เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง โดยประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมทั้งต้นไม้ใหญ่ สำหรับเกษตรกรควรระมัดระวังและป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 11 - 12 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้น และ

ในช่วงวันที่ 13 - 15 ก.พ. 62 อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียสในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 16 - 17 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน อุณหภูมิจะสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนลดลง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 11 - 13 ก.พ. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และควรอยู่ห่างจากป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรง และต้นไม้ใหญ่ สำหรับเกษตรกรควรระมัดระวัง และป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง ส่วนในช่วงวันที่ 16 - 17 ก.พ. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกและมีหมอกหนาไว้ด้วย

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sattelite.jpg (78.5 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (99.0 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (101.7 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ดร.ธรณ์ วอนช่วยกันดูแลท้องทะเล หลังพบฉลามวาฬตายเพราะกลืนถุงพลาสติกลงท้อง

ดร.ธรณ์ วอนช่วยกันดูแลท้องทะเล จัดการขยะพลาสติกหรือขยะทะเล หลังพบฉลามวาฬลอยไปเกยตื้นที่รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากกลืนถุงพลาสติกลงท้อง อุดตันในทางเดินอาหารจนกินอะไรไม่ได้ ย้ำอยากให้เป็นโรดแมปผ่านประชุม ครม.ไทยเร็วๆ นี้



วันนี้ (11 พ.ย.) เพจเฟซบุ๊ก "Thon Thamrongnawasawat" หรือ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลังพบฉลามวาฬลอยไปเกยตื้นที่รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย โดยสาเหตุการตายเกิดจากกลืนถุงพลาสติกลงท้อง อุดตันในทางเดินอาหารจนกินอะไรไม่ได้ทำให้ตายในที่สุด โดยไม่ได้ระบุว่าประเทศใดที่ทำให้ฉลามวาฬตาย แต่เชิญชวนให้ทุกคนในประเทศเขตอาเซียน รวมทั้งไทยที่มีผู้คนรักทะเลอย่างมากมาย ช่วยกันจัดการขยะพลาสติกหรือขยะทะเล

โดยมีเนื้อหาโพสต์ว่า "เพื่อนธรณ์ครับ นี่คืออีกหนึ่งชีวิตที่จากไปเพราะถุงพลาสติกในทะเล #ปลายักษ์ที่ตายเพราะขยะ 1 ชิ้น ฉลามวาฬเป็นปลาใหญ่ที่สุดในโลก ฉลามวาฬเป็นปลาน่ารัก กินแพลงก์ตอน อ้าปากกรองน้ำไปเรื่อยๆ ฉลามวาฬตัวนี้ก็ทำเช่นนั้น เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าของเธอ แต่เธอไม่ทราบหรอกว่าทะเลเปลี่ยนไปแล้ว ทะเลยุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อน นอกจากแพลงก์ตอน ทะเลยังเต็มไปด้วยขยะพลาสติก โดยเฉพาะถุงมากมายที่มนุษย์ทิ้งลงไป เพราะถุงพลาสติกบางแบบรีไซเคิลไม่ได้ (หรือได้ก็ไม่คุ้ม) ถุงพวกนี้แม้จะอยู่ในถังขยะ แต่หลังจากนั้นถุงจำนวนมากก็ถูกนำไปกองไว้ในภูเขาขยะ เมื่อฝนตกน้ำท่วม ถุงก็ลงไปตามแม่น้ำลำคลอง ก่อนไหลออกสู่ทะเล ทะเลจีนใต้ เป็นทะเลที่มีหลายประเทศล้อมรอบ ถุงอาจมาจากประเทศไหนก็ได้ในเขตนี้ ฉลามวาฬเป็นสัตว์ว่ายน้ำหากินไปเรื่อย บางตัวมีระยะทางหากินหลายร้อยกิโลเมตร เธอจึงไม่ใช่แค่สัตว์ของประเทศใด และถุงใบที่เธอกลืนลงคอไป ก็ไม่ใช่เป็นถุงของประเทศใด แต่เป็นถุงของพวกเราถุงที่พวกเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน 5 ใน 10 ประเทศเขตอาเซียน ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ติดอันดับ 1-10 ของโลก ถุงจากพวกเราเข้าไปอุดตันในทางเดินอาหารของเธอ แล้วเธอก็ตายศพเธอลอยไปเกยตื้นที่รัฐซาบาห์

มาเลเซียจากการชันสูตรของผู้เชี่ยวชาญ พบว่าถุงพลาสติกใบนี้แหละที่ฆ่าเธอมันอุดอยู่ในระบบทางเดินอาหาร จนเธอกินอะไรไม่ได้นี่เป็นอีกหนึ่งสัตว์หายากที่จากไปคุณค่าของฉลามวาฬเป็นที่รู้กันดี ทั้งต่อการท่องเที่ยว ต่อระบบนิเวศ ฯลฯคุณค่าของถุงก๊อบแก๊บก็รู้กันดีเพราะถ้ามันมีค่า มันคงไม่มีเกลื่อนทะเลว่าที่สัตว์สงวนที่มากคุณค่า ต้องตายเพราะถุงพลาสติกที่ไร้ค่าเพียง 1 ใบมันเป็นความตายที่น่าเศร้าที่สุดในบรรดาความตายทั้งหลาย และนั่นคือเหตุผลสำคัญสุดว่าทำไมพวกเราต้องช่วยกันจัดการกับปัญหาขยะพลาสติก/ขยะทะเลให้จงได้เพื่อช่วยกันหยุดยั้งความตายในทะเลจีนใต้ วาฬนำร่องที่ไทย วาฬสเปิร์มที่อินโด ฉลามวาฬที่มาเลย์

ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ผมเชื่อว่าพวกเราคนรักทะเลทั้งหลาย หวังอยากเห็นบทบาทของไทยในเรื่องนี้มากๆ อยากเห็น roadmap ลดขยะพลาสติกของ คกก.สิ่งแวดล้อม ผ่าน ครม. เพื่อให้เกิดการลงมือกระทำจริงจังได้ อยากเห็นนโยบายและแผนการที่ชัดเจนของบรรดาพรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงอยู่ ว่าเมืองไทยจะทำอย่างไร ตั้งเป้าไว้เท่าไหน ในเรื่องการจัดการขยะพลาสติกหรือขยะทะเล ยังอยากเห็น ภาคเอกชนและพวกเราทุกคนจะช่วยกับเพื่อนๆ ทุกคนในอาเซียน หยุดยั้งความตายเยี่ยงนี้ ให้หมดไปจากทะเลของพวกเราเสียที ภาพถ่ายโดย wildlife department of sabah"


https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000014627


*********************************************************************************************************************************************************


พบปลาพญานาคโผล่น่านน้ำบ่อยครั้ง ชาวญี่ปุ่นผวาเป็นลางบอกเหตุเกิดแผ่นดินไหวใหญ่



เดอะซัน - ชาวบ้านพบเห็นปลาพญานาคขนาดใหญ่หลายสิบครั้งในน่านน้ำรอบๆญี่ปุ่นนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่กระพือความหวาดผวาในหมู่ชาวบ้านว่าประเทศแห่งนี้อาจต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวใหญ่เร็วๆนี้

พวกชาวบ้านต่างพากันวิตกกังวลหลังมีรายงานการพบเห็นปลาพญานาคหลายต่อหลายครั้งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และในนั้นรวมถึงกรณีชาวประมงจับปลาพญานาคได้ตัวหนึ่่ง ซึ่งวัดความยาวได้ 5.5 เมตร

ตามความเชื่อเก่าแก่ พวกชาวบ้านเชื่อว่าการพบเห็นปลาพญานาค ซึ่งเป็นสายพันธุ์อาศัยอยู่ในท้องทะเลลึก คือสัญญาณว่าแผ่นดินไหวใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

พวกนักวิจัยบางส่วนเคยคาดเดาว่าปลาพญานาคเคลื่อนย้ายขึ้นมาอยู่ในแถบน้ำตื้น อาจสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็กไฟฟฟ้า ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก

อย่างไรก็ตามพวกผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องประชาชนอยู่ในความสงบ และรับประกันกับชาวบ้านว่าไม่มีความสัมพันธ์กันใดๆระหว่างปลาพญานาคกับแผ่นดินไหว

ปลาพญานาคมีลำตัวยาวสีเงิน และเชื่อว่าใช้ชวิตอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวทางเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ราวๆ 200 เมตร ขณะที่หนังสือพิมพ์เจแปน ไทม์ส ระบุว่าพวกมันอพยพมายังทะเลญี่ปุ่นบริเวณน่านน้ำของเกาะสึชิมะ

ตามตำนวนเล่าขานญี่ปุ่น ปลาพญานาคหรือปลาออร์ฟิชมีชื่อดั้งเดิมว่า "เรียวกุ โนะ สึไค" (ผู้ส่งสารจากวังของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล) ดังนั้นหากพบปลาชนิดนี้โผล่ขึ้นมาผิวน้ำหรือเกยหาดตายตามชายฝั่ง เชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แม้นักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อเช่นนั้น



ที่ผ่านมา ปลาพญานาคแทบไม่เคยติดอวนของชาวประมงเลย แต่เมื่อเร็วๆนี้กลับมีปลาพญานาคถึง 6 ตัวที่ถูกจับหรือถูกพบบนชายหาดในอ่าวโทยามะ ชายฝั่งทางตะวันตกแถบตอนกลางญี่ปุ่น นอกจากนี้แล้วยังพบปลาพญานาคอีก 2 ตัวที่ติดตาข่ายของชาวประมง นอกชายฝั่งหมู่บ้านโยมิตัน ในจังหวัดโอกินาวา ทางภาคใต้และอีก 3 ตัวอยู่จับตามจุดอื่นๆทั่วประเทศ

สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงานด้วยว่าเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา พวกชาวบ้านก็พบปลาพญานาคอีก 2 ตวนอกชายฝั่งเกาะซาโดะและเมืองโจเอะสึ นอกจากนี้ยังพบปลาสายพันธุ์เดียวกันนี้บริเวณน่านน้ำนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีใต้เช่นกัน

การพบเห็นบ่อยครั้งข้างต้นกระพือการถกเถียงของพวกชาวบ้านบนสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ โดยหนึ่งในนั้นบอกว่า "ปลาพญานาคตัวหนึ่้งก็เคยถูกพบเห็นก่อนแผ่นดินไหวครั้งเลวร้ายเดือนมีนาคม 2011" อ้างถึงเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 9.1 ซึ่งกระพือคลื่นยักษ์สึนามิสูง 30 ฟุตข้าถล่มชายฝั่ง

อย่างไรก็ตาม โยชิอากิ โอริฮารา ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโตคาอิ ซึ่งศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ที่อาจมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการพบเห็นปลาพญานาคกับแผ่นดินไหว โดย โยชิอากิ ระบุว่าผลการศึกษาของเขาไม่พบความเกี่ยวข้องใดๆ

"ปลาพญานาคมากมายถูกพบในทะเลญี่ปุ่นในช่วงฤดูหนาวปี 2009 แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้ก็เช่นกัน ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล" เขากล่าว

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอูโอซุ ให้ความเห็นว่า "การเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศและอุณหภูมิในทะเลญี่ปุ่น อาจอยู่เบื้องหลังการพบเห็นปลาพญานาคบ่อยครั้งเมื่อเร็วๆนี้ สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับ 10 ปีก่อน แต่เหตุผลที่แท้จริงคงไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะมีการตรวจสอบปลาที่จับได้แต่ละตัวก่อน"


https://mgronline.com/around/detail/9620000014833

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ฝูงหมีขั้วโลกบุก หมู่เกาะรัสเซียต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน!!



การ์เดียน - หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมรัสเซี่ยต้องส่งทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ห่างไกลหนึ่งในแถบอาร์กติก เพื่อสยบหมีขั่วโลกผู้หิวโหยหลายสิบตัวและเคลื่อนย้ายพวกมันออกมา หลังฝูงหมีขั้วโลกบุกปิดล้อมประชาชนที่พักอาศัยอยู่แถวนั้น

ปฏิบัติการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากพวกเจ้าหน้าที่บนเกาะโนวายา เซมเลีย ซึ่งประชากรราว 3,000 คน ได้ร้องขอความช่วยเหลือ "เราไม่เคยเจอการบุกรุกครั้งใหญ่ของหมีขั่วโลกเช่นนี้มาก่อน" ซิกันชา มูซิน หัวหน้าองค์การบริหารท้องถิ่นกล่าว "พวกมันไล่กวดมนุษย์"

รายงานข่าวระบุว่าประชาชนในเมืองต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าออกนอกบ้าน พ่อแม่หลายคนก็ไม่กล้าให้ลูกไปโรงเรียน เพราะกลัวจะได้รับอันตราย หลังจากหมีขั้วโลกหลายสิบตัวบุกเข้ามาเพ่นพ่านในเมือง เข้าไปในอาคาร บ้านประชาชน และสถานที่สาธารณะ เพื่อหาอาหาร สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน จนทางการต้องออกเตือนประชาชนให้ระวังตัว พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉิน

อเล็กซานเดอร์ มินาเยฟ รองหัวหน้าองค์การบริหารท้องถิ่น กล่าวว่า "ผู้คนต่างหวาดผวา กลัวไม่กล้าออกจากบ้าน ผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกไปโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็ก"



ภาพจากกล้องวงจรปิด พบเห็นหมีขาวตัวใหญ่เดินเข้ามาในบ้านหลังหนึ่ง ในเมืองโนวายา เซมเลีย ชุมชนห่างไกลของประเทศรัสเซีย เมื่อเดินสำรวจแล้วไม่เจออาหารมันก็ค่อยๆ เดินออกไป ส่วนอีกภาพเป็นฝูงหมีกำลังคุ้ยเขี่ยขยะตามถังขยะ ขณะที่ชาวบ้านพยายามบีบแตรรถขับไล่ รวมถึงใช้สุนัข แต่ก็ไม่เป็นผล

ทางการรัสเซียประกาศห้ามล่าหมีขาว ซึ่งเป็นสัตว์สงวนในพื้นที่ พร้อมระบุว่า ภาวะโลกร้อน ทำให้แหล่งอาหารและถิ่นที่อยู่ของหมีขาวได้รับผลกระทบ จนพวกมันต้องอพยพย้ายถิ่นเข้ามาหากินเข้ามาในเขตชุมชนดังกล่าว

อย่างไรก็ตามพวกเขาบอกว่าการกำจัดพวกมันอาจเป็นจำเป็นเพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกชาวบ้าน หากว่าความพยายามเคลื่อนย้ายพวกมันประสบความล้มเหลว

เมื่อปี 2016 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในพื้นที่อนุรักษ์หมีขาวอีกแห่งของรัสเซีย 5 คน เคยถูกฝูงหมีขาวปิดล้อมติดค้างอยู่บริเวณสถานีตรวจสภาพอากาศแห่งหนึ่งบนเกาะทรอยนอย ทางตะวันออกของเกาะโนวายา เซมเลีย อยู่นานหลายสัปดาห์ด้วย


https://mgronline.com/around/detail/9620000014836

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


เครือข่ายชาวเลร้องชะลอสร้างบ้านใหม่ให้มอแกน เหตุคับแคบไม่สอดรับวิถีดั้งเดิม

เครือข่ายชาวเลยื่นหนังสือชะลอสร้างบ้านหลังใหม่ให้มอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เหตุคับแคบ-เสนอขยายพื้นที่บนหาดเดิม-ปลัดทส.รับลูกนำเข้าที่ประชุม นักวิชาการแนะหน่วยราชการมุ่งช่วยชุมชนมากกว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมาย



11 ก.พ.62 - ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เครือข่ายชาวเลอันดามันนำโดยนายวิทวัส เทพสง ได้ยื่นหนังสือต่อนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวง ทส.ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลและชาวกะเหรี่ยง เพื่อขอให้ชะลอการสร้างบ้านชาวเลชนเผ่ามอแกน หมู่เกาะสุรินทร์และขยายพื้นที่เพียงพอต่อการดำรงวิถีชีวิต โดยนายวิจารย์รับปากว่าจะรีบนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม

ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือที่ยื่นระบุว่าชาวมอแกนเกาะสุรินทร์ บุกเบิกตั้งถิ่นฐานมามากกว่า 150 ปี โดยหลังจากมีการแบ่งเส้นขอบแดนและแบ่งน่านน้ำของแต่ละประเทศ ทำให้ชาวเลมอแกนในอันดามันถูกจำกัดพื้นที่การไปมาหาสู่และออกหากิน ขาดสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งๆที่ชาวเลมอแกนมีวิถีชีวิตหากินกับทะเลและชายฝั่ง พึ่งพาธรรมชาติ โดยอาศัยเครื่องมือจับปลาดั้งเดิมที่ไม่ทำลายล้างทรัพยากร เหตุการณ์ไฟไหม้หมู่บ้านมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ 61 หลังคาเรือน ทำให้มอแกนกว่า 70 ครอบครัว กว่า 273 คน ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าว ของ เครื่องใช้ เครื่องมือหากิน โดยเฉพาะเงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต

ในหนังสือระบุว่าหลังไฟไหม้แล้ว ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาช่วยเหลือ เมื่อเริ่มตั้งหลักได้ก็ต้องเริ่มสร้างบ้าน กลับไม่มีทางเลือกให้สร้างบ้านได้เหมือนเก่า ทั้งๆที่มีการบริจาคมากพอที่จะสร้างบ้านมอแกนให้พออยู่เหมือนก่อนถูกไฟไหม้ เมื่อแบบบ้านออกมาก็มีคำถามว่าคน 12 คน จะอยู่ในบ้านขนาด 3X6.5 อย่างไร โดยข้อเสนอของชาวเลมีดังนี้ 1.ชะลอกระบวนการสร้างบ้านที่มีแบบบ้านคับแคบ ไม่พออยู่อาศัยสำหรับมอแกนบางหลัง ซึ่งเดิมอาศัยรวม 2-3 ครอบครัวในหลังใหญ่ 2.ให้นำเรื่องการสร้างบ้านของชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เข้าสู่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ตาม มติ ครม.2 มิถุนายน 2553 เพื่อให้หน่วยงาน ชาวเล และทุกภาคส่วนในระดับที่พอจะตัดสินใจได้หารือเพื่อหามติ 3.ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯชาวเล เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเลชนเผ่ามอแกนเกาะสุรินทร์

ด้าน นางนฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ลงพื้นที่ชุมชนมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กล่าวว่าขณะนี้ข้าวของบริจาคบางชนิดมากเกินความจำเป็น เช่น เสื้อผ้าที่วางกองไว้มากมาย ท้ายสุดเกรงว่าจะกลายเป็นขยะ เสื้อผ้าที่รับบริจาคเป็นเสื้อผ้าทั่วไป แต่หญิงชาวมอแกนส่วนใหญ่ใส่ผ้าถุงและเสื้อชั้นใน ส่วนผู้ชายมักจะใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืด

สิ่งที่สำคัญคือการจัดกระบวนการสำหรับการแจกจ่ายข้าวของ ซึ่งควรให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม และมีบุคคลที่คอยประสานงานระหว่างภายนอกและภายใน เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่ามีอะไรที่ได้รับบริจาคครบแล้ว และยังมีสิ่งใดที่ขาดแคลนบ้าง จะได้รับบริจาคข้าวของเครื่องใช้ เครื่องมือที่ชาวมอแกนได้ใช้ประโยชน์จริงและมีความทนทานในการใช้งาน

"จริงๆ แล้วการฟื้นฟูควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างชุมชนและการประสานงานร่วมกันทั้งหน่วยงานและชุมชน ไม่ควรเน้นเชิงกายภาพ หรือเน้นการปฎิบัติภารกิจของหน่วยราชการและหน่วยที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จอย่างรวบรัด เพราะจะเกิดการนำเอาเป้าหมายของหน่วยงานเป็นตัวตั้งแต่ละเลยการสร้างความเป็นชุมชน

ที่ผ่านมา ความเจริญที่เข้ามาภายหลังเหตุการณ์สึนามิทำให้ชาวมอแกนต่างคนต่างอยู่ วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ชุมชนหันมารวมตัวกันและเรียนรู้วิถีที่จะอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ได้ แต่เข้าใจว่าหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลืออาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับวิถีวัฒนธรรม จึงเข้าใจเพียงบางเสี้ยวและได้ข้อมูลไม่รอบด้าน อยากให้รับฟังมุมมองจากชุมชน ชวนชาวบ้านมาหารือ โดยเริ่มสร้างกลุ่มบนพื้นฐานระบบเครือญาติที่มีอยู่ ไม่ใช่แต่งตั้งผู้นำเดี่ยวหรือเรียกใครคนใดคนหนึ่งมาสอบถาม และควรจะให้เวลาชาวบ้านได้มีเวลาคิดร่วมกัน พูดคุยปรึกษาหารือกันเพื่อวางแผนอนาคต ซึ่งชุมชนบ้านน้ำเค็มเป็นตัวอย่างของการฟื้นฟูตนเองจากภัยพิบัติสึนามิ? นางนฤมล กล่าว

นางนฤมล กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับชาวมอแกนนั้น เจ้าหน้าที่อุทยานฯเน้นให้สร้างบ้านในพื้นที่เดิมไปก่อน หากครอบครัวใดมีความจำเป็นก็ค่อยต่อเติมเอาภายหลัง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในผังแบบบ้านครั้งนี้มีพื้นที่โล่งสำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในชุมชนอยู่น้อย ขณะเดียวกันชาวมอแกนก็เสนอว่าควรขยับขยายพื้นที่ไปยังที่ดินอีกด้านหนึ่งของโรงเรียน ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งจะทำให้ลดความแออัดของชุมชนได้มาก และจะมีแนวกันไฟเพื่อป้องกันอุบัติเหตุอัคคีภัยในอนาคตได้ด้วย


https://www.thaipost.net/main/detail/28834

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


ตรวจสอบแมงกะพรุนพิษชายหาดแหลมสมิหลาเริ่มระบาดอีกครั้งช่วงกุมภาพันธ์ทุกปี



จนท.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ลงพื้นที่ตรวจสอบแมงกะพรุนหัวขวดที่เริ่มกลับมาอีกครั้งบริเวณชายหาดแหลมสมิหลา ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บไป 2 คนเป็นสองพ่อลูก พบถูกคลื่นซัดขึ้นมาบริเวณชายหาดหลายตัว เตือนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเด็กระวังเนื่องจากเป็นลักษณะคล้ายลูกโป่งสีฟ้าและลอยน้ำ แต่พิษไม่อันตรายถึงชีวิต

ความคืบหน้ากรณีพบแมงกะพรุนหัวขวด ซึ่งเป็นแมงกะพรุนพิษบริเวณชายหาดแหลมสมิหลา และทำให้นักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นพ่อและลูกสาวอายุ 7 ขวบถูกพิษแมงกะพรุนตามร่างกายจนต้องส่งโรงพยาบาลเมื่อวานนี้ และช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นฤดูกาลที่พบแมงกะพรุนชนิดนี้ระบาดมาตั้งแต่ปี 2558



ล่าสุดวันนี้ (11 ก.พ.62) ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง จ.สงขลา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชายหาดชลาทัศน์แหลมสมิหลา เพื่อสำรวจปริมาณว่ามีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งพบแมงกะพรุนหัวขวดถูกคลื่นซัดขึ้นมาบริเวณชายหาดหลายตัว เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบ แต่ในช่วงเช้าถึงเที่ยงยังมีปริมาณค่อนข้างน้อย เนื่องจากอยู่ในภาวะน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่นลมที่พัด

นายสันติ นิลวัฒน์ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า เริ่มพบแมงกะพรุนหัวขวดเป็นจำนวนมากในเดือนกุมภาพันธ์ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2558 แมงกะพรุนหัวขวดชนิดนี้มีลักษณะคล้ายลูกโป่งสีฟ้าและลอยน้ำ ส่วนใหญ่ที่โดนจะเป็นเด็ก เพราะว่านึกว่าลูกโป่งแล้วจับเล่น ส่วนพิษของแมงกะพรุนหัวขวดไม่ได้อันตรายถึงชีวิตแต่ก็ทำให้เจ็บปวด



ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่างจะนำป้ายเตือนและวิธีการรักษาหากโดนแมงกะพรุนพิษติดตั้งไว้บริเวณชายหาดพร้อมกับเตือนให้นักท่องเที่ยวระวังขณะลงเล่นน้ำทะเลหรือที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนชายหาดใหญ่

สำหรับชนิดของแมงกะพรุนพิษดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับแมงกะพรุนหัวขวด (Blue Bottle Jellyfish) ส่วนวิธีช่วยเหลือผู้ที่โดนพิษแมงกะพรุนให้ราดด้วยน้ำส้มสายชูบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วอย่างน้อย 30 วินาที ห้ามใช้น้ำจืดล้างโดยเด็ดขาดเนื่องจากจะกระตุ้นกระเปาะพิษให้เพิ่มมากขึ้น และห้ามถูหรือขยี้ เพราะจะยิ่งทำให้พิษกระจาย เลี่ยงการใช้เทคนิคพันรัดแน่นด้วยผ้ายืดหากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที


https://www.naewna.com/likesara/394754

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"ลูกเต่ามะเฟือง" 49 ตัวรังแรกหาดคึกคักออกท่องทะเล

ทช.เผยข่าวดี ลูกเต่ามะเฟือง รังแรกจากชายหาดคึกคัก จ.พังงา ออกจากหลุมไข่และเดินลงทะเลไปแล้วจำนวน 49 ตัว เป็นลูกเต่ารังแรกจากแม่เต่าที่ขึ้นมาวางไข่เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2561 นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี



วันนี้ (11 ก.พ.2562) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยข่าวดีว่าเมื่อเวลา 19.05 น. ลูกเต่ามะเฟืองชุดแรกบริเวณชายหาดคึกคัก จ.พังงา ที่แม่เต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่รังแรก เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2561 ได้โผล่จากหลุมทรายขึ้นมา โดยเจ้าหน้าที่ ทช.ดูแลอย่างใกล้ชิดและจัดการตามมาตรการที่กำหนดไว้ เพื่อส่งลูกเต่าคืนสู่ทะเลอันดามันอย่างปลอดภัยที่สุด

โดยลูกเต่ามะเฟืองเริ่มขึ้นมาจากหลุมตัวแรก เมื่อเวลา 19.05 น. สามารถขึ้นมาได้เอง 20 ตัวและเจ้าหน้าที่ขุดช่วยได้อีก 29 ตัว รวม 49 ตัว จากนั้นนำปล่อยในทะเลชุดแรก 20 ตัวในเวลา 20.10 น.



ส่วนชุดที่ 2 อีก 20 ตัวในเวลา 20.40 น. ตาย 1 ตัวที่ก้นหลุม ส่วนอีก 8 ตัวยังอ่อนแอ เมื่อแข็งแรงแล้วได้ปล่อยลงทะเลชุดสุดท้ายเมื่อเวลา 21.30 น.และอัตราฟักเป็นตัวคิดเป็น 55.1% โดยฟักเป็นตัว 49 ตัว จากไข่ 89 ฟอง) อัตรารอดตาย 97.96% ตาย 1 ตัว จาก 49 ตัว

ทั้งนี้ ยังพบว่ามีผู้เข้าชมภาพสดจากหาดคึกคักที่ http://loveseaturtle.dmcr.go.th เพิ่มจาก 49,000 คน เป็น 69,000 คน เพิ่มขึ้น 20,000 คนในช่วงที่มีการฟักออกจากไข่



สำหรับรังไข่เต่ามะเฟืองหลุมแรก บริเวณชายหาดคึกคัก จ.พังงา แม่เต่าขึ้นมาวางไข่เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2561 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่แม่เต่ามะเฟืองวางไข่รังแรก 118 ฟอง เป็นไข่ลม 25 ฟอง ไข่เสีย 4 ฟอง และไข่ปกติ 89 ฟอง กระทั่งลูกเต่าออกจากหลุมหลังจากใช้เวลาฟัก 56 วัน และมีการปล่อยลงทะเลไปทั้งหมด ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมารอชมและลุ้นดูลูกเต่ากันอย่างคึกคัก


https://news.thaipbs.or.th/content/277659

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 12-02-2019
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 23,913
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


เตือน !! แมงกะพรุนพิษ แหลมสมิหลา



นี่คือภาพที่นายพุฒิพงศ์ วรรณโร ที่ถูกแมงกะพรุนพิษโดนที่มือและแผ่นหลัง อุ้มบุตรสาววัย 7 ขวบ ที่ถูกแมงกะพรุนพิษบริเวณเท้าและมือ ขึ้นรถพยาบาลของมูลนิธิร่วมใจกู้ภัยเมืองสงขลา นำส่งโรงพยาบาลเมืองสงขลาทันทีเพื่อให้ถึงมือของแพทย์ให้เร็วที่สุด หลังจากที่นายพุฒิพงศ์ วรรณโร ชาวอำเภอจะนะ นำครอบครัวเดินทางมาเพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่บริเวณชายหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา จ.สงขลา และพาลูกและหลานลงไปเล่นน้ำทะเลริมชายหาดโดยตนเองก็ลงเล่นด้วย เพื่อดูแลลูกและหลาน เนื่องจากวันนี้บริเวณชายหาด ชลาทัศน์ แหลมสมิหลา จ.สงขลา มีคลื่นลมแต่ทะเลสีสวยน่าลงเล่นน้ำทะเล ไม่คิดว่าจะมีแมงกะพรุนพิษในทะเลบริเวณชายหาดชลาทัศน์

สำหรับชนิดของแมงกะพรุนพิษดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับแมงกะพรุนหัวขวด ( Blue Bottle Jellyfish ) ส่วนวิธีช่วยเหลือผู้ที่โดนพิษแมงกะพรุนให้ราดด้วยน้ำส้มสายชูบริเวณที่สัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วอย่างน้อย 30 วินาที ห้ามใช้น้ำจืดล้างโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะกระตุ้นกระเปาะพิษให้เพิ่มมากขึ้นละห้ามถู หรือ ขยี้ เพราะจะยิ่งทำให้พิษกระจายเลี่ยงการใช้เทคนิคพันรัดแน่นด้วยผ้ายืดหากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...E0%B8%99/98149

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:58


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger