เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 10-04-2014
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,978
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม: วันพฤหัสบดีที่ 10เมษายน 2557

กรมอุตุนิยมวิทยา



สภาวะอากาศทั่วไป

ความกดอากาศต่ำจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนขึ้นโดยทั่วไป ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้บางแห่ง ขอให้ประชาชนยังคงต้องระวังอันตรายจากลักษณะอากาศดังกล่าว ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ป้ายโฆษณา ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆบางส่วนกับมีอากาศร้อน และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 9-10 เม.ย. ความกดอากาศต่ำจากความร้อนปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน บริเวณประเทศไทยจะมีอากาศร้อนโดยทั่วไป และมีอากาศร้อนจัดในบางพื้นที่ของภาคเหนือ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงบางแห่ง
หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 11-15 เม.ย. ลมตะวันออกเฉียงใต้จะพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาบริเวณปกคลุมบริเวณประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น

อนึ่ง พายุโซนร้อน “เผย์ผ่า” (Peipha) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก จะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงวันที่ 12-13 เมษายน 2557 โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 11-15 เม.ย. ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรงไว้ด้วย
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg EQ100414.jpg (96.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg FC100414.jpg (35.9 KB, 0 views)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 10-04-2014
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,978
Default

เดลินิวส์

คุมเข้มคุณภาพน้ำประปาช่วงหน้าร้อน



นายปริญญา แน่นหนา ผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพน้ำ การประปานครหลวง (กปน.) แจ้งว่า ในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม ของทุกปี เป็นช่วงที่มีอากาศร้อนมาก ทำให้ประชาชนใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคมากกว่าปกติ และยังมีการการแพร่ระบาดของเชื้อโรคระบบทางเดินอาหาร ดังนั้น กปน. จึงมีการเพิ่มปริมารณคลอรีนในน้ำประปา ที่โรงงานผลิตน้ำต่าง ๆ มากขึ้นจากปกติเล็กน้อย แต่ยังเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO เวอร์ชั่น 2006 โดยประสิทธิภาพของคลอรีน จะสามารถฆ่าเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงได้ รวมทั้งยังมีการตรวจสอบเชื้ออี.โคไลเป็นประจำทุกวัน ตามเกณฑ์แนะนำของ WHO ซึ่งผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำประปาไม่พบเชื้อก่อโรค นอกจากนี้ผลการตรวจสอบของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ตรวจไม่พบเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า คลอรีนในระบบผลิตและจ่ายน้ำประปา สามารถฆ่าเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารได้ และการบริโภคน้ำประปา ไม่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าน้ำประปาของ กปน. สามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย

นายปริญญา กล่าวต่อว่า การเพิ่มคลอรีน จะทำให้น้ำประปามีกลิ่นคลอรีนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณบ้านพักอาศัยที่อยู่ใกล้โรงงานผลิตน้ำ ทั้งนี้ กลิ่นคลอรีนจะระเหยไปเอง หากรองน้ำประปาใส่ภาชนะสะอาด ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที อย่างไรก็ตาม กปน. ได้ควบคุมปริมาณคลอรีนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกตลอดเวลา จึงมั่นใจได้ว่าปริมาณคลอรีนที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยแต่อย่างใด และขอให้เพิ่มความระมัดระวัง ในการเลือกรับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด โดยยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เพื่อความปลอดภัยในการอุปโภคบริโภค และเพื่อสุขอนามัยของประชาชน.

*************************************************

ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว 13 จังหวัด



รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าในปี 2557 นี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะทำฝนหลวงในสภาวะอากาศที่เหมาะสมเพื่อสร้างความชุ่มชื้นลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งป้องกันการเกิดภัยแล้ง เพิ่มน้ำในเขื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ทั้งนี้ จะมีการตั้งหน่วยปฏิบัติการ ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 1 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมาและจังหวัดพิษณุโลก ในวันที่ 1 เมษายน 2557 เป็นต้นไป ภาคกลาง ที่จังหวัดนครสวรรค์ ในวันที่ 1 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา จังหวัดกาญจนบุรี ในวันที่ 1 เมษายน 2557 และจังหวัดลพบุรี ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุดรธานี และบุรีรัมย์ ในวันที่ 1 เมษายน 2557 จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานี ในวันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไป ภาคตะวันออก ที่จังหวัดระยอง และจันทบุรี ในวันที่ 1 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา และจังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 มิถุนายน 2557 เป็นต้นไป ภาคใต้ ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 3 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันที่ 15 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศขณะนี้ มีปริมาตรน้ำรวมกันทั้งสิ้น 47,678 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 64 โดยมีปริมาตรน้ำที่ใช้การได้ 23,875 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุที่ระดับเก็บกัก ทั้งได้มีการจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา 5,300 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการใช้น้ำไปแล้ว 4,785 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 90 เนื่องจากการเพาะปลูกข้าวนาปรังเกินกว่าแผนการจัดสรรน้ำทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานกว่า 184% จึงจำเป็นต้องปรับแผนโดยใช้น้ำในอนาคตเพิ่มเติมจาก 5,300 ล้านลูกบาศก์เมตรเป็น 6,700 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากภัยหนาวที่เกิดขึ้นปลายปี 2556 ถึงต้นปี 2557 พบว่าข้าวนาปรังรอบแรกออกรวงล่าช้า จึงต้องเลื่อนการเกี่ยวออกไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งจังหวะที่น้ำเค็มขึ้นสูง กรมชลประทานจึงปล่อยน้ำเพิ่มเพื่อไล่น้ำเค็มและรักษาสภาพแวดล้อม เพื่อรักษาพื้นที่นาปรังเหล่านี้ โดยเป็นการนำน้ำในอนาคตไปใช้ก่อนประมาณ 1 พันล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีพื้นที่นาปรังบางส่วนที่เริ่มเกี่ยวข้าวไปบ้างแล้ว เมื่อเห็นน้ำไหลผ่านพบว่ามีการสูบน้ำเหล่านี้เพื่อทำนาปรังรอบที่ 2 จึงเป็นปัญหาให้ต้องปล่อยน้ำเพิ่ม

เพราะฉะนั้นการปลูกข้าวนาปรังรอบที่ 2 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน และยังพบว่าสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคในหลายพื้นที่ของประเทศ ไม่น้อยกว่า 13 จังหวัด.
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 10-04-2014
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,978
Default

มติชน

กรมควบคุมมลพิษทำแผนปฏิบัติการ 1 ปี ควบคุมควันดำ คืนฟ้าใสให้คน กทม.

วันที่ 9 เมษายน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำแผนปฏิบัติการในการกำกับดูแลติดตาม ควบคุมมิให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปล่อยรถโดยสารและรถร่วมบริการเอกชนออกวิ่งโดยปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน ตั้งเป้าควบคุมควันดำ ขสมก.เป็นศูนย์ภายใน 1 ปี คืนฟ้าใสให้คน กทม. ด้าน ขสมก.พร้อมปลดระวางรถเมล์ปรับอากาศสีน้ำเงิน 40 คันภายในเดือนพฤษภาคม

นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีคพ. เปิดเผยว่าตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 เมษายน ให้ คพ.กำหนดแผนปฏิบัติการในการกำกับดูแล ติดตาม ควบคุม เพื่อมิให้ ขสมก. ปล่อยรถโดยสารและรถร่วมบริการของเอกชนออกวิ่งโดยปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน และให้รายงานผลการปฏิบัติงานต่อศาลทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี คพ. จึงหารือเรื่องดังกล่าวกับ ขสมก. กรมการขนส่งทางบก (ขส.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เพื่อจัดทำแผนดังกล่าว ซึ่งจากข้อมูลที่ คพ. ได้รับรายงานพบว่ารถโดยสารประจำทางที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ขสมก. มีจำนวนทั้งสิ้น 15,652 คัน ซึ่งประกอบด้วย รถโดยสาร ขสมก. 3,276 คัน รถโดยสารเอกชนร่วมบริการ 3,894 คัน รถตู้ร่วมบริการ ขสมก. 5,164 คัน รถเล็กในซอย 2,297 คัน และรถมินิบัส 1,021 คัน แต่สภาพปัญหาจริงของรถที่ปล่อยควันดำเกิดจากรถที่ใช้น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นของ ขสมก. 2,757 คัน และรถเล็กในซอย 1,816 คัน ที่เหลือเป็นรถประเภทใช้ก๊าซธรรมชาติและรถที่ใช้น้ำมันดีเซลบางส่วนยกเลิกการใช้งานไปแล้ว

"คพ.และหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม ได้มีแนวทางการดำเนินงาน เช่น รถ ขสมก.จะตรวจสอบควันดำด้วยสายตาเป็นประจำทุกวัน ก่อนออกวิ่งให้บริการ การตรวจสอบควันดำด้วยเครื่องมือตรวจวัดควันดำเป็นประจำทุกเดือนเดือนละ 2 ครั้งและแก้ไขปรับปรุงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานก่อนออกวิ่งให้บริการ สำหรับรถเล็กในซอย ขสมก.จะตรวจควันดำรถเล็กในซอยทุกคัน ทุก 3 เดือน ถ้าไม่ผ่านจะติดป้ายห้ามใช้และให้ดำเนินการปรับปรุงสภาพรถ จนกว่าควันดำจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยจะเริ่มดำเนินการหลังสงกรานต์นี้ และจะมีการตรวจสอบ/ตรวจจับรถที่มีควันดำเกินมาตรฐาน ทั้งรถ ขสมก.และรถเล็กในซอย พร้อมออกคำสั่งห้ามใช้ เดือนละ 4 ครั้ง โดยมีหน่วยงาน ขสมก. กทม. ขส. คพ.และ บก.จร. ร่วมกัน ส่วนการตรวจสภาพรถซึ่งเดิม ขส.ตรวจปีละ 2 ครั้ง จะเข้มงวดเพิ่มเป็น 3 ครั้ง ซึ่งการดำเนินงานมาที่กล่าวมาข้างต้น ทั้ง ขสมก.และ ขส.จะรายงานผลมาให้ คพ.ทุกเดือน และ ขสมก.จะปลดระวาง รถโดยสารปรับอากาศสีน้ำเงินซึ่งก่อปัญหาควันดำ จำนวน 40 คัน ภายในเดือนพฤษภาคม นี้ ซึ่งจะแก้ปัญหา ควันดำได้ชัดเจนทันที"นายวิเชียร กล่าว

นายวิเชียร กล่าวว่า ที่ผ่านมา รถโดยสาร ขสมก.โดนจับข้อหาปล่อยควันดำเกินเกณฑ์มาตรฐานเฉลี่ย 2 คัน ต่อวัน นับจากวันนี้จะมีการเข้มงวดการปฏิบัติงานตามแผน และภายใน 1 ปี การโดนจับต่อวันจะเป็นศูนย์ จะควบคุมดูแลรถโดยสาร ขสมก.ให้มีการปล่อยควันดำออกมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อคืนคุณภาพอากาศที่ดีให้คน กทม.
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 10-04-2014
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,978
Default

โพสต์ทูเดย์

เช็กเรตติ้งแหล่งเที่ยวทะเลใต้-ญี่ปุ่นสุดฮอต



เมื่อวันหยุดยาวมาถึง คนไทยบางส่วนก็จะวางแผนออกท่องเที่ยว สงกรานต์ก็คืออีกช่วงสำคัญไม่แพ้ปีใหม่ที่คนไทยจะเที่ยวกัน ลองมาวัดอุณหภูมิความร้อนแรงของแต่ละจุดหมายที่คนไทยไปผ่านบริษัทนำเที่ยวว่า สงกรานต์ปีนี้..จุดหมายไหนที่เป็นดาวรุ่ง ยอดขายพุ่งกระฉูด และจุดหมายไหนที่เป็นดาวร่วง
เริ่มที่ทัวร์ในประเทศ ทรงศักดิ์ ศรีเคลือบ ประธาน บริษัท เมืองไทยครีเอทีฟแอนด์ทัวร์ เปิดเผยว่า กระแสจัดทัวร์ที่มาแรงมากช่วงสงกรานต์ปีนี้ คือ แพ็กเกจเที่ยวทะเลทางภาคใต้ ทั้งภูเก็ต กระบี่ ตรัง เกาะตาชัย เกาะหลีเป๊ะ ส่วนหนึ่งเพราะเดินทางไกล ไปยาก จึงนิยมไปกับทัวร์เพื่อความสะดวก
ขณะที่จังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจังหวัดท่องเที่ยวรองๆ ทางภาคเหนือ ยังน่าเป็นห่วง เพราะแม้จะมีคนไทยกลับไปเยี่ยมบ้านมาก แต่คนกรุงเทพฯ เลือกไปเที่ยวน้อยกว่าปีที่ผ่านๆ มา จากการระวังการใช้จ่าย
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 10-04-2014
เด็กน้อย เด็กน้อย is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: Aug 2009
ข้อความ: 1,978
Default

ผู้จัดการ

ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจบ่อขยะแพรกษาพบโรงงานลักลอบทิ้งขยะกว่า 200 โรง

astv ผู้นจัดการ - ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมลักลอบทิ้งขยะบ่อขยะแพรกษา ก่อนเข้าตรวจโรงงานฟอกหนังคาดเป็นต้นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ในบ่อขยะ ด้านเจ้าของโรงงานไหวตัวทัน ชิ่งหนีก่อนเจ้าหน้าที่มาถึง เตรียมออกหมายเรียก 200 โรงงานในบัญชีที่คาดว่ามีการลักลอบนำขขยะอุตสาหกรรมมาทิ้ง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (9 เม.ย.) นายภูวิช ยมหา ผู้อำนวยการตรวจบริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) และ ดร.สุรพล ชามาตย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมกันนำกำลังเข้าตรวจสอบที่โรงงานฟอกหนังซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยเทศบาลบางปู 88 (ซอยโรงหมี่) หมู่ 6 ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อสุ่มเก็บตัวอย่างเศษหนังสัตว์และสารเคมีที่ใช้ในการฟอกหนัง เพื่อนำมาทำการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับเศษหนังสัตว์และกากตะกอนอุตสาหกรรมที่พบในบ่อขยะภายในซอยแพรกษา ซึ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้เป็นรอบที่สองเมื่อคืนวานนี้ แต่โรงงานฟอกหนังภายในซอยดังกล่าวได้ปิดทำการ คาดว่าเจ้าของน่าจะไหวตัวทันชิงปิดกิจการก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจึงประสานตำรวจพื้นที่ให้ออกหมายเรียกตัวเจ้าของโรงงานเข้าพบ เพื่อชี้แจงและรับทราบข้อกล่าวหา

ด้านนายภูวิชเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการลักลอบทิ้งที่บ่อขยะแพรกษานั้น พบว่ามีประมาณ 200 โรง และได้ออกหมายเรียกทางผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขนส่ง และผู้กำจัด รวมทั้งได้มีการเก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรมจากโรงงานในบัญชีรายชื่อ มาเปรียบเทียบกับกากอุตสาหกรรมที่พบในบ่อขยะ สำหรับคดีนี้ได้ยกขึ้นเป็นคดีพิเศษทั้งหมด เนื่องจากมีความผิดตาม พ.ร.บ. อยู่หลายฐานความผิด ส่วน พ.ร.บ. ไหนที่ผู้ประกอบการยอมให้มีการเปรียบเทียบปรับก็ยอมความเป็นคดีๆ ไป ซึ่ง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งการแล้วว่า ให้คดีโรงงานที่เข้าจับกุมนั้นยกเป็นคดีพิเศษหมด นอกจากนี้จากการตรวจสอบรถบ่อขยะของเทศบาลบางปู ยังพบว่าได้มีการขนขยะอุตสาหกรรมไปทิ้ง ซึ่งจะได้ออกหมายเรียกไปทางเทศบาลบางปูว่าอนุญาตให้ขนขยะอุตสาหกรรมไปทิ้งได้อย่างไร สำหรับการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดใน จ.สมุทรปราการกว่า 10 โรง ได้มีการจักกุมดำเนินคดีแล้ว 7 โรง โดยจะทยอยจับกุมเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นรูปแบบอย่างและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ขณะที่ ดร.สุรพลกล่าวว่า การปราบปรามโรงงานเถื่อนจะต้องทำควบคู่กันไป เนื่องจากโรงงานเถื่อนจะไม่ได้มีการกำกับดูแล และโรงงานที่ไม่ได้ดูแลก็พบว่ามีการทิ้งของเสียที่มีโลหะหนักปนเปื้อนลงในน้ำ โดยโรงงานเหล่านี้เราจะจัดกำลังเข้ามาจับกุมการกระทำความผิดและพิจารณาดำเนินคดี เนื่องจากการทำความผิดทั้งหมดจะต้องมีขยะอันตรายและไม่มีอันตราย ซึ่งต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติปี 2535 ในส่วนในบ่อขยะแพรกษาจากการตรวจสอบวานนี้พบว่า มีชิ้นส่วนหนังสัตว์ที่เกิดจากกระบวนการฟอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นห่วง โดยในส่วนในเขตของผู้ประกอบการคงจะต้องเข้าไปกำกับดูแลว่ามีการลักลอบมาทิ้งหรือไม่ ขณะที่โรงฟอกหนังที่ได้ปิดหลบหนีไปนั้น เชื่อว่าเป็นสถานที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบการ ตรงนี้ถ้าทางเทศบาลหรือทางผู้รับเหมาขนขยะนำไปทิ้ง ก็จะไปเป็นอันตรายมาก เนื่องจากหนังเหล่านี้มีการฟอกด้วยสารโครเมียมที่มีอันตรายเท่ากับสารตะกั่ว เมื่อนำไปฝังกลบในดินก็จะซึมเข้าสู่น้ำใต้ดิน
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:16


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger