืนกลับ การวาง 'ปะการังเทียม' สู่ทะเล เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนการร่วมแรงใจกันเพื่อชีวิตในท้องทะเล ทั้งหน่วยงานภาครัฐ จนถึงภาคเอกชนที่ตระหนักถึงความสำคัญ อย่างล่าสุดที่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี จับมือ กรมประมง วาง 'ปะการังเทียม' สู่ทะเลไทย จังหวัดสงขลา และนราธิวาส


ทำไมต้องเป็นปะการังเทียม

ปะการังเทียม หรือ Artificial Reef คือการจัดทำสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเลียนแบบแนวปะการังธรรมชาติที่ถูกทำลายและเหลือจำนวนน้อยลง โดยการใช้วัสดุที่แข็งแรง ทนทาน มีน้ำหนัก สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ ราคาไม่แพง ส่วนใหญ่ใช้วัสดุเป็นคอนกรีตล้วนจำพวก มาลีนไทด์ ซึ่งไม่ถูกกัดเซาะจากน้ำเค็ม นำมาจัดวางบริเวณที่มีกองหินใต้น้ำ ซากเรืออับปาง หรือแนวปะการังธรรมชาติ เพื่อให้สัตว์น้ำกำบังหรือหลบซ่อนตัว

จากสถานการณ์ความเสื่อมโทรมของท้องทะเลไทยก็ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำของไทยลดจำนวนลงอย่างมาก กรมประมงในฐานะผู้กำกับดูแลด้านนี้จึงไม่ได้นิ่งนอนใจ อธิบดีกรมประมง ?คุณวิชาญ อิงศรีสว่าง? ให้ข้อมูลว่า กรมประมงได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงชายฝั่งทะเล โดยการจัดสร้างปะการังเทียมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะจากภาคเอกชนที่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องทะเลไทย ทำให้การวางปะการังเทียมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นผลดีต่อระบบนิเวศในท้องทะเลอีกด้วย



ผลจากการมีปะการังเทียมที่ชัดเจนที่สุดคือ สัตว์น้ำได้ใช้เป็นแหล่งอาศัย หลบภัย วางไข่ และเลี้ยงตัวเอง ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเล ในขณะเดียวกันยังเป็นการพัฒนาแหล่งทำการประมง ซึ่งป้องกันการทำประมงในลักษณะทำลายทรัพยากรได้ในตัว นับเป็นความยั่งยืนอย่างหนึ่งตามแนวทางของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ดำเนินการผ่านแนวคิด SEACOSYSTEM เพื่อทะเลไทยยั่งยืน

คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า SEACOSYSTEM เพื่อทะเลไทยยั่งยืนเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเชิงบูรณาการสำคัญ 5 ด้าน ตั้งแต่ นโยบายในการพัฒนารูปแบบการทำธุรกิจที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน (SD in Process) โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ชูการทำงานที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย การส่งเสริมศักยภาพชีวิตชุมชน เช่น การพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม และส่งเสริมกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่คนในชุมชน การสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำ เช่น โครงการป่าชายเลน โครงการปะการังเทียม บ้านปลา แนวเขตและกติกาเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชน การขยายพันธุ์สัตว์น้ำ ภายใต้โครงการธนาคารสัตว์น้ำ การวิจัยและพัฒนา โดยร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านทรัพยากรทางทะเลระดับประเทศ ผ่านงานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน

การร่วมมือกับกรมประมงในครั้งนี้จึงถือเป็นพัฒนาการอีกหนึ่งก้าวของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการพัฒนาความยั่งยืนสู่ท้องทะเลไทย และอนาคตของชาติอีกขั้น โดยได้จัดวางปะการังเทียมต่อเนื่องเป็นระยะที่ 2 จำนวน 1,000 แท่ง ในพื้นที่ชุมชนทะเลชายฝั่ง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และอำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยมุ่งหวังให้ท้องทะเลภาคใต้ของไทยฟื้นคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ และทำให้พี่น้องชาวชุมชนมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น


https://www.thairath.co.th/news/local/1672986

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ยกระดับแก้วิกฤติฝุ่น ตั้งสถานีวัดพิษ 50 เขต มีด่านกรองรถควันดำ



กรมควบคุมมลพิษร่วมถกแก้ฝุ่นพิษกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กทม.เร่งติดสถานีตรวจวัดครบ 50 เขตภายในสิ้นปี บก.จร.กำหนดเวลารถใหญ่วิ่งกรุงเทพฯชั้นใน ขสมก.ต้องตรวจเข้มควันดำรถเมล์ เปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็น B 20 ด้านกรมทางหลวงประสานงานผู้รับเหมาติดระบบปล่อยฝอยละอองน้ำลดฝุ่น มท.1 สั่งด่วนคุมเข้มต้นทางเกิด ฝุ่นพิษ ตรวจจับรถควันดำ-คุมการเผาในที่โล่ง-พื้นที่เกษตร-โรงงาน

ความคืบหน้าเรื่อง "ฝุ่นละออง PM2.5" ที่แม้จะมีฝนหลั่งจากฟ้าลงมาช่วยให้ฝุ่นจิ๋วบรรเทาเบาบาง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องมีการแก้ไข โดยเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 ต.ค. นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานประชุมเตรียมการแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง PM2.5 ร่วมกับกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร และ 5 จังหวัดปริมณฑล ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ

นายประลองให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในสถานการณ์วิกฤติด้านฝุ่นละออง มีการยกระดับแผนการดำเนินงานอย่างเร่งด่วนตาม 3 มาตรการหลักคือ

1.เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ช่วงวิกฤติ
2. ป้องกันและลดการเกิดมลพิษต้นทาง
3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ

กรุงเทพมหานครจะติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 ให้ครบ 50 เขต ภายในเดือน ธ.ค. จากเดิม 24 สถานี บังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเข้มงวด ทั้งจากการก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง การตรวจวัดควันดำรถยนต์

นายประลองกล่าวอีกว่า ในส่วนกองบังคับการตำรวจจราจร ได้ตั้งจุดตรวจ 20 จุดคัดกรองยานพาหนะที่มีควันดำในเวลา 10.00-14.30 น. กำหนดเวลาห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน เวลา 06.00-10.00 น. และ 15.00-21.00 น. ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เข้มงวดตรวจจับควันดำรถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ กำหนดตรวจเดือนละ 8 ครั้ง 16 จุด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตจตุจักร พระราม 7 ดินแดง ส่วน ขสมก.จะเร่งลดปริมาณฝุ่นละอองที่เกิดจากรถโดยสารและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันดีเซล B20 ก่อนออกจากอู่จะตรวจสอบทุกคัน

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวด้วยว่า กรมทางหลวงจะประสานกับผู้รับเหมาให้ติดตั้งระบบปล่อยฝอยละอองน้ำ ในพื้นที่ก่อสร้างทุกโครงการเพื่อลดปริมาณฝุ่น ส่งเสริมให้ผู้ใช้รถส่วนตัวใน กทม. ใช้บัตร Easy Pass และระบบ M-PASS ในเส้นทางออกต่างจังหวัด เพื่อช่วยลดปริมาณมลพิษจากรถติดสะสมหน้าด่านเก็บเงิน ติดตั้งระบบดักจับฝุ่นละอองบริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานพระราม 7 สะพานภูมิพล ตรวจสอบสภาพรถที่ใช้ในการก่อสร้างซ่อมบำรุงทางหลวงชนบท

ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ว่า ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงแก้ปัญหาฝุ่นละอองแบบเข้มข้นเป็นรูปธรรม ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่วนใหญ่มาจากยานยนต์ เผาเศษวัสดุเกษตร เผาขยะในที่โล่งและมาจากภาคอุตสาหกรรมเพียง 5% ได้สั่งให้เร่งแก้ปัญหาทั้งเรื่องการลดการเผาอ้อย ไม่รับซื้ออ้อยเผาทั้งหมดในปี 2566 สนับสนุนกองทุนในการจัดซื้อรถตัดอ้อย ในการจัดเก็บอ้อย บังคับใช้รถเครื่องยนต์ยูโร 5 ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2564 เพื่อลดปัญหาการเกิดฝุ่นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน กรมโรงงานอุตสาหกรรม เตรียมลงนามความร่วมมือกับกองทัพอากาศในเดือนนี้ โดยจะนำอุปกรณ์ตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ไปติดบนโดรนของกองทัพอากาศ บินตรวจวัดคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดทุกจังหวัดและ กทม.ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง 3 มาตรการ ได้แก่ 1.ติดตาม เฝ้าระวัง ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 จัดทำแผนเผชิญเหตุให้ครอบคลุมทั้งช่วงก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ สร้างการรับรู้และให้คำแนะนำการปฏิบัติตนแก่ประชาชน 2. ป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง เช่น ตรวจจับรถควันดำ รณรงค์ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ฉีดล้างทำความสะอาดพื้นผิวถนนอย่างต่อเนื่อง ควบคุมการเผาในที่โล่งและพื้นที่การเกษตรอย่างเคร่งครัด

ตรวจสอบและควบคุมการปล่อยมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดพีเอ็ม 2.5 จากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ป้องกันเพื่อควบคุม ลดปริมาณฝุ่นขนาดเล็กจากการก่อสร้างและระบบสาธารณูปโภคให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่รับผิดชอบ จัดระเบียบการเผาตามลักษณะพื้นที่และช่วงเวลาตามความเหมาะสม สอดคล้องตามหลักวิชาการ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างความ ตระหนัก ลดการเผาในที่โล่งและในที่ชุมชนหรือเมือง

วันเดียวกัน ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค และทีมงาน พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ดูปัญหาฝุ่นควันพิษและแจกหน้ากากป้องกันให้แก่ประชาชน พร้อมเผยว่าโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น หากจำเป็นต้องหยุดเรียนก็ต้องให้หยุดทันที

ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม.2 (ดินแดง) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงาน กทม.ว่า ที่ประชุมได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก pm2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 27-30 ก.ย. มีปริมาณฝุ่น pm2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ แต่วันที่ 1-2 ต.ค. ค่าฝุ่น pm2.5 ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนหนึ่งอาจเพราะฝนตก ร้อยละ 54 ของปัญหาฝุ่นละอองเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเครื่องดีเซล ในส่วนนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาทางแก้ปัญหานี้

ก่อนหน้านี้เวลา 02.00 น. ร.ท.ราเมศ เพ็ชรเกื้อ นำกำลังทหาร มณฑลทหารบกที่ 11 และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหลักสี่ นำรถบรรทุกน้ำ 3 คัน ไปฉีดพ่นน้ำทำความสะอาดพื้นผิวถนนและทางเท้า ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ช่วงหน้าอาคารสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซอยแจ้งวัฒนะ 5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ ไปจนถึงศูนย์ราชการ ระยะทางประมาณ 1.2 กม. ล้างฝุ่นอันอาจส่งผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากเป็นบริเวณมีการก่อสร้างจำนวนมากและยังมีทหาร พล.ม.2 ปฏิบัติการลักษณะเดียวกัน ในพื้นที่ถนนพหลโยธินอีกด้วย


https://www.thairath.co.th/news/loca...Pos=0#cxrecs_s


*********************************************************************************************************************************************************


หายนะจากโรคสูญเสียเนื้อเยื่อของหินปะการัง



ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 แนวปะการังภายใต้น้ำใสสงบนิ่งของทะเลแคริบเบียนต้องเผชิญกับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโรคสูญเสียเนื้อเยื่อจากหินปะการัง (Stony Coral Tissue Loss Disease-SCTLD) และในเวลาเพียง 5 ปีที่ผ่านมา โรคดังกล่าวทำลายความเสียหายต่อระบบนิเวศปะการังที่เปราะบาง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งตัวการสำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เอมิลี โฮเวอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวาเซาท์อีสเทิร์นในสหรัฐอเมริกา ที่ทำงานภาคสนามเกี่ยวกับปะการังนอกเมืองคีย์เวสต์ในรัฐฟลอริดา เผยถึงสถานการณ์อันย่ำแย่ของปะการังพิลลาร์ (pillarcoral) มีลักษณะเป็นแท่งแหลม โดยพบว่ามีการตายอย่างน่าตื่นตระหนกของปะการังกลุ่มนี้ นักวิจัยเผยว่าโรคสูญเสียเนื้อเยื่อจากหินปะการังได้คร่าชีวิตปะการังไปแล้วกว่า 20 สายพันธุ์



แม้จะยังไม่กระจ่างชัดเกี่ยวกับสาเหตุของโรคสูญเสียเนื้อเยื่อจากหินปะการัง แต่นักวิจัยก็พยายามค้นหาว่าเชื้อโรคชนิดใดที่อยู่เบื้องหลังการระบาดของโรคจากฟลอริดาไปจนถึงแถบทะเลแคริบเบียน เพื่อหาหนทางป้องกันการสูญเสียโลกใต้ทะเลที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน เพราะนี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเป็นแหล่งของยารักษาโรคในอนาคต แต่ยังเป็นการสูญเสียด้านประมง สูญเสียมูลค่าการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมด้วย.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1673776
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ปล่อยนกที่จับมาขาย ยังไงก็ตาย ไม่ได้บุญ มีบาปเพิ่ม


ภาพนกที่ถูกจับใส่ถุงขาย (เครดิตภาพTul Pewthongngam)

นับเป็นเรื่องน่าตกใจเมื่อชายคนหนึ่งไปพบการขายนกถูกขังในถุงแกงร้อนที่ตลาดเช้าในกาฬสินธุ์ ซึ่งจุดกระแสให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความไม่พอใจในการกระทำของคนขายซึ่งเป็นหญิงสูงวัย ด้านนายกสมาคมอนุรักษ์นกระบุว่า นกที่ถูกจับมาขายนั้นต้องตายอย่างแน่นอน เพราะจะเกิดอาการไตวายจากการขาดน้ำ

ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้สอบถาม นายสัตวแพทย์เกษตร สุเดชะ นายกสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ถึงกรณีการจับนกมาใส่ถุงแกงร้อนเพื่อจำหน่ายให้คนนำไปปล่อยว่า วิธีการดังกล่าวพบเห็นได้ทั่วไปในลาวที่จับนกมาใส่ถุงขาย แต่ที่ประเทศเพื่อนบ้านนั้นขายให้คนนำไปบริโภค

อย่างไรก็ตาม นายสัตวแพทย์เกษตร ระบุว่านกที่ถูกจับมาขายไม่ว่าจะใส่ถุงแกงร้อนหรือถูกขังกรงก็ตายในที่สุดเนื่องจากนกนั้นขับถ่ายถี่มากถึงชั่วโมงละ 4 ครั้ง ทำให้นกที่ถูกขังถึงเกิดภาวะขาดน้ำและภาวะไตวายในที่สุด โดยนำจะไม่ตายทันทีแต่จะตายในภายหลัง

จากภาพถ่ายที่ Tul Pewthongngam เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์นั้น นายสัตวแพทย์เกษตรระบุว่า น่าจะเป็นนกกระจอกบ้าน และอาจจะมีนกกระจกตาลรวมอยู่ด้วย ซึ่งนกเหล่านี้แม้จะมีจำนวนมากนับล้าน แต่ก็ไม่ควรจะจับนกเหล่านี้มาทำเช่นนี้

นอกจากนี้ นายสัตวแพทย์เกษตร กล่าวอีกว่านกเกือบทุกชนิดในประเทศไทยนั้นจัดเป็น ?สัตว์ป่าคุ้มครอง? ซึ่งผู้กระทำผิดมีโทษจำคุก 10 ปี หรือปรับ 100,000 บาท ดังนั้น หากใครมีภาพถ่ายหรือหลักฐานที่ชัดเจนสามารถแจ้งจับได้ทันที โดยแนะนำ 2ช่องทาง คือ เฟซบุ๊กชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวดง (https://www.facebook.com/DNP.WILDHAWK/?ref=br_rs) และสายด่วนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 1362

พร้อมกันนี้ นายสัตวแพทย์เกษตรระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 นั้น ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมประมง ทำโครงการต่อต้านการปล่อยสัตว์ในวัด ซึ่งประสบความสำเร็จแล้วที่วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

ทั้งนี้ ต้องขอบคุณ Tul Pewthongngam ที่เปิดประเด็นให้สังคมได้ตระหนักว่าการทำบุญปล่อยนกในวัดนั้นแท้จริงแล้วเป็นบาป อีกทั้งวิธีการกักขังนกในถุงแกงร้อนนั้นยังเป็นการทรมานสัตว์อย่างยิ่ง ผู้ทำบุญต้องคิดให้มากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจนั้น แท้จริงสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการสร้างบาปซ้ำเติมเคราะห์กรรมของตัวเอง


https://mgronline.com/science/detail/9620000095549

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนหนุนแหล่งท่องเที่ยว ............ คอลัมน์ เปิดซองส่องไทย ร้องทุกข์กับลุงแจ่ม



พลเฉลิม ศรมณี ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน กทม. เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนว่า เนื่องจากชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนประสบปัญหาพื้นที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาในที่ดินทำกินของประชาชน จึงได้มีการดำเนินโครงการ "ปลูกป่าในใจคน ตามศาสตร์พระราชา" ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2559 โดยมีแผนการดำเนินการแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบางขุนเทียน ประกอบด้วย

1.ฟื้นฟูป่าชายเลน จำนวน 3,000 ไร่ เน้นความร่วมมือระหว่างประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

2.จัดทำพื้นที่ปลูกป่า จากชายฝั่งออกไปสู่ทะเล โดยการปักไม้ไผ่กันคลื่นป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง จำนวน 4 ชั้น ชั้นละ 282,000 ลำ

3.จัดหาพันธุ์กล้าไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ต้นโกงกาง แสม ด้วยการเพาะพันธุ์เพิ่มและจัดซื้อจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำมาปลูกให้ทันต่อการแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง

และ 4.สร้างภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อฟื้นฟูและบำรุงรักษาป่าชายเลนให้คืนสู่สภาพเดิมที่มีความสมดุลของระบบนิเวศและให้เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของกรุงเทพมหานครต่อไป


http://www.komchadluek.net/news/knowledge/391416
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ตรวจยึดซากม้าน้ำหลายล้านตัวในเปรู



ทรัพยากรมีค่าทางทะเลยังคงถูกคุกคามจากขบวนการลักลอบจับสัตว์น้ำหายาก ล่าสุดตำรวจในเปรูตรวจยึดซากม้าน้ำหลายล้านตัวที่กำลังจะถูกส่งไปขายในต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจเปรูปฏิบัติการตรวจค้นท่าเรือในเมืองกายาโอ (Callao) และยึดซากม้าน้ำที่บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษจำนวนหลายล้านตัวบนเรือต้องสงสัยของขบวนการลักลอบจับสัตว์ทะเล


จากการตรวจสอบพบว่า ซากม้าน้ำที่ตรวจยึดได้มีจำนวนถึง 12,300,000 ตัว อยู่ในสภาพที่ถูกตากแห้งและกำลังจะถูกส่งไปขายในต่างประเทศ โดยจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน



เจ้าหน้าที่ของเปรูเปิดเผยว่า ซากม้าน้ำที่ตจรวจยึดได้ เป็นม้าน้ำสายพันธุ์ "Hippocampus Ingens" ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ได้รับการพิทักษ์ปกป้องภายใต้กฎหมายของเปรู นอกจากนี้ยังจับกุมลูกเรือของเรือลำดังกล่าวไว้ได้ 4 คน โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย มีโทษสูงสุดจำคุก 3 ถึง 5 ปี


https://news.thaipbs.or.th/content/284842

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


"พลาสติกในทะเล" จุดเปลี่ยนชีวิต จนท.กรีนพีซ เลิกใช้พลาสติก

หลังจากเราได้เห็นมุมปัญหาและผลกระทบการเพิ่มขึ้นของขยะพลาสติกไปแล้ว เราจะพาไปพบกับนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง ที่พยายามปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของตัวเอง ตั้งแต่ตื่นเช้า เข้าทำงาน จนถึงเลิกงาน เพื่อให้สามารถใช้พลาสติกให้น้อยที่สุด



เราจะพามาดู ชีวิตของหญิงคนหนึ่ง ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม จนวันหนึ่งเธอได้เจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต "ทำให้เธอหันมาลดการใช้ขยะพลาสติก ประเภทที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ให้ได้มากที่สุด"

ห้องน้ำ เป็นจุดแรกของบ้าน ที่พิชามญชุ์ รักรอด หรือ หมิว เจ้าหน้าที่กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปลี่ยนให้เป็นโซนไร้พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ขวดแก้วใบเก่า ถูกเปลี่ยนเป็นขวดใส่ผงยาสีฟัน ซึ่งเธอใช้แทนยาสีฟันแบบที่บรรจุหลอดทั่วไป เพื่อลดการใช้พลาสติกจากหลอดยาสีฟัน

ส่วนซองใส่ยาเม็ดที่ได้มาจากโรงพยาบาล ถูกดัดแปลงเป็นถุงใส่ไหมขัดฟัน ซึ่งก็ไม่ใช่ไหมขัดฟันจากพลาสติก แต่เป็นวัสดุที่ทำมาจากสัตว์

ส่วนขวดใส่แชมพูก็ใช้ขวดใบเดิม โดยการไปเติมแชมพูที่ร้านรับเติมโดยเฉพาะ ไม่ใช่ซื้อแบบที่บรรจุซองมาใส่

ของใช้สำหรับผู้หญิง เป็นอีกสิ่งสำคัญที่เธอเปลี่ยนมาใช้แบบใช้ซ้ำได้แทนการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง นั้นคือ ผ้าอนามัยแบบซักได้ มีตั้งแต่ขนาดเล็กใช้วันมาน้อย จนถึงขนาดใหญ่ใช้ในวันมามาก

ส่วนสัมภาระที่ต้องพกไปทำงาน นอกจากอุปกรณ์เครื่องเขียนและเอกสารแล้ว กล่องใส่อาหาร ขวดน้ำ ช้อนส้อมเหล่านี้ เธอก็จัดใส่ในถุงกระสอบทุกเช้า เพื่อเอาไปใส่กับข้าว จากร้านอาหารในหมู่บ้าน ก่อนออกเดินทางไปที่ทำงาน

ภารกิจแรก หลังถึงออฟฟิศ หมิว นำแก้วส่วนตัวไปซื้อกาแฟที่ร้าน พร้อมกับนำกล่องที่เตรียมมาไปใส่ขนม

พอถึงเวลาพักเที่ยง ก็นำอาหารที่เตรียมมา ไปร่วมวงกินกับเพื่อนที่ทำงาน ทั้งหมดนี้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอไปแล้ว เพราะระหว่างทำงานกับกรีนพีซ เธอไปพบซากปลาตายอยู่ในขวดน้ำพลาสติก ในทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต จนรู้สึกสะเทือนใจ จนเปลี่ยนการใช้ชีวิตของเธอให้เกี่ยวข้องกับพลาสติกน้อยที่สุด

นี่เป็นอีกวัน ที่ของใช้ส่วนตัวหมด เธอจึงใช้เวลาเลิกงาน ไปซื้อของจากร้านค้าแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว

"ร้านค้าแบบเติม" นับเป็นทางเลือกต้นๆ สำหรับกลุ่มคนลดใช้ขยะพลาสติก ที่ชอบมาเดินซื้อสินค้ากัน เพราะร้านประเภทนี้จะไม่มีบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่สินค้าให้กับลูกค้า แต่ลูกค้าต้องเตรียมบรรจุภัณฑ์มาเองเพื่อใส่สินค้าที่ซื้อไป
อย่างวันนี้ คุณหมิว ก็นำกล่องมาซื้อผลไม้อบแห้ง อีกกล่องนำมาซื้อสำลีแบบซักได้ นำขวดแก้วมาใส่โลชั่น ก่อนจะนำสินค้าที่ซื้อทั้งหมดใส่ถุงที่ทำจากกระสอบกลับบ้าน ทั้งหมดนี้คือชีวิตประจำวัน ที่ หมิว ทำจนกลายเป็นเรื่องปกติมาได้ 2 ปีแล้ว จนทำให้คนรอบข้างอย่าง พ่อ แม่ เพื่อน เริ่มหันมาทำตามเพื่อลดขยะพลาสติกตามไปด้วย


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/111653

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:27


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger