เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง โดยบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก ราชบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี และตราด สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นไป มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งในระยะ 1-2 วันนี้


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 11 - 12 มิ.ย. 62 ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น โดยบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา มีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างตั้งจังหวัดกระบี่ลงไป และอ่าวไทย มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 2-3 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 13 - 17 มิ.ย. 62 บริเวณประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ส่วนทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นลดลง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 11 - 12 มิ.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดาและอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา ควรงดออกจากฝั่ง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (95.9 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (102.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (108.8 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


วิกฤติ "ขยะตกค้าง" ปีเดียวเท่า 3 ราชมังฯ เฉลี่ยต่อวันทิ้งคนละ 1 กก.



ระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่า "คนไทยสร้างขยะกันแทบทุกวินาที" ปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นจาก 10 ปีก่อนมากกว่า 3 ล้านตัน อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของชุมชนเมืองและพฤติกรรมการกินอยู่ของคนในสังคม แค่ดื่มกาแฟแก้วหนึ่งก็มีขยะไปแล้ว 3 ชิ้น!! ใช้เยอะ ทิ้งเยอะ ทิ้งไม่เป็นที่กันก็มี ปี ๆ หนึ่ง "ขยะตกค้าง" เกือบ 10 ล้านตัน!!


ทีนี้ก่อนที่จะไปว่าเรื่องขยะตกค้าง มาดูกันก่อนว่า ปีหนึ่ง ๆ ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเท่าไร?

ในส่วนของขยะมูลฝอยไม่ได้มีแค่พวกเศษอาหารอย่างเดียว แต่มีแยกเป็น ขยะย่อยสลาย (Compostable Waste), ขยะรีไซเคิล (Recyclable Waste), ขยะอันตราย (Hazardous Waste), ขยะทั่วไป (General Waste) ใน 4 ประเภททั้งหมดนี้ รวม ๆ กันแล้ว ปี 2561 มีปริมาณขยะมูลฝอยประมาณ 27.8 ล้านตัน (เป็นพลาสติกในขยะชุมชนกว่า 2 ล้านตัน) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.64 เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีปริมาณ 27.37 ล้านตัน แล้วถ้ามาเทียบดูกับชีวิตประจำวันของพวกเรา กินข้าวมื้อหนึ่ง มีทั้งเศษอาหาร เศษผัก เศษพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม บางคนมีซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กล่องโฟมอีก เฉลี่ยอัตราการเกิดขยะมากถึง 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน และมีแนวโน้มว่า ปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศไทยจะทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วย



และที่น่ากังวลคงหนีไม่พ้น "ขยะอันตราย"

กังวลทำไม? ทำไมต้องกังวล?

ในบรรดาขยะมูลฝอยกว่า 20 ล้านตันต่อปี มีขยะอันตรายมากกว่า 3 ล้านต้น ซึ่งถึงแม้จะมีสัดส่วนน้อยที่สุดของขยะมูลฝอยทั้งหมด แต่เจ้า "ขยะอันตราย" กลับสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศมากที่สุด ความน่ากลัวของมัน คือ มีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี และเป็นขยะอันตรายที่มาจากชุมชนมากถึง 638,000 ตัน หากเทียบให้เห็นภาพแบบง่าย ๆ ก็ประมาณพื้นที่สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานเกือบ ๆ 200 สนามทีเดียว

ปริมาณมากขนาดนี้ แล้ว "ขยะอันตราย" ที่ว่ามานี่มันมีอะไรบ้าง?

เอาง่าย ๆ ดูจากภายในบ้านเราก่อน ... เริ่มตั้งแต่หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาทำความสะอาด ปากกาเคมี หรือแม้แต่น้ำยาทาเล็บของคุณสาว ๆ เองก็ใช่ด้วย

ซึ่งปัญหาของขยะอันตราย คือ พวกเรามักจะทิ้งรวมกับขยะมูลฝอยทั่วไป!! โอกาสที่มันจะปนเปื้อนกับสิ่งแวดล้อมก็ย่อมมีสูง กระทบทีไม่ใช่แค่กับพืชไม้ใบหญ้าเท่านั้น แต่ "คน" และ "สัตว์" เองก็ไม่รอด

เท่านั้นยังไม่พอ ในบรรดาขยะอันตรายทั้งหมดเป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากถึง 414,600 ตัน เพิ่มขึ้นทุกปีจนแทบจะกองเป็นภูเขา ยิ่งปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีมาแรงต้องวิ่งตามให้ทัน อย่างสมาร์ทโฟนนี่บางคนเปลี่ยนแทบรุ่นต่อรุ่น แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการจัดการอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น แต่แน่นอนว่า "ไม่เพียงพอ"

และยิ่งไปกว่านั้น ความน่าวิตกของประเทศไทยก็คือ มีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกจากต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังมีการลักลอบทิ้งในหลายพื้นที่ของประเทศด้วย ในประเด็นนี้ ภาครัฐคงไม่อาจปล่อยวางเฉยได้ เพราะแค่ในประเทศก็มากโขอยู่แล้ว หากปล่อยปละละเลยให้มีการทำเช่นนี้ คงกลายเป็น "ขยะอิเล็กทรอนิกส์ล้นเมือง"



ขยะอันตราย "อันตราย" ขนาดไหน?

ขยะอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแต่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น ทั้งตะกั่ว แมงกานีส ปรอท หรือแม้แต่สารหนู เมื่อมีการรั่วไหลและกระจายปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม หากเราได้รับสารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะทางใด ก็เหมือนกับการกิน "ยาพิษ" อย่างช้า ๆ อาการหลังได้รับสารพิษก็มีตั้งแต่อาการเบา ๆ อย่าง ปวดหัว ง่วงนอน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ระคายเคืองผิวหนัง ไปจนถึงค่อย ๆ มีผลต่อระบบประสาท กล้ามเนื้อ เสี่ยงถึงขั้นความจำเสื่อม!!

และหากได้รับในปริมาณที่มากเกินก็เสี่ยงถึงขั้น "ตาย" ได้


ขยะตกค้าง?

การกำจัดขยะมูลฝอยในแต่ละปีไม่ได้กำจัดจนเกลี้ยงหมดประเทศซะทีเดียว แต่ละปียังมีปริมาณขยะตกค้างสะสมอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วขยะตกค้างก็ไม่ได้เกิดจากใครไหนเลย เกิดจากพวกเรานี่ล่ะ ทั้งแอบเอาไปกองทิ้งไว้ แอบทิ้งตามพื้นที่สาธารณะ บ้างก็หย่อนลงน้ำ ตกค้างในทะเลก็มี ซึ่งปี 2561 มีขยะที่กำจัดไม่ถูกต้องถึง 7.36 ล้านตัน

หากนำมาเทียบกับสนามราชมังคลากีฬาสถาน พบว่า 1 สนาม จะสามารถบรรจุขยะตกค้างได้ 7,434,343 ลูกบาศก์เมตร แล้วถ้าขยะตกค้างปี 2561 ที่มีปริมาณ 7.36 ล้านตันล่ะ จะต้องใช้กี่สนาม?

เมื่อนำมาคำนวณแล้ว ปริมาณขยะตกค้าง 7.36 ล้านตัน จะมีปริมาตรประมาณมากถึง 24,533,333 ลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับสนามราชมังคลากีฬาสถาน 3 สนามครึ่ง!!

แล้วถ้ายังไม่สามารถกำจัดขยะตกค้างสะสมให้หมดได้ 100% ภายในปี 2562 อย่างที่กรมควบคุมมลพิษตั้งเป้าไว้ ในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีปริมาณขยะตกค้างประมาณ 8.86 ล้านตัน ก็เทียบเท่าปริมาตรสนามราชมังคลากีฬาสถานเกือบ 4 สนาม

และหากอีก 10 ปี ยังมีปริมาณขยะตกค้างเพิ่มอยู่อีก อยู่ที่ประมาณ 10.36 ล้านตัน อาจเทียบเท่ากับสนามราชมังคลากีฬาสถานถึง 4 สนามครึ่ง!!



หากมาดูข้อมูลสถิติปริมาณขยะมูลฝอยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2561) มีปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ย 26.05 ล้านตัน โดยมีการส่งไปกำจัดที่สถานกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนและสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยชุมชนทั่วประเทศ 3,205 แห่ง แต่เปิดดำเนินการ 2,786 แห่ง ซึ่งจากข้อมูลการกำจัดขยะมูลฝอยช่วง 10 ปี น่าสนใจว่า ในการกำจัดทั้งหมดนั้นมีการกำจัดที่ถูกต้องเฉลี่ยเพียง 7.9 ล้านตัน แต่มีขยะกำจัดที่ไม่ถูกต้องมากถึง 12.55 ล้านตัน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใส่ใจ?

หากว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนขยะตกค้างเหล่านั้นเป็น "ขยะอันตราย" และมีขนาดเทียบเท่าปริมาตรสนามราชมังคลากีฬาสถาน ...


http://www.thairath.co.th/news/1589606

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


ไขปริศนาปลามังกรจากฟันที่ดูโปร่งใส



ใต้มหาสมุทรที่ลึกนั้นมีซอกหลืบอันมืดมิดและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ หนึ่งในนั้นก็มีปลามังกร (Dragonfish) ที่นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์และหน้าตายังน่ากลัวไม่น้อย นักวิทยาศาสตร์มีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของฟันปลามังกร ที่พบว่ามีความแปลกประหลาดเนื่องจากดูโปร่งใสกลายเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบันนี้

นักวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโก ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า เริ่มแรกนั้นก็คิดว่าฟันปลาทำมาจากวัสดุที่ไม่รู้จัก แต่ก็ค้นพบว่าทำมาจากวัสดุพื้นฐานเดียวกันกับฟันมนุษย์ จากการศึกษาปลามังกรสายพันธุ์ Aristostomias scintillans อาศัยอยู่ที่ความลึก 1,000 เมตรในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ปลาชนิดนี้มีคุณสมบัติที่น่าแปลกใจ หัวตลอดจนลำตัวเป็นสีดำยาวคล้ายปลาไหล มีเส้นใยอวบเป็นแท่งห้อยลงมาจากกรามล่างและส่วนปลายเรืองแสงไว้สำหรับล่อเหยื่อ มีอวัยวะที่เรืองแสงตามความยาวของลำตัว ฟันก็มีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย



ส่วนของฟันก็เคลือบด้วยผลึกระดับนาโนฝังอยู่ในโครงสร้างโดยรอบ เนื้อฟันมีเส้นใยระดับนาโนของโปรตีนคือคอลลาเจนและเคลือบด้วยผลึกของแร่ไฮดรอกซีแอปาไทต์ (Hydroxyapatite) ที่พบได้ทั่วไปในกระดูกและฟัน ลักษณะเหล่านี้ป้องกันแสง ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เผยว่า ปลามังกรแตกต่างจากปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีปลาตกเบ็ดหรือปลาแองเกลอร์ (anglerfish) และปลาขวาน (hatchetfish) ที่มีฟันโปร่งใสและยังไม่ได้ถูกตรวจสอบ แต่นักวิจัยสงสัยว่าน่าจะมีโครงสร้างที่คล้ายกันกับปลามังกร.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1588546

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ฟรีวิลลี่ ของจริง! กลุ่มรักษ์วาฬ-โลมาดีใจกฎหมายนี้ "ตบครีบ" ให้เลย



ฟรีวิลลี่ ? เมื่อ 11 มิ.ย. ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรแคนาดาผ่านร่างกฎหมาย ที่มีชื่อเล่นว่า "ฟรี วิลลี่" ห้ามผู้ใดครอบครองวาฬหรือโลมา หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,700,000 บาท

ฟรีวิลลี่ เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายเมื่อปี 1993 หรือพ.ศ. 2536 เกี่ยวกับเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ปล่อยวาฬเพชรฆาตให้เป็นอิสระจากการถูกขังในสวนสนุก หนังเรื่องนี้กระตุ้นให้เกิดกระแสสนับสนุนการปล่อยวาฬและโลมาออกจากสวนน้ำ หรือสวนสนุกมายาวนาน

องค์กรพิทักษ์สัตว์แคนาดาออกมาแสดงความยินดีโดยทวีตข้อความว่า "พวกเราร่วมฉลองการยุติการกักขังและเพาะพันธุ์วาฬและโลมา ข่าวนี้ทำให้ต้องตบครีบให้เลย"



ส่วนพรรคกรีนของแคนาดาออกแถลงการณ์โดยระบุว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดและเป็นสัตว์สังคมจะได้ใช้ชีวิตในที่ที่เคยอยู่ในมหาสมุทร ขณะที่มีประชาชนสนับสนุนร่างกฎหมายด้วยการติดแฮชแท็ก #emptythetanks ในโลกออนไลน์

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายนี้ มีข้อยกเว้นให้ขังวาฬและโลมาได้ในกรณีที่ได้รับความช่วยเหลือหรือเลี้ยงเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ รวมทั้ง เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หรือกรณีที่สัตว์จะได้รับประโยชน์มากที่สุด


https://www.khaosod.co.th/around-the...s/news_2607926

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


สบทช.10 ตรังจัดงาน'วันทะเลโลก' เชื่อมโยงดูแลพะยูน'มาเรียม'รณรงค์ปลูกหญ้าทะเล



11 มิ.ย.62 บริเวณหาดคลองสน หมู่ที่ 2 ต.บ่อหิน อ.สิเกา จ.ตรัง ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สบทช.10ตรัง จัดกิจกรรมวันทะเลโลก โดยมี นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายไมตรี แสงอริยนันท์ ผอส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล สบทช.10 กรมทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง นายอาคม ยุทธนา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง นางสาวนันทวัน ศิริโภคพัฒน์ ผอ.ททท.สำนักงานจังหวัดตรัง ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายโรงเรียน นักเรียน นักศึกษา ชมรมประมงพื้นบ้าน ร่วมกิจกรรมด้วยการปล่อยเต่าทะเล 10 ตัว ลูกปลากะพงขาว 10,000 ตัว ลูกปูม้า 1,000,000 ตัว และกิจกรรมเก็บขยะชายหาด แนะวิธีการคัดแยกขยะอีกด้วย

นายไพบูลย์ กล่าว่า สืบเนื่องจากวันที่ 8 มิถุนายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันทะเลโลก หรือ Word Ocean Day โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้คนทั้งโลกหันมาใส่ใจร่วมกันอนุรักษ์ท้องทะเล ซึ่งแนวคิดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2535 ในการประชุมความร่วมมือของกลุ่มประชาคมโลกด้านสิ่งแวดล้อม หรือ The Earth Summit ที่เมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล จนกระทั่งในปี พ.ศ.2551 องค์การสหประชาชาติ จึงกำหนดให้วันที่ 8 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันทะเลโลก โดยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2552 ซึ่งประเทศต่าง ๆ ทั่งโลกได้ร่วมมือกันจัดกิจกรรมในการดูแลรักษาทะเลและมหาสมุทรอย่างพร้อมเพรียงกัน



นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมวันทะเลโลกมีหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมในงานแสดงว่าประชาชนในพื้นที่จังหวัดตรัง ให้ความสำคัญ ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากพื้นที่แหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของชาติ อดีตที่ผ่านมาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก เช่น การบุกรุกครอบครองที่ป่าชายเลน การใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว การจับสัตว์น้ำอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง เช่น ขยะทะเล น้ำเน่าเสีย มลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อประชาชน และประเทศชาติ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างมาก

"ความสำคัญ ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เนื่องจากพื้นที่แหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของชาติ อดีตที่ผ่านมาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก เช่น การบุกรุกครอบครองที่ป่าชายเลน การใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว การจับสัตว์น้ำอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง เช่น ขยะทะเล น้ำเน่าเสีย มลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อประชาชน และประเทศชาติ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างมาก" นายไพบูลย์ กล่าว

ด้านนายไมตรี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันทะเลโลกในครั้งนี้ ได้เชื่อมโยงกับดูแลพะยูนโดยเฉพาะเจ้าพะยูนน้อย มาเรียม มีการจัดการเรื่องหญ้าทะเล ชุมชนชายฝั่งนำความรู้ไปเพาะพันธุ์หญ้าทะเล จะนำไปฟื้นฟูหญ้าทะเลให้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นอาหารของพะยูนในทะเลตรัง ปัจจุบันก็เพิ่มจำนวนขึ้นจากปีที่แล้ว จาก 161 ตัวเพิ่มเป็น 185 ตัว ถือว่าพะยูนกว่า 70 เปอร์เซ็นของประเทศไทยอยู่ที่บริเวณเกาะลิบง จังหวัดตรัง โดยเฉพาะพะยูนน้อยมาเรียมทางศูนย์ฯได้จัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไปร่วมดูแล เฝ้าดู โดยเฉพาะในช่วงน้ำใหญ่ ช่วงน้ำลงจะน้ำจะแห้งเยอะ เพราะฉะนั้นโอกาสที่ เจ้ามาเรียมจะเกยตื้นก็มีโอกาส ช่วงน้ำลงเราจะต้องไปดูแลเจ้ามาเรียม ไม่ให้เกยตื้น ส่วนระยะเวลาที่ที่จะต้องดูแล โดยธรรมชาติลูกพะยูนจะติดแม่อยู่ประมาณ 2-3 ปี

" ตอนนี้เจ้ามาเรียมอายุประมาณ 7 เดือน คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร กว่าที่เจ้ามาเรียมกินหญ้าทะเลเองได้ เพราะตอนนี้ให้นม ฝึกให้กินหญ้าทะเลอยู่ ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปชมก็ได้กั้นเขตเพื่อให้เจ้ามาเรียมอยู่ไม่ให้เข้าไปรบกวนเยอะ เจ้ามาเรียมจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในท้องทะเล ตอนนี้ปล่อยให้เจ้ามาเรียมได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างอิสระ ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพะยูนในทะเลตรังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ส่วนเจ้ามาเรียมก็เป็นกระแสตอบรับที่ดีมาก ซึ่งโดยปกติเมื่อนักท่องเที่ยวมาดูพะยูนไม่สามารถจะมาดูวันนี้แล้วจะได้ดูวันนี้เสมอไป คิดว่าเจ้ามาเรียมจะเป็นจุดขายให้กับจังหวัดตรังในอนาคต เพราะจะคุ้นเคยกับมนุษย์" นายไมตรี กล่าว



นายไมตรี กล่าวอีกว่า เราจะต้องมีการจัดการในการมาดูแลเจ้ามาเรียมให้ดีที่สุด ให้ได้รับความปลอดภัย หลังจากได้ใช้ชีวิตในท้องทะเลได้เป็นปกติแล้ว จะต้องมีเขตที่จะดูแลเจ้ามาเรียม โดยจะมีการวางทุ่น ป้องกันไม่ให้เรือเข้าไปเป็นอันตรายกับเจ้ามาเรียม ซึ่งแต่เดิมตรังมีเจ้าโทนที่มีความคุ้นเคยกับชาวประมงกับเจ้ามาเรียมที่มีผู้คนเข้าไปดูแลเยอะต้องระวังมีสัตวแพทย์มาดูแลอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ในช่วงนี้จนกว่าเจ้ามาเรียมจะแข็งแรงและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ


https://www.naewna.com/local/419336

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


กรมประมงเตรียมตั้งธนาคารกุ้งมังกร ดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่

กรมประมงเตรียมตั้งธนาคารกุ้งมังกร และดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตีตลาดท่องเที่ยวสร้างเม็ดเงินมหาศาล



คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมประมง นำโดยนายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง และนายศิริพงษ์ พนาสนธิ์ ประมงจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ ณ บ้านท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

ได้พูดคุยกับชาวประมงพื้นบ้านถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวประมงพื้นบ้านจากการใช้มาตรการต่างๆ พร้อมติดตามการดำเนินการธนาคารปูม้าบ้านท่าฉัตรไชย และเยี่ยมชมการเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชัง และมอบพันธุ์กุ้งมังกร จำนวน 100,000 ตัว ให้กับชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อนำไปปล่อยลงในแหล่งอนุรักษ์ ซึ่งภายในปีนี้ จะจัดตั้งธนาคารกุ้งมังกร และผลักดันให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทยในอนาคต

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้ให้ข้อมูลหลังการลงพื้นที่ ณ บ้านท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ว่า "วันนี้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานของทางจังหวัดภูเก็ต ทั้งเรื่องของการดำเนินการธนาคารปูม้าบ้านท่าฉัตรไชย ซึ่งขณะนี้ทราบว่า มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ หลังดำเนินงานมา 2 ปีกว่า ชุมชนได้มีการติดตามสังเกต พบว่า ปูม้าในบริเวณบ้านท่าฉัตรไชยที่จับได้ภายหลังการปล่อยลูกปูไปมีจำนวนมากขึ้น สัตว์น้ำมีความสมบูรณ์ขึ้น และยังได้รับทราบว่าจังหวัดภูเก็ต ยังมีธนาคารปูม้า ที่มีความเข้มแข็งแบบนี้อีก 3 แห่ง คือที่บ้านปากบาง บ้านแหลมทราย และบ้านบางโรง และมีแนวโน้มที่จะมีการขยายเพิ่มธนาคารปูม้าไปยังชุมชนประมงท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ตอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมการเลี้ยงกุ้งมังกรในกระชังของเกษตรกรบ้านท่าฉัตรไชย ทำให้ทราบว่า จังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งที่มีการบริโภคกุ้งมังกรเจ็ดสีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีการนำเข้าจากต่างประเทศผ่านด่านศุลกากรภูเก็ตมากกว่า 5 พันกิโลกรัม/ปี มูลค่าสูงกว่า 18 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2560) กุ้งมังกรเจ็ดสีเป็นที่นิยมบริโภคของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากทั้งในตัวจังหวัดภูเก็ตเองและจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวรวมถึงกรุงเทพฯด้วย ถึงแม้ว่าจะมีราคาค่อนข้างสูงก็ตาม อยู่ที่ราคาประมาณ 3,500 ? 3,800 บาท/กิโลกรัม ดังนั้น จึงอยากจะผลักดันให้กุ้งมังกรเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการสร้างให้มีลูกพันธุ์กุ้งมังกรที่พอเพียงต่อการนำมาเลี้ยงต่อในกระชัง ทำให้การเลี้ยงมีความต่อเนื่องในทางการตลาด รวมถึงมาตรการอนุรักษ์กุ้งมังกรในธรรมชาติด้วย โดยเบื้องต้นภายในปี 2562 นี้ เตรียมจัดตั้งธนาคารกุ้งมังกร ณ บริเวณบ้านท่าฉัตรไชย และบ้านป่าหล่าย เพื่อสร้างให้เป็นแหล่งกระจายลูกพันธุ์กุ้งมังกร ไปสู่ในธรรมชาติ โดยทางสำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ตได้มีการวางแผนจัดทำเขตพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์กุ้งมังกรควบคู่ไปด้วยที่บริเวณเกาะทะนาน อำเภอเมือง และเกาะงำ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต



นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสพูดคุยกับประธานเครือข่ายองค์กรชุมชนท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต และตัวแทนชุมชนประมงท้องถิ่น ของจังหวัดภูเก็ต จำนวน 10 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านท่าฉัตรไชย ชุมชนบ้านบางโรง ชุมชนบ้านปากบาง ชุมชนบ้านป่าหล่าย ชุมชนบ้านราไวย์ ชุมชนบ้านบางเทา ชุมชนบ้านรายัน ชุมชนบ้านแหลมหลา ชุมชนบ้านแหลมหิน ชุมชนบ้านด่านหยิก เกี่ยวกับการทำประมงพื้นบ้านที่ชุมชนได้รับ หลังจากที่ทางภาครัฐได้ใช้มาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย IUU ซึ่งพบว่าชาวประมงพื้นบ้านต่างพอใจกับผลผลิตที่เกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัด สัตว์น้ำที่เคยหายไปก็มีกลับมา สัตว์น้ำที่เคยจับได้น้อยก็กลับมาจับได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านดีขึ้น อีกทั้ง ชาวประมงพื้นบ้านยังชื่นชมถึงแนวทางการบริหารจัดการการทำประมงของประเทศไทยเพื่อให้เกิดยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำอีกด้วย...อธิบดี กล่าว

ภายหลังการพูดคุย อธิบดีกรมประมง ยังได้มอบพันธุ์กุ้งมังกร จำนวน 100,000 ตัว ให้กับผู้แทนชาวประมงพื้นบ้านชุมชนบ้านป่าหล่าย เพื่อนำไปปล่อยลงในแหล่งอนุรักษ์พันธุ์กุ้งมังกร ที่บริเวณเกาะทะนาน บ้านป่าหล่าย อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้ง ได้ร่วมกันปล่อยลูกปูม้า จำนวน 500,000 ตัว ลงสู่ทะเลด้วย


https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/837580

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


เกาะลิบง จ.ตรัง บ้านใหม่พะยูน "มาเรียม"



มาเรียม ลูกพะยูนเน็ตไอดอล ขวัญใจของกลุ่มนักอนุรักษ์ และชาวบ้านเกาะลิบง จ.ตรัง ซึ่งยังต้องดูแลอย่างใกล้ชิดจากสัตวแพทย์ ที่คอยป้อนนม และพาว่ายน้ำ ก่อนที่จะแข็งแรง

กลายเป็น "เน็ตไอดอล" ไปแล้วสำหรับน้องมาเรียม ลูกพะยูนวัย 6 เดือน กิจวัตรประจำวันของมันเป็นที่สนใจของประชาชน รวมถึงชาวเกาะลิบง จ.ตรัง ที่เอ็นดูมาเรียมไม่ต่างกับพะยูนอื่นๆที่เคยดูแลกันมา

ในแต่ละวันมัน ยังต้องเรียนรู้การกิน โดยเฉพาะหญ้าทะเล แต่ดูเหมือนมันจะยังไม่ชอบ เท่ากับนมสูตรพิเศษที่เจ้าหน้าที่ปรุงขึ้นมาให้โดยเฉพาะ

เจ้ามาเรียมกำลังคลอเคลียว่ายน้ำเล่นกับเจ้าหน้าที่อย่างสบายใจ หลังกินนมจนอิ่มและตรวจสุขภาพประจำวันให้พะยูนน้อยตัวนี้

นมแพะ เสริมด้วยวิตามิน น้ำมันพืช เพื่อสร้างสารอาหารที่เหมาะสำหรับสัตว์ในวัยเด็ก จึงเป็นอาหารหลักของเจ้ามาเรียม ที่ต้องได้รับพลังงานร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ไป หรือวันละ 2 ลิตร

สัตวแพทย์หญิงพัชราภรณ์ แก้วโม่ง สัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกว่า นมที่เลี้ยงมาเรียม เป็นนมทดแทนใช้ในสัตว์ เป็นสูตรที่มีการควบคุมสูตรเดียวกับที่ใช้อนุบาลสัตว์

เจ้ามาเรียม ยังไม่ห่างจากแม่ส้ม เรือแคนนู ที่ทีมสัตวแพทย์และจิตอาสา เป็นผู้บังคับทิศทาง ไม่ต่างจากพะยูนตามธรรมชาติที่มักจะอยู่เป็นคู่แม่ลูก แต่สำหรับเจ้ามาเรียม มีแม่ส้มคอยพาไปออกกำลังกาย และออกหากินตามแหล่งหญ้าทะเล

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงจังหวัดตรัง แห่งนี้จึงถูกเลือกให้เป็นบ้านหลังใหม่ของเจ้ามาเรียม ไม่เพียงเพราะเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุด แต่สิ่งสำคัญกว่าคือชาวบ้านในเกาะลิบงมีความคุ้นเคยและอนุรักษ์พะยูนอยู่แล้ว

"ข้อเสียคือพะยูนเป็นสัตว์ฉลาด และเขาจะเรียนรู้ว่าคนเป็นมิตรด้วย และหลีกเลี่ยงที่พะยูนจะอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ของคน แต่พื้นที่แห่งนี้ดูแลอนุรักษ์พะยูนจึงไม่น่าจะมีปัญหา"

สอดคล้องกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.เกาะลิบง เจ้าของพื้นที่ ซึ่งสะท้อนเรื่องราวระหว่างชาวบ้านในเกาะลิงบงกับพะยูนที่เป็นเหมือนพี่น้องกันมาอย่างยาวนาน



นายประชุม เจริญฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง บอกว่า เวลาชาวบ้านออกเรือ เวลามาเจอพะยูน จะลอยลำเข้ามาใกล้เรือ และเหมือนลูกหลานมาใกล้ เป็นวิถีของพี่น้องชาวเกาะลิบง ที่อยู่ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับำพะยูน

ที่นี่จึงมีทั้งอาสาสมัครพิทักษ์ดุหยง ที่หมายถึงพะยูนในภาษายาวี ร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ช่วยกันลาดตระเวนผลัดเปลี่ยนกันสำรวจเครื่องมือประมงที่อาจเสี่ยงต่อพะยูน และคอยช่วยเหลือพะยูนที่เกยตื้น

ประกอบกับชาวบ้านที่นี่ให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะพวกรู้ดีว่า ทั้งเจ้ามาเรียมและครอบครัวพะยูนที่อยู่ที่นี่ ช่วยสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชาวบ้าน ทุกคนจึงยินดีรักษาบ้านของพวกเขาและบ้านของเหล่าพะยูนไว้ด้วย


มาเรียม เน็ตไอดอล นักอนุรักษ์

ขณะที่เพจกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์ุพืช ยังได้เผยแพร่ความน่ารักของพะยูนมะเรียม ที่กลายเป็นเน็ตไอดอล ขวัญใจสัตว์ป่าที่ทำให้คนหันมาสนใจสัตว์ทะเลหายาก โดยนำคลิปขณะมาเรียมว่ายน้ำกับแม่ส้ม ช่วงเวลาแห่งความรัก รัก...แม่ส้ม รัก...มาเรียม และช่วงเวลาแห่งการรักษาสุขภาพ #ไปว่ายน้ำกัน .!!!

"มาเรียม" พะยูนตัวแรก ที่มีคนเป็นแม่นม มีเรือพายัค สีส้ม เป็นแม่ ที่คอยพยุงกาย พาว่ายน้ำเป็นเพื่อน ที่สำคัญกว่านั้น มาเรียม เป็นพะยูนที่มีคนรัก และเป็น FC น้องมากมาย !!

#ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านและขอบคุณทุกกำลังจากทุกคน #มาเรียม #พะยูน #ลิบง Ps. ให้มาเรียมแข็งแรงเร็ววัน ให้พี่ๆแม่นมทุกท่านมีสุขภาพที่ดีเช่นกัน


https://news.thaipbs.or.th/content/280800

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #8  
เก่า 3 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 24,174
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


"แคนาดา" ผ่านกฎหมาย ห้ามจับ เพาะพันธุ์ "วาฬ-โลมา"

รัฐสภาแคนาดา ผ่านกฎหมายห้ามจับ เพาะพันธุ์สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม แต่จะไม่มีผลย้อนหลัง



ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารัฐสภาแคนาดาอนุมัติกฎหมายห้ามจับและเพาะพันธุ์สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วาฬและโลมา

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอครั้งแรกเมื่อปี 2015 โดยกฎหมายจะไม่มีผลย้อนหลัง ทำให้ สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งถูกขังอยู่แล้วอาจอยู่เช่นนั้นต่อไป นอกจากนั้นยังมีข้อยกเว้นสำหรับสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพเนื่องจากการบาดเจ็บ หรือกรณีอื่นๆ ที่ทางการอนุญาต

"นี่เป็นกฎหมายที่สำคัญอย่างมากเนื่องจากมันห้ามการเพาะพันธุ์ ทำให้รับประกันได้ว่าวาฬและโลมาที่ตอนนี้ถูกขังในแท็งก์เล็กๆ ในแคนาดาจะทนทุกข์เป็นรุ่นสุดท้าย" เมลิสซา แมทโลว์ ผู้อำนวยการรณรงค์ของกลุ่ม World Animal Protection Canada ระบุในถ้อยแถลง และเธอยังระบุด้วยว่า "หวังว่าประเทศอื่นๆ จะดำเนินรอยตามแคนาดาและหวังว่า บริษัทท่องเที่ยวต่างๆ จะตระหนักได้ว่าการท่องเที่ยวประเภทนี้ได้รับการยอมรับน้อยลงแล้ว"


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/104583

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 05:18


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger