เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น เว้นแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนน้อยกว่าภาคอื่นๆ

อนึ่ง พายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) "มิแทก" ปกคลุมอยู่ใกล้ชายฝั่งด้านตะวันออกของประเทศจีน กำลังเคลื่อนตัวทางทิศเหนือค่อนตะวันออกเล็กน้อย คาดว่าจะเคลื่อนเข้าประเทศเกาหลี ในช่วงวันที่ 2-3 ต.ค. 62 สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 2 ต.ค. - 7 ต.ค. 62 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และ รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีอากาศเย็น และมีหมอกบางในตอนเช้าบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ส่วนภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง พายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) "มิแทก" บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก จะเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวันเข้าสู่ทะเลจีนตะวันออก หลังจากนั้นจะเคลื่อนตัวทางเหนือเข้าสู่ประเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 3 - 4 ต.ค. ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในวันที่ 5 ต.ค. - 7 ต.ค. 62 ขอให้ประชาชนในบริเวณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่แปรปรวนจากฝนที่ตกต่อเนื่องและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (90.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (94.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (59.2 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (199.3 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ภูเขาน้ำแข็ง 3.15 แสนล้านตัน แตกตัวจากทวีปแอนตาร์กติกา

ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกา ทำให้นักวิทยาศาสตร์จับตาดูภูเขาน้ำแข็งลูกนี้เนื่องจากอาจกระทบต่อการเดินเรือ



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ต.ค. 2562 ว่า ภูเขาน้ำแข็งขนาดมหิมาพื้นที่ 1,636 ตารางกิโลเมตร น้ำหนักมากถึง 3.15 แสนล้านตัน แตกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็ง ?อาเมอรี? ในทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดที่แยกออกจากหิ้งน้ำแข็งแห่งนี้ในรอบกว่า 50 ปี

ภูเขาน้ำแข็งลูกนี้ถูกเรียกว่า ?D28? มีขนาดเล็กกว่า เกาะสกาย ในสกอตแลนด์เพียงเล็กน้อย ซึ่งการแตกตัวออกมาของ D28 หมายความว่า เจ้าหน้าที่ต้องจับตาดูภูเขาน้ำแข็งลูกนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นอันตรายต่อการเดินเรือในอนาคตได้

ทั้งนี้ อาเมอรีเป็นหิ้งน้ำแข็งใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของทวีปแอนตาร์กติกา ขณะที่การแตกตัวของภูเขาน้ำแข็งเป็นวิธีที่หิ้งน้ำแข็งรักษาสมดุลของหิมะที่ตกลงมาและหิมะที่ทับถมกัน

ศาสตราจารย์ เฮเลน ฟริคเกอร์ จากสถาบันมหาสมุทรศาสตร์ ?สคริปส์? (Scripps) ย้ำว่า ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์นี้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพราะเป็นวัฏจักรที่จะเกิดขึ้นทุก 60-70 ปี

ด้าน แผนกแอนตาร์กติกาออสเตรเลียน ของกระทรวงสิ่งแวดล้อมออสเตรเลีย ระบุว่า พวกเขาจะจับตาดูหิ้งน้ำแข็งอาเมอรีด้วยว่า จะมีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เนื่องจากการที่ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่แตกตัวออกไป จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของความเค้นในเชิงเรขาคณิตบริเวณด้านหน้าของหิ้งน้ำแข็ง ซึ่งอาจส่งผลต่อรอยร้าวอื่นๆ


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1673211

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


ภูเขาน้ำแข็งมหึมาแยกตัวในขั้วโลกใต้

น้ำแข็งริมขอบนอกแตกแยกตัวหลุดออกจากเอเมอรี หิ้งน้ำแข็งขนาดใหญ่สุดอันดับ 3 ของทวีปแอนตาร์กติกา กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร แต่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เหตุการณ์เป็นส่วนหนึ่งของวัฎจักรปกติ ไม่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด



สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่า ภาพบันทึกจากดาวเทียมของยุโรปและสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า ภูเขาน้ำแข็ง ที่ถูกเรียกชื่อว่า ดี28 (D28) แตกแยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งเอเมอรี (Amery ice shelf) ระหว่างวันที่ 25 - 28 ก.ย.ที่ผ่านมา มันมีขนาดพื้นที่ 1,582 ตารางกิโลเมตร หนาประมาณ 210 เมตร และมีมวลน้ำแข็งหนัก 315,000 ล้านตัน

น.ส.เฮเลน อาแมนดา ฟริคเคอร์ นักวิทยาศาสตร์ธารน้ำแข็งชาวอเมริกัน แห่งสถาบันสมุทรศาสตร์สคริปส์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า การเกิด ดี28 เป็นส่วนหนึ่งของวัฎจักรปกติของหิ้งน้ำแข็ง ซึ่งจะแตกตัวเมื่อวันมีมวลเพิ่มเกินปกติ ไม่เกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ซีกตะวันออกของแอนตาร์กติกา ที่ซึ่ง ดี28 แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งเอเมอรี แตกต่างจากซีกตะวันตก รวมทั้งเกาะกรีนแลนด์ แถบขั้วโลกเหนือ ที่อากาศอบอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพถูมิอากาศ



ล่าสุด ดี28 กำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก คณะนักวิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียจะคอยเฝ้าระวังและติดตามมัน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจเกิดขึ้นกับการเดินเรือ และต้องใช้เวลานานหลายปี กว่า ดี28 จะแตกตัวอีกครั้ง และละลายหายไปในมหาสมุทรจนหมดสิ้น


https://www.dailynews.co.th/foreign/734476

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


พะยูนติดอวนจมน้ำ ตายเป็นตัวที่ 21 ของปีนี้ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ !

"ดร.ธรณ์" เผยพะยูนตายอีกแล้วเป็นตัวที่ 21 ในปีนี้ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตัวนี้อยู่ที่แหลมไม้ตาย จ.พังงา ติดอวนจมน้ำตาย หวัง "มาเรียมโปรเจ็ค" ผ่าน ครม. ได้งบพอเพียง และแผนอนุรักษ์ 3 ปี (63-65) เดินหน้าเต็มตัว ชี้เราสูญเสียมากเกินไปแล้วจริง ๆ



วันนี้ (1 ต.ค.) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า

พะยูนตายอีกแล้วครับ นับเป็นตัวที่ 21 ในปีนี้ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

พะยูนตัวนี้ตายอยู่ที่แหลมไม้ตาย บ้านทุ่งรัก อำเภอคุระบุรี จ.พังงา (ใกล้เกาะระ/พระทอง)

เพื่อนธรณ์อาจสงสัย ไม่ใช่ที่ตรัง/กระบี่หรือ ?

พะยูนในไทย 250 ตัว อยู่ตรัง/กระบี่ 200 ตัว ที่เหลืออยู่ตามแหล่งอื่นอีก 11 แห่ง รวมเป็น 12 แหล่งทั่วไทย

ทะเลชายฝั่งคุระบุรีถือเป็นแหล่งหญ้าทะเลใหญ่สุดในพังงา และเป็น 1 ใน 12 เขตที่อยู่ในแผนอนุรักษ์พะยูนใน #มาเรียมโปรเจ็ค

สาเหตุการตายเห็นชัด ลองดูภาพ จะเห็นอวนดักปลาติดอยู่ พะยูนเป็นสัตว์หายใจด้วยปอด เมื่อติดอวนก็จมน้ำตาย

ตามที่เคยบอกไว้ 90% ของพะยูนที่ตายจากผลของมนุษย์ เป็นปัญหาจากเครื่องมือประมง

การทำประมงทับซ้อนในพื้นที่หากินพะยูน จำเป็นต้องวางแผนในการแก้ไขอย่างรอบคอบ มิใช่ออกกฎเกณฑ์ไปเรื่อย โดยที่ปฏิบัติตามไม่ได้

แผนอนุรักษ์พะยูนที่คณะสัตว์ทะเลหายากเพิ่งเสนอผ่านคณะกรรมการทะเลแห่งชาติ รอเข้า ครม. จะเน้นเรื่องการหาทางอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับพะยูน โดยตั้งเป้า 12 พื้นที่ รวมทั้งตรงนี้ด้วย

ผมพูดคุยกับพี่น้องแถวนั้น เขาก็อยากให้เกิดการอนุรักษ์อย่างจริงจังสักที โดยอาจนำตัวอย่างจากตรังมาประยุกต์ใช้

ให้ชาวบ้านอยู่ได้ พะยูนอยู่ได้ มิใช่อนุรักษ์อย่างเดียวจนชาวบ้านไม่รักพะยูน

ถึงตอนนี้ คงไม่มีอะไรจะเสนอแนะอีกแล้ว ยกเว้นภาวนาให้ 21 พะยูนในปีนี้ไปสู่สวรรค์ และอย่าให้มีตัวที่ 22 เลย

สุดท้ายที่หวังคือขอให้ มาเรียมโปรเจ็ค ผ่าน ครม. ได้งบพอเพียงตามที่ขอ และแผนอนุรักษ์ 3 ปี (63-65) เดินหน้าเต็มตัว

เราสูญเสียมากเกินไปแล้วจริงๆ

หมายเหตุ? ผู้พบซาก? นายสำราญ? บุตรน้อย ขอบคุณมากครับ


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000094753


*********************************************************************************************************************************************************


พบซากวาฬเพชฌฆาตดำเพศเมีย ยาวกว่า 3 เมตร ลอยกลางทะเลเมืองระยอง

ระยอง - พบซากวาฬเพชฌฆาตดำเพศเมีย ยาวกว่า 3 เมตรลอยกลางทะเลเมืองระยอง สภาพมีบาดแผลภายนอกบริเวณโคนหางด้านซ้าย เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด



วันนี้ (1 ต.ค.) นายสุเทพ เจือละออง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก(ศวทอ.) ได้รับแจ้งจากสมาชิกเครือข่ายฯ ว่าพบซากปลาโลมาลอยกลางทะเล จึงประสานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ต.เพ และสำนักบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1(สบทช.) ออกปฏิบัติการค้นหาและติดตามซากปลาโลมา กระทั่งพบว่าถูกคลื่นซัดเกยหาดสวนสน ต.เพ อ.เมืองระยอง บริเวณศาลาลุงพล

โดยเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายากศูนย์วิจัย ศวทอ. ได้เข้าทำการตรวจสอบในเบื้องต้น พบเป็นซากปลาวาฬเพชฌฆาตดำ( False Killer Whale Pseudorcacrassidens) เพศเมียและกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น มีความยาวประมาณ 3.5 เมตร



สภาพลำตัวบวมปริแตก คาดว่าตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 วัน นอกจากนั้นยังพบบาดแผลภายนอกบริเวณโคนหางด้านซ้าย เจ้าหน้าที่จึงเก็บซากไปทำการผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง


https://mgronline.com/local/detail/9620000094637


*********************************************************************************************************************************************************


สะเทือนใจ! พบลูกปลา 2 ตัว ติดอยู่ในแก้วน้ำพลาสติก โชคดีมีคนเจอช่วยได้ทัน

เพจ "ReReef" เผยภาพสุดสะเทือนใจ หลังนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เก็บได้ระหว่างกิจกรรมสำรวจ พบ "ปลากริม 2 ตัว" ที่เข้าไปในแก้วทางช่องใส่หลอดแต่กลับออกไม่ได้ โชคดีมีคนพบจึงช่วยออกมาได้



วันนี้ (1 ต.ค.) เพจ "ReReef" ได้เผยแพร่ภาพจากนักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ เก็บได้ระหว่างกิจกรรมสำรวจไมโครพลาสติกและเก็บขยะที่ทะเลน้อย จ.พัทลุง ปรากฏว่าพบ แก้วพลาสติกแบบมีฝาครอบ และในแก้วมี "ปลากริม 2 ตัว" ที่เข้าไปในแก้วทางช่องใส่หลอดแต่กลับออกไม่ได้ โชคดีมีคนไปเจอก็คงอดตายอยู่ในแก้วพลาสติกใบนี้

ซึ่งผู้โพสต์แนะให้ร่วมรณรงค์หันมาพกพาแก้วและหลอดส่วนตัว เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไม่ได้รับการรีไซเคิลจำนวนกี่ใบ ขยะแก้วกาแฟยังมักจะเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ขยะอื่นปนเปื้อนไปด้วย เพราะมีน้ำหวานเหลือติดอยู่

ทั้งนี้ เรื่องราวดังกล่าวได้เผยแพร่สู่โลกออนไลน์ มียอดแชรืกว่า 1,200 ครั้ง และมีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นโดยส่วนใหญ่ต่างขอความร่วมมืองดทิ้งสิ่งต่างๆลงแม่น้ำหรือทะเล ควรทิ้งขยะให้ถูกที่ และให้ใช้แก้วน้ำ จาน-ช้อน เป็นของส่วนตัวเพือลดปริมาณขยะพลาสติก


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000094486
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


แห่ชื่นชมไต้ก๋งเรือประมงปล่อยฉลามวาฬติดอวนล้อมคืนสู่ทะเล



กระบี่ - ชื่นชมไต้ก๋งเรือประมง จ.กระบี่ สั่งลูกเรือปล่อยฉลามวาฬตัวใหญ่ กลับคืนสู่ท้องทะเลได้อย่างปลอดภัย หลังเข้ามาติดอวนล้อมหน้าเกาะลันตา เผยเจอบ่อยครั้ง แต่จะปล่อยทุกครั้ง หวังให้สัตว์ทะเลหายากได้อยู่รอด

ขณะนี้โลกออนไลน์กำลังมีการแชร์คลิปวิดีโอลูกเรือประมงกำลังช่วยกันปล่อย ฉลามวาฬขนาดใหญ่ ยาวกว่า 5 เมตร หนักกว่า 2 ตัน ขณะติดอวนเรือประมงล้อมจับ ที่บริเวณหน้าเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ จากนั้นไต้ก๋งเรือจึงได้สั่งให้ลูกเรือช่วยกันปลดอวนเพื่อให้ฉลามวาฬว่ายน้ำออกจากอวน โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ฉลามวาฬก็เป็นอิสระ และว่ายออกไปในทะเลโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ จนได้รับความชื่นชมจากชาวโลกออนไลน์จำนวนมาก เนื่องจากมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก

นายสามารถ หมันบุตร หรือไต๋หมาน ไต้ก๋งเรือประมง โชคภาพิมล เรืออวนล้อมที่จับติดฉลามวาฬ เปิดเผยว่า เมือคืนที่ผ่านมาได้ออกจับปลาที่บริเวณหน้าอ่าวเกาะลันตา ต.เกาะลันตาใหญ่ อ.เกาะลันตา ขณะที่ลูกเรือกำลังกู้อวนขึ้นเรือ ปรากฏว่ามีฉลามวาฬขนาดใหญ่ติดอยู่ในอวน จึงได้สั่งให้ลูกเรือช่วยกันกดอวนให้ต่ำลงเพื่อให้ฉลามวาฬว่ายน้ำข้ามออกไปได้ คาดว่าฉลามวาฬตัวดังกล่าว ไล่ตามกินฝูงปลาที่เข้ามาติดอวนล้อมจับ แต่ตนไม่คิดที่จะจับเอาไว้ เพราะเป็นสัตว์ทะเลหายาก ใกล้สูญพันธุ์

นายสามารถ กล่าวอีกว่า ตนทำประมงมา 10 กว่าปี ไม่เคยเจอฉลามวาฬตัวใหญาขนาดนี้ โดยทุกครั้งที่มีสัตว์ทะเลหายากติดอวนเข้ามา ก็จะสั่งให้ลูกเรือช่วยกันปล่อยคืนสู่ทะเลทุกครั้ง โชคดีที่สัตว์ที่หลงเข้ามาติดอวนดำ หรืออวนล้อมจับ ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงสามารถปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ทันที และอยากให้ชาวประมงทุกคนหากพบเห็นสัตว์ทะเลหายากติดเครื่องมือประมง หากยังมีชีวิตต้องปล่อยคืนกลับทะเลเพื่อให้สัตว์เหล่านี้ได้มีโอกาสแพร่พันธุ์มากขึ้น ซึ่งตนเชื่อว่าชาวประมงทุกคนมีจิตสำนึก


https://mgronline.com/south/detail/9620000094600

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ครม. ไฟเขียวกนอ. ถมทะเล 1 พันไร่ วงเงิน 5.54 หมื่นล้าน เพิ่มพื้นที่นิคมมาบตาพุด



น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการลงทุนโครงการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ตามโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่า 55,400 ล้านบาท ตามที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เสนอ โดยการลงทุนโครงการขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นการขุดลอกและถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลว ให้สามารถรองรับสินค้าผ่านท่า (สินค้าปิโตรเคมี น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ)

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐาน งานขุดลอกและถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อก่อสร้างท่าเรือสินค้าเหลวและก๊าซธรรมชาติและพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมด้านพลังงาน แบ่งเป็นพื้นที่ถมทะเลหลังท่าเพื่อใช้งาน 550 ไร่ และพื้นที่บ่อเก็บตะกอนดินเลนระหว่างก่อสร้าง 450 ไร่ รวมถึงงานขุดลอกร่องน้ำและแอ่งกลับเรือ งานสาธารณูปโภค และการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการเดินเรือ ส่วนท่าเรือบนพื้นที่ถมทะเล เป็นการก่อสร้างท่าเทียบเรือ (Jetty) เพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้า 3 ส่วน คือ ท่าเทียบเรือสินค้าเหลว 2 ท่า ท่าเทียบเรือก๊าซ และคลังสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและการบริหารจัดการท่าเรือ

ส่วน แหล่งเงินทุนของโครงการประกอบด้วย เงินจากการนิคมอุตสาหกรรม 12,900 ล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน งานหลักเป็นการขุดลอกและถมทะเล, เงินจากภาคเอกชน ลงทุนท่าเทียบเรือก๊าซ จำนวน 35,000 ล้านบาท เงินจากท่าเทียบเรือสินค้าเหลว จำนวน 4,300 ล้านบาท และคลังสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติ จำนวน 3,200 ล้านบาท


https://www.khaosod.co.th/economics/news_2937868

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


สลด! 'พะยูน'ลอยอืดกลางทะเลพังงา จนท.เร่งหาสาเหตุ



1 ตุลาคม 2562 นายประถม รัศมี ผู้อำนวยการสำนักบริหารทรัพยากรทางทะเลและชาวฝั่งที่ 8 ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ว่า พบ พะยูน ใส้แตก ลอยเสียชีวิต บริเวณแหลมไม้ตาย หน้าเกาะระ ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ รวมกับ ชาวบ้านทำการเก็บซากพะยูน เพื่อส่งไปยัง ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต ทำการตรวจพิสูจน์ สาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดเป็นพะยูน เพศเมีย มีความยาว 1.50 เมตร มีน้ำหนัก 70 กก. ซากมีสภาพเน่าเปื่อย มีบาดแผลบริเวณปาก ท้องแตก และมีอวนปกคลุม น่าจะเสียชีวิตมาแล้ว ประมาณ 2-3 วัน? ทั้งนี้คาดว่าพะยูนตัวดังกล่าว น่าจะเป็น 1 ใน ฝูงพะยูนที่อาศัยและหากินระหว่าง อ.คุระบุรี และ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งหลังจากนี้จะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการร่วมกับชุมชนอนุรักษ์ดูแลฝูงพะยูนดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้นกว่าเก่า


https://www.naewna.com/local/444534


*********************************************************************************************************************************************************


กรมอุทยานฯ แนะ 12 วิธีนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียว



เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวสายธรรมชาติอย่างเป็นทางการ หลังจากแหล่งท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหลายแห่งต้องปิดให้บริการเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ล่าสุดวันที่ 1 ต.ค. อุทยานฯต่างๆได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสความหนาวเย็น ท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ แต่การไปเที่ยวในเขตอุทยานฯก็ควรปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและสัตว์ป่าด้วย

1 ตุลาคม 2562 เพจเฟสบุ๊คที่มีชื่อว่า "สำนักอุทยานแห่งชาติ - National Parks of Thailand" ได้โพสต์ข้อความแนะนำและขอความร่วมมือแก่นักท่องเที่ยวที่มีใจรักในแหล่งธรรมชาติทุกแห่ง โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อห้าม เมื่อเดินทางท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ

ซึ่งมีด้วยกัน 12 วิธี คือ

1.ไม่ควรส่งเสียงดัง

2.ไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

3.ไม่นำภาชนะที่ทำด้วยโฟมหรือขยะที่เป็นมลพิษเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ

4.ไม่ก่อกองไฟในที่ที่อุทยานฯ ไม่ได้กำหนดไว้

5.ไม่ให้อาหารสัตว์ป่าและไม่สัมผัสสัตว์ป่า

6.ไม่ใช้ฟืนหรือตัดไม้ทำฟืน

7.ไม่ขีดเขียนในที่ต่างๆ

8.ไม่เก็บพืช ดอกไม้ จับสัตว์และนำสิ่งต่างๆออกจากอุทยานแห่งชาติ

9.สูบบุหรี่ในบริเวณที่กำหนดให้

10.ไม่นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในพื้นที่เขตอุทยานฯ

11.ช่วยแยกขยะและทิ้งลงในถังขยะตามที่อุทยานฯ เตรียมไว้ และ

12.สำคัญเป็นอย่างมากคือทุกคนต้องช่วยกันนำขยะออกจากอุทยานฯ ทุกครั้ง


https://www.naewna.com/likesara/444457

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


สำนักงานประมงจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นสักขีพยานในการจัดวางปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน และสร้างอาชีพให้กับชาวประมงพื้นบ้าน



วันนี้ (1 ต.ค. 62) นายเรวัตร คงประดิษฐ์ ประมงจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมงจังหวัดนราธิวาส ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา) เจ้าหน้าที่บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ และชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ร่วมเป็นสักขีพยานในการจัดวางปะการังเทียม จำนวน 500 แท่ง โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 เมตร ซึ่งจัดวางในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า บริเวณชายฝั่งหน้าบ้านทอน ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส ภายใต้การร่วมมือกันระหว่างกรมประมงและบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียมถือเป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำรูปแบบหนึ่ง เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนว่าสามารถเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งทำการประมง และสร้างอาชีพให้กับชาวประมงพื้นบ้านได้จริง

ประมงจังหวัดนราธิวาส กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงได้ดำเนินการตามพระราชเสาวณีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัว วางไข่ และหลบภัยของสัตว์น้ำ โดยเริ่มจัดสร้างมาตั้งแต่ปี 2521 อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กรมประมงได้ดำเนินการจัดสร้างปะการังเทียม เพื่อให้เป็นแหล่งทำการประมงในพื้นที่ 20 จังหวัดชายทะเล รวม 584 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 2,063.13 ตารางกิโลเมตร ผลการจัดสร้างพบจำนวนประชากรสัตว์น้ำเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีสัตว์น้ำในอดีตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้วหายไป ได้กลับมามีขึ้นอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม พี่น้องชาวประมงต้องใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มีความรักและหวงแหนในทรัพยากรพื้นถิ่นของตน เพื่อให้ลูกหลานไทยได้มีสัตว์น้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืน ต่อไป


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...91001213021297


*********************************************************************************************************************************************************


ประเทศไทย มีปริมาณขยะไหลลงสู่ทะเลลดลง หลังนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25



นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปริมาณขยะทะเลของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2561 ขยะมีแนวโน้มถูกชะพัดพาลงสู่ทะเลลดลงเหลือประมาณ 21,700 - 32,600 ตันต่อปี จากเดิมปี 2559 ขยะมีแนวโน้มถูกชะพัดพาลงสู่ทะเลจำนวนมากประมาณ 33,900 - 51,000 ตันต่อปี เนื่องจากไทยได้นำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 จากเดิมเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ศึกษาการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมจากการแตกตัวของขยะพลาสติกขนาดใหญ่ที่ปนเปื้อนลงสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง จนกระทบห่วงโซ่อาหารและสุขภาพของมนุษย์ระยะยาวในปี 2561 รวม 26 พื้นที่ ใน 18 จังหวัดชายฝั่งทะเล พบในฤดูแล้งตะกอนทรายชายหาดมีไมโครพลาสติกหนาแน่นเฉลี่ย 53 - 2,102 ชิ้นต่อตารางเมตร และในฤดูฝนตะกอนทรายชายหาดมีไมโครพลาสติกหนาแน่นเฉลี่ย 0 - 974 ชิ้นต่อตารางเมตร ทั้งนี้ วันเก็บขยะชายหาดสากล (International Coastal Cleanup Day) ตรงกับวันที่ 3 ของเดือนกันยายนของทุกปี กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้จัดกิจกรรมขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมาในพื้นที่ 24 จังหวัดชายฝั่งทะเล ด้วยการเก็บขยะออกจากระบบนิเวศทางทะเลได้มากกว่า 230,000 ชิ้น น้ำหนักกว่า 10 ตัน ซึ่งขยะที่พบมากที่สุด คือ ขยะจากพลาสติกในรูปแบบต่างๆ จาก 5 อันดับแรกของขยะทะเลที่พบมากที่สุด คือ ถุงพลาสติก ร้อยละ 22 ขวดพลาสติก ร้อยละ 16 โฟมบรรจุอาหาร ร้อยละ 9 ขวดแก้ว ร้อยละ 5 และหลอดดูด ร้อยละ 5

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันนี้สามารถเก็บรวบรวมขยะตกค้างในพื้นที่ชายฝั่งและหาดต่างๆ ใน 74 พื้นที่ 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล รวม 350,081 ชิ้น น้ำหนักรวม 32,834.68 กิโลกรัม หรือประมาณ 32.8 3 ตัน จากการรวบรวมและจำแนกประเภทขยะพบขยะตกค้างมากที่สุด คือ ถุงพลาสติก ร้อยละ 11.71 รองลงมาเป็นกล่องอาหารโฟม ห่อหรือถุงอาหาร


http://thainews.prd.go.th/th/news/de...91001134451099

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #9  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


ครม.เคาะแผนคุม "ฝุ่นพิษ" แบ่ง 4 ระดับความวิกฤต



คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวแผนปฎิบัติการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 แบ่งเป็น 4 ระดับความวิกฤต ให้อำนาจระดับหน่วยงาน จนถึงระดับรัฐบาล ล้อมคอกสั่งบังคับรถควันดำตรวจเจอต้องหยุดวิ่ง ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ เล็งทบทวนกฎหมาย ปรับค่าฝุ่นรอบใหม่ตาม WHO

วันนี้ (1 ต.ค.2562) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดีขึ้น เบื้องต้นจะเน้นดูแลกลุ่ม เด็ก และสตรีมีครรภ์ รวมถึงมีมาตรการเสริมเพิ่มเติม เช่น ลดการใช้ยานพาหนะ ลดการเผา ซึ่งยอมรับว่าบางครั้ง การบังคับใช้กฏหมายเป็นเรื่องยาก อาจกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจะเน้นการขอความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่อยากละเว้น แต่เมื่อมีผลกระทบประชาชนก็ไม่ยอม จะต้องแก้ปัญหากันต่อไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ และกทม. ขอความร่วมมือประชาชน งดการเผาในพื้นที่โล่งทุกชนิด เพราะไม่อยากใช้กฏหมาย และต้องให้รับผิดชอบร่วมกัน รวมถึงการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ทดแทนการใช้รถนยต์ส่วนบุคคล ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องยนต์ ท่อไอเสีย รถควันดำจะต้องเข้มงวด

"ทุกพื้นที่หากตรวจพบรถควันดำ ต้องงดใช้งานจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมขอความร่วมมือพื้นที่ก่อสร้าง โรงงานอุตสสาหกรรม ลดการระบายฝุ่น และมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในกทม.-ปริมณฑล ต้องขอลดฝุ่นให้ได้ ต้องให้ฉีดพ่นน้ำช่วงฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้น"

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)นำเสนอ โดยใช้ตัวชี้วัดจำนวนวันที่ปริมาณฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้น จำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลง โดยแบ่งเป็น 3 มาตรการ ดังนี้


การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่

มาตรการนี้เน้นการควบคุมมลพิษในช่วงวิกฤตสถานการณ์ฝุ่นละออง เป็นการดำเนินงานในระยะเร่งด่วน เพื่อควบคุมพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นละออง ได้แก่ 9 จังหวัดภาคเหนือ กทม.และปริมณฑล พื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง พื้นที่หน้าพระลาน จ.สระบุรี และพื้นที่เสี่ยงปัญหาฝุ่นละอองอื่นๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเผาในที่โล่ง เช่น จ.ขอนแก่น กาญจนบุรี

โดยแนวทางการดำเนินงานประกอบด้วย การทบทวน ประเมินผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และถอดบทเรียน เพื่อปรับปรุง แผนเผชิญเหตุ แผนตอบโต้สถานการณ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในช่วงเกิดวิกฤตสถานการณ์ โดยใช้กลไกการจัดการแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งมีกลไกการสั่งการ ตามปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ดังนี้



ระดับที่ 1 PM2.5 มีค่าไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หน่วยงานดำเนินภารกิจตามสภาวะปกติ

ระดับที่ 2 PM2.5 มีค่าระหว่าง 51-75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หน่วยงาน ดำเนินมาตรการให้เข้มงวดขึ้น

ระดับที่ 3 PM2.5 มีค่าระหว่าง 76-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคุมพื้นที่ ควบคุมแหล่งกำเนิดและกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษ

ระดับที่ 4 PM2.5 มีค่ามากกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เสนอให้จัดการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอมาตรการต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ




การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง

ระยะสั้น (พ.ศ.2562?2564)

- ควบคุมและลดมลพิษจากยานพาหนะ โดยใช้มาตรการจูงใจ เพื่อส่งเสริมให้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm มาจำหน่ายก่อนกฎหมายบังคับใช้ บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ Euro 5 ภายในปี 2564 ควบคุมการนำรถยนต์ที่ใช้แล้ว ในต่างประเทศ เข้ามาในไทย ควบคุมการนำเข้าเครื่องยนต์เก่าใช้แล้ว ทั้งรถและเรือ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ประเทศไทยบังคับใช้ต้องมีอายุไม่เกิน 5 ปี

- ปรับปรุงมาตรฐานและวิธีการตรวจวัดการระบายมลพิษจากรถยนต์ ปรับลดอายุรถที่จะเข้ารับการตรวจสภาพรถประจำปีพัฒนา ซื้อทดแทนรถราชการด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ศึกษาความเหมาะสมในการจำกัดอายุการใช้งานรถยนต์และระบบการจัดการซากรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน

- ควบคุมและลดมลพิษจากการเผาในที่โล่งภาคการเกษตร โดยให้มีการใช้ประโยชน์เศษวัสดุการเกษตรเพื่อไม่ให้มีการเผา ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหรือไม้ยืนต้นอื่นทดแทนพืชเชิงเดี่ยวพืชที่มีการเผาห้ามไม่ให้มีการเผาในที่โล่งป้องกันการเกิดไฟป่าและจัดการไฟป่า ใช้มาตรการทางสังคมกับผู้ลักลอบเผาป่า

- ควบคุมและลดมลพิษจากการก่อสร้างและผังเมือง โดยกำหนดกฎระเบียบ มาตรการและเกณฑ์ปฏิบัติในการควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง กำหนดให้การจัดทำผังเมือง และการก่อสร้างต้องคำนึงถึงการแพร่กระจายของมลพิษ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง

- ควบคุมและลดมลพิษจากอุตสาหกรรม โดยกำหนดมาตรฐาน การระบายมลพิษทางอากาศในรูปของอัตราการระบาย (Loading) ตามศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่ให้ติดตั้งระบบตรวจสอบการระบายมลพิษทางอากาศแบบอัตโนมัติต่อเนื่องที่ปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม จำพวก 3 เตาเผาเชื้อเพลิงและหม้อน้ำหรือแหล่งกำเนิดความร้อนที่มีขนาดตามที่กำหนด

- ควบคุมและลดมลพิษจากภาคครัวเรือน โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาหุงต้มและเตาปิ้งย่างปลอดมลพิษ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาเผาอิฐและถ่านปลอดมลพิษ


ระยะยาว (พ.ศ. 2565 ?2567)

- ควบคุมและลดมลพิษจากยานพาหนะ โดยบังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ Euro 6 ภายในปี 2565 บังคับใช้มาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและการใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ปรับปรุง แก้ไขการเก็บภาษีรถยนต์ประจำปีสำหรับรถยนต์ใช้งาน ห้ามนำเข้าเครื่องยนต์ใช้แล้วทุกประเภท ควบคุมการระบายฝุ่นจากการขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือและจากเรือสู่เรือ ควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศจาก Non-road Engine

- ควบคุมและลดมลพิษจากการเผาในที่โล่ง โดยให้มีการใช้ประโยชน์เศษวัสดุการเกษตรเพื่อไม่ให้มีการเผา ห้ามไม่ให้มีการเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด สำหรับพืชที่มีการเผาให้มีความเข้มงวด ใช้มาตรการหรือกลไกทางเศรษฐศาสตร์และมาตรการทางสังคม ผลักดัน ให้เกิดแนวทางรับซื้อสินค้าจากเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทางการเกษตร ไม่ให้มีอ้อยไฟไหม้ ร้อยละ 100 ในปี 2565 (มติ ครม.11 มิ.ย.2562)

- ควบคุมและลดมลพิษจากการก่อสร้างและผังเมือง โดยกำหนดกฎระเบียบ มาตรการและเกณฑ์ปฏิบัติในการควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง กำหนดให้การจัดทำผังเมืองและการก่อสร้างต้องคำนึงถึงการแพร่กระจายของมลพิษ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง รวมถึงผลักดันการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

- ควบคุมและลดมลพิษจากอุตสาหกรรม โดยทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า

- ควบคุมและลดมลพิษจากภาคครัวเรือน โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาหุงต้มและเตาปิ้งย่างปลอดมลพิษ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาเผาอิฐและถ่านปลอดมลพิษ




การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษเป็นการพัฒนาระบบ

- พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ โดยขยายเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศและให้ท้องถิ่นติดตามตรวจสอบในพื้นที่ของตนเอง

- ทบทวนปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐานแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยปรับค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ยรายปี ตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และปรับปรุงพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ศึกษาความเหมาะสมเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด

- ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการติดตามตรวจสอบ การตรวจวิเคราะห์ และนวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ รวมถึงเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้

- การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามโรดแมปอาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดนและแผนปฏิบัติการเชียงราย 2017

- จัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด

- พัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบเฝ้าระวังที่เป็นหนึ่งเดียว

- พัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง


ระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567)

- พัฒนาเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ

- ทบทวนปรับปรุงกฎหมายมาตรฐานแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยพิจารณาความเหมาะสมการปรับค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตามเป้าหมายที่ 3 ของ WHO

- ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการติดตามตรวจสอบ การตรวจวิเคราะห์ และนวัตกรรมเพื่อลดมลพิษทางอากาศ เช่น เครื่องมือการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเซนเซอร์

- การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานตามโรดแมปอาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดน และข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดน

- กลไกการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ให้มีการจัดตั้งศูนย์ดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับจังหวัด โดยใช้กลไกการจัดการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการในช่วงเกิดวิกฤตสถานการณ์ฝุ่นละออง และใช้กลไกของหน่วยงานที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ออกกฎระเบียบ แนวทาง ข้อบังคับในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง รวมถึงใช้กลไกคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นกลไกหลักร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


https://news.thaipbs.or.th/content/284755

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #10  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,993
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"นาซา" เตือนโลกอยู่ในช่วงครึ่งทศวรรษร้อนที่สุดรอบ 120 ปี

"นาซา" เตือนทั่วโลกเผชิญความร้อนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 องศาฯ แต่ถือเป็นช่วงครึ่งทศวรรษร้อนที่สุดในรอบ 120 ปี ชี้อีก 4 ปีข้างหน้าอาจแตะถึง 1.5 องศาฯ ขณะที่สถิติไทยในรอบ 37 ปี อุณหภูมิต่ำสุดแค่ 25-30 องศาฯ จากเดิม 22 องศาฯ



วันนี้(1 ต.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง องค์การนาซายืนยันว่าโลกอยู่ในช่วงครึ่งทศวรรษที่ร้อนที่สุดในรอบ 120 ปี ดังนี้ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา ระบุว่าในปี 2018 หรือพ.ศ. 2561 เป็นอีกปีหนึ่งที่ร้อนที่สุด

โดยอุณหภูมิที่วัดได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1951-1980 อยู่ที่ 0.83 องศาเซลเซียส (หรือ 1.5 องศาฟาเรนไฮต์) นับว่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่ได้มีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1880 ในความเป็นจริง 5 ปีที่ผ่านมานั้นเป็น ปีที่ร้อนที่สุดตั้งแต่มีการตรวจวัดแบบสมัยใหม่

นักวิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอวกาศจากสถาบัน Goddard ของนาซาในเมืองนิวยอร์ก ระบุว่า ในปี 2016 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยปี 2017 จะมาเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 ในปี 2015

"ข้อสรุปว่าสถิติในช่วง 5 ปีนี้ เป็นช่วงครึ่งทศวรรษที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรอบ 120 ปี"


ชี้ภายในปี 2019-2023 โลกร้อนขึ้นถึง 1.5 องศาฯ

ทั้งนี้องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวว่า อุณหภูมิในปี2016 คือปีที่ทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.2 องศาเซลเซียส เนื่องด้วยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังแรง ทำให้ความร้อนในชั้นบรรยากาศมีค่าสูงขึ้นกว่าปกติ เป็นผลให้อุณหภูมิของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนเพิ่มสูงขึ้นตามมาด้วย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเมื่อเปรียบเทียบระหว่างค่าก่อนยุคอุตสาหกรรมกับในปัจจุบัน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

หากการเพิ่มขึ้นยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้มีความเป็นไปได้ถึง 10 % ที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสในปีใดปีหนึ่งในช่วงระหว่างปี 2019-2023

โดยองค์การ NASA ได้กล่าวเสริมว่า อุณหภูมิดังกล่าวอาจจะเกิดการผันผวนได้ตามแต่ละภูมิภาค แต่บริเวณอาร์กติกจะเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะ โลกร้อนรุนแรงที่สุด เห็นได้จากธารน้ำแข็งที่หดตัวและมีการลดลงของจำนวนน้ำแข็งในทะเลอย่างต่อเนื่อง


ภาพ : กรมอุตุนิยมวิทยา


อุณหภูมิในระยะยาวมีแนวโน้มสูงขึ้น

ในส่วนของนักวิจัยจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก มีความเห็นว่าควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับแนวโน้ม
สถิติของอุณหภูมิในระยะยาวมากกว่าการจัดอันดับให้กับอุณหภูมิสูงสุดที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเนื่องจากหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีกเรื่อยๆในปีถัดไป และดูเหมือนภาวะโลกร้อนน่าจะสร้างสถิติ

"อุณหภูมิสูงที่สุดในปี 2019 แต่หากย้อนอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 2001 เกิดขึ้นทั้งหมด 18 ครั้ง แล้วในรอบ 19 ปี"

Dr. Gavin Schmidt ผู้อำนวยการแห่งสถาบัน GISS ได้กล่าวไว้ว่าปี 2018 เป็นปีหนึ่งที่มีอุณหภูมิสูงเป็นลำดับต้นๆ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 2 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 1 องศาเซลเซียส ซึ่งเวลาที่ยาวนานที่โลกต้องเผชิญในปีที่ร้อนที่สุดดูจะสำคัญเหนือกว่าการจัดอันดับความร้อนให้กับโลกในแต่ละปี

ผลค่าวิเคราะห์อุณหภูมิขององค์การนาซ่า ที่ได้จากการรวบรวมอุณหภูมิผิวพื้นทั้งหมดที่ได้จากสถานีตรวจอากาศภาคพื้นกว่า 6,300 แห่ง รวมทั้งการสำรวจอุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเลที่ได้จากเรือ ทุ่น และสถานีวิจัยในแอนตาร์กติกาทั้งหมด

โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาได้เกิดอุณหภูมิสูงขึ้นมากอย่างผิดปกติทั้งที่วัดได้จากบนภาคพื้นดินและมหา สมุทร ซึ่งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกได้ถึงสภาพอากาศที่มีความรุนแรงและผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและระบบนิเวศน์อีกด้วย


ฤดูหนาวของไทยอุณหภูมิต่ำสุดแค่ 25-30 องศา

สำหรับอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทย เมื่อพิจารณาในช่วงเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2524-2561) พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น ในอดีตกลางวัน และกลางคืนอุณหภูมิแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งไม่ได้ร้อนทั้งวัน แต่ปัญหาสภาพอากาศในปัจจุบันนี้คือ ลักษณะอากาศมีความร้อนอบอ้าวทั้งวัน ทั้งที่กลางคืนควรจะเย็นลงกลับไม่เย็น อุณหภูมิต่ำสุด และสูงสุดใกล้เคียงกันโดยอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30-40 องศาเซลเซียส ทำให้คนรู้สึกถึงอากาศที่ร้อนจัด

"จากข้อมูลภูมิอากาศในอดีตค่าเฉลี่ยอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศไทยคือ 22 องศาเซลเซียส แต่ในปัจจุบันอุณหภูมิต่ำสุดกลับสูงขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25-30 องศาเซลเซียส"


ภาพ : กรมอุตุนิยมวิทยา

ขณะที่อุณหภูมิสูงสุดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ย 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นมาผิดปกติ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงในหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนรายปีในประเทศไทยยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีความผันแปรไปตามปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝนในแต่ละปี แต่สิ่งที่ค่อนข้างชัดเจนคือจำนวนวันที่ฝนตกมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ความเข้มของฝนที่ตกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น


https://news.thaipbs.or.th/content/284750

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:34


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger