เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 29 กันยายน 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ร่องมรสุมเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 28 ? 29 ก.ย. ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำในแนวร่องมรสุมปกคลุมภาคกลางตอนล่าง และอ่าวไทยตอนบน แนวโน้มจะเคลื่อนตามแนวร่องมรสุม แล้วลงสู่อ่าวเบงกอลตอนบนในระยะต่อไป สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณอ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ในช่วงวันที่ 30 ก.ย. ? 1 ต.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนลดลง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลง

ส่วนในช่วงวันที่ 2 ? 4 ต.ค. ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณอ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 28 ? 29 ก.ย. และ ในช่วงวันที่ 2 ? 4 ต.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยของประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก สำหรับชาวเรือในบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง









__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


นักล่าตัวร้ายในทะเลยุคครีเตเชียส



เมื่อประมาณ 80 ล้านปีก่อนในทะเลน้ำตื้นที่ครั้งหนึ่งเคยแบ่งทวีปอเมริกาเหนือออกเป็นแผ่นดินบนบกฝั่งตะวันออกและตะวันตก เคยมีสัตว์เลื้อยคลานทางทะเลขนาดยาว 10 เมตร ที่ว่ากันว่าน่าสะพรึงกลัวเนื่องจากมันมีฟันกรามสุดทรงพลังและมีแรงกัดมหาศาล จัดเป็นหนึ่งในนักล่าที่อยู่ด้านบนสุดของห่วงโซ่อาหาร (apex predators)

สัตว์โบราณดังกล่าวเป็นกิ้งก่าทะเลชนิดหนึ่งรู้จักกันในชื่อโมซาซอร์ (Mosasaur) บ้างก็เรียกว่าราชากิ้งก่า พวกมันเคยครอบครองมหาสมุทรในเวลาเดียวกันกับที่ไดโนเสาร์ครอบครองดินแดนบนบก แต่ล่าสุด มีการวิเคราะห์ใหม่โดยภัณฑารักษ์ด้านบรรพชีวินวิทยาของพิพิธภัณฑ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ภาคตะวันออก แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐยูทาห์ ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่าซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิลกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกบางส่วนของสิ่งมีชีวิตที่ขุดพบใกล้กับเมืองซีดาร์เอดจ์ รัฐโคโลราโด ในปี พ.ศ.2518 และเคยคิดว่าเป็นสกุล Prognathodon และถูกตั้งชื่อว่า Prognathodon stadtmani ในตอนนี้ซากฟอสซิลเหล่านั้นสมควรได้รับการยอมรับว่าเป็นโมซาซอร์สกุลใหม่ ตามลักษณะกะโหลกศีรษะและขากรรไกร



นักบรรพชีวินได้มอบชื่อใหม่เป็น Gnathomortis stadtmani มาจากคำในภาษากรีกและภาษาละติน อธิบายถึงฟันกรามของมันที่เรียกว่า ?Jaws of Death? บ่งบอกให้เห็นว่า Gnathomortis stadtmani เป็นนักล่าสุดร้ายกาจเมื่อประมาณ 79 หรือ 81 ล้านปีก่อน โดยเหยื่อจะถูกปลิดชีวิตด้วยคมเขี้ยวมรณะของโมซาซอร์ชนิดนี้.


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1938905

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


หยุดใช้ประโยชน์จากโลมา!! หาเงินจากกิจกรรมความบันเทิง



องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเปิดตัวสารคดีสั้น เปิดโปงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่หาประโยชน์จากโลมาในเม็กซิโกโดยเป็นการบันทึกภาพโดยอดีตครูฝึกโลมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเลี้ยงและฝึกโลมาที่เต็มไปด้วยวิธีที่โหดร้าย เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับนักท่องเที่ยว

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกพบว่า โลมาถูกใช้งานเหมือนเป็นกระดานโต้คลื่น ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด ถูกรายล้อมไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เสียงดังและกำลังมองหามุมถ่ายภาพเซลฟี่เพื่อลงโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ สภาพที่อยู่อาศัยก็คับแคบขาดอิสระ การว่ายวนเวียนอยู่ในสระน้ำแคบๆ เทียบไม่ได้เลยกับมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่พวกมันควรได้เดินทางอย่างเสรี

โลมาต้องถูกบังคับให้การจำกัดอาหารเพราะเป็นวิธีการฝึกอบรมให้สามารถแสดงโชว์ต่อหน้าฝูงชนและรับอาหารจากนักท่องเที่ยวได้ แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วโลมาจะเป็นสัตว์นักล่าแต่กลับต้องกลายแสดงโชว์เพื่อขออาหารเป็นการตอบแทน

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกระบุว่า เม็กซิโกเป็นแหล่งเพาะพันธุ์โลมารายใหญ่ มีรายได้จากการโชว์โลมาสูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 15,000 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบัน สถานที่ท่องเที่ยวบางส่วนในเม็กซิโกเริ่มกลับมาเปิดทำการต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งหลังจากวิกฤติโควิด-19 แต่นักท่องเที่ยวน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังการโฆษณาที่สวยงามและภาพโลมาแสนน่ารักมีความโหดร้ายทารุณตลอดชีวิตของโลมาซ่อนอยู่

นิก สจ๊วต หัวหน้าฝ่ายแคมเปญโลมาระดับโลก องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวว่า "เวลานี้เป็นโอกาสสำคัญในการปกป้องสัตว์ป่าที่ถูกใช้เพื่อความบันเทิง เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศกำลังหยุดชะงักและพยายามฟื้นตัว แต่ก่อนที่ธุรกิจจะมีโอกาสที่จะกลับเปิดตามปกติ เราอยากให้ธุรกิจเหล่านี้หยุดคิดว่า พวกเขากำลังกระตุ้นความต้องการให้สัตว์ป่าต้องถูกกักขังไปตลอดชีวิตเพื่อสร้างความบันเทิงให้นักท่องเที่ยวอย่างไร้มนุษยธรรม"

"รัฐบาลและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวสามารถกลับมาเป็นแรงผลักดันในการปกป้องสัตว์ได้ โดยยุติการกักขังที่โหดร้าย ยุติการสนับสนุนการใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิงและการค้า เพื่อทำให้สัตว์ป่ารุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการสร้างความบันเทิง ทางออกนี้เป็นสิ่งที่ดีทั้งสำหรับสัตว์ มนุษย์ โลกของเรา และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเอง"

งานวิจัยขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกพบว่า ปัจจุบัน ทั่วโลกมีโลมาในบ่อเลี้ยงกว่า 3,000 ตัว และเฉพาะเม็กซิโกประเทศเดียวมีโลมาในบ่อเลี้ยงประมาณ 240 ตัวในสถานที่ท่องเที่ยว 29 แห่ง เช่น Dolphinaris และ Dolphin Discovery เป็นต้น

โยลันดา อลานิซ ปาสินี ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์จาก Conservaci?n de Mam?feros Marinos de Mexico (COMARINO)กล่าวถึงการทำงานเพื่อปกป้องโลมาในเม็กซิโกว่า ?ปัจจุบัน เม็กซิโกมีสามกิจกรรมหลักที่สร้างความโหดร้ายกับโลมา คือ การแสดงโชว์เพื่อความบันเทิง การว่ายน้ำร่วมกับปลาโลมาซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างกำไรมหาศาล และการทำกิจกรรมบำบัดด้วยโลมา ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระหว่างประเทศและนักท่องเที่ยวที่จ่ายเงินเพื่อดูความทุกข์ทรมานของสัตว์?

"ในมุมมองของเรา ปัญหาที่น่ากังวลมานานคือการบังคับให้โลมาผสมพันธุ์ โดยที่สถานที่ท่องเที่ยวมีการขายน้ำเชื้อโลมาให้กับสถานที่อื่นๆ เพื่อจุดประสงค์ทางการค้า สะท้อนให้เห็นว่าฉากหน้าของภาพลักษณ์ที่สวยงามเป็นเรื่องหลอกลวง พวกเขาไม่ได้เพาะพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์ ไม่ได้ปล่อยสัตว์เหล่านี้สู่ธรรมชาติ หรือเพื่อโอกาสในการศึกษาเรียนรู้แต่อย่างใด พวกเขาใช้ประโยชน์จากโลมาเหล่านี้เพื่อหาเงินจากกิจกรรมความบันเทิงเท่านั้น"

นอกจากเม็กซิโก ชะตากรรมของโลมาตามสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในมือของผู้ประกอบการและรัฐบาลในอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล คอสตาริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา และนอร์เวย์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ต่างมีมาตรการที่เข้มงวดในการห้ามเลี้ยงและกักขังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลเพื่อความบันเทิง

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกร่วมกันยุติการค้าสัตว์ป่าทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการใช้โลมาและสัตว์ป่าอื่นๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและความบันเทิง ตลอดจนเชิญชวนบริษัทท่องเที่ยวทั่วโลกให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสัตว์ป่า ยกเลิกการขายแพ็กเกจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับความโหดร้ายทารุณต่อสัตว์ป่า แล้วหันมาส่งเสริมถสานที่ท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพสัตว์ป่าแทน


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9630000098969

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


นักอนุรักษ์หวั่นฉลามครึ่งล้านอาจถูกสังเวยเพื่อผลิตวัคซีนโควิด-19



มีความเป็นไปได้ที่การผลิตวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโรคโควิด-19 ในมนุษย์ อาจต้องใช้ฉลามกว่า 5 แสนชีวิต

นักวิจัยพยายามค้นคว้าวิจัยวัคซีนสู้ไวรัสโรคโควิด-19 ที่อาจจะต้องใช้สควอลีน (Squalene) หรือน้ำมันสกัดจากตับฉลาม เป็นส่วนประกอบในการผลิตสารเสริมฤทธิ์ เพิ่มประสิทธิภาพและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นโดยใช้ปริมาณวัคซีนน้อยลง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การสกัดสควอลีน 1 ตัน จะต้องใช้ฉลามราว 3 พันตัว ขณะที่บริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ ยักษ์ใหญ่เวชภัณฑ์อังกฤษ ที่ใช้สควอลีนผลิตสารเสริมฤทธิ์ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ประกาศเมื่อเดือนพ.ค.แล้วว่าจะผลิตสารเสริมฤทธิ์ 1 พันล้านโดส รองรับการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่

Shark Allies เอ็นจีโอในแคลิฟอร์เนีย ประเมินว่า หากประชากรโลกรับวัคซีนโควิด-19 ที่มีน้ำมันตับฉลามเป็นส่วนประกอบ จำนวน 1 โดส ก็เท่ากับว่าฉลามจะถูกฆ่าเพื่อการนี้ราว 2.5 แสนตัว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสควอลีนที่จะต้องใช้ ตัวเลขดังกล่าวว่าว่าน่าตกใจแล้ว แต่นักวิจัยเชื่อว่าการสร้างภูมิคุ้มกัน จะต้องใช้วัคซีน 2 โดส เท่ากับว่าฉลามอาจจะถูกฆ่าราว 5 แสนตัวเลยทีเดียว

สเตฟานี เบรนเดิล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร Shark Allies กล่าวว่า การเก็บเกี่ยวอะไรบางอย่างจากสัตว์ในธรรมชาติมาใช้ในปริมาณมากไม่มีทางจะยั่งยืนได้ โดยเฉพาะหากสัตว์ผู้ล่าบนสุดห่วงโซ่อาหาร ไม่ได้ขยายพันธุ์จำนวนมากพอ เวลานี้ยังไม่รู้ว่าโรคระบาดจะลากยาวต่อไปอีกนานแค่ไหน และวัคซีนกี่แบบที่กำลังผลิตออกมา จำนวนฉลามที่ถูกนำมาใช้จะสูงมากปีแล้วปีเล่า

ปัจจุบัน ประเมินว่าแต่ละปี ฉลามถูกฆ่าเพื่อสควอลีน ซึ่งใช้ในการผลิตยาและเครื่องสำอางค์อยู่แล้วปีละ 3 ล้านตัว ความต้องการที่พุ่งอย่างก้าวกระโดดและทันทีทันใดอาจคุกคามชนิดฉลามที่มีสควอลีนสูง และเสี่ยงสูญพันธุ์

Shark Allies เรียกร้องให้อุตสาหกรรมยาพยายามหาทางเลือกอื่นที่ไม่ใช้สัตว์ และยั่งยืนกว่า ในการทดลองผลิตภัณฑ์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ขณะมีรายงานว่าเวลานี้ นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังทดลองหาทางเลือกอื่นแทนสควอลีน อย่างสารสังเคราะห์จากอ้อยหมัก


https://www.komchadluek.net/news/for...B9%88%E0%B8%B2

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยโพสต์


'สมาคมประมง' โวยกฎเหล็กห้ามเรือประมงจอดใกล้เขตอุทยานฯ ทำเดือดร้อนทอดสมอโต้คลื่นกลางทะเล



28 ก.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานจากลักษณะอากาศ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณแนวร่องมรสุมปกคลุมภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่าง ทำให้ในช่วงวันที่ 28-29 ก.ย. 63 ภาคใต้ตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนหนักบางแห่ง

"ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยห่างฝั่งทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง"

เรือประมงในอ่าวไทยหลายร้อยลำที่กำลังทำการประมงในอ่าวไทยอยู่ในขณะนี้ ต้องประสบปัญหาจากคลื่นลมในอ่าวไทยที่แรงขึ้น ในวันที่ 27-29 ก.ย. เพราะไม่สามารถเข้าจอดหลบคลื่นลมที่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช และเกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี ได้ จากระเบียบและกฏของกรมอุทยานแห่งชาติที่ออกประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ห้ามเรือประมงเข้าจอดใกล้กับเกาะในเขตอุทยานในรัศมี 3 ไมล์ทะเล ส่งผลให้เรือประมงต้องทอดสมอโต้คลื่นลมกลางทะเล

นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมง จ.สงขลา สมาคมฯ เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนจากเรือประมงที่กำลังทำประมง กำลังเดือดร้อนเนื่องจากไม่มีที่กำบังลม ต้องทอดสมอโต้คลื่นกลางทะเล นอกจากได้รับความเดือดร้อนจากกฎระเบียบของภาครัฐทั้ง 300 ข้อแล้ว กรมอุทยานฯยังออกกฎระเบียบซ้ำเติมอีก ตนสนับสนุนให้มีการการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เผื่อว่าจะได้ ส.ส.คนใหม่เข้ามาแก้ปัญหาของประชาชนที่เดือดร้อนได้ เพราะ ส.ส.ที่นั่งสภาขณะนี้ไม่ได้แก้ปัญหาความเดือดร้อน โดยเฉพาะชาวประมงที่ประสบปัญหามา 4-5 ปี เจ้าของเรือต้องประกาศขายกิจการเพราะทนกับการขาดทุนไม่ไหว


https://www.thaipost.net/main/detail/78884
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


'สมาคมประมง' รับไม่ไหว 'กฎเหล็กอุทยาน' ห้ามจอดกำบังคลื่นในเขตอุทยาน



วันที่ 28 กันยายน 2563 นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมง จ.สงขลา สมาคมฯ เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนจากเรือประมงที่กำลังทำประมง กำลังเดือดร้อนจากไม่มีที่กำบังลม ต้องทอดสมอกโต้คลื่นกลางทะเล ชาวประมงเดือดร้อนจากกฏระเบียบของภาครัฐทั้ง 300 ข้อแล้ว อุทยานยังออกกฎระเบียบซ้ำเติมอีก ผมสนับสนุนให้มีการการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เผื่อว่าจะได้ ส.ส.คนใหม่ เข้ามาแก้ปัญหาของประชาชนที่เดือดร้อนได้ เพราะ ส.ส.ที่นั่งสภาขณะนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาความเดือดร้อน โดยเฉพาะชาวประมงที่ประสบปัญหามา 4-5 ปี เจ้าของเรือต้องประกาศขายกิจการเพราะทนกับการขาดทุนไม่ไหว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากลักษณะทางอุตุนิยมวิทยาที่สำคัญ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ

ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณแนวร่องมรสุมปกคลุมภาคตะวันออก และภาคกลางตอนล่าง ทำให้ในช่วงวันที่ 28-29 ก.ย. 63 ภาคใต้ตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนหนักบางแห่ง

"ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยห่างฝั่งทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง"

เรือประมงในอ่าวไทยหลายร้อยลำที่กำลังทำการประมงในอ่าวไทยอยู่ในขณะนี้ ต้องประสบปัญหาจากคลื่นลมในอ่าวไทยที่แรงขึ้น ในวันที่ 27-29 ก.ย. เพราะไม่สารถเข้าจอดหลบคลื่นลมที่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช เกาะพงัน จ.สุราษฏร์ธานีได้ จากระเบียบและกฏของกรมอุทยานที่ออกประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ห้ามเรือประมงเข้าจอดใกล้กับเกาะในเขตอุทยานในรัศมี 3 ไมล์ทะเล ส่งผลให้เรือประมงต้องทอดสมอโต้คลื่นลมกลางทะเล


https://www.naewna.com/local/521603

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:24


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger