เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมามีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้ และประชาชนบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลง 4-6 องศาเซลเซียส โดยมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง ส่วนตอนกลางวันท้องฟ้าโปร่งและมีแดดจัด บริเวณพื้นราบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิต่ำสุด 10-19 องศาเซลเซียส ยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-10 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 3 - 8 ธ.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลง 8-10 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นราบอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-9 องศาเซลเซียส สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้จะมีฝนลดลง ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ตลอดช่วง

อนึ่ง พายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) ?คัมมูริ? (KAMMURI) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงทะเลจีนใต้ในช่วงวันที่ 3-5 ธ.ค. 62 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงในระยะต่อไป โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในช่วง 3 ? 8 ธ.ค. 62 ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง สำหรับประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย(มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 3-10 ธันวาคม 2562)" ฉบับที่ 7 ลงวันที่ 03 ธันวาคม 2562

ในช่วงวันที่ 3-10 ธันวาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลง 8-10 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นราบอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10-15 องศาเซลเซียส

ส่วนยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-9 องศาเซลเซียส บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงอีกระลอกจากประเทศจีนได้แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว และจะแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนในระยะต่อไป ซึ่งจะทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น








__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


หมายเหตุประเทศไทย : เก็บขยะเมืองท่องเที่ยว ............... ลมกรด




ผมมีโครงการดีๆรักษ์โลกมาเล่าสู่กันฟัง เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ ผบก.ทท.1 จับมือกับคุณทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล รองประธานกรรมการบริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงพลาสติกใส่ขยะรายใหญ่ยี่ห้อ Hero จัดกิจกรรมเก็บขยะที่หาดจอมเทียน จ.ชลบุรี เพื่อส่งเสริมสร้างจิตสำนึกในการจัดเก็บและคัดแยกขยะเพื่ออนามัยและสิ่งแวดล้อม

โครงการนี้เกิดจาก พล.ต.ต.วรพงษ์ ที่ต้องการเห็น แหล่งท่องเที่ยวสวยงามสะอาดตา เพราะประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับโลก ธรรมชาติสวยงาม รอยยิ้มสยามเปี่ยมน้ำใจ มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม แถมค่าใช้จ่ายถูก แต่เรายังไม่อาจเป็นเดอะเบสต์ออฟเดอะเบสต์เพราะติดปัญหาความสะอาด ถ้าแก้ไขจุดอ่อนนี้ได้ นักท่องเที่ยวจะยิ่งประทับใจ และหลั่งไหลมาเที่ยวไทยอีกมหาศาล

ผู้การฯวรพงษ์จึงมีแนวคิดให้ตำรวจท่องเที่ยวไปช่วยเก็บและคัดแยกขยะตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ถือเป็นภารกิจเสริม โดยมี ลูกจ้างชั่วคราว ของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กับ อาสาตำรวจท่องเที่ยว (กำลังเร่งจัดอบรมอย่างต่อเนื่อง หลังจากอาสาฯรุ่นแรกช่วยงานตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะอบรมให้มีอาสาฯจังหวัดละอย่างน้อย 100 คน) มาช่วยกันคนละไม้คนละมือเก็บขยะให้สะอาดตา พอคิกออฟที่หาดจอมเทียนแล้วจะขยายไปตามแนวชายหาดอื่นๆ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นอยุธยา

ในบรรดาตำรวจทั้งหมด ตำรวจจราจรอยู่ใกล้ชิดคุ้นเคยกับประชาชนมากที่สุด ส่วนตำรวจท่องเที่ยวอัธยาศัยดียิ้มแย้มเป็นมิตรกับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมากที่สุด หัวใจครึ่งหนึ่งปราบปรามอาชญากรรม หัวใจอีกครึ่งให้บริการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เมื่อเอาตำรวจท่องเที่ยวมาเก็บขยะก็ดูกลมกลืนน่ารักไปอีกแบบ

จากข้อมูลใน www.bltabangkok.com ขยะมูลฝอยปี 2561 มีปริมาณ 27.8 ล้านตัน เป็นขยะที่กำจัดอย่างถูกต้อง 10.88 ล้านตัน (39%) ขยะคัดแยกนำกลับไปใช้ประโยชน์ (รีไซเคิล ทำปุ๋ยอินทรีย์) 9.58 ล้านตัน (34%) และขยะที่กำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 7.36 ล้านตัน (27%) และตามโรดแม็ปของกรมควบคุมมลพิษ ภายในปี 2570 ผลิตภัณฑ์-บรรจุภัณฑ์พลาสติกจะถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ 100%

โครงการครั้งนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR ทั่วไปที่เก็บขยะครั้งเดียวจบ แต่ต้องการกระตุ้นจิตสำนึก ให้ความรู้ความเข้าใจ และสร้างวินัยให้แก่คนไทย บริษัทคิงส์แพ็คฯจะนำถังขยะแยกสีไปให้ทิ้งขยะ 1.ถังสีเขียว มีสัญลักษณ์ 3 เหลี่ยม มีก้างปลาและเศษอาหารตรงกลาง ใช้ทิ้งขยะอินทรีย์ เป็นขยะย่อยสลายได้ในเวลารวดเร็ว เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ ต้นหญ้า ภาชนะที่ย่อยสลายได้เอง 2.ถังสีเหลือง มีสัญลักษณ์ลูกศรหมุนวนเป็นทรง 3 เหลี่ยม ใช้สำหรับขยะรีไซเคิล เช่น แก้ว กระดาษ พลาสติก กระป๋อง กล่อง โลหะ อะลูมิเนียม ยาง

3.ถังสีส้ม สัญลักษณ์วงกลมพร้อมลูกศรสีขาวชี้ลง มีหัวกะโหลกกับกากบาทด้านใน ใช้ทิ้งขยะอันตราย ขยะพิษ มีวัตถุอันตรายปนเปื้อนหรือประกอบอยู่ เช่น หลอดไฟ ถ่ายไฟฉาย แบตเตอรี่โทรศัพท์ กระป๋องสเปรย์ ภาชนะบรรจุสารเคมีอันตราย 4.ถังสีน้ำเงิน มีสัญลักษณ์รูปคนกำลังทิ้งขยะ ใช้สำหรับขยะทั่วไป เป็นขยะที่ย่อยสลายได้ยาก ไม่เหมาะนำไปรีไซเคิล แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายเกินไป เช่น โฟม ฟอยล์ ถุงพลาสติก ซองอาหาร แผ่นซีดี ซึ่งจำเป็นต้องแยกก่อนทิ้งเพื่อจะได้นำไปกำจัดอย่างถูกต้อง

เริ่มตั้งแต่วันนี้สร้างความรู้ความเข้าใจว่าขยะมีกี่ประเภท ต้องแยกใส่ถังชนิดไหน ฝึกปฏิบัติให้เกิดความคุ้นชิน ผมอยากให้เน้นไปที่เด็กเยาวชน บ่มเพาะนิสัยการทิ้งขยะถูกวิธี ถ้าทำจริงจังพร้อมกันทั้งประเทศ อีก 20 ปีข้างหน้าประเทศเราก็สะอาดเหมือนญี่ปุ่น สิงคโปร์ได้ และจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

หัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวคือ สะดวก สะอาด ปลอดภัย ถ้าเราช่วยกันดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวให้สะอาดได้ ฝันของนายกฯบิ๊กตู่ที่อยากเห็นนักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น ใช้เงินมากขึ้น และกลับมาเที่ยวอีก ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยครับ.


https://www.thairath.co.th/newspaper/columns/1716235


*********************************************************************************************************************************************************


ผู้เชี่ยวชาญยัน ฟอสซิสในหินที่สระแก้ว คือ ไครนอยด์ อายุกว่า 250 ล้านปี

นักธรณีวิทยาตรวจสอบหินที่พบซากฟอสซิลที่ จ.สระแก้ว ยืนยัน เป็นฟอสซิลของ ไครนอยด์ สัตว์ทะเลโบราณ อายุประมาณ 250-285 ล้านปี โดย จนท.จะเข้ามาประเมินว่าเข้าข่ายพื้นที่ซากดึกดำบรรพ์หรือไม่อีกครั้ง



จากกรณี นายพยุพิณ หมื่นยุทธ์ ผู้ประกอบการรับซื้อผักสดในพื้นที่หมู่ 1 ต.พระเพลิง อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว ได้นำซากฟอสซิลที่ฝังอยู่ภายในหิน จำนวน 3 ก้อนมาให้ตรวจสอบ ภายหลัง น.ส.พิณทิพย์ หมื่นยุทธ์ เจ้าของร้านครัวครกตุง ได้นำภาพถ่ายซากฟอสซิลดังกล่าว โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตนเอง ชื่อ Pinthip Koktung เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นที่ฮือฮาของคนในพื้นที่สระแก้วนั้น

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 ธ.ค.62 ผู้ประกอบการรับซื้อผักสดในพื้นที่ ต.พระเพลิง อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว นายสุชาติ ศรีเทพ กำนันตำบลพระเพลิง ให้การต้อนรับนายธีรพล ศรีโมรา ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยนายอดุลย์วิทย์ ภาวีระ นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ นางสาว ธัญญธร โทนรัตน์ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ และเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ที่ พบซากฟอสซิลฝังในหิน ภายในสวนปาล์มน้ำมันลูกสาวของส่วนถ่ายภาพโพสต์เฟซบุ๊ก มีคนติดต่อขอดูหลายราย ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ คาดเป็นหินฟอสซิลซากพลับพลึงทะเล หรือสัตว์ทะเลที่มีรูปร่างคล้ายต้นไม้ ในมหายุคพาลีโอโซอิก

นายอดุลย์วิทย์ ภาวีระ นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ กล่าวว่า จากที่นายพยุพิณ เจ้าของสวนที่พบหินทั้งหมดเป็นหินลักษณะฝังอยู่ตามหัวไร่ปลายนา โดยหินทั้ง 3 ก้อนนี้ ฝังอยู่ภายในสวนปาล์มน้ำมัน มีเนื้อที่ประมาณ 24 ไร่ ห่างจากจุดรับซื้อผักเพียง 500 เมตร โดยพบก้อนหินขณะให้คนงานขนมาจากสวนปาล์ม เพื่อวางทำเป็นแนวรอบบ้านพัก จนกระทั่งเห็นภาพบนหิน จึงนำกล้องโทรศัพท์ไปถ่ายภาพไว้ พบลักษณะคล้ายฟอสซิลในหินเหมือนตัวหนอน หอยและคล้ายปู จึงนำมาให้ภรรยาดูและมีการโพสต์ภาพออกไป จากการตรวจสอบหินฟอสซิลที่อายุ 250 ล้านปีถึง 285 ปี เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติของโลก ซึ่งแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษา คุ้มครองและอนุรักษ์ให้เป็นสมบัติของชาติในการศึกษา

ด้าน นางสาว ธัญญธร โทนรัตน์ นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ เปิดเผยว่า น.ส.พิณทิพย์ หมื่นยุทธ์ ผู้โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก หลังลงภาพไปมีคนสนใจโดยเฉพาะคนสระแก้ว มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลาย จำนวนมากกว่า 1,000 ความเห็น และมีการแชร์โพสออกไปมากกว่า 2,000 แชร์ และมีอาจารย์จากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เข้ามาระบุว่า หินฟอสซิลที่พบ เป็นซากพลับพลึงทะเล หรือเป็นสัตว์ทะเลที่มีรูปร่างคล้ายต้นไม้ พบในมหายุคพาลีโอโซอิก อายุประมาณ 250 ล้านปี ขณะนี้ มีคนพยายามติดต่อขอมาดู



นักธรณีวิทยาชำนาญการพิเศษ กล่าวต่อว่า ล่าสุดได้นำเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ดูแลและตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อการคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ มีความประสงค์ที่จะเผยแพร่ข้อมูลและข้อกฎหมายดังกล่าว สู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชนทั่วไป ถ้าซากดึกดำบรรพ์ที่เป็นการศึกษาต้องชี้แนวเขตในรักษา และคุ้มครองเจ้าของที่ ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่บริเวณนี้ได้แต่หน่วยที่รับผิดชอบมาชดเชยค่าเสียหายให้เจ้าของที่ดินที่พบซากฟอสซิลดังกล่าว

ขณะที่ นายสุระพง ธรรมวรางกูร กล่าวว่า หินที่พบทั้งหมดเป็นหินลักษณะฝังอยู่ตามหัวไร่ปลายนา โดยหินทั้ง 3 ก้อนนี้ ฝังอยู่ภายในสวนปาล์มน้ำมันของชาวบ้าน โดยพบก้อนหินขณะลักษณะคล้ายฟอสซิลในหินเหมือนตัวหนอน หอยและคล้ายปู จึงนำมาดูแล้วหน้าจะมีอายุประมาณ 250 ล้านปี แต่ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วเพิ่งจะพบเป็นครั้งแรก หลังเห็นภาพมีคนสนใจมากโดยเฉพาะคนสระแก้ว มีการแสดงความคิดเห็นหลากหลาย ความเห็นว่าหินฟอสซิลที่พบเป็นซากพลับพลึงทะเล หรือเป็นสัตว์ทะเลที่มีรูปร่างคล้ายต้นไม้ พบในมหายุคพาลีโอโซอิก

ส่วน นายธีรพล ศรีโมรา ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า ล่าสุด กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สระแก้ว ได้ส่งเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบแล้วพบว่า หินที่พบเป็นฟอสซิล หรือซากในหิน ของ "ไครนอยด์" สัตว์ทะเลโบราณ อายุประมาณ 250-285 ล้านปี ซึ่งสันนิษฐานพื้นที่บริเวณนี้ในอดีตเป็นทะเล หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะมีการประเมินการกระจายตัวของซากดึกดำบรรพ์และความหนาแน่นของซากในพื้นที่ว่า หากเข้าหลักเกณฑ์ ก็จะประกาศขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ซากดึกดำบรรพ์ เพื่อเป็นเขตศึกษาวิจัยต่อไป

สำหรับซากดึกดำบรรพ์ ไครนอยด์ หรือ พลับพลึงทะเล ที่พบในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วไปในชั้นหินปูน ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่หินอายุออร์โดวิเชียน หรือ 485 ล้านปีก่อน บริเวณจังหวัดลำพูน กาญจนบุรี สตูล หินยุคเพอร์เมียน หรือ 300 ล้านปีก่อน บริเวณจังหวัดราชบุรี สระบุรี ลพบุรี สระแก้ว และหินยุคไทรแอสสิก หรือ 250 ล้านปีก่อน บริเวณจังหวัดลำปางดังกล่าว.


https://www.thairath.co.th/news/local/east/1716576

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


สลด ผ่าท้องวาฬหัวทุย เกยตื้นสกอตแลนด์ พบขยะพลาสติกในกระเพาะ 100 กิโล

สุดเศร้า ผ่าซากวาฬหัวทุยตายเกยตื้นชายหาดในสกอตแลนด์ พบขยะพลาสติก ทั้งเครื่องมือจับปลา อวน เชือก ถุงพลาสติก อัดในกระเพาะ ร่วม 100 กิโลกรัม



เมื่อ 2 ธ.ค.62 สำนักข่าวบีบีซี รายงานเกิดเหตุสลด เจ้าหน้าที่ผ่าท้องวาฬหัวทุย หรือวาฬสเปิร์มตัวหนึ่งที่มีคนพบซากของมันเกยตื้นที่ชายหาด Seilebost ในสกอตแลนด์ เมื่อวันพฤหัสฯที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา ต้องตกตะลึงเพราะพบขยะพลาสติกทั้ง เศษซากเครื่องมือในการจับปลา ไม่ว่าจะเป็น อวน เชือก รวมถึงถุงพลาสติก ถ้วยพลาสติก และขยะพลาสติกอื่นๆ น้ำหนักร่วม 100 กิโลกรัม อัดแน่นอยู่ในกระเพาะของวาฬหัวทุยตัวนี้

แดน แพร์รี ซึ่งอาศัยอยู่ที่ชายหาด Luskentyre ที่ยู่ใกล้กับจุดพบซากวาฬหัวทุยมาเกยตื้น กล่าวว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเห็นอวนจับปลาและซากขยะต่างๆ โดยเฉพาะซากพลาสติกอยู่ในกระเพาะของซากวาฬหัวทุย



ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊ก Scottish Marine Animal Stranding Scheme (Smass) ซึ่งเป็นโครงการสืบหาสาเหตุการตายของวาฬและโลมาที่มาตายเกยตื้นบนชายหาดในสกอตแลนด ได้โพสต์ข่าวร้ายและลงรูปซากวาฬหัวทุยที่ถูกผ่าท้องเพื่อพยายามหาสาเหตุที่ทำให้มันตายก่อนวัยอันควร และเจอขยะพลาสติก ซากเครื่องมือจับปลาอัดแน่นเป็นก้อนกลมอยู่ในกระเพาะของมัน โดยซากขยะพลาสติกเหล่านี้มาจากทั้งบนแผ่นดินและอุตสาหกรรมการประมง ทั้งนี้ตามรายงานของ Smass พบว่า จำนวนซากวาฬและโลมาที่มาเกยตื้นในสกอตแลนด์เพิ่มขึ้น โดยจากปี 2552 ที่มี 204 ตัว เพิ่มเป็นกว่า 930 ตัว ในปี 2561.

ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก Smass


https://www.thairath.co.th/news/foreign/1716416

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


เฉลยแล้ว! ซากฟอสซิลที่หญิงสาวพบหลังบ้าน คือ "พลับพลึงทะเล" อายุหลายร้อยล้านปี



หลังมีหญิงสาวออกมาโพสต์ขอความรู้หลังพบซากดึกดำบรรพ์ ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร โดยระบุว่าเป็นก้อนหินจากหลังบ้านตนเอง ล่าสุด เพจ "Fossil World" ได้ออกมาเฉลยแล้ว ซากที่พบบนหินนั้นคือ "ไครนอยด์" (Crinoid) หรือ "พลับพลึงทะเล" เป็นสัตว์ทะเล ญาติใกล้เคียงกับดาวทะเล เม่นทะเล มีอายุหลายร้อยล้านปี

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Pinthip Koktung ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า ขอความรู้เรื่องหินที่สวนมีซากคล้ายสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ฝังอยู่ด้านใน โดยหินที่พบเกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าของโพสต์ขนก้อนหินจากหลังบ้านมาตกแต่งจัดสวนร้านค้า ที่พบที่ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว



ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. เพจเฟซบุ๊ก Fossil World ได้เปิดเผยว่า ภาพซากที่พบบนหินนั้นคือ 'ไครนอยด์' (Crinoid) หรือ 'พลับพลึงทะเล' เป็นสัตว์ทะเล ญาติใกล้เคียงกับดาวทะเล เม่นทะเล โดยมีลักษณะคล้ายดอกไม้ มีส่วนที่คล้ายลำต้นเป็นข้อๆ มีโครงร่างแข็งที่สร้างโดยสารละลายคาร์บอเนตในน้ำ เนื่องจากอาศัยอยู่ในทะเล จึงพบเป็นซากดึกดำบรรพ์จำนวนมากฝังอยู่ในหินปูนซึ่งเป็นหินที่สะสมตัวในทะเลเป็นหลัก

สำหรับซากดึกดำบรรพ์ ไครนอยด์ หรือพลับพลึงทะเล ที่พบในประเทศไทย สามารถพบได้ทั่วไปในชั้นหินปูน ทั่วทุกภูมิภาค ตั้งแต่หินอายุออร์โดวิเชียน (485 ล้านปีก่อน) บริเวณจังหวัดลำพูน กาญจนบุรี สตูล หินยุคเพอร์เมียน (300 ล้านปีก่อน) บริเวณจังหวัดราชบุรี สระบุรี ลพบุรี สระแก้ว และหินยุคไทรแอสสิก (250 ล้านปีก่อน) บริเวณจังหวัดลำปาง เป็นต้น ในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่พบชิ้นส่วนที่สมบูรณ์



เนื่องจากอาจโดนกระแสน้ำโบราณพัดพาจนแตกไม่เหลือสภาพเดิม ซากดึกดำบรรพ์ที่พบส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงส่วนขอลำต้น หรือ Crinoid stem ที่มีลักษณะเป็นข้อๆ คล้ายต้นไม้ จึงทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชิ้นส่วนของต้นไม้




https://mgronline.com/onlinesection/.../9620000115304

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก คม ชัด ลึก


ถึงเวลากำจัดพลาสติก ชุบชีวิตทะเลไทย ............. โดย สาลินี ปราบ



ปัญหาขยะทะเลถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในวงกว้าง

ทุกๆ ปีขยะพลาสติกกว่า 8 ล้านตัน รั่วไหลลงสู่ท้องทะเล ส่วนใหญ่เป็นขยะที่มาจากบนบกถึงร้อยละ 80 และเป็นพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งถึงร้อยละ 60

ความเลวร้ายของขยะเหล่านี้ ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่า 700 สายพันธุ์ แต่ขยะทั้งหมดเมื่อปล่อยนานไปจะแปรสภาพเป็นขยะชิ้นเล็กๆ จนมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น เพราะมีอนุภาคเล็กมาก เรียกว่า ไมโครพลาสติก หรือ พลาสติกจิ๋ว

แน่นอนว่า เจ้าไมโครพลาสติกเหล่านี้ เมื่อปนเปื้อนอยู่ในทะเลปริมาณมาก ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอวัยวะภายในของสัตว์ทะเลต่างๆ เช่นที่เคยมีข่าวพบพลาสติกจิ๋วในท้องปลาทูจากทะเลตรัง เมื่อมนุษย์บริโภคปลาทูหรือสัตว์น้ำที่มีพลาสติกจิ๋วปนเปื้นอยู่ เจ้าพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นก็จะถูกย้ายมาอยู่ในร่างกายมนุษย์แทน หากสะสมมากๆ เข้าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ



ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้ข้อมูลไว้ว่า ไมโครพลาสติกที่พบในปลาทูมีปริมาณเฉลี่ยถึง 78 ชิ้น/ตัว

ไมโครพลาสติก มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร ปลาและสัตว์ทะเลบางชนิดกินแพลงตอนในน้ำ ก็จะกินไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย จากนั้นก็ไปอยู่ในท้องบางส่วนสลายตัวกลายเป็นนาโนพลาสติก อาจเข้าสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อปลาได้ เมื่อเรากินสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไป อาจเป็นสาเหตุเสี่ยงต่อหลายโรค ตามที่องค์การอนามัยโลกเคยเตือนไว้

ผศ.ดร.ธรณ์ เตือนว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคของความน่าหวาดหวั่น เพราะขยะที่สะสมในทะเลกำลังกลับมาทำร้ายเราอย่างสาหัส ทางแก้มีอยู่ทางเดียวคือ ลดขยะทะเลให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเม็ดโฟมและไมโครพลาสติกมากไปกว่านี้ และสำคัญที่สุดคือต้องรีบทำ เพราะเวลาเราเหลือน้อยแล้ว

ด้าน องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF (World Wide Fund for Nature) เป็นองค์กรหนึ่งที่มองเห็นปัญหาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบข้อมูลว่า ขยะพลาสติกในทะเลกว่าร้อยละ 60 ของโลก มาจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ WWF จึงได้ริเริ่มโครงการ Plastic Smart Cities ขึ้นในปี 2561 โดยร่วมกับเมืองต้นแบบ 25 เมือง จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ ไทย ในการรณรงค์ลดปริมาณการใช้พลาสติ ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการรั่วไหลของขยะไปสู่ธรรมชาติ

ในประเทศไทย WWF มีเป้าหมายทำงานร่วมกับ 5 เมืองนำร่องระดับท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลนครสงขลา เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เทศบาลเมืองป่าตอง จ.ภูเก็ต และเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ที่โรงแรมภูเก็ต เกรซแลนด์ รีสอร์ท แอนด์สปา ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง จ.ภูเก็ต เทศบาลเมืองป่าตอง และ WWF-ประเทศไทย พร้อมพิธีประกาศเจตนารมณ์เพื่อลดมลภาวะจากพลาสติกระดับเมือง โครงการ Plastic Smart Cities ของ 5 เมืองนำร่อง เพื่อหารือแนวทางและกำหนดวิธีการในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic) รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายที่จะลดพลาสติกที่รั่วไหลไปสู่ธรรมชาติให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2564

พิมพ์ภาวดี พหลโยธิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WWF-ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า โครงการ Plastic Smart Cities มีการดำเนินการทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหายขยะพลาสติกในทะเลเช่นเดียวกัน

เธอบอกว่าขยะทะเลมีต้นตอมาจากขยะบนบก และส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก เช่นในเมืองไทยขยะที่ถูกทิ้งและไหลลงทะเลมีประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ถือว่าเยอะมาก หากนับสถิติโลกพบว่า เมืองไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตขยะพลาสติกเป็นลำดับ 6 ของโลก ดังนั้น WWF-ประเทศไทย จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดขยะดังกล่าว โดยสร้างกลไกบางอย่างให้ตระหนักถึงปัญหาขยะพลาสติก จึงเกิดโครงการนำร่องขึ้นใน 5 พื้นที่ดังกล่าว



"รูปแบบการดำเนินการจะมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับการจัดการของแต่ละเมือง โดย WWF เป็นตัวกลาง รวมทั้งจะมีการทำงานร่วมภาคธุรกิจ เอกชนและมหาวิทยาลัย เพราะปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาซับซ้อนและไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่ต้องสร้างความตระหนักในสังคมว่า ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาของทุกคน"

พิมพ์ภาวดี บอกถึงเหตุผลที่เลือกป่าตอง เป็นหนึ่งในเมืองนำร่อง เพราะเมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวของไทย ชาวต่างชาติจะรู้จักภูเก็ต ด้วยความสวยงามของหาดทรายสีขาว ทะเลสวย แต่หากภาพลักษณ์ดังกล่าวหายไปเพราะปัญหาขยะพลาสติกก็จะเป็นปัญหาใหญ่ จึงเลือกเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ รวมทั้งอีก 4 ท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเช่นกัน เพราะหากชายหาดหรือทะเลเต็มไปด้วยพลาสติกนักท่องเที่ยวก็คงไม่มา ซึ่งจะใช้เวลาในการนำร่องและประเมินผล 2-3 ปีในการเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจว่าพลาสติกมีที่มาอย่างไร รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของภาคีในชุมชนต่างๆ

"อยากฝากว่า ปัญหาพลาสติกเป็นปัญหาของทุกคน และอาจจะเป็นปัญหาที่เราทิ้งไว้ให้ลูกหลาน เพราะพลาสติกไม่ย่อยสลาย ปัจจุบันคนไทย 1 คนใช้ถุงพลาสติกคนละ 8 ใบ หากลดได้ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันลดเพื่อให้ติดเป็นนิสัยต่อไป"

ขณะที่ เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง แสดงความยินดีที่มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ และดูขมีขมันที่จะเร่งลงมือทำงานในทันที

เธอมองว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อหาดป่าตองอย่างมาก หลังจากนี้จะลงพื้นที่พูดคุยกับทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันขับเคลื่อนป่าตองให้ปลอดพลาสติก เพราะทุุกวันนี้ป่าตองก็ประสบกับปัญหาขยะ และขยะพลาสติกมีเยอะมาก

นายกหญิงเมืองป่าตอง บอกถึงแนวทางการดำเนินงานว่า จะเริ่มด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจกันก่อน แม้ว่าวันนี้ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้เลิกใช้ถุงพลาสติก แต่ในอนาคตอันใกล้ต้องมีแน่นอน ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งจะต้องคิดหาวิธีการลดการใช้พลาสติกลง

"เมื่อพี่น้องประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและช่วยกันจะเป็นเรื่องที่ดี รวมทั้งถ้ารัฐบาลประกาศมาตรการลดละเลิกใช้พลาสติกจะเป็นเรื่องที่มีพลังมาก เพราะการสร้างจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวคงไม่ทันกับการผลิตพลาสติกออกสู่เมือง อย่างในช่วงฤดูมรสุมเราจะเห็นว่าชายหาดป่าตองมีขยะที่ถูกพัดมาจากทะเลจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี และหากโครงการนี้ทำได้สำเร็จจะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดกับสัตว์น้ำในทะเลได้ด้วย"

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่โหมดลดละเลิกการใช้ถุงพลาสติกอย่างจริงจัง และน่าจะส่งผลดีต่อโครงการ Plastic Smart Cities ที่เริ่มขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมายแล้วตั้งแต่วันนี้


https://www.komchadluek.net/news/sco...campaign=scoop

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก อสมท.


ออสซี่เตรียมเปิดโรงแรมใต้น้ำ

โรงแรมใต้น้ำแห่งแรกของออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) เตรียมเปิดให้บริการในวันที่ 1 ธ.ค. นี้



โรงแรม "รีฟสวีตส์" (Reefsuites) ซึ่งมีมูลค่าถึง 10 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 200 ล้านบาท) อยู่ห่างจากชายหาดแอร์ลี (Airlie Beach) ราว 40 ไมล์ ตั้งบนโป๊ะที่เคยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากพายุไซโคลนเดบบี (Debbi) เมื่อปี 2017 แต่ปัจจุบันได้รับการซ่อมแซมแล้ว และประกอบด้วยห้องพักจำนวน 2 ห้อง ที่พื้น ผนัง และเพดานล้วนก่อสร้างจากกระจก ด้วยจุดประสงค์ที่จะผลักดันสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมยาวนานของออสเตรเลียแห่งนี้สู่ "ขั้นที่สูงขึ้นไปอีก"



ลุก วอล์กเกอร์ (Luke Walker) ประธานคณะกรรมการบริหารของเจอร์นีย์ บียอน (Journey Beyond) บริษัทท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เปิดเผยว่าขั้นตอนการสร้างพื้นที่ในลักษณะเป็นตู้ปลาโดยไม่ทำอันตรายต่อระบบนิเวศ ถือเป็นความสำคัญลำดับแรกของการก่อสร้างที่กินเวลา 14 เดือน

"สิ่งนี้คือความสมดุลของการเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสความตระการตาทางธรรมชาติของปะการังระดับมรดกโลกโดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ" วอล์กเกอร์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอพี (AAP) สื่อท้องถิ่นออสเตรเลีย เมื่อวันพฤหัสบดี (28 พ.ย.)



"ทุกๆ สิ่งที่เราทำ ความยั่งยืนของปะการังคือส่วนหนึ่งที่เราพูดคุยกัน เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เราต้องถกเถียงเพื่อตัดสินใจกันเลย" วอล์กเกอร์กล่าว

มีปะการังรวมราว 4,000 ชิ้น ที่ถูกย้ายไปปลูกใหม่ในแนวหินที่มีอยู่เดิม ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานนับสัปดาห์ และบริษัทฯ เชื่อว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นการปลูกถ่ายปะการังธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดในโลก


https://www.mcot.net/view/5de2419ae3f8e40b313be16f

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า สัปดาห์ที่แล้ว
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ThaiPBS


"คมนาคม" ปัดฝุ่นโครงการ "ท่าเรือสงขลา 2 - ท่าเรือปากบารา"

3 รัฐมนตรีคมนาคมจับมือปัดฝุ่นโครงการท่าเรือสงขลา 2 และท่าเรือปากบารา ชี้ต้องทำ ถ้าไม่ทำประเทศเสียโอกาส



วันนี้ (2 ธ.ค2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการมอบนโยบายกรมเจ้าท่าว่า ได้มีการมอบหมายให้นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมไปดำเนินการประสานเจรจากับประชาชนในพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจแผนการดำเนินโครงการท่าเรือสงขลา 2 และโครงการท่าเรือปากบารา พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น โดยจะใช้ระบบรางเชื่อมต่อท่าเรือทั้ง 2 แห่ง ซึ่งจะช่วยให้ระบบโลจิสติกส์ทางน้ำ ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกสามารถประหยัดเวลาได้มาก สร้างความเจริญทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก

สำหรับก่อนหน้านี้ ที่มีปัญหาเรื่องึวามเข้าใจของประชาชนในพื้นที่ ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้นั้น เบื้องต้นนายถาวร ได้ไปทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่แล้ว ส่วนประเด็นที่ต่างชาติและเครือข่ายภาคประชาสังคมคัดค้านนั้นก็ต้องมีการพยายามทำความเข้าใจเช่นกัน


พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้รัฐบาลได้มีแผนที่ต้องการจะดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมมองว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ของชาติควรจะดำเนินการเพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสของชาติโดยจะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นทั้งโครงการท่าเรือสงขลา 2 และโครงการท่าเรือปากบารา อย่างน้อยท่าเรือสงขลา 2 ต้องเกิดให้ได้

ขณะที่ด้านงบลงทุนโครงการฯนั้นมองว่ามีวิธีการในการดำเนินการหลายวิธีที่สามารถดำเนินการได้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียวเช่น รูปแบบกองทุน หรือรูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (PPP)เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าจะเกิดประโยชน์อะไรบ้างกับประชาชนในพื้นที่



นายศักดิ์สยาม ยังกล่าวต่อว่า จะต้องมีการนำข้อมูลของทั้ง 2 โครงการกลับมาพิจารณาว่าติดปัญหาอะไรบ้าง โดยโครงการดังกล่าวต้องดำเนินการให้สามารถอยู่ควบคู่กับได้ทั้งด้านการขนส่งทางน้ำและการท่องเที่ยว ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวถือเป็นเป้าหมายนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่จะมีการรายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรับทราบด้วย

ด้านนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าได้รับมอบหมายหน้าที่ในการไปเจรจาทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่โดยจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการลดภาระของเกษตรในการขายสินค้าทางการเกษตร ส่วนเรื่องด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็มีการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อม(EIA)และทาง สผ.จะช่วยดูมาตรฐานของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ ซึ่งถือเป็นนโยบายว่าในการดำเนินการก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการนำข้อมูลเหล่านี้ไปอธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ โดยในเบื้องต้นก็ได้มีการทำความเข้าใจกับประชาชนไปบ้างแล้วและมั่นใจว่าจะสามารถทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแน่นอน


https://news.thaipbs.or.th/content/286646

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:17


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger