เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2563

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออก ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล รวมทั้งภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.


คาดหมาย

ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ตลอดช่วง ส่วนในช่วงวันที่ 5 ? 7 ต.ค.บริเวณความกดอากาศสูงจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อ่าวไทยคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 4 ? 9 ต.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยของประเทศไทย ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก สำหรับชาวเรือในบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง






__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก เดลินิวส์


รู้จัก'เก้งเผือก'สวนสัตว์สงขลา สัตว์ป่าที่เสี่ยงจะสูญพันธุ์!

ทำความรู้จักกับ "เก้งเผือก" สายพันธุ์พระราชทาน แห่งสวนสัตว์สงขลา หลังโศกนาฏกรรม สังหาร "ผอ.องค์การสวนสัตว์ฯ"



เป็นอีกหนึ่งข่าวสะเทือนขวัญสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ หลัง นายสุริยา แสงพงค์ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถูกยิงเสียชีวิตภายในสวนสัตว์สงขลา ขณะลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี "ลูกเก้งเผือก" สายพันธุ์พระราชทาน 2 ตัว ที่อยู่ในส่วนจัดแสดงหายไปอย่างปริศนาเมื่อวันที่ 2 ต.ค. โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดเหตุการณ์

โดยหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว ทำให้ชื่อของ "เก้งเผือก" กลายเป็นที่สนใจของสังคมไทย ซึ่งลักษณะของ?"เก้ง" มีส่วนหลังโก่งเล็กน้อย ลำตัวสีน้ำตาลแดง ด้านใต้ซีดและอมเทาเล็กน้อย หางด้านบนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างสีขาว เก้งตัวผู้มีเขาสั้น ฐานเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกะโหลกยื่นยาวขึ้นไปเป็นแท่ง มีขนปกคลุม และมีขนสีดำขึ้นตามแนวเขาจนดูเป็นรูปตัววีเมื่อมองด้านหน้าตรง ส่วนปลายเขาสั้น แต่เป็นง่ามเล็ก ๆ แค่สองง่าม ไม่แตกเป็นกิ่งก้านแบบกวาง ผลัดเขาปีละครั้ง ส่วนตัวเมียไม่มีเขาและฐานเขา แต่บนหน้าก็มีขนรูปตัววีเหมือนกัน เก้งตัวที่อายุมากผู้มีเขี้ยวยาวแหลมโค้งโผล่พ้นขากรรไกรออกมา เวลาเดินจะยกขาสูงทุกย่างก้าว

ทั้งนี้ ในประเทศไทยแล้ว "เก้ง" ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง?มีพฤติกรรมหากินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ส่วนใหญ่จะพบตอนเย็นหรือหัวค่ำ และตอนเช้ามืดจนถึงช่วงสาย อดน้ำไม่เก่ง จึงมักอยู่ไม่ไกลจากแหล่งน้ำ อาหารหลักได้แก่ยอดไม้, หน่ออ่อน, ใบไม้, ผลไม้ และรวมถึงเปลือกไม้ด้วย ไม่ค่อยกินหญ้า พบแพร่กระจายพันธุ์ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ ศรีลังกา, อินเดีย, จีนตอนใต้, พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา, มาเลเซีย, เกาะสุมาตรา, เกาะชวา, เกาะบอร์เนียว, เกาะไหหลำ และหมู่เกาะซุนดา มีฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ตกลูกต้นฤดูฝนพอดี ปกติตกลูกครั้งละหนึ่งตัว ตั้งท้องนานราว 6 เดือน ออกลูกตามใต้พุ่มไม้ ลูกเก้งมีจุดสีขาวตามตัว เมื่ออายุได้ราว 6 เดือน จุดสีขาวนั้นจึงค่อยจางหายไป เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 18 เดือน อายุขัยประมาณ 15 ปี



ส่วน "เก้งเผือก" ซึ่งเป็นสัตว์เผือกโดยสมบูรณ์ มีลักษณะเหมือนเก้งทั่วไป แต่มีสีขนทั้งตัวสีขาวล้วน และนัยน์ตาสีแดง เก้งเผือกนั้นมีการเพาะเลี้ยงที่สวนสัตว์ดุสิต เป็นเก้งที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงได้รับการถวายมาจากชาวบ้านที่จับได้ในป่า ชื่อ "เพชร" ต่อมาเพชรได้แพร่ขยายพันธุ์และออกลูกหลาน มาจนถึงมีด้วยกันถึง 6 ตัว โดยลูกเก้งเผือกตัวที่ 6 ที่เกิดมาชื่อ "ไข่มุก"เป็นลูกเก้งเผือกเพศเมียตัวแรกของสวนสัตว์ดุสิตซึ่งเกิดจากพ่อเก้งเผือกชื่อธูปและแม่เก้งแดงธรรมดา

สำหรับเก้งเผือกของสวนสัตว์สงขลานั้น เป็น?เก้งเผือกสายพันธุ์พระราชทาน" มีด้วยกัน 3 รุ่น โดยรุ่นแรก คือ "คุณเทียน" ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งปัจจุบันคุณเทียนเสียชีวิตไปแล้ว ถัดมาเป็น รุ่นที่ 2 คือ "คุณมูมู่" เป็นเพศผู้??

ส่วนเก้งเผือก 2 ตัว ที่หายไปนั้น ถือเป็นรุ่นที่ 3 และเป็นลูกของ "คุณมูมู่" ที่ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เพิ่งเกิดเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.62 ที่ผ่านมา โดยตัวแรกที่หายไปชื่อ "คุณภูมิ" อายุ 2 เดือน หายไปเมื่อวันที่ 18 ก.พ.63 ต่อมาพบซากกระดูกอยู่ในส่วนจัดแสดงเมื่อวันที่ 18 เม.ย.63 แต่จากการชันสูตรซากพบว่าเป็นเก้งแต่ยังไม่ทราบชนิด และสาเหตุการตาย ส่วนอีกตัวชื่อว่า "คุณภาค" หายไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย.63 และจากการสอบสวนพบ มีการยืนยันว่าถูกงูเหลือมกิน จึงได้มีการลงพื้นที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะยังมีข้อสงสัยหลายประเด็น จนปรากฎเรื่องสะเทือนขวัญตามที่ปรากฎเป็นข่าวขึ้นอีกในวันนี้.


https://www.dailynews.co.th/regional/799004

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


หาดพัทยาพังยับ หลังฝนกระหน่ำช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

ศูนย์ข่าว?ศรี?ราชา? - หาดพัทยาได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังเกิดฝนตกหนักช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา พบกระแสน้ำเซาะหาดทรายตั้งแต่หาดพัทยาเหนือจดใต้ จนกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่หลายจุด



จากกรณีที่มีฝนตกหนักเมื่อเวลา 03.00 น.วันนี้ (3 ต.ค.) จนทำให้มีมวลน้ำขนาดใหญ่เอ่อเข้าท่วมขังถนนหลายสาย ส่งผลให้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้นั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจถนนสายต่างๆ ในพื้นที่ พบว่าระดับน้ำที่สูงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาได้ลดลงจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

แต่บริเวณชายหาดพัทยา ตั้งแต่ชายหาดเหนือไปจนถึงพัทยาใต้ กลับยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการถูกกระแสน้ำเซาะหาดทราย จนทำให้เกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่หลายจุด



นอกจากนั้น ยังพบว่าเครื่องปั๊มน้ำของเมืองพัทยาที่ตั้งอยู่บริเวณซอย 6 พัทยา มีเศษขยะติดเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร่มและเตียงชายหาดได้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เร่งลงพื้นที่แก้ไขปัญหาน้ำกัดเซาะชายหาดเป็นการด่วน หลังสภาพชายหาดได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก


https://mgronline.com/local/detail/9630000101089


*********************************************************************************************************************************************************


กรมศิลป์ เผยได้รับแจ้งชาวประมงพบแหล่งโบราณคดีใหม่ 3 แห่งกลางอ่าวไทย



เพจกองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร เผยได้รับแจ้งพบกองภาชนะดินเผาใต้น้ำที่ระดับความลึก 60-75 เมตร บริเวณกลางอ่าวไทย ชี้เป็นแหล่งโบราณคดีใหม่ 3 แห่ง สันนิษฐานว่าเป็นเรือสำเภาจำนวน 2 แหล่ง และเรือจมสมัยหลังจำนวน 1 แหล่ง เบื้องต้นจะทำการวางแผนการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. เพจ "กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร" เผย ได้รับแจ้งจากชาวประมงเนิน-กองภาชนะดินเผาใต้น้ำกลางอ่าวไทย โดยระบุรายละเอียดว่า "สืบเนื่องจากกองโบราณคดีใต้น้ำได้รับแจ้งจากกลุ่มเครือข่ายดำน้ำลึก ว่าทางกลุ่มได้รับแจ้งจากไต๋เรือตกปลาว่ามีการพบเนิน-กองภาชนะดินเผาใต้น้ำที่ระดับความลึก 60-75 เมตร บริเวณกลางอ่าวไทย อาจเป็นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ โดยมีความประสงค์ให้กองโบราณคดีใต้น้ำเข้าเก็บข้อมูล และในวันที่ 25-30 กันยายน 2563 กองโบราณคดีใต้น้ำ จึงส่งเจ้าหน้าที่ร่วมดำน้ำสำรวจตรวจสอบแหล่งดังกล่าว

พบแหล่งโบราณคดีใต้น้ำทั้งสิ้น 3 แหล่ง สันนิษฐานว่าเป็นเรือสำเภา จำนวน 2 แหล่ง เรือจมสมัยหลัง (เรือเหล็ก) จำนวน 1 แหล่ง กองโบราณคดีใต้น้ำได้ทำการเก็บข้อมูลทางโบราณคดีเบื้องต้น และได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล แหล่งโบราณคดีใต้น้ำของกองโบราณคดีใต้น้ำ พบว่าเป็นแหล่งใหม่ที่ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูลกองโบราณคดีใต้น้ำทั้ง 3 แหล่ง

โดยกองโบราณคดีใต้น้ำจะทำการวางแผนการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม หรือการบริหารจัดการมรดกทรัพยากรใต้น้ำ และเผยแพร่ ต่อไป ในอนาคต"




https://mgronline.com/onlinesection/.../9630000101204
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก ข่าวสด


ไทยไม่ใช่ถังขยะโลก! พาณิชย์ฮึ่มห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 428 รายการ ฝ่าฝืนคุก 10 ปีปรับ 5 เท่า



วันที่ 3 ต.ค. นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2563 โดยห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 428 รายการ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเป็นการดำเนินการตามมติคณะอนุกรรมการเพื่อบูรณาการการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเศษพลาสติกที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เมื่อช่วงปลายปี 2561 ที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

" เพื่อร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทิ้งในประเทศ ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ภายในประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังช่วยบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่อย่างถูกวิธีมากขึ้น สนับสนุนแนวคิด Circular Economy และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียในประเทศ "

ทั้งนี้ "ขยะอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือเศษ (ไม่รวมเศษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ที่มีส่วนประกอบ ซึ่งได้แก่ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า และแบตเตอรี่อื่นๆ สวิทซ์ที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบในการทำงาน เศษแก้วจากหลอดรังสีแคโทด และแอกติเวเต็ดกลาสอื่นๆ ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบี หรือที่ปนเปื้อนด้วยแคดเมียม ปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเนทเต็ดไบฟีนิล ซึ่งเป็นของเสียเคมีวัตถุ จำนวน 428 รายการ ตามบัญชีท้ายประกาศฯ ผู้ฝ่าฝืนนำเข้ามีโทษจำคุก 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ


https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5040737

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 26,307
Default

ขอบคุณข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ


รู้จัก 'เก้งเผือกพระราชทาน' แห่งสวนสัตว์สงขลา

รู้จัก 'เก้งเผือกพระราชทาน' แห่งสวนสัตว์สงขลา จากสัตว์หาชมยาก สู่คดี "ลูกเก้งเผือก" หายปริศนา และปมเสียชีวิตของ "สุริยา แสงพงค์" ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์



จากกรณี การเสียชีวิตของ นายสุริยา แสงพงค์ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่สวนสัตว์สงขลาใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต วันที่ 3 ต.ค.63 ขณะลงพื้นที่ตรวจสอบ กรณี ลูกเก้งเผือก จำนวน 1 ตัว ซึ่งสวนสัตว์สงขลาประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ จากเก้งที่ได้รับพระราชทานจากสมด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้หายไปจากสวนสัตว์อย่างไร้ร่องรอยในช่วงเดือนก.พ.2563

ขณะเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กำลังเร่งสืบสวนถึงสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการฆาตรกรรมครั้งนี้ "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" จะขอพาไปทำความรู้จัก "ลูกเก้งเผือกพระราชทาน" ซึ่งหายไปจากสวนสัตว์สงขลา

โดยลูกเก้งตัวดังกล่าว เป็นสมาชิกล่าสุดของครอบครัวเก้งเผือก ที่เพิ่งเกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 โดยนับตั้งแต่สวนสัตว์สงขลาได้รับพระราชทานเก้งเผือกสายพันธุ์พระราชทานมา สามารถเพาะพันธุ์ตัวนี้เป็นรุ่นที่สามแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 นายเฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลา ในขณะนั้น ก็ได้แจ้งข่าวดีของการถือกำเนิดของ ลูกเก้งเผือก รุ่นแรกของสวนสัตว์สงขลา ที่คลอดออกมาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2556 โดยมีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ลำตัวเป็นสีเผือกอมชมพูทั้งตัว ดูสวยงาม มีพ่อ แม่ กับฝูงเก้งคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ภายในส่วนแสดงเก้ง ณ สวนสัตว์สงขลา

สำหรับเก้งเผือกตัวที่เกิดเมื่อปี 2556 เป็นลูกจากพ่อชื่อเทียน แม่ชื่อศรี โดย "คุณเทียน" (เสียชีวิตแล้ว) เป็นทายาทของ "คุณเพชร" เป็นเก้งเผือกพระราชทานที่สมด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานให้กับสวนสัตว์ดุสิตนำไปเลี้ยง และได้แพร่ขยายพันธุ์ไปสู่สวนสัตว์แห่งต่างๆ

โดยที่สวนสัตว์สงขลานี้ จากข้อมูลขององค์การสวนสัตว์ได้ระบุจำนวน ครอบครัวเก้งเผือกพระราชทาน ซึ่งอยู่ที่สวนสัตว์สงขลา ทั้งสิ้น 5 ตัว (นับรวมตัวที่หายไป) โดย เนชั่นทีวี ได้รายงานรายละเอียดถึงครอบครัวเก้งเผือกพระราชทาน ณ สวนสัตว์ จังหวัดสงขลา ว่า มี 3 รุ่น ตัวแรก คือ คุณเทียน (ลูกคุณเพชร) ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งคุณเทียนเสียชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนรุ่นที่ 2 คือ คุณมูมู่ เป็นเพศผู้ และรุ่นที่ 3 คือ คุณภูมิ และ คุณภาค

ปัจจุบันสวนสัตว์สงขลา เหลือเพียงคุณมูมู่เพียงตัวเดียว ส่วนคุณภูมิหายไปจากส่วนจัดแสดงเมื่อเดือน ก.พ. ขณะที่คุณภาค หายไปเมื่อเดือน ก.ย. แต่มีหลักฐานชัดเจนว่า ถูกงูเหลือมกิน

สำหรับความพิเศษของ "เก้งเผือก" นั้นจะแตกต่างจากเก้งทั่วไปที่สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ ศรีลังกา อินเดีย

ขณะที่เก้งทั่วไป จะพบเจอได้ง่าย แต่ "เก้งเผือก" จะชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว หากินตอนเย็นถึงเช้าตรู่ นิสัยปราดเปรียว กลางวันหลบซ่อนตามพุ่มไม้ เวลาตกใจจะส่งเสียงร้องคล้ายเสียงสุนัยหอน

ทั้งนี้ เก้งเผือกจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนได้ราว 15 ปื และกินหญ้า ใบไม้ ผลไม้เป็นอาหาร




รู้จัก "เก้งเผือก" /Albino Barking Deer (Muntiacus muntjak)

ข้อมูลสัตว์ชื่อภาษาไทย / เก้งเผือกชื่อภาษาอังกฤษ / Albino Barking Deerชื่อทางวิทยาศาสตร์ / Muntiacus muntjak

สิ่งที่น่าสนใจ : เหมือนเก้งธรรมดาแต่มีสีขาวปลอดทั้งตัว

ถิ่นอาศัย : พบในอินโดจีน อินโดนีเซีย จีนตอนใต้ ศรีลังกา อินเดีย

อาหาร : เก้งเผือกกินหญ้า ใบไม้ และผลไม้

พฤติกรรม : ปกติชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว หากินตอนเย็นถึงเช้าตรู่ กลางวันหลบนอนตามพุ่มไม้ ปราดเปรียว เวลาตกใจจะส่งเสียงร้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า

สถานภาพปัจจุบัน : สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์

อายุเฉลี่ย : อายุยืนราว 15 ปี

วัยเจริญพันธุ์ : เก้งเผือกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูหนาว ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว


ปัจจุบัน สามารถเข้าชมเก้งเผือก ได้ในสวนสัตว์ 4 แห่งได้แก่

- สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
- สวนสัตว์เชียงใหม่
- สวนสัตว์ขอนแก่น
- สวนสัตว์สงขลา


https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/900724


*********************************************************************************************************************************************************


อย่าให้ 'สิ่งแวดล้อม' ตกเป็นเหยื่อการพัฒนา ..................... โดย เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คอลัมน์ หน้าต่างความคิด



ทุกการพัฒนามักส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ทางเศรษฐศาสตร์มีทฤษฎีเส้นโค้งคุซเน็ทซ์ซัพพลอตว่าการพัฒนาเมืองดำเนินไปจนทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นไปจุดสูงสุดของโดม จากนั้นเมื่อประเทศพัฒนาแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมจะลดลงเรื่อยๆ เอง หากเป็นเช่นนั้นเราจะทนรับได้แค่ไหน?

ช่วงนี้มีข่าวปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจาก "การพัฒนา" ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ ปัญหาควันไฟที่ภาคเหนือ ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม หากมองย้อนกลับไปในช่วงสิบปีมานี้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ บางครั้งก็เป็นข่าวเล็ก บางครั้งก็เป็นข่าวใหญ่ หรือไม่เคยได้เป็นข่าวเลยก็มี

ราวสองร้อยกว่าปีที่แล้ว ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปกำลังเปลี่ยนตัวเองจากประเทศเกษตรกรรมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม สภาพแวดล้อมในประเทศเหล่านี้เสื่อมโทรมถึงขีดสุด ในบางพื้นที่ควันจากถ่านหินบดบังท้องฟ้าจนแทบไม่มีแสงแดดส่องลงมา ประชาชนต้องหายใจเอาอากาศเสียเข้าไปทุกวัน แม่น้ำหลายสายปนเปื้อนไปด้วยมลพิษ จนแทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนอยู่ได้เลย

ตอนนี้ประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้กลายเป็นประเทศแนวหน้าทางเศรษฐกิจของโลก บ้านเมืองมีการพัฒนา สภาพแวดล้อมดีน่าอยู่อาศัย ดูไปแล้วประหนึ่งว่าการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม การตกระกำลำบากของหลายในรุ่นก่อนๆ ก็คือต้นทุนในการพัฒนาประเทศให้มาถึงจุดที่อยู่ ณ วันนี้

ในทางเศรษฐศาสตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า "เส้นโค้งคุซเน็ทซ์" (Kuznets curve) แนวคิดนี้เสนอว่าความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาเป็นกราฟเส้นโค้งรูปโดม โดยแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือช่วงที่เปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมมาสู่อุตสาหกรรม ช่วงนี้เป็นการไต่ขึ้นไปบนยอดโดม ความสูงของโดมคือระดับปัญหาสภาพแวดล้อมของประเทศ เวลาที่ใช้ในการปีนขึ้นไปให้ถึงยอด คือเวลาที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ เมื่อเวลาผ่านไปประเทศพัฒนามากขึ้นรายได้ต่อหัวโดยจึงสูงขึ้นตามไปด้วย

ช่วงต้นของการพัฒนา ประเทศยังไม่มีเครื่องมือเครื่องจักร คนในประเทศมีคุณภาพไม่สูง ขาดทักษะที่จำเป็นสำหรับการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี และประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ การจะพัฒนาประเทศจึงต้องเริ่มจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ มีการตัดไม้ทำลายป่า ล่าสัตว์ ขุดเอาแร่ธาตุทรัพยากรในดินไปขาย เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้ในการสะสมทุน โดยการซื้อเครื่องจักรเครื่องมือ ลงทุนในการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้เองช่วงต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจจึงมักเกิดขึ้นควบคู่กับปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมเลยตกเป็นเหยื่อของการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เมื่อประเทศมีการพัฒนาถึงระดับหนึ่ง ปัญหาสภาพแวดล้อมก็จะค่อยๆ ลดลงไปเอง เนื่องจากเมื่อประชากรมีความกินดีอยู่ดี มีการศึกษา พวกเขาจะแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิต เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมน้อยลง จะส่งผลให้ปัญหาสภาพแวดล้อมลดลงตามไปด้วย ช่วงนี้จึงเป็นการไต่ลงจากโดม

ลองสมมติกันว่ามีผู้นำประเทศประเทศหนึ่งบอกว่า "ตอนนี้ประเทศพัฒนามาแล้วประมาณหกสิบกว่าปี เราก็น่าจะเกือบถึงจุดยอดของเส้นโค้งคุซเน็ทซ์แล้ว แค่ยอม "อดทน" กับปัญหาสิ่งแวดล้อมไปอีกสักสิบยี่สิบปี เดี๋ยวสภาพแวดล้อมในบ้านเมืองเราก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ถ้าตอนนี้ท่านอายุสักสามสิบปลายๆ พอเกษียณ ท่านก็จะได้อยู่บ้านที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นที่สีเขียว รถไม่ติด หายใจหายคอได้คล่อง ปลูกผักทำสวนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่า เพราะถึงตอนนั้นประเทศจะมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล"

ท่านจะยอมอดทนขนาดนั้นหรือไม่? คงมีไม่กี่คนที่จะใจเย็นได้นานขนาดนั้น ในความเป็นจริง ระบบนิเวศมีขีดจำกัดในการรับมือกับปัญหาสภาพแวดล้อม เมื่อใดที่ปัญหานี้เกินกว่าขีดจำกัดของระบบ ระบบจะล้มเหลวไม่สามารถกลับมาสู่สภาพเดิมได้อีก จนบัดนี้ยังไม่มีเครื่องมืออะไรมาวัดได้อย่างแม่นยำว่า ระบบนิเวศแต่ละแห่งมีขีดจำกัดอยู่ระดับไหน พอวัดไม่ได้ก็เลยไม่ใส่ใจเท่าที่ควร แกล้งปิดตาทำเป็นมองไม่เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม

ปัญหานี้จะหวังพึ่งรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวคงไม่สำเร็จ เพราะเป็นเรื่องสลับซับซ้อนมากกว่าการออกกฎระเบียบข้อบังคับ สิ่งที่ต้องสร้างอย่างเร่งด่วนคือจิตสำนึกร่วมกันด้านการรักษาสภาพแวดล้อม เปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชน เพื่อให้พฤติกรรมในการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อตลาดและฝ่ายการเมืองให้ใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจังในที่สุด

ที่ผ่านมา ทิศทางการพัฒนาของบ้านเรากำลังวิ่งไปตามครึ่งแรกของเส้นโค้งคุซเน็ทซ์ แต่ระบุได้ยากว่าเราอยู่ในช่วงไหนของเส้นโค้งแล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่าอีกนานแค่ไหนจะถึงจุดยอดของเส้นโค้ง อย่าลืมว่ายิ่งไต่ขึ้น สภาพแวดล้อมก็เสื่อมโทรมมากขึ้น

ใครจะไปรู้ว่าเราจะถึงยอดโดมแล้วไต่ลงมาได้ก่อนหรือสภาพแวดล้อมจะถึงกาลวิบัติก่อน หากเป็นกรณีหลัง ถึงแม้วันนั้นเรามีเงินเต็มห้องทองเต็มบ้าน แต่ต้องนั่งป่วยกระเสาะกระแสะเพราะสารพัดโรค ลูกหลานเกิดมาพิกลพิการ จะออกจากบ้านสวมหน้ากากกรองอากาศ มันจะคุ้มกันหรือไม่?


https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/900780

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สายน้ำ : 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ 04:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:30


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2020, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger