เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2557

กรมอุตุนิยมวิทยา



สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว และจะแผ่เข้าปกคลุมประเทศไทยตอนบนต่อไป ในขณะที่บริเวณประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ประกอบกับในช่วงวันที่ 4-7 เมษายน 2557 คลื่นกระแสลมตะวันตกจากประเทศพม่าจะเคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่ โดยมีผลกระทบดังต่อไปนี้

1. ในวันที่ 4 เมษายน 2557 บริเวณจังหวัดเลย ชัยภูมิ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา

2. ในช่วงวันที่ 4-5 เมษายน 2557 บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

3. ในช่วงวันที่ 6-7 เมษายน 2557 บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา

ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ป้ายโฆษณา ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง

อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณช่องแคบมะละกา ทำให้ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามัน มีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โอกาสมีฝนตก ร้อยละ 40 อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 3-6 เม.ย. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับในช่วงวันที่ 4-7 เม.ย. คลื่นกระแสลมตะวันตกจากประเทศพม่าจะเคลื่อนเข้ามาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่และอุณหภูมิจะลดลง 7-10 องศาเซลเซียส

หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 8-9 เม.ย. ความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลงและคลื่นกระแสลมตะวันตกได้เคลื่อนไปปกคลุมประเทศลาว ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง

สรุปการคาดหมาย ส่วนในช่วงวันที่ 3-7 เม.ย. ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น ส่วนภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นในระยะนี้


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 3-7 เม.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน ซึ่งมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้ในบางพื้นที่ไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast3.jpg (75.5 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

ไทยรัฐ


ฉลามขย้ำ...หญิงออสซี่อีกราย



สะเทือนขวัญอีก…หญิงชาวออสเตรเลีย วัย 63 เคราะห์ร้าย โดนฉลามกัด ขณะว่ายน้ำที่ชายหาดยอดนิยม ในรัฐนิวเซาท์ เวลส์ ของออสเตรเลีย

สำนักข่าวบีบีซีรายงานเมื่อ 3 เม.ย. ว่า นางคริสตินา อาร์มสตรอง วัย 63 ปี คือหญิงออสเตรเลียเคราะห์ร้าย ซ่ึงเธอได้ถูกฉลามกัดทำร้ายจนเสียชีวิต ขณะว่ายน้ำอยู่ที่ชายหาดในหมู่บ้านธัชรา ซึ่งเป็นชายหาดยอดนิยมในรัฐนิวเซาท์ เวลส์ และสามีของนางอาร์มสตรองได้เห็นฉลามที่กำลังทำร้ายภรรยาของเขาด้วยตนเอง โดยมีลำตัวยาวประมาณ 3-4 เมตร

หลังได้รับแจ้งเหตุร้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียสั่งปิดชายหาดทันที และระดมกำลังใช้เรือและเฮลิคอปเตอร์เพ่ือพยายามช่วยกันค้นหาร่างของนางอาร์มสตรอง แต่การค้นหาต้องยุติลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่ดี ทั้งนี้ เกิดเหตุฉลามทำร้ายผู้คนที่กำลังว่ายน้ำจนเสียชีวิตหลายราย บริเวณชายหาดหลายแห่งของออสเตรเลียในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

เดลินิวส์


หลีกเลี่ยง-อย่าละเลย ‘พิษทางอากาศ’ เพชฌฆาตฆ่าไม่รู้ตัว!



เรื่องของ’มลพิษทางอากาศ“ในประเทศไทย นับวันก็จะยิ่งน่าเป็นห่วง และจำเป็นต้องกลัว ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ กลิ่น ควัน แก๊สพิษ ซึ่งสามารถก่ออันตรายแก่ร่างกายมนุษย์ได้ ทั้งแบบที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว หรือรู้อีกทีก็สายเกินแก้สามารถจะทำให้เจ็บป่วย หรือถึงขั้นเสียชีวิต โดยระยะหลัง ๆ มานี้ก็เป็นข่าวอยู่บ่อย ๆ

อย่างเช่นกรณี “ไฟไหม้บ่อขยะ”

หรือกรณี “แก๊สพิษในบ่อพักน้ำเสีย”

ทั้งนี้ กับกรณี “ไฟไหม้บ่อขยะ” ที่เมื่อเร็ว ๆ นี้เกิดเหตุใหญ่ขึ้นที่ จ.สมุทรปราการ ทางกระทรวงสาธารณสุขระบุถึงอันตรายที่อาจจะตามมาเอาไว้ อาทิ... ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ไล่ตั้งแต่แค่ทำให้มีอาการแสบจมูก แสบตา คอแห้ง ระคายเคืองผิวหนัง ทำลายเนื้อเยื่อปอด และในระยะยาวอาจจะเป็น มะเร็งปอด ได้, คาร์บอนไดออกไซด์ นี่ก็อย่าคิดว่าไม่ร้าย หากร่างกายได้รับเป็นเวลานาน จะมีผลทำให้สมองขาดออกซิเจน ทำให้ง่วงซึม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว หมดสติ และอาจถึงขั้น เสียชีวิต ได้

กับกรณี “แก๊สพิษในบ่อพักน้ำเสีย” เมื่อเร็ว ๆ นี้เกิดเหตุใหญ่ขึ้นที่ จ.ภูเก็ต มีผู้เสียชีวิตถึง 4 ราย โดยสาเหตุนั้นก็มีการระบุถึง ไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ แก๊สไข่เน่า ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า...อันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศเกิดเป็นระยะ และมักมีการเสียชีวิตหมู่ ซึ่งในช่วงปี 2546-2556 เกิดเหตุการณ์ 9 ครั้ง มีผู้ประสบเหตุ 32 ราย เสียชีวิตถึง 28 ราย หรือร้อยละ 88 และผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 50 เป็นผู้ที่ลงไปช่วยเหลือผู้ที่หมดสติโดยขาดอุปกรณ์ป้องกันแก๊สพิษ เช่น แก๊สไข่เน่า, แก๊สมีเทน, คาร์บอนมอนอกไซด์

นี่เป็นตัวอย่าง ’อันตราย“ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น

มีทั้งแบบที่รู้เลย และที่ยังต้องติดตามดู??

อย่างไรก็ตาม ว่ากันถึงเรื่องอันตรายจากมลพิษทางอากาศ กลิ่น ควัน แก๊สพิษ ยังมีอีกหลายกรณี ซึ่งทางนักวิชาการผู้สันทัดกรณี ดร.ทรรศนีย์ พฤกษาสิทธิ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความรู้ความเข้าใจผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” มาว่า...มลพิษทางอากาศมีหลายชนิด ได้แก่ ฝุ่นละออง สารอินทรีย์ระเหย โลหะหนัก และแก๊สต่าง ๆ โดยแหล่งกำเนิดที่สำคัญ ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม, การจราจร, การก่อสร้าง, กิจกรรมในครัวเรือน, การเกิด ไฟป่า, การย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลชีพ

หากพิจารณาถึงโอกาสการรับสัมผัสสารพิษทางอากาศของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในเขตเมือง ดร.ทรรศนีย์ ระบุว่า...การจราจร การเผาไหม้เชื้อเพลิงยานพาหนะ ก่อให้เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 และ 10 ไมโครเมตร, สารอินทรีย์ระเหยง่าย (สารเบนซิน โทลูอีน เอทิลเบนซิน ไซลีน ฟอร์มัลดีไฮด์ สารกลุ่มอัลดีไฮด์), สารอินทรีย์กึ่งระเหย (สารพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน) เป็นต้น

นอกจากนี้ กิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างก็อาจก่อให้เกิดมลพิษใกล้ตัวได้ เช่น จุดธูป จุดกำยาน ซึ่งมีการตรวจพบสารพิษอันตรายบางชนิดในควันธูป ได้แก่ โลหะหนักทองแดง ตะกั่ว สังกะสี เหล็ก ที่เป็นองค์ประกอบที่พบในฝุ่นขนาดเล็ก สารเบนซีน โทลูอีน เอทิลเบนซีน ไซลีน พอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน

’จากตัวอย่างกิจกรรมดังกล่าว สารพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นโดยส่วนมากมาจากกระบวนการเผาไหม้สารอินทรีย์แบบไม่สมบูรณ์“...ดร.ทรรศนีย์ ระบุ พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า...กรณีที่ในบางพื้นที่มีการเผาขยะในที่โล่งเป็นประจำ ก็ถือเป็นเส้นทางการสัมผัสสารพิษทางอากาศในกลุ่มที่คล้ายการเผาไหม้สารอินทรีย์จากแหล่งอื่น ๆ เช่นกัน และยังอาจจะมีกลุ่มสารไดออกซินเกิดขึ้นด้วยหากมีการเผาไหม้ขยะพลาสติกร่วมด้วย

ทั้งนี้ นักวิชาการภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ยังระบุด้วยว่า... อันตรายของสารพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพมนุษย์มีหลายระดับ บางชนิดก่อให้เกิดผลกระทบระยะสั้น มีอาการที่สังเกตได้ชัดเจน และฟื้นฟูสภาพร่างกายให้เป็นปกติได้ บางชนิดก่อผลกระทบในลักษณะเฉียบพลัน และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต บางชนิดก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาว และเรื้อรังจนก่อเกิดมะเร็งในระบบทางเดินหายใจและอวัยวะบางแห่ง

ในกลุ่มหลัง ร่างกายจะไม่แสดงอาการใดให้เห็นชัดเจนจนกว่าจะถึงขั้นของการเกิดเซลล์มะเร็ง โดยสารพิษทางอากาศที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ได้แก่ สารเบนซีน (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) สารเอทิลเบนซีน (มะเร็งในท่อไต) สารฟอร์มัลดีไฮด์และสารพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนบางชนิด (มะเร็งปอดและระบบทางเดินหายใจ)

“จากหลักฐานการตรวจพบสารมลพิษต่าง ๆ ในอากาศ สะท้อนให้เห็นว่า อันตรายจากการรับสัมผัสอากาศที่เป็นพิษเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ การหลีกเลี่ยงการรับสัมผัสสารต่าง ๆ เป็นแนวทางที่ทำให้ลดผลกระทบที่อาจเกิดต่อสุขภาพได้”...ดร.ทรรศนีย์ ทิ้งท้าย

’มลพิษทางอากาศ“ น่าเป็นห่วง-ต้องกลัว

ประชาชนทั่วไปอย่าละเลยการหลีกเลี่ยง

และผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลก็อย่าละเลย!!!.


********************************************************************************


ซาปา ดินแดนแห่งขุนเขา



“เวียดนาม” 1ใน 10 ประเทศอาเซียน ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ไปสัมผัสกับบรรยากาศดีๆ อากาศเย็นตลอดปีรายล้อมด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ สำหรับแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นที่นิยม คือ ซาปา (Sa Pa) ตั้งอยู่บริเวณทิศเหนือของประเทศเวียดนาม จังหวัดลาวไค อยู่สูงกว่าน้ำทะเล 1,650 เมตร เป็นเมืองเกษตรกรรม เพาะปลูกพืชผักผลไม้เมืองหนาวได้ดี ซาปา ถูกขนานนามว่า “ดินแดนแห่งขุนเขา”

ด้วยภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาล้อมรอบ ความโดดเด่นของ “เมืองซาปา” คือ นาขั้นบันได ท่ามกลางลาดไหล่เขาที่ทอดตัวลงมาอย่างมีเสน่ห์ เป็นพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลลงมาจากภูเขา ทั้งน้ำตกและธารน้ำ พร้อมกับการทำเกษตรกรรมเชิงอนุรักษ์ ปลูกข้าว , ปลูกชา , ปลูกผักและผลไม้ อีกทั้งความน่ารักของคนหลายชนเผ่าที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสและรอยยิ้มแห่งความเป็นมิตร ทำให้เมืองนี้น่าอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น “หมู่บ้านกัตกัต” ของชนเผ่า Giay ชมวิถีชีวิตของชาวเขา และสัมผัสทัศนียภาพของนาขั้นบันไดบนเทือกเขาฟานสีปัน , “น้ำตกซิลเวอร์” มีความสวยงาม ตั้งอยู่ริมถนน และสามารถมองเห็นได้แต่ไกล และ “ตรามตอนพาส” เป็นจุดชมวิวสูงสุดในบริเวณซาปามองเห็นทิวทัศน์เทือกเขาฟานสีปันที่งดงาม และเป็นจุดสูงสุดในเวียดนาม ความสูง 1,900 เมตร

ทอดสายตามองบรรยากาศเมืองซาปาที่เต็มไปด้วยทิวเขาสีเขียวชุ่มชื้น ไร่นาที่เรียงเป็นระเบียบไล่ยาวลงมารู้สึกราวกับมองภาพวาด ทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ความงดงามของธรรมชาติและเหล่าพันธุ์พืช เชื่อว่าใครที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศนี้คงประทับใจเมืองนี้อย่างแน่นอน.

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

ผู้จัดการออนไลน์


“ไข่กุ้ง” หรือไข่อะไรกันแน่ บนหน้าซูชิ



บนหน้าซูชิที่สีสันสดใสชวนกิน นอกจากจะมีเนื้อปลาหลากชนิด กุ้ง หมึก และอีกสารพัดเนื้อสัตว์แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่มีอยู่เป็นประจำบนหน้าซูชิ อาหารญี่ปุ่นยอดฮิตก็คือ “ไข่กุ้ง”

แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าไข่กุ้งเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือไข่ของอะไร มาจากไหน วันนี้ “108 เคล็ดกิน” จะมาเฉลยให้ฟัง

“ไข่กุ้ง” เม็ดเล็กๆ เคี้ยวกรึบๆ ส่วนใหญ่ที่เราเห็นจะเป็นสีส้ม แต่ก็มีบ้างที่แปลงร่างเป็นสีแดง สีดำ ซึ่งไข่กุ้งนั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือไข่ปลานั่นเอง ซึ่งไข่กุ้ง (หรือไข่ปลา) ที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ Ebiko และ Tobiko

ไข่กุ้งชนิดที่เรียกว่า Ebiko นั้นเป็นไข่ที่ได้จากปลา Capelin หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่าปลาไข่ กรรมวิธีการทำไข่จากปลา Capelin มาเป็นไข่กุ้ง นั้นต้องนำไข่ของปลามาหมักและปรุงรสจนได้ไข่ที่มีลักษณะโปร่งใส และมีสีส้มๆ คล้ายกับกุ้ง ซึ่งจะเรียกกันอบ่างแพร่หลายในร้านซูชิที่ประเทศญี่ปุ่นว่า Ebiko

ส่วนไข่กุ้งที่เรียกว่า Tobiko นั้น คือไข่ที่ได้จากปลา Flying Fish หรือ ปลาบิน ซึ่งถูกนำมาใช้ทดแทนไข่จากปลา Capelin ที่มีปริมาณปลาลดน้อยลงไปมาก และได้เรียกไข่จากปลาบินว่า Tobiko เพื่อป้องกันการสับสน

แต่รสชาติของไข่กุ้งที่มาจากไข่ปลาทั้งสองชนิดนั้นแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ลักษณะจะเป็นไข่เม็ดเล็กๆ มีเปลือกไข่ที่แข็งเพียงเล็กน้อย และเมื่อเคี้ยวจะกรุบๆ มีรสเค็มอ่อนๆ ความแตกต่างกันที่มีเพียงเล็กน้อยก็คือ Ebiko จะมีกลิ่นเฉพาะตัวมากกว่า และมีราคาแพงกว่า

และที่เราเห็นไข่กุ้งเป็นสีสันต่างๆ นอกจากสีส้ม ก็เพราะเกิดจากการย้อมสีให้มีสีสันและรสชาติที่แตกต่างกันออกไปอีกเล็กน้อย อย่างไข่กุ้งสีดำ ย้อมมาจากหมึกของปลาหมึก หรือไข่กุ้งสีเขียว ก็ย้อมมาจากวาซาบิ นั่นเอง

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

มติชน


เชื่อไหม ไทยติดอันดับโลก 1 ใน 10 ของประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก




เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พบว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก รองจากอินเดีย จีน สหรัฐ ปากีสถาน และญี่ปุ่น โดยน้ำที่นำไปใช้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เพื่อการส่งออกเฉลี่ย 2,131 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี และยังไม่มีการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือวัดร่องรอยการใช้น้ำ (วอเตอร์ ฟุตปริ้นท์) ตามแบบสากล เพราะต่อไปทั่วโลกจะนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมองว่าไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

"ทั่วโลกมีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้เร็วๆ นี้ จะเกิดมาตรการกีดกันทางการค้า จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนกับภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย สศอ.จึงร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วย วอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก โดยจะยกระดับผู้ประกอบการอาหารส่งออกไม่น้อยกว่า 24 ราย ได้ดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยจะได้ปริมาณค่าอ้างอิงวอเตจอร์ฟุตปริ้นท์ ในกลุ่มอาหารที่สำคัญของอุตฯ อาหารไทย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการรับสมัครและอยู่ระหว่างการเข้าให้การปรึกษาขั้นต้นและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและประสงค์เข้าร่วมโครงการ" นายสมชายกล่าว

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

แนวหน้า


ศาลปกครองสูงสุดเฉียบ! สั่งกรมควบคุมมลพิษห้ามเมล์ควันดำวิ่งถนน



3 เม.ย.57 ที่ศาลปกครองกลาง นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวน และองค์คณะ มีคำพิพากษา ให้กรมควบคุมมลพิษ( คพ.) ผู้ถูกฟ้องที่ 2 กำหนดแผนปฏิบัติการกำกับดูแล ติดตาม ควบคุมเพื่อไม่ให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ปล่อยรถยนต์โดยสาร และรถร่วมบริการของเอกชนออกวิ่งโดยปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน และรายงานผลการปฏิบัติการตามแผนดังกล่าวต่อศาลทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้ กรมควบคุมมลพิษ ผู้ถูกฟ้องที่ 2พิจารณาดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อประกาศ กำหนดให้รถยนต์โดยสารของ ขสมก.ผู้ถูกฟ้องที่ 1และรถร่วมบริการของเอกชนต้องถูกควบคุมการปล่อยอากาศเสีย ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 68

โดยคดีนี้ มูลนิธิป้องกันควันพิษและพิทักษ์สิ่งแวดล้อม นายป๊อก แซ่เจีย นายทวี ทองโต และ นางลัดดา ทีสานนท์ ประชาชนผู้ที่อาศัยในพื้นที่ กทม. และเขตปริมณฑล ยื่นฟ้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ( ขสมก.) และกรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีที่ผู้ฟ้องทั้งสี่ ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่ ขสมก. ผู้ถูกฟ้องที่ 1ไม่ได้ดำเนินการสั่งควบคุม กำกับดูแล และวางแผนเดินรถในสังกัด และไม่จัดระบบการเดินรถของเอกชนร่วมบริการ ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยไร้มลพิษและควันดำ หรือไม่ให้เกินมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนด ซึ่งอธิบดีและรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ปี 2545 ว่า สาเหตุหลักประการหนึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เกิดจากรถโดยสารประจำทางทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลสั่ง ขสมก. ผู้ถูกฟ้องที่ 1ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเข้มงวดและเพียงพอในการจัดการป้องกันแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการต่างๆ ไม่ให้รถสังกัด ขสมก. และ รถเอกชนร่วมบริการทุกบริษัทเกิดควันดำเกินมาตรฐาน และให้ คพ. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเข้มงวดและเพียงพอ เกี่ยวกับการลดมลพิษทางอากาศและต้องดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรการที่ คพ.กำหนด ภายในเวลา 60 วัน หรือตามที่ศาลปกครองกำหนด และให้แจ้งความคืบหน้าให้ผู้ฟ้อง รวมทั้งสาธารณชนทราบเป็นลายลักษณ์อักษรทุก ๆ สัปดาห์

ขณะที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า ขสมก. ผู้ถูกฟ้องที่ 1ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยปล่อยให้มีรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. หรือรถร่วมเอกชนที่ออกวิ่งโดยปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียเกินมาตรฐาน และกำหนดให้ ขสมก. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะไม่ให้รถโดยสารประจำทางของ ขสมก. และรถร่วมบริการ ก่อให้เกิดมลพิษจากท่อไอเสียเกินมาตรฐานอีก และให้รายงานผลตรวจวัดไอเสียของรถประจำทาง ขสมก.และรถร่วมบริการต่อศาลทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ส่วน คพ. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ให้ยกฟ้อง ต่อมาผู้ฟ้อง และผู้ถูกฟ้องยื่นอุทธรณ์

ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาคำฟ้องและกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาว่า ขสมก. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย ซึ่ง ขสมก.เป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลการขนส่ง กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการให้เอกชน ผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างประกอบการขนส่งบุคคล ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานควบคุมมลพิษทางอากาศ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตลอดจนไม่ควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ขสมก.ผู้ถูกฟ้องที่ ต้องจัดให้รถโดยสารของ ขสมก. และรถร่วมบริการขิงเอกชนทุกคัน อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้ ซึ่งสภาพของรถต้องมั่นคงแข็งแรง และไม่ก่อให้เกิด มลพิษ อุทธรณ์ของ ขสมก. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์


รายงาน : เรือหลวงพระทอง ตอนที่ 1



ภารกิจสุดท้ายของ “เรือหลวง พระทอง” หลังปลดประจำการแล้ว คือ นำมาจัดสร้างเป็นอุทยานการเรียนรู้ใต้ท้องทะเล เพื่อทำเป็นแนวปะการังเทียม และแหล่ง ดำน้ำใต้ท้องทะเล ที่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ติดตามรายละเอียดจากรายงานพิเศษ “เรือหลวงพระทอง” ตอนที่ 1

เรือหลวงพระทอง เป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ของทัพเรือไทย เรือหลวงพระทองถูกต่อขึ้นที่อู่เจฟเฟอร์สันโบ็ท ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกองทัพเรือไทย ได้สั่งซื้อมาประจำการตั้งแต่พุทธศักราช 2520 เป็นต้นมา เรือหลวงพระทอง ตัวเรือมีขนาดความยาว 98.1 เมตร กว้าง 15 เมตร มีระวางขับน้ำปกติ 1780 ตันกรอส ความเร็วสูงสุด 11.2 นอต เรือหลวงพระทองได้ทำหน้าที่รับใช้ชาติ ในการพิทักษ์น่านน้ำไทย ในราชการราชนาวีไทยมากว่า 30 ปี และได้ปลดระวางไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมากองทัพเรือไทยได้มอบเรือหลวงพระทองให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อนำไปจัดทำเป็นบ้าน ที่อยู่อาศัยของปลา ปะการัง และสัตว์ทะเลในท้องทะเลไทย ตามแนว พระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ ยังมีเรือหลวงอีก 3 ลำ ที่ปลดประจำการพร้อมกับเรือหลวงพระทอง ได้แก่ เรือหลวงโกลำ/เรือหลวงตะลิบง และเรือหลวงราวี

จากการดำเนินการโดยภาคประชาชนชาวจังหวัดพังงา นำโดยนายกฤษ ศรีฟ้า ประธานมูลนิธิรักษ์พังงา ร่วมกับจังหวัดพังงา นำโดยนายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ดำเนินการประสานงานกับหน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จ ทุกกระบวนการในการนำ "เรือหลวงพระทอง" ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับเกาะพระทอง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา กลับมาไว้ที่จังหวัดพังงา เพื่อเป็นความภาคภูมิใจของชาวพังงา เนื่องจากเรือรบหลวงที่มีชื่อในถิ่นใดๆ เมื่อปลดระวาง แล้วจะต้องกลับไปอยู่ตามชื่อถิ่นนั้นๆ หรือกลับสู่มาตุภูมินั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ภารกิจสุดท้ายของเรือหลวงพระทองที่กำลังจะเกิดขึ้น ภายหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจการรับใช้ชาติในกองทัพเรือไทย คือจะถูกนำกลับไปจมไว้ ณ มาตุภูมิ หรือพื้นที่ตามชื่อของเรือหลวง หรือเรือรบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อไว้ ถือได้ว่าเป็นการเสร็จสิ้นภารกิจครั้งสุดท้าย ที่จะคอยเฝ้าพิทักษ์ท้องทะเลไทย

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 04-04-2014
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,598
Default

ประชาชาติธุรกิจ


เที่ยวบางสะพาน ตำนานทองเนื้อเก้า ชมงาน "ปั้นทรายใต้แสงจันทร์ สานฝันเยาวชนสู่งานศิลป์"



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ พาท่องล่องประจวบกันอีกครั้ง คราวนี้พาไปตะลุยอำเภอบางสะพาน กับคำขวัญที่ว่า “พระธาตุเจดีย์สูงเสียดฟ้า มากคุณค่าทองเนื้อเก้า เด่นเรื่องราวการท่องเที่ยว หนึ่งเดียวอุตสาหกรรมเหล็ก ชุมชนใหญ่เล็กรักสามัคคี ไหว้พระดี ปู่อินทร์ปู่ท้วม”

อำเภอบางสะพาน เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่มาของทองบางสะพาน ที่เลื่องชื่อในเรื่องการร่อนทองที่ ตำบลร่อนทอง บางสะพาน เป็นอำเภอที่มีเศรษฐกิจที่ดีในระดับหนึ่งของประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากมีประชากรมาก และมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นชายทะเลบ้านกรูด เกาะทะลุ



“บุญญฤทธิ์ แดงรักษา” ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลร่อนทอง เล่าวว่า ทองบางตะพาน หรือ ทองบางสะพาน เป็นที่ขึ้นชื่อมาก มีผู้กล่าวว่าเป็นทองเนื้อดีที่สุดในโลก เหลืองอร่าม ยิ่งใช้ยิ่งสุกปลั่ง เนื้ออ่อนกว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์ ทองนี้เวลาขุดได้จะมีดินปนอยู่บ้าง แต่ไม่ต้องใช้กรรมวิธีถลุงให้เหนื่อยยาก

“ทองบางสะพาน” มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ทองนพคุณ” เป็นทองเนื้อเก้า หมายถึง เป็นทองที่มีราคาเก้าบาทต่อน้ำหนัก 1 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าทุกแหล่งในประเทศไทย

แหล่งที่มีทองบางสะพานนั้นมิได้อยู่ในตำบลกำเนิดนพคุณ แต่อยู่ในตำบลร่อนทอง เรียกกันว่า บ้านป่าร่อน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอ ประมาณ 16 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากถนนเพชรเกษมประมาณ 4 กิโลเมตร

ในปัจจุบันยังคงมีการขุดหาทองอยู่ แต่เป็นการขุดหาด้วยมือ ดินในบ่อทองจะมีชื่อเรียกแต่ละชั้นแตกต่างกันออกไป ดินชั้นบนเรียกว่า “ดินเมือง” จากดินเมืองต่อไปเป็น “ดินกรัง” ดินชั้นนี้อาจเรียกว่า “ดินหลังสะ” และลึกต่อลงไปเรียกว่า “ดินใช้” คือดินที่มีแร่ทองคำปนอยู่

เขาก็จะเอาดินใช้นี้มาแยกหา เนื้อทอง โดยการใช้ภาชนะเรียกว่า “เลียง” (คือภาชนะที่ทำด้วยไม้รูปกลมก้นแหลม คล้ายหมวกญวน) ใส่ดินใช้แล้วนำไปขยำบี้กับน้ำให้เป็นโคลน แล้วเอียงเลียงให้น้ำในคลองพัดโคลนให้หมุนวนออกจากเลียงไป คงเหลือแต่สินแร่ทองลงอยู่ก้นเลียง คลองที่เอาดินใช้ไปร่อนล้าง มีชื่อว่า “คลองทอง”

ฟังตำนานการร่อนทองอิ่มอกอิ่มใจกันแล้ว ไปชมงานประติมากรรม ปั้นทรายใต้แสงจันทร์กันบ้าง

“พสิษฐ์ตา อินทร์พันธ์” ผู้อำนวยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ บอกว่า ททท.ได้ร่วมกับเทศบาลตำบลบ้านกรูดเชิญชวนร่วมงานประเพณีสงกรานต์และร่วมปั้นทรายใต้แสงจันทร์ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 12 -17 เมษายน 2557 ณ ชายหาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการผลักดันกิจกรรมท้องถิ่นการปั้นทรายของหาดบ้านกรูดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

“ธงชัย เพชรสกุลทอง” นายกเทศบาลตำบลบานกรูด เสริมว่า บ้านกรูดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ชายหาดนี้จะไม่มีร่ม หรือ เก้าอี้ ไม่มีสิ่งเกะกะสายตาของนักท่องเที่ยว และที่เลือกการปั้นทรายมาเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้นเนื่องจากชายหาดทะเลแถบจังหวัดประจวบทั้งหมด จะมีทรายละเอียด สวยงาม น่าสัมผัส

สิ่งสำคัญคือ การปั้นทรายไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

นอกจากเรื่องปั้นทราย ที่นี่ก็จะมีการแล่นเรือใบ ซึ่งเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก

เพราะชายหาดบ้านกรูด นอกจากทรายสีขาวละเอียด น้ำทะเลสีครามสดใส ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าว ทิวทัศน์สวยงามแล้ว บ้านกรูดยังมีชุมชนประมงกระจัดกระจายตัวอยู่ตลอดชายหาดบ้านกรูด วิถีชีวิตแบบชาวประมงดั้งเดิมยังหาชมได้ที่นี่

ห่างจากบ้านกรูดไม่ไกลนัก มีเขาธงชัย ซึ่งเป็นจุดชมวิวและยังเป็นที่ประดิษฐานของพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ และ พระพุทธกิติสิริชัย ที่งดงามตระการตาคู่กับหาดบ้านกรูดอีกด้วย

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:24


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger