เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,162
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพุธที่ 16 กันยายน 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นไปพาดบริเวณตอนบนของภาคเหนือ และประเทศลาวตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ กับมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

อนึ่ง พายุระดับ2 (ดีเปรสชั่น) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 3 (พายุโซนร้อน) "โนอึล" แล้ว คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง แล้วเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงวันที่ 18-20 กันยายน 2563 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น อ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มี ฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 16 - 17 ก.ย. 63 ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนลดลง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง

ในขณะที่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศฟิลิปปินส์จะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุหมุนเขตร้อนในระยะต่อไป โดยในช่วงวันที่ 18 ? 20 ก.ย. 63 จะเคลื่อนตัวเข้าชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 3-5 เมตร และอ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร หลังจากนั้น มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 18 ? 20 ก.ย. 63 ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรงดการเดินเรือในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุระดับ 3 (โซนร้อน) "โนอึล" (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 18 - 20 กันยายน 2563)" ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 16 กันยายน 2563

เมื่อเวลา 01.00 น.วันนี้ (16 กันยายน 2563) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน) "โนอึล" แล้ว โดยเมื่อเวลา 04.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 13.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 118.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง และจะเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในช่วงวันที่ 18-20 กันยายน 2563 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน หลังจากนั้นภาคเหนือและภาคอื่นๆ จะมีผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ มีดังนี้

วันที่ 18 กันยายน 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และร้อยเอ็ด

ภาคตะวันออก: จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล


วันที่ 19 กันยายน 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย ตาก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และร้อยเอ็ด

ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล


วันที่ 20 กันยายน 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนัก

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย และกำแพงเพชร

ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี และชัยนาท

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17-20 กันยายน 2563







__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,162
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


พิษไฟป่า 4 เมืองชายฝั่งสหรัฐฯ ติดท็อบ 10 อากาศเลวร้ายที่สุดในโลก

4 เมืองบริเวณชายฝั่งทางตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลก เนื่องจากเหตุไฟป่ารุนแรงหลายจุดทำให้ควันไฟปกคลุมไปทั่วภูมิภาค



สำนักข่าว เดอะ การ์เดียน รายงานในวันอังคารที่ 15 ก.ย. 2563 ว่า ตอนนี้เมืองพอร์ตแลน์ รัฐโอเรกอน และเมืองซีแอตเติล ในรัฐวอชิงตัน ทางตะวันตกของสหรัฐฯ ครองอันดับ 1 และ 2 เมืองที่คุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกแล้ว ขณะที่เมืองซานฟรานซิสโก และลอสแอนเจลิส ติดอันดับที่ 4 และ 6 ตามลำดับ

ผลกระทบจากเหตุไฟป่ารุนแรงที่กำลังลุกไหม้หลายจุดในรัฐแคลิฟอร์เนีย, โอเรกอน และวอชิงตัน ทำให้ทั้ง 4 เมืองของสหรัฐฯ เบียดทุกเมืองในประเทศจีนออกจากท็อป 10 เมืองอากาศเลวร้ายที่สุด โดยควันไฟลอยปกคลุมไปทั่วภูมิภาคและเกือบลอยไปถึงเกาะฮาวายทางตะวันตกและรัฐมิชิแกนทางตะวันออก

ทั้งนี้ ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากฟ้าผ่ากว่า 14,000 ครั้งในเดือนสิงหาคม ทำให้เกิดไฟป่ากว่า 900 จุด ขณะที่อุณหภูมิที่ร้อนและอากาศที่แห้ง ยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ล่าสุดเผาผลาญป่าไปแล้วกว่า 3.3 ล้านเอเคอร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 24 ศพ



ไฟป่าทำให้เถ้าถ่านตกลงมาปกคลุมหลายเมือง เช่นโอ๊คแลนด์, ซานฟรานซิสโก, ซาคราเมนโต, ลอสแอนเจลิส และซาน ดิเอโก ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้ทางการต้องเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านและหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง คนไร้บ้านต้องอพยพและประสบปัญหาในการหาที่พัก ท่ามกลางปัญหาคุณภาพอากาศและต้องเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันโควิด-19 ด้วย

ปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในรัฐโอเรกอนและวอชิงตันเริ่มเผชิญปัญหาเดียวกับผู้คนในแคลิฟอร์เนียแล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อน ไฟป่าลุกลามเผาผลาญชุมชนทั้งชุมชนในโอเรกอน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 ศพ ขณะที่ควันไฟผสมรวมกับหมอกทำให้เกิดปัญหาด้านวิศัยทัศน์ในตอนกลางคืน


กลุ่มควันหนาทึบปกคลุมตามตลิ่งแม่น้ำ วิลเลียมเมตต์ ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน

ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ระบุว่า ควันไฟป่าเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ามีผู้เข้าโรงพยาบาลเพราะอาการหอบหืดเพิ่มขึ้น 10% ในช่วงที่ผ่านมา และเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง เช่น สโตรค เพิ่มขึ้น 23% หลังจากเกิดไฟป่าในแคลิฟอร์เนียเมื่อสิงหาคม

นักวิจัยยังออกมาแสดงความกังวลด้วยว่า ปัญหาคุณภาพอากาศจะยิงทำให้ความเสี่ยงของผู้คนต่อการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากไวรัสมรณะตัวนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปอด


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1930705

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,162
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ดัดนิสัยพวกชอบทิ้ง! อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เก็บขยะส่งพัสดุ ถึงบ้านนักท่องเที่ยว

กรณีมีนักท่องเที่ยวทิ้งเศษขยะพลาสติก ขวดน้ำพลาสติก ภายหลังมาท่องเที่ยวกางเต็นท์นอนที่จุดลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เจ้าหน้าที่อุทยานฯเขาใหญ่ จึงได้นำขยะเหล่านั้นส่งคืนทางพัสดุไปรษณีย์ไปยังที่อยู่ของนักท่องเที่ยวแล้ว



ล่าสุดวันที่ 15 ก.ย. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงประเด็นดังกล่าวว่า ขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ในอุทยาน ขณะนี้บรรจุลงกล่อง พร้อมส่งคืนถึงบ้านเจ้าของขยะเรียบร้อยครับ และเจ้าหน้าที่อุทยานได้เข้าร้องทุกข์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ขอย้ำอีกครั้งนะครับ การทิ้งขยะไว้ในเขตอุทยาน เป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ดังนี้

1.มาตรา 19(2) ฐานทำด้วยประการใดๆ ให้เสื่อมสภาพซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.มาตรา 20 ฐานบุคคลซึ่งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้สั่งให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ประกอบระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ข้อ 5 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นหรือตนเอง หรือจะเป็นการรบกวนหรือเดือดร้อนรำคาญแก่คนหรือสัตว์ หรือจะทำให้เสียหายแก่สภาพธรรมชาติหรือสิ่งอื่นใด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

มาช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้เป็น New Normal ท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ช่วยกันรักษาความสะอาด รักษาสิ่งแวดล้อมกันนะครับ เพราะต่อจากนี้ เราจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_4916795

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,162
Default

ขอบคุณข่าวจาก โพสต์ทูเดย์


เฉียบ! ทิ้งขยะในอุทยานโดนแจ้งความแน่ โทษปรับสูง5แสนบาท พร้อมส่งขยะคืนถึงบ้าน

รมว.ทรัพยากรธรรมชาติเตือนนักท่องเที่ยวทิ้งขยะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเจอแจ้งความดำเนินคดีเพราะผิดพ.ร.บ.อุทยานฯ มีโทษปรับสูงสุด 5แสนบาท พร้อมส่งขยะคืนให้ถึงบ้าน



เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 63 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีที่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเช่าเต็นท์นอนที่ผากล้วยไม้ และทิ้งกองขยะไว้บริเวณหน้าเต็นท์ โดยระบุข้อความดังนี้

ขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ในอุทยาน ขณะนี้บรรจุลงกล่อง พร้อมส่งคืนถึงบ้านเจ้าของขยะเรียบร้อยครับ และเจ้าหน้าที่อุทยานได้เข้าร้องทุกข์แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ขอย้ำอีกครั้งนะครับ การทิ้งขยะไว้ในเขตอุทยาน เป็นการกระทำผิด พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ดังนี้

1. มาตรา 19(2) ฐานทำด้วยประการใดๆ ให้เสื่อมสภาพซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. มาตรา 20 ฐานบุคคลซึ่งเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้สั่งให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ประกอบระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเข้าไปในอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ข้อ 5 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นอันตรายแก่ผู้อื่นหรือตนเอง หรือจะเป็นการรบกวนหรือเดือดร้อนรำคาญแก่คนหรือสัตว์ หรือจะทำให้เสียหายแก่สภาพธรรมชาติหรือสิ่งอื่นใด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท



มาช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้เป็น New Normal ท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ช่วยกันรักษาความสะอาด รักษาสิ่งแวดล้อมกันนะครับ เพราะต่อจากนี้ เราจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


https://www.posttoday.com/social/general/633052


*********************************************************************************************************************************************************


ภาวะโลกร้อนทำธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ถล่ม


Photo by Handout / EUROPEAN SPACE AGENCY / AFP

ก้อนน้ำแข็งกว่า 100 ตารางกิโลเมตร แตกออกจากธารน้ำแข็งในกรีนแลนด์
BBC รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ใหญ่กว่าเมืองปารีส แตกออกจากธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของอาร์กติกเนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นขึ้นในกรีนแลนด์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวเมื่อวันจันทร์

แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่น้ำแข็งจะแตกออกจากธารน้ำแข็งแต่โดยทั่วไปจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก ในขณะที่น้ำแข็งดังกล่าวมีขนาดใหญ่ 113 ตารางกิโลเมตรแตกออกจากธารน้ำแข็ง Nioghalvfjerdsfjorden ในกรีนแลนด์

ธารน้ำแข็ง Nioghalvfjerdsfjorden เป็นธารน้ำแข็งอาร์กติกที่ใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ธารน้ำแข็ง Petermann ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์สูญเสียพื้นที่ไปมากในปี 2010 และ 2012

โดยธารน้ำแข็งดังกล่าวมีความสำคัญเนื่องจากมันยึดติดกับแผ่นน้ำแข็งภายใน นั่นหมายความว่าวันหนึ่งหากสภาพอากาศร้อนขึ้นตามที่ถูกคาดการณ์ไว้ พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในจุดที่น้ำแข็งละลายก่อนจุดอื่นในกรีนแลนด์

โดยในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำลายสถิติ โดยมีแผ่นน้ำแข็งไหลออกไปถึง 150 ล้านตัน และมีน้ำแข็งละลายซึ่งจะเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ถึง 1.5 มิลลิเมตรทั่วโลก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอุณภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้เกิดนำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้มหาวิทยาลัยลินคอล์นในอังกฤษคาดการณ์ว่าน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์สามารถเพิ่มระดับน้ำทะเลได้ 10 ถึง 12 เซนติเมตรภายในปี 2100

โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในภูมิภาคเพิ่มขึ้นประมาณ 3 องศาเซลเซียสตั้งแต่ปี 1980 และคาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ในปี 2020


https://www.posttoday.com/world/633040
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,162
Default

ขอบคุณข่าวจาก สำนักข่าวไทย


"คอคอดกระ" อภิมหาโครงการยักษ์ ที่ทั่วโลกจับตามอง

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวว่ารัฐบาลไทยเตรียมจะปัดฝุ่นโครงการขุดคลอง และก่อสร้างถนน-ทางรถไฟ เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการ ?คอคอดกระ? อีกครั้ง ทำให้สื่อต่างชาติโดยเฉพาะจีนและอินเดีย ที่กำลังเป็นคู่ขัดแย้งเรื่องพรมแดน ต่างหันมาจับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด



ข่าวจาก บางกอกโพสต์ อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า ได้งบประมาณ 10 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2564 เพื่อทำประชาพิจารณ์โครงการดังกล่าว โดยโครงการขุดคลองเชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย หรือ "Thai Canal" หรือ "9A Canal" นี้จะมีระยะทาง 135 กิโลเมตร เริ่มจากจังหวัดกระบี่ ผ่านจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช และไปถึงฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดสงขลา ส่วนโครงการก่อสร้างถนนและทางรถไฟ จะมีระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้

อย่างไรก็ตาม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Bloomberg ยืนยันว่า โครงการเชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย จะมีเพียงถนนมอเตอร์เวย์ และทางรถไฟ รวมทั้งท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่งเท่านั้น แต่จะไม่มีการขุดคลอง เพราะต้องใช้งบประมาณสูง และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่คาด

ก่อนหน้านี้ในปี 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยสั่งการให้ สศช. และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ ซึ่งมีรายงานว่าจีนก็เคยเสนอตัวจะเข้ามาลงทุนในโครงการนี้ตั้งแต่ราว 15 ปีก่อน และพยายามที่จะเจรจากับรัฐบาล คสช. เพื่อรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาอีกครั้ง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย One Belt One Road หรือ เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ String of Pearls ของจีน ซึ่งจะช่วยร่นระยะทางการเดินเรือที่ไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกาได้ถึงราว 1,200 กิโลเมตร

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post ของจีน รายงานข่าวที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ พูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย พร้อมทั้งระบุว่า เมื่อปีที่แล้วมีรายงานพบการปล้นสะดมจากกลุ่มโจรสลัดเพิ่มมากขึ้น ในช่องแคบมะละกา จากที่เกิดขึ้น 8 ครั้งในปี 2561 เป็น 30 ครั้งในปีที่แล้ว นอกจากนี้ บริเวณดังกล่าวยังถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก โดยราว 40% ของการค้าโลกต้องขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา

ด้าน The Economic Times และสำนักข่าว Asian News International (ANI) ของอินเดีย รายงานตรงกันว่า หลังทางการไทยเจรจาขอเลื่อนการสั่งซื้อเรือดำน้ำจากจีน และแสดงความชัดเจนที่จะลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมฝั่งอันดามันกับอ่าวไทยด้วยตัวเอง แทนที่จะให้จีนเข้ามาลงทุนขุดคอคอดกระ รัฐบาลกรุงเดลีก็ตอบรับข่าวดังกล่าวด้วยความยินดี

อินเดียยอมรับว่า จับตามองอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับข้อตกลงที่ไทยสั่งซื้อเรือดำน้ำจากจีน เพราะอาจกระทบต่อความมั่นคงในอ่าวเบงกอล แต่ก็ไม่เคยมีนโยบายที่จะก้าวก่ายเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการขุดคอคอดกระนั้น อินเดียเคยแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อทางการไทย เพราะหากมีการขุดคลองสำเร็จจะทำให้กองทัพเรือของจีนสามารถส่งเรือรบข้ามจากทะเลจีนใต้เข้าสู่มหาสมุทรอินเดียได้อย่างรวดเร็ว จากปัจจุบันที่จีนกังวลว่า กองเรือพาณิชย์และทัพเรือของจีนอาจถูกปิดกั้นไม่ให้ผ่านช่องแคบมะละกาโดยกองทัพของสหรัฐและชาติต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน

อีกด้านหนึ่ง เว็บไซต์ข่าว The Irrawaddy ของเมียนมา ระบุว่า จีนยังคงมีความหวังว่าโครงการขุดคอคอดกระจะเกิดขึ้นได้ในระยะยาว

คอคอดกระเป็นพื้นที่ส่วนที่แคบที่สุดของประเทศไทย จากฝั่งทะเลอันดามันด้านจังหวัดระนอง ถึงอ่าวไทยจังหวัดชุมพร หากวัดเป็นเส้นตรงจะมีระยะทางเพียง 50 กิโลเมตร มีข้อมูลว่าแนวคิดเรื่องการขุดคลองเริ่มพูดถึงครั้งแรกตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และมีการหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 และล่าสุดรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เคยจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีทั้งถนน ทางรถไฟ ท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ด้วยมูลค่าลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท แต่โครงการหยุดชะงักไปหลังถูกปฏิวัติเมื่อปี 2549 จนมาถึงรัฐบาล คสช. ซึ่งทางการจีนเข้ามาเสนอตัวจะทำโครงการอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การทำอภิมหาโครงการที่หากเกิดขึ้นจริง จะถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี้ มีประเด็นที่ละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนหลายแง่มุมให้ต้องพิจารณา อาทิ ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ความมั่นคงรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศในภูมิภาค หรือแม้แต่ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

เพราะแม้จะมีข้อมูลว่า การที่ไม่ต้องเดินเรืออ้อมผ่านช่องแคบมะละกา จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้มหาศาล แต่ระยะทางไป-กลับที่สั้นลง 1,200 กิโลเมตร ใช้เวลาเร็วขึ้น 2-3 วันนั้น ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคลองสุเอซ ที่ร่นระยะทางได้ถึง 7,000 กิโลเมตร และคลองปานามาที่ร่นระยะทางได้ถึง 13,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ มูลค่าก่อสร้างโครงการประมาณ 28,000 ล้านดอลาร์สหรัฐ บวกกับโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ อีกราว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจทำให้ความคุ้มทุนเกิดขึ้นได้ยาก เพราะหากเก็บค่าธรรมเนียมเดินเรือผ่านคลองแพงเกินไป และการเดินเรืออาจล่าช้าจากความแออัด ก็อาจทำให้เรือจำนวนหนึ่งกลับไปใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกาตามเดิม.

Source : Bangkok Post South China Morning Post The Economic Times Asian News International The Irrawaddy


https://tna.mcot.net/latest-news-538983
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 4 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,162
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


ทรัมป์ไม่เชื่อโลกร้อนเป็นสาเหตุของไฟป่า

ไฟป่าในสหรัฐเกิดขึ้นทุกปี ปีนี้มาเร็วและรุนแรงมากกว่าปีก่อนๆ นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดมาจากสภาวะโลกร้อน แต่ทรัมป์ไม่เชื่อ



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อสำรวจความเสียหายจากเหตุการณ์ไฟป่า เหตุการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในรัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงกว่าทุกครั้ง และบรรดานักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เป็นอีกปัจจัยเร่งที่ทำให้ไฟป่าลุกลามเป็นวงกว้าง

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต้นเหตุมาจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นหรือสภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทรัมป์ไม่เชื่อ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขาพาสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส ข้อตกลงปารีสมีเป้าหมายคือ ป้องกันไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิโลกเพิ่มมาแล้ว 1 องศาเพราะการเผาผลาญพลังงานฟอสซิลอย่างหนักหน่วง ปัญหาก็คือถ้าไม่ควบคุม มันจะร้อนเพิ่มเป็น 2 องศาเซลเซียส และเมื่อนั้นโลกจะหายนะ ก็เลยเป็นที่มาของข้อตกลงปารีส ทำกับไว้เมื่อปี 2014 สมัยโอบามาเป็นผู้นำ

กว่าจะโน้มน้าวให้ผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกรายใหญาของโลกอย่างสหรัฐ จีน ออสเตรเลียให้ลงนามได้ก็เหนื่อยหนักหนาสาหัส ข้อตกลงปารีสจึงมักถูกยกว่าเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ทั้งโลกในที่สุดก็เห็นตรงกัน แต่ทรัมป์ตัดสินใจถอนสหรัฐออกจากข้อตกลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่เชื่อว่าโลกร้อนจริง อย่างตอนลงพื้นที่ดูปัญหาไฟป่า ผู้ว่ารัฐแคลิฟอร์เนียพยายามบอกทรัมป์ว่า ต้องเอาจริงกับปัญหาโลกร้อน เพราะมีวิทยาศาตร์ยืนยันว่า มันทำให้เกิดไฟป่า แต่ทรัมป์กลับบอกว่า บางทีวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

ส่วนจุดยืนของผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากเดโมเครตอยู่ตรงข้ามทรัมป์ โจ ไบเดน บอกว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาจริงและปัญหาใหญ่ และชาวอเมริกันต้องการผู้นำที่เข้าใจเรื่องนี้

ส่วนความเสียหายของไฟป่าที่เกิดขึ้นในสหรัฐก็หนักหนาสาหัส ภาพมุมสูงของพื้นที่บางส่วนในรัฐออริกอนที่ถูกไฟป่าเผาราบเป็นหน้ากลอง อาคารบ้านเรือนกลายเป็นซากปรักหักพัง ทั้งเมืองอยู่ในสภาพร้าง เพราะคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ อากาศที่เย็นลงทำให้ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น ส่วนนี่คือสภาพในป่าเอลโดราโดในรัฐแคลิฟอร์เนีย ควันและเถ้าถ่านยังปกคลุมเต็มท้องฟ้า ที่นี่มีบ้านเรือนกว่า 4,000 หลัง ถูกไฟป่าเผาทำลาย

ไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ออริกอน และวอชิงตันครั้งนี้เผาพื้นที่ไปกว่า 5 ล้านเอเคอร์ หรือ 12.6 ล้านไร่ สูงที่สุดในรอบ 2 ปี และยังคงไม่มอดดับสนิท มีคนอย่างน้อย 36 คนเสียชีวิต

หากจะให้เห็นภาพชัดว่าไฟป่าครั้งนี้รุนแรงและกินพื้นที่ใหญ่แค่ไหน เราสามารถวัดได้กับขนาดของพื้นที่เมืองใหญ่ต่างๆ พื้นที่ที่ถูกไฟเผาผลาญรวมกันแล้วใหญ่กว่ากรุงลอนดอน ใหญ่กว่านิวยอร์ก ถ้ายังนึกไม่ออกคือ ใหญ่พอๆกับกรุงเทพ บวกรวมกับนครปฐม และชลบุรี ในทุกๆ ปีไฟป่าเผาทำลายพื้นที่ในสหรัฐฯ หลายล้านไร่ แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นผิดปกติทำให้ไฟป่ารุนแรงกว่าทุกครั้ง ทุกประเทศมีส่วนทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น แต่อเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2

อันดับที่ 1 คือจีน รองลงมาคืออินเดีย รัสเซีย? ญี่ปุ่น เยอรมนี อิหร่าน เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย และอินโดนีเซีย

ดังนั้นการถอนตัวออกจาก Paris Agreement ของทรัมป์ ย่อมส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วโลก และทำให้อำนาจของสหรัฐฯ ในเวทีโลกเกี่ยวกับเรื่องนี้ลดลง ในขณะที่จีนพยายามจะช่วงชิงพื้นที่ตรงนี้เพื่อแสดงตัวว่าจีนพยายามแก้ปัญหา เช่นเดียวกับเรื่องโควิด-19


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/133265

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:57


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger