เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้ โดยภาคเหนือและภาคใต้มีการกระจายของฝนมากกว่าภาคอื่นๆ สำหรับทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

อนึ่ง พายุโซนร้อน "มิแทก" บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตกเข้าใกล้เกาะไต้หวัน และทางตะวันออกของประเทศจีนในช่วงวันที่ 30 ก.ย. - 1 ต.ค. ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 28 - 29 ก.ย. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกจะมีฝนบางแห่ง โดยจะมีอากาศเย็นในตอนเช้า ในตอนบนของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 30 ก.ย. - 4 ต.ค. 62 บริเวณประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 28 -29 ก.ย. 62 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคภาคใต้ ยังคงระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับประชาชนบริเวณทางตอนบนของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ขอให้ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (91.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (93.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (233.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (191.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ประมงพื้นบ้านตรัง แห่เก็บหอยเจดีย์ ส่งขายหารายได้ ช่วงทะเลมีมรสุม

ช่วงฤดูมรสุม "หอยเจดีย์ หรือ หอยหลักไก่" โผล่เต็มชายหาด ประมงพื้นบ้าน จ.ตรัง พลิกวิกฤติเป็นโอกาส แห่เก็บไปขายสร้างรายได้งาม หรือนำไปรับประทานก็ปรุงได้สารพัดเมนู คุณค่าทางโภชนาการสูง



ในช่วงหน้าฤดูมรสุมที่ จ.ตรัง ทะเลคลื่นลมแรง ชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงได้อาศัยจังหวะที่น้ำทะเลลดลง นำตะกร้า ถังน้ำ และถุงตาข่าย ออกเก็บหอยเจดีย์ หรือ หอยหลักไก่ ที่บริเวณชายหาด สำราญ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง ซึ่งหอยหลักไก่ได้ถูกคลื่นซัดมาอยู่ตามบริเวณชายหาดเป็นจำนวนมาก ทำให้แต่ละคนเก็บได้วันละหลายกิโล และจะเลือกเก็บเฉพาะตัวที่โตเต็มวัยแล้วเท่านั้น เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์ให้หากินได้ตลอดไป โดยจะนำไปประกอบเป็นอาหารในครัวเรือน และบางส่วนก็นำไปขายได้ในราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท เป็นรายได้เสริมให้กับครัวเรือนในช่วงฤดูมรสุม ส่วนชาวบ้านจากพื้นที่ใกล้เคียงจะมาเก็บเพื่อนำไปขายเป็นหลัก

นางฉลอง สมบูรณ์สร้าง อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ ม.1 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง กล่าวว่า มาเก็บหอยหลักไก่บ่อยเกือบทุกวันช่วงวันที่น้ำลด ใช้เวลาเก็บไม่นานก็ได้จำนวนมาก บางครั้งก็เก็บไปกินเป็นอาหาร บางครั้งถ้าเยอะก็เอาไปขาย มีรายได้ 300-500 บาทต่อครั้งและมีคนมารับซื้อถึงที่ และในแต่ละวันชาวบ้านบางคนหาหอยเจดีย์หรือหอยหลักไก่ ได้ถึง 50-70 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยจะหาอยู่ริมชายหาดสำราญเดินเท้าลงไปหาด้วยมือเปล่า ระยะทางจากชายหาดตั้งแต่ 100 เมตร ไปจนถึง 1 กม. โดยชาวบ้านจะหาในช่วงที่ระดับน้ำทะเลลดลง โดยจะสามารถหาหอยได้ใน 2 ช่วงคือประมาณช่วง 12- 13-14 ค่ำ โดยจะหาช่วงบ่ายไปจนถึงตอนเย็น แต่พอไปถึงช่วงแรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ 3 ค่ำ

พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านจะพากันออกหาหอยกันในช่วงเช้า ในช่วงน้ำลง หากน้ำขึ้นเต็มตลิ่งก็หาไม่ได้ ซึ่งวิธีการหาหอยจะใช้แค่มือเปล่า หิ้วถุงหรือกระสอบหรือถัง ให้สังเกตที่บริเวณพื้นทราย หากพบลักษณะเป็นเส้นๆ สีออกส้มๆ อยู่กระจุกนั่นคือ ขี้ ของหอยหลักไก่ หรือหอยเจดีย์ สามารถใช้นิ้วเขี่ยตรงบริเวณดังกล่าวก็จะเจอหอยหลักไก่หรือหอยเจดีย์ เมนูที่นิยมนำหอยหลักไก่ หรือ หอยเจดีย์ มาทำเป็นอาหาร เช่น หอยผัดฉ่า แกงกะทิหอยหลักไก่ เป็นต้น

สำหรับ หอยเจดีย์ หรือ หอยหลักไก่ มีรสชาติดี และกำลังเป็นที่นิยมของตลาด และมีมากในทะเลตรัง ฝั่งอันดามัน สำหรับวิธีนำมาประกอบอาหารต้องนำมาแช่น้ำให้หอยขับเมือกและทรายออกมา จากนั้นต้องใช้มีดสับเอาส่วนยอดของเปลือกหอยออกไปนิดหนึ่ง เพื่อทำเป็นรูระบายอากาศ สามารถนำไปปรุงได้สารพัดเมนู และยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง.


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1669135

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ถมทะเลอ่าวอุดม 3,000 ไร่ พวกคุณกล้าดียังไงถึงคิดแค่เงิน 3.3 แสนล้าน?


โครงการ ถมทะเล 3,000 ไร่ บริเวณทะเลแหลมฉบัง อ่าวอุดม เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เพื่อทำปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ของกลุ่มบริษัท เอ็กซอน โมบิลฯ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - โครงการถมทะเล 3,000 ไร่ บริเวณทะเลแหลมฉบัง อ่าวอุดม เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ภายใต้การผลักดันของ "บิ๊กซัน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังกลายเป็นประเด็น "ทอล์กออฟ เดอะ ทาวน์" เนื่องด้วยถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า เป็นการสนองทุน "ต่างชาติ" ในการทำ "ปิโตรคอมเพล็กซ์" มูลค่า 3.3 แสนล้านบาท ของ "กลุ่มบริษัท เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น" หรือไม่อย่างไร

โดยเฉพาะในห้วงเวลาปัจจุบันที่โลกกำลังให้ความใส่ใจกับปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังจะเห็นได้จาก การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก( UN Climate Action Summit) ที่จัดขึ้น ณ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อันส่งผลทำให้เกิดประโยคเด็ดจาก "เกรตา ทุนเบิร์ก" สาวสวีดิชวัย 16 ปีที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ว่า "เรากำลังเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต แต่พวกคุณกลับพูดถึงแต่เรื่องของเงิน พวกคุณกล้าดียังไง คุณขโมยความฝันและชีวิตวัยเด็กของพวกเราไป"

บรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพากันวิตกกังวลกับโครงการถมทะเล 3,000 ไร่ ว่าเสมือนระเบิดเวลาทำลายทรัพยากรชายฝั่ง กระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เพราะจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมุทรศาสตร์และชายฝั่ง ขัดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำและทราย จะทำให้วิถีประมงวิถีคนชายฝั่งล่มสลาย และกระทบพื้นที่ท่องเที่ยวพัทยา นาจอมเทียน เกาะสีชัง ฯลฯ

ที่สำคัญคือ "การถมทะเลอ่าวอุดม" จะเป็นฝันร้ายซ้ำรอย "การถมทะเลมาบตาพุด" จ.ระยอง กรณีการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟสแรก ในปี 2532 ตามนโยบายพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง ตั้งแต่ปี 2542 เกิดปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งทะเลระยองรุนแรงเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม การศึกษาแนวทางถมทะเล 3,000 ไร่ กำลังดำเนินไปท่ามกลางเสียงคัดค้าน โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (กนอ.) ว่าจ้าง สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เพื่อไปศึกษาแนวทางผลได้ผลเสียความคุ้มค่า และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการฯ กำหนดกรอบจัดทำรายงานให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่ ส.ค. 2562


เดินหน้าปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ เงินทุน 3.3 แสนล้านบาท

กล่าวสำหรับจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงการก่อกำเนิดของโครงการถมทะเล 3,000 ไร่ เป็นผลมาจากการที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า "กลุ่มบริษัท เอ็กซอน โมบิล คอร์ปอเรชั่น" ยื่นข้อเสนอที่จะลงทุนเพื่อก่อสร้างท่าเรือและโรงงานปิโตรเคมี มูลค่า 3.3 แสนล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าภาครัฐจะต้องจัดหาพื้นที่ให้ในรัศมี 5 กิโลเมตร จากโรงกลั่น บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริเวณแหลมฉบัง ทำให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีแผนจะถมทะเลในพื้นที่แหลมฉบังเพื่อรองรับท่าเรือและโรงงานดังกล่าวจำนวนกว่า 3,000ไร่

อย่างไรก็ดี เมื่อสืบค้นข้อมูลย้อนหลังทำให้ทราบว่า โปรเจ็กต์ดังกล่าวมีมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยเกิดขึ้นในช่วงปี 2561 เมื่อผู้บริหารระดับสูงของเอ็กซอนโมบิลฯ บริษัทนํ้ามันสัญชาติอเมริกัน เข้าพบคณะรัฐมนตรีไทย รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้รัฐสนับสนุนจัดสรรพื้นที่และถมทะเลในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของเอ็กซอนโมบิลฯ ที่มีแผนที่จะลงทุนสร้างศูนย์ปิโตรเคมีในประเทศไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.6 - 2 แสนล้านบาท (ในขณะนั้น)

ต่อมา รัฐบาล คสช. ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาเพื่อจัดหาพื้นที่ 600 - 700 ไร่ ขณะที่ ผู้บริหารระดับของเอ็กซอนโมบิลฯ เสนอพื้นที่ตั้งโรงงานปิโตรเคมีที่บริเวณแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพราะต้องการดึงเม็ดเงินลงทุนในเมกะโปรเจ็กต์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 แต่ติดขัดเกิดปัญหาเรื่องเงียบไปสักพัก กระทั่ง เกิดกระแสกดดันรัฐบาลไทย เป็นข่าวครึกโครมว่าเอ็กซอน โมบิลฯ จะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนาม

เข้าสู่รัฐบาลชุดใหม่ กลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา นายปีเตอร์ เฮย์มอน อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สถานเอก อัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผลักดันโครงการ "ปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์" ของเอ็กซอน โมบิลฯ อีกครั้ง โดยขอขยายพื้นที่จาก 600 - 700 ไร่ เป็น 1,000 - 1,500 ไร่ วงเงินลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท


นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม สนองทุนต่างชาติ ผลักดันโครงการถมทะเล 3,000 ไร่ อ่าวอุดม ท่ามกลางเสียงคัดค้านเรื่องผลกระทบต่อทรัพยากรชายฝั่งและวิถีประมงท้องถิ่น

ขณะที่ กลุ่มนักวิชาการสิ่งแวดล้อมออกมาคัดค้านเรียกร้องให้รัฐบาลศึกษาพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากการถมทะเลบริเวณดังกล่าว กระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในท้องทะเลไทยอย่างรุนแรง อีกทั้ง พื้นที่ที่กลุ่มเอ็กซอน โมบิลฯ ปักหมุดไว้ไม่ใช่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แต่เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งโรง กลั่นนํ้ามันของ บริษัท เอสโซ่ฯ และพื้นที่ใกล้เคียงกับบริษัท ไทยออยล์ฯ คือ บริเวณของอ่าวอุดม บนเกาะสีชัง

"ผลกระทบต้องมีแน่แต่เราจะควบคุมได้อย่างไรให้เกิดผล กระทบน้อยที่สุด แต่ผลทาง เศรษฐกิจที่จะทำให้เกิดการจ้างงาน ลองคิดดูว่า เมื่อมีการลงทุนสร้างโรงงานมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทที่ต้องใช้อิฐ หิน ปูน ทราย และอุปกรณ์ต่างๆ ในประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงานนับหมื่นๆ คน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาในภาพรวม และอยากจะทำเพื่อประโยชน์เศรษฐกิจของไทย" นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ยกเหตุผลมากล่าวอ้าง

ไม่ต้องตีความก็สามารถเข้าใจได้ว่า หากผลศึกษาออกมาแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ก่อให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาระบบเศรษฐกิจ กระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยก็ควรเดินหน้าต่อ เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากมูลค่าเศรษฐกิจ การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูง รัฐบาลพร้อมจะเดินหน้า

ทั้งนี้ โครงการถมทะเล 3,000 ไร่ อ่าวอุดม นอกจากกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์ อาทิ เอ็กซอนโมบิลฯ กลุ่มเชลล์ กลุ่มไทยออยล์ กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) และนักลงทุนรายใหญ่ที่จะมาสร้างฐานด้านพลังงานเหลว กลุ่มธุรกิจผู้รับเหมาถมที่ในพื้นที่ จะโกยเงินเข้ากระเป๋ากันกว่า 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีค่าหัวคิวบวกลบคูณหารไม่ต่ำกว่า 1 - 2 พันล้านล้านบาทกันเลยทีเดียว

และความคืบหน้าล่าสุด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (กนอ.) ว่าจ้างสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ให้ไปศึกษาแนวทางผลได้ผลเสียความคุ้มค่าและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการถมทะเลพื้นที่ 3,000 ไร่ กรอบระยะเวลา 6 เดือน

นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของพื้นที่ ทั้งนี้ กนอ. ได้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนและประสานงานการลงทุน ในการศึกษาความเหมาะสมด้านเทคนิค (Preliminary Technical Feasibility Study) และการจัดทำแนวคิดการออกแบบเบื้องต้น (Conceptual Design) ในการพัฒนาพื้นที่บริเวณแหลมฉบังให้เป็นพื้นที่สำหรับรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง

โดยแนวทางการศึกษาจะครอบคลุมถึงปัจจัยผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมกับทำเลที่ตั้ง รวมทั้ง จะมีการรับฟังความคิดเห็นในการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อประกอบการพิจารณาการวางแผนการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบรอบด้าน และเป็นไปตามข้อกำหนด กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์การออกแบบและการบริหารจัดการตามแนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

อย่างไรก็ดี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้เข้ามาตรวจสอบระเบียบที่เกี่ยวข้องและทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ดังกล่าวโดยละเอียด ในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วย


ค้านถมทะเล อ่าวอุดม ประเทศชาติได้ไม่คุ้มเสีย

กล่าวสำหรับพื้นที่บริเวณอ่าวอุดม เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เป็นแนวปะการังที่สมบูรณ์ หากมีการถมทะเล 3,000 ไร่ สนองทุนต่างชาติทำปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ จะกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมทั้ง วิถีประมงพื้นบ้านท้องถิ่น

อีกทั้ง ความล่มสลายของทรัพยากรธรรมชาติจากการถมทะเลในเมืองไทย มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน คือ การถมทะเลมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ปี 2532 โครงการฯ ดังกล่าว จึงไม่อาจเป็นที่ยอมรับทำให้นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ชาวประมงแหลมฉบัง-บางละมุง ออกมาคัดค้านเสียงแข็ง

"ในฐานะชาวประมงบริเวณดังกล่าว คงยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการถมทะเลถึง 3,000 ไร่ ระบบนิเวศ สถานที่ทำกิน สัตว์น้ำวัยอ่อน และแนวปะการังชายฝั่งจะสูญหาย อาชีพประมงพื้นที่แห่งนี้คงล่มสลายไปพร้อมกับโครงการนี้ นอกจากนี้ จะมีผลกระทบตามมาอีกมากมายมหาศาล ทั้งในช่วงก่อสร้าง และหลังก่อสร้าง เช่น ตะกอนเลน ถ้าจากชายฝั่งไปทางทิศเหนือ ในช่วงมรสุมจะยิ่งมีปัญหามากกว่าโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ที่จะดำเนินการในเร็วๆ นี้ด้วย ซึ่งคงยอมไม่ได้อย่างแน่นอน" นายรังสรรค์ สมบูรณ์ ตัวแทนกลุ่มชาวประมงบ้านบางละมุง-แหลมฉบัง เปิดเผย


ผลกระทบจากการถมทะเลมาบตาพุด โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ภาครัฐทุ่มงบ 2,000 ล้าน สร้างเขื่อนกันคลื่นชายฝั่งทะเลระยอง


(มีต่อ)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ถมทะเลอ่าวอุดม 3,000 ไร่ พวกคุณกล้าดียังไงถึงคิดแค่เงิน 3.3 แสนล้าน? ........... (ต่อ)


พื้นที่ริมทะเลอาจถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงซึ่งเป็นผลมาจากการถมทะเล

ในประเด็นนี้ นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย แสดงความเห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากมีการถมทะเลตามการผลักดันของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ประการแรก โครงการถมทะเลขนาด 3,000 ไร่ ในพื้นที่แหลมฉบัง เข้าข่ายต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการกิจกรรม หรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง ซึ่งกำหนดให้การถมทะเล หรือทะเลสาบนอกแนวเขตชายฝั่งเดิม ยกเว้นการถมทะเลที่เป็นการฟื้นฟูสภาพชายหาดตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไปต้องทำรายงานดังกล่าว และเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา รวมทั้งต้องขออนุญาตจากกรมเจ้าท่า พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2456

ประการที่สอง การถมทะเลขนาด 3,000 ไร่ ในพื้นที่แหลมฉบัง อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดังนี้ คือ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของประมงพื้นถิ่นและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่ง โดยจะสูญเสียพื้นที่ทำกินในทะเลมากกว่า 3,000 ไร่ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มประมงเลี้ยงหอยบริเวณพื้นที่ที่ใช้ก่อสร้างประมาณ 200 - 300 ราย จะไม่สามารถดำเนินการเลี้ยงหอยในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอีกต่อไปได้

และประการที่สาม กลุ่มประมงชายฝั่งซึ่งมีมากกว่า 1,000 ราย ที่มีอาชีพประมงเรือเล็ก จับกุ้ง ปู ปลาหมึก และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ จากธรรมชาติ จะมีพื้นที่ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำลดลง ต้องโยกย้ายหาที่ทำกินในทะเลใหม่หรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าว อาชีพประมงในพื้นที่ชุมชนบ้านแหลมฉบัง บ้านอ่าวอุดม รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บ้านบางละมุง ที่ทำเป็นอาชีพกันมาเป็น 100 ปีคงหมดสิ้นเพราะไม่มีพื้นที่ในทะเลเหลือแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทางทะเลอย่างรุนแรง ในช่วงการก่อสร้างการถมทะเลจะทำให้เกิดความขุ่นและปริมาณตะกอนแขวนลอยในน้ำสูงขึ้น ส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชและกระทบต่อการหายใจของสัตว์น้ำในวงกว้างและกระทบต่อระบบนิเวศน้ำทะเลไกลถึง 10 กม. อีกทั้ง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมุทรศาสตร์และชายฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ริมทะเลอาจถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง โดยพื้นที่ถมที่ยื่นออกไปในทะเลจะขัดขวางการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำและการเคลื่อนที่ของทราย อาจทำให้พื้นที่บ้านบางละมุง นาเกลือ และพัทยา บริเวณที่อยู่ติดกับทะเลถูกกัดเซาะมากขึ้น จากเดิมบริเวณอ่าวอุดม มีอัตราการถูกกัดเซาะเฉลี่ยปีละ 3 เมตร

หากถมทะเลจะกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลนในพื้นที่ชุมชนบ้านแหลมฉบัง จำนวน 28 ไร่ ซึ่งถือเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพื้นที่สร้างแหล่งเรียนรู้ ศึกษาธรรมชาติด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลนให้แก่เยาวชน และประชาชนทั่วไปมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงทำการก่อสร้างอาจมีตะกอนแขวนลอยจำนวนมากเกิดขึ้นซึ่งจะทำให้ป่าชายเลนตายได้ง่าย

รวมทั้ง อาจส่งผลกระทบต่อชายหาดเมืองพัทยาและนาจอมเทียน กระทบการท่องเที่ยวดังเช่นการถมทะเล ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ตามนโยบายพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ปี 2532 ที่ยื่นออกไปในทะเล 5 กม. เกิดปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งทะเลระยองรุนแรง กว่า 20 กม. ทำให้หาดทรายทอง และหาดแสงจันทร์ หรือหาดพีเอ็มวาย ถูกกัดเซาะจนไม่มีสภาพเป็นชายหาดอีกต่อไป

ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ต่อต้านถมทะเล 3,000 ไร่ บริเวณอ่าวอุดม ซึ่งเป็นการกระทำการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเอกชน ขัดกับการส่งเสริมพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากโรงงานปิโตรเคมี เป็นเพียงผลิตเม็ดพลาสติกในอุตสาหกรรมต้นน้ำ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนในอีอีซี ที่ต้องการให้เกิดอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างนวัตกรรมหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีจึงขัดหรือแย้งต่อ พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2561

การถมทะเลเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทต่างชาติ กลุ่มบริษัท เอ็กซอน โมบิลฯ อีกทั้ง จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทบต่อวิถีทางการประมงพื้นบ้าน และการท่องเที่ยวของชุมชนในบริเวณทะเลแหลมฉบัง อ่าวอุดม เกาะสีชัง จ.ชลบุรี อาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิการจัดการ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามกฎหมายไทยได้ อันเป็นการขัดต่อ ม.43(2) ประกอบ ม.50(2)(8) โดยชัดแจ้ง และเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยหน้าที่ของรัฐตาม ม.52 ม.53 ม.57 และ ม.58 ของรัฐธรรมนูญ 2560

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลเดินหน้าผลักดันการถมทะเลเพื่อตอบสนองทุนจากต่างชาติ ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.41(3) ในการฟ้องร้องต่อศาลเพื่อระงับการใช้อำนาจดังกล่าวได้ทันที พร้อมเรียกร้องให้ล้มเลิกการกระทำที่เสี่ยงต่อความมั่นคงและการสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

"สังคมไทยมีบทเรียนที่เจ็บปวดในการถมทะเลที่มาบตาพุดมาแล้ว และอาจส่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติตามมาอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลจะต้องศึกษาใคร่ครวญให้ดี มิฉะนั้นอาจกลับกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านที่อันตรายที่สุด" นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุ

HOW DARE YOU...

พวกคุณกล้าดียังไง น่าจะเป็นประโยคคำถามที่กระตุกต่อมคิดของรัฐบาลได้บ้างไม่มากก็น้อย.


https://mgronline.com/daily/detail/9620000093198

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


สกสว. และชาวบ้านในพื้นที่เกาะลิบง ร่วมกันหาแนวทางอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลแหล่งใหญ่ของประเทศไทย ด้วยการนำงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และชาวบ้านในพื้นที่เกาะลิบง ร่วมกันหาแนวทางอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเลแหล่งใหญ่ของประเทศไทย ด้วยการนำงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์



นายสุเทพ ขันชัย หัวหน้าทีมพิทักษ์ดุหยงและหัวหน้าโครงการวิจัยแนวทางการอนุรักษ์พะยูนโดยชุมชนลิบง กล่าวว่า ทีมวิจัยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์พะยูนของประเทศอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์พะยูนฝูงใหญ่ฝูงสุดท้ายของของประเทศไทยร่วมกัน เนื่องจากเกาะลิบงเป็นพื้นที่ที่มีพะยูนมากที่สุดของไทยประมาณ 180 ตัว และมีแหล่งหญ้าทะเลอาหารของพะยูนขนาดใหญ่ จำเป็นต้องรักษา ควบคู่กับการต่อยอดความรู้จากการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์มาขับเคลื่อนการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ ด้วยการวางแนวทางเพิ่มจำนวนประชากรพะยูนและลดอัตราการตายให้ได้มากที่สุด ซึ่งประชาชนในพื้นที่เองต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้เดินหน้าโครงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ด้วยการนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทำการบินสำรวจเพื่อเฝ้าดูแลการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันช่วยป้องกันแหล่งหญ้าทะเลและสูงพะยูนด้วย ซึ่ง ในอดีตที่ผ่านมาเกาะลิบงเคยมีพะยูนมากสุดประมาณ 400 ถึง 600 ตัว แต่จำนวนพะยูนกลับลดลงอย่างรวดเร็วจนน่ากังวลอย่างมาก

ขณะที่ นางสาวขนิษฐา จุลบล นักวิจัยศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดตรัง สกสว. กล่าวว่า สกสว. ได้เดินหน้ากระบวนการวิจัยในโครงการการสร้างเครือข่ายการอนุรักษ์หญ้าทะเล จังหวัดตรัง เพื่อให้เกาะลิบงยังคงมีหญ้าทะเลจำนวนมากแหล่งใหญ่ที่สุดในทะเลอันดามันเพื่อช่วยให้เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงพะยูนต่อไป ซึ่งการทำงานวิจัยกับชาวบ้านไม่ใช่เรื่องง่ายแต่จำเป็นต้องทำให้ได้เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่แท้จริงในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ เกาะลิบงจะมีการจัดกิจกรรมดำน้ำเก็บขยะถือเป็นกิจกรรมใหญ่หลังจากมาเรียมได้ตายลง


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...90928174440927

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


โซเชียลหนุน "นกชนหิน" เป็นสัตว์ป่าสงวน อันดับที่ 20 ของไทย

โซเชียลร่วมลงชื่อผ่าน change.org หนุน "นกชนหิน" เป็นสัตว์ป่าสงวน อันดับที่ 20 ของไทย เรียกร้อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งประกาศพระราชกฤษฎีกา และมีแผนการจัดการ อนุรักษ์ ปกป้องนกชนหินให้ปลอดภัยจากภัยคุกคาม



วันนี้ (28 ก.ย.2562) จากกรณี กลุ่มอนุรักษ์นกเงือก เรียกร้องให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช ประกาศให้นกชนหิน สัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นสัตว์ป่าสงวนของไทย หลังพบการลักลอบล่าตัดหัวนก เพื่อนำไปขายในประเทศจีน

นำมาซึ่งการรณรงค์เพื่อลงชื่อผ่านทาง change.org ในหัวข้อ "ขอให้นกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนอันดับที่ 20 ของไทย" ล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้ว 1,962 คน (เวลา 08.50 น.) จากที่ต้องการทั้งหมด 2,500 คน โดยระบุข้อความว่า

นกชนหิน Rhinoplax vigil ถือเป็นสัตว์โบราณและเชื่อกันว่ามีความเก่าแก่ถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกแห่งเอเชีย ที่ยังคงมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน อาศัยในป่าดงดิบ และกระจายพันธุ์ตั้งแต่ทางตอนใต้ของไทย บางส่วนของเมียนมา เรื่อยไปจนถึงมาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นกชนหินเป็นนกที่มีลักษณะแปลกเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง มีจุดเด่นอยู่ตรงโหนกที่ตันต่างจากนกเงือกชนิดอื่น และนั่นเองทำให้ถูกมนุษย์ตีราคาอวัยวะชิ้นนี้ไม่ต่างจากงาช้าง โดยให้ชื่อว่า "งาช้างสีเลือด" กลายเป็นสิ่งดึงดูดใจผู้มีความเชื่อผิดๆ นิยมบูชางาเป็นวัตถุมงคลแห่งความมั่งคั่ง

เนื่องด้วยในช่วงปีที่ผ่านมามีการพบการค้านกเงือกอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะ นกชนหิน Rhinoplax vigil ทางองค์กร TRAFFIC จึงได้ทำการสำรวจติดตามและศึกษา เพื่อประเมินและประมาณขนาดของการค้านกชนหิน รวมถึงชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ของนกเงือกชนิดพันธุ์อื่นๆ บนช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ หรือ เฟซบุ๊ก ทั้งในกลุ่มเปิดและกลุ่มปิดในประเทศไทย โดยทุกกลุ่มเป็นกลุ่มที่เสนอขายผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าต่างๆ การค้าชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ จากนกเงือกนั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

สำหรับประเทศไทย โดยข้อมูลที่ TRAFFIC พบจากการสำรวจติดตามเป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2561 - เมษายน 2562 มีประเด็นสำคัญดังนี้

- พบการโพสต์เสนอขาย อย่างน้อย 236 โพสต์ ที่เสนอขายชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์จากนกเงือกมากกว่า 546 ชิ้น ในกลุ่ม 32 กลุ่ม จากทั้งหมด 40 กลุ่มที่ทำการสำรวจติดตาม

- โพสต์ทั้งหมดถูกเสนอขายในช่วงเวลา 64 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 ถึง เมษายน 2562

- นกชนหิน คิดเป็นสัดส่วน 83% จากชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์นกเงือกทั้งหมด

- แบ่งหมวดหมู่ของชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์จากนกเงือกที่ถูกเสนอขายออกเป็น 8 หมวดใหญ่ ได้แก่ โหนกหัว, จี้ห้อยคอ, แหวน, สร้อยคอ, กำไลข้อมือ, หัวเข็มขัด, นกสตาฟ และชิ้นส่วนย่อยอื่นๆ

การล่าพ่อนกหนึ่งตัว นั่นหมายถึงการฆ่ายกครัว เพราะแม่และลูกที่ยังไม่ฝักออกมาจากไข่หรือมีอายุยังน้อยจะไม่สามารถหาอาหารกินเองได้ นอกจากกิจกรรมการล่าแล้ว นกเงือกยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ยังคงคุกคามพวกมันอย่างต่อเนื่อง ทั้งศัตรูตามธรรมชาติ ภาวะการขาดแคลนโพรง การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่ออาหารของนก และการทำลายถิ่นอาศัยตามธรรมชาติจากเงื้อมมือมนุษย์


สถานภาพ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

ปัจจุบัน นกชนหินมีสถานภาพด้านการอนุรักษ์ว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง CriticalEndangeredSpecies จากการจัดสถานภาพของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ ของสหภาพว่า ด้วยการอนุรักษ์สากล/ IUCN จำนวนนกชนหินแทบจะหมดไปจาก บอร์เนียว อินโดนีเซีย และพื้นที่อื่นๆทีเคยพบชุกชุม

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้สถานภาพของนกชนหิน ซึ่งเป็น 1 ใน 13 ชนิดของกลุ่มนกเงือกในไทย คาดว่าจะมีประชากรประมาณ 50-80 คู่ โดยพบการกระจายพันธุ์ ตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปจนถึงป่าฮาลาบาลา จ.นราธิวาส ดังนั้นความต้องการทางตลาดจึงพุ่งเป้ามาที่นกชนหินบ้านเรา ขณะนี้เริ่มมีขบวนการล่านกชนหินอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ บูโดสุไหงปาดี นราธิวาส กำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่เพียงน้อยนิด อาจไม่สามารถป้องปรามภัยคุกคามนี้ได้ ทำให้หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงเป็นใยนกชนหินว่าจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า

ทั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการรณรงค์ "สนับสนุนให้นกชนหินเป็นสัตว์สงวนลำดับที่ 20 ของประเทศไทย" ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดให้นกชนหินได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ป่าสงวนตัวที่ 20 ของประเทศไทย และมีแผนการจัดการ อนุรักษ์ ปกป้องนกชนหินให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ ร่วมถึงมีแนวทางที่ชัดเจนต่อการ ฟื้นฟูประชากรนกชนหินให้มีจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประกาศนกชนหินให้เป็นสัตว์สงวน จึงจำเป็นต้องมีแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทุกพลังของเราจึงมีความหมาย และนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของนกชนหินที่จะอยู่รอดอย่างยั่งยืนกับคนไทยต่อไป


https://news.thaipbs.or.th/content/284625

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,976
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


น้ำมันดิบรั่วในบราซิล กินพื้นที่ 1,500 ตารางกิโลเมตร

ปริมาณน้ำมันมหาศาลที่รั่วไหลลงสู่ทะเลในบราซิล ทำให้เกิดคราบน้ำมันปนเปื้อนชายหาดหลายแห่ง และส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ



สถาบันสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติหมุนเวียนแห่งบราซิล เปิดเผยว่ากำลังตรวจสอบกรณีที่ชายหาดหลายแห่งในหลายรัฐทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ปนเปื้อนคราบน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมา

โดยน้ำมันดิบที่รั่วไหลในปริมาณมหาศาลกินพื้นที่เป็นแนวยาวกว่า 1,500 กิโลเมตร ตลอดชายฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและสร้างมลพิษให้กับชายหาดหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม บริษัทเปโตรบรา ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของบราซิล ระบุว่าได้ทำการวิเคราะห์โมเลกุลของน้ำมันที่รั่วไหล ทำให้ได้ข้อสรุปว่าน้ำมันดิบที่พบในทะเลไม่ใช่น้ำมันที่เปโตรบราผลิตหรือจำหน่ายในประเทศ



ขณะที่สำนักงานปิโตรเลียมแห่งชาติบราซิล เชื่อว่าน้ำในดิบที่รั่วไหลอาจมาจากเรือบรรทุกน้ำมัน ที่แล่นอยู่ห่างออกไปจากชายฝั่งบราซิล

โดยหน่วยงานดังกล่าวยืนยันว่าไม่มีรายงานเกี่ยวกับการรั่วไหลของน้ำมันดิบจากแท่นขุดเจาะ หรือ ผู้ผลิตน้ำมันภายในประเทศ


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/111297

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 20:27


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger