เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง มีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

มีฝนบางแห่ง และมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 14 - 15 พ.ย. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส และมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้น และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 16 - 17 พ.ย. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส แต่ยังคงมีอากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้มีฝนลดลง

สำหรับในช่วงวันที่ 18 - 19 พ.ย. 62 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีอากาศหนาวเย็นลง และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 14 ? 15 และ 18-19 พ.ย. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลง ส่วนประชาชนบริเวณภาคใต้ขอให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบน และฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562)" ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562

บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และทะเลจีนใต้ คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 14-15 พ.ย. 62 ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-12 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (88.8 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (97.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Bangkok Rain.jpg (222.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast2.jpg (198.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


ข่าวดี! พบสัตว์ทะเลหายาก "หอยเม่นหมวกกันน็อค" ครั้งแรกที่สิมิลัน


หมู่เกาะสิมิลัน พบเจอหอยเม่นหมวกกันน็อค สัตว์ทะเลหายากเป็นครั้งแรก (ภาพ : เพจ อช. หมู่เกาะสิมิลัน)

อส. พบ หอยเม่นหมวกกันน็อค สัตว์ทะเลหายาก ครั้งแรกที่หมู่เกาะสิมิลัน โดยพบประมาณ 50 ตัว บริเวณเกาะบางู

เพจ "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน - Mu Ko Similan National park" ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของ "กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช" (อส.) เผยข่าวดี พบสัตว์ทะเลหายาก "หอยเม่นหมวกกันน็อค" ประมาณ 50 ตัว บริเวณเกาะบางู นับเป็นครั้งแรกของหมู่เกาะสิมิลันที่มีการค้นพบสัตว์หายากชนิดนี้

ทั้งนี้เพจอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการค้นพบหอยเม่นหมวกกันน็อค ว่า


ครั้งแรกของสิมิลันกับการค้นพบ หอยเม่นหมวกกันน็อค สัตว์ทะเลหายาก

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 62 เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ สล.2(เกาะสิมิลัน) นำโดยนางสาวเพ็ญศรี พิพัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ได้ออกลาดตระเวนเชิงคุณภาพ(smart patrol)และในการลาดตระเวนครั้งดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจพบหอยเม่นหมวกกันน็อค ประมาณ 50 ตัว บริเวณเกาะบางู ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากในประเทศไทยและเป็นการค้นพบสัตว์ชนิดนี้เป็นครั้งแรกของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

นอกจากนี้เพจอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับ หอยเม่นหมวกกันน็อค ดังนี้

หอยเม่นหมวกกันน็อค มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colobocentrotus atratus

หอยเม่นหมวกกันน็อค(Helmet Urchins) หรือบางทีรู้จักกันในชื่อ หอยเม่นกระเบื้องมุงหลังคา(shingle urchin) รูปลักษณะที่แตกต่างจาก หอยเม่นทั่วไปก็คือ พวกเนื้อตัวที่เกลี้ยงเกลาดุจมุงด้วยกระเบื้อง ไร้ซึ่งหนามแหลมแม้แต่อันเดียว สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าหอยเม่นหมวกกันน็อคได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่อาศัยเนื่องจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันมีคลื่นลมรุนแรง ทำให้มีนักล่าน้อยนักที่จะเข้าถึงตัวพวกมันได้ ประกอบกับการที่อยู่ในพื้นที่มีคลื่นลมรุนแรง หนามแหลมนั้นเป็นอุปสรรค เนื่องจากมันจะต้านคลื่นอาจทำให้พวกมันถูกซัดหลุดจากโขดหินที่อยู่อาศัย และเมื่อไม่มีผู้ล่าหนามแหลมที่ใช้ป้องกันตัวจึงหมดความจำเป็นไป

นายสุธีรชัย สมทา นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ประจำอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้ให้ข้อมูลว่าจากการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยพบว่าได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับการทบสอบแรงยึดเกาะของเม่นหมวกกันน็อค Santos & Flammang (2007) โดยพบว่า เม่นหมวกกันน็อคสามารถต้านทานแรงปะทะคลื่นได้ตั้งแต่ความเร็ว 17.5 เมตรต่อวินาที ไปจนถึง 27.5 เมตรต่อวินาที !! ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือที่ความเร็ว 27.5 เมตรต่อวินาที เป็นแรงที่สามารถถอนต้นไม้ได้ทั้งต้น


ขนาดตัวของหอยเม่นหมวกกันน็อค (ภาพ : เพจ อช. หมู่เกาะสิมิลัน)

หอยเม่นหมวกกันน็อค พบได้ทั่วไปตามโขดหินตามชายหาดที่มีคลื่นซัดถึง ในแถบ Indo-West Pacific และ ฮาวาย (Hawaii) แต่ในประเทศไทยนั้นมีรายงานการพบหอยเม่นชนิดนี้น้อยมาก โดยรายงานการพบครั้งแรกในปีพ.ศ. 2530 โดย ดร.สมชัย บุศราวิช จากโครงการ First PMBC/DANIDA Training course and workshop on taxonomy, biology and ecology of echinoderms และมีการรายงานการพบครั้งล่าสุดในปี 2547 โดย ดร.สุเมตต์ ปุจฉาการ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ในรายงาน

Putchakarn.S and Sonchaeng.P (2004). Echinoderm Fauna of Thailand:
History and Inventory Reviews. ScienceAsia 30 (2004): 417-428

สำหรับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ในน่านน้ำเขตจังหวัดพังงา โดยที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯ-ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตั้งอยู่บนเกาะสี่ ที่อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือทับละมุ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ประมาณ 70 กิโลเมตร

ทุก ๆ ฤดูกาลท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯ ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม - 15 พฤษภาคม

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ประกอบด้วย 11 เกาะ แบ่งเป็น 9 เกาะ คือ เกาะหนึ่ง(หูหยง) เกาะสอง(ปายัง) เกาะสาม(ปาหยัน) เกาะสี่(เมียง) เกาะห้า เกาะหก(ปายู) เกาะเจ็ด(หินปูซาร์) เกาะแปด(สิมิลัน) เกาะเก้า(บางู) และอีก 2 เกาะที่ผนวกเข้าใหม่ภายหลังคือ เกาะตาชัยและเกาะบอน

หมู่เกาะสิมิลันเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังของเมืองไทย เป็นดังสวรรค์แห่งท้องทะเลอันดามัน มีน้ำทะเลสวยใส แนวชายหาดยาวสวยงาม พื้นทรายเนื้อละเอียดดุจแป้ง โดยมี ?หินเรือใบ? บนเกาะ 8 เป็นดังสัญลักษณ์ของหมู่เกาะแห่งนี้ รวมถึงมีโลกใต้ท้องทะเลอันงดงามจนได้ชื่อว่าเป็นแหล่งดำน้ำลึกที่มีความสวยงามติด 1 ใน 10 ของโลก


หอยมรกต เติบโตได้ดีหลังปิดเกาะตาชัยกว่า 3 ปี (ภาพ : เพจ อช. หมู่เกาะสิมิลัน)

นอกจากนี้หมู่เกาะสิมิลันยังมีสัตว์เฉพาะถิ่นน่าสนใจ อย่างเช่น ค้างคาวแม่ไก่เกาะ ค้างคาวปีกถุงเคราดำ พญากระรอกดำ นกชาปีไหน ปู่ไก่ และ ?หอยมรกต? หนึ่งเดียวในโลกบนเกาะตาชัย ซึ่งล่าสุดพบหอยชนิดนี้เติบโตได้ดีบนเกาะตาชัย โดยคาดว่าอาจมาจากการปิดการท่องเที่ยวบนเกาะตาชัยเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว ซึ่งวันนี้ อส. ได้ทำการปิดเกาะตาชัยมากว่า 3 ปีแล้ว


https://mgronline.com/travel/detail/9620000108982

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


อช.แก่งกระจานเปิดภาพเสือโคร่งขนาดใหญ่ที่พบบริเวณเขตติดต่อ อช.แห่งชาติแก่งกระจาน



เพชรบุรี - อช.แก่งกระจาน เปิดภาพเสือโคร่งขนาดใหญ่ที่พบบริเวณเขตติดต่อ อช.แห่งชาติแก่งกระจาน และ ชายแดนไทย-พม่า เป็นแนวจัดการเชื่อมต่อสัตว์ป่าระหว่างประเทศ ที่อยู่ในข้อเสนอแนะของคณะกรรมการมรดกโลก

นายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยภาพเสือโคร่ง เพศผู้ วัยสมบูรณ์ ที่กล้องดักถ่ายสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้ โดยเสือโคร่งได้เดินผ่านไปมา และมายืนเลียบริเวณหน้ากล้อง ซึ่งจากภาพจะเห็นเสือโคร่งมีขนาดลำตัวใหญ่ และสมบูรณ์มาก

โดยภาพปรากฏตัวของเสือโคร่งพบบริเวณเขตติดต่ออุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และชายแดนไทย-พม่า เป็นแนวจัดการเชื่อมต่อสัตว์ป่าระหว่างประเทศ ที่อยู่ในข้อเสนอแนะของคณะกรรมการมรดกโลกที่มุ่งหวังจะให้มีการอนุรักษ์ผืนป่าเชื่อมหากันของทั้ง 2 ประเทศ ให้เป็นแหล่งอนุรักษ์ที่เป็นมรดกโลกร่วมกันต่อไปในอนาคต โดยเสือตัวนี้อาจข้ามไปมา ระหว่างประเทศ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันที่แน่ชัดจากฝั่งพม่า



นายมานะ เพิ่มพูน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า หลังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ มอบหมายให้อุทยานแห่งชาติต่างๆ มีการลาดตระเวนเชิงคุณภาพมากขึ้น ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

ทำให้กรมอุทยานฯ ได้รับข้อมูลทางนิเวศของสัตว์ป่าที่สำคัญมากมาย รวมถึงความสามมารถรักษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ พันธุ์พืช และสัตว์ป่า ป้องกันการลักลอบทำลายทรัพยากร การรบกวนของมนุษย์ที่เข้าไปในเขตพื้นที่อนุรักษ์ในการลักลอบล่าสัตว์ป่า ไม้หอม ไม้พะยูง และบุกรุกขยายพื้นที่ดินที่จำเป็น

และการพบเสือโคร่งในครั้งนี้ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยชุดลาดตระเวนเชิงคุณภาพปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) และกองทุนอนุรักษ์สัตว์ป่าโลกสากล (WWF) พบจำนวนประชากรสัตว์ป่าหายากกระจายทั่วพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และบริเวณชายแดน ล่าสุด พบร่องรอยเสือโคร่ง ในป่าลึกห่างไกลจากผู้คนที่ต้องเดินเท้ากว่า 10 วัน และพบซากของหมีหมาที่เหลือส่วนหัวและอวัยวะภายในซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเหยื่อที่ถูกล่าโดยเสือโคร่งที่พบ


https://mgronline.com/local/detail/9620000108978

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก แนวหน้า


มรดกโลกจมบาดาล น้ำท่วม 'เมืองเวนิส' หนักสุดในรอบ53ปี



เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากพายุที่พัดถล่มอิตาลีทำให้ฝนตกลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้แม่น้ำหลายสายไหลเชี่ยว ทางการต้องประกาศเตือนภัยและปิดโรงเรียนชั่วคราว รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง อาทิ จัตุรัสโรมัน โคลอสเซียม และนครโบราณปอมเปอี

โดยเฉพาะที่เมืองเวนิส เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของอิตาลี มีน้ำท่วมสูง ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวต้องเดินลุยน้ำ ขณะที่เรือโดยสารเหลือให้บริการแค่พื้นที่ด้านนอกของเมือง ทางการระบุว่า ฝนที่ตกหนักหนุนให้กระแสน้ำขึ้นสูงสุดที่ 1.94 เมตร สูงสุดในรอบ 53 ปี (ปี 2509) เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 คน ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากต้นไม้ล้มทับ



ขณะที่จัตุรัสเซนต์มาร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำสุดของเมือง และเป็นจุดสำคัญของเมืองเวนิส ถูกกระแสลมแรงและคลื่นสูงซัดอย่างหนัก แต่ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายครั้งนี้ได้ หลังจากเคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งล่าสุดเมื่อเดือน ต.ค.2561 ทำให้โบสถ์แห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เสมือนทรุดโทรมไปอีก 20 ปีภายในวันเดียว


https://www.naewna.com/inter/453805


*********************************************************************************************************************************************************


ครั้งแรกของสิมิลันกับการค้นพบ 'หอยเม่นหมวกกันน็อค' สัตว์ทะเลหายาก



นายรวมศิลป์ มานะจงประเสริฐ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่า ขณะที่ น.ส.เพ็ญศรี พิพัฒน์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ได้ออกลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (smart patrol) บริเวณเกาะบางู หรือเกาะเก้า อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา ได้สำรวจพบหอยเม่นหมวกกันน็อค ประมาณ 50 ตัว ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายาก และเป็นการค้นพบครั้งแรกของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน?

โดยการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ได้พบเห็นสัตว์ทะเลหายาก หลากชนิดบ่อยขึ้น แต่อย่างไรก็ดี อุทยานฯจะต้องให้นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลทำการศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเพราะสาเหตุใดจึงมีการค้นพบครั้งนี้และจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นหรือไม่ อย่างไร? ซึ่งหอยเม่นหมวกกันน็อค พบได้ทั่วไปตามโขดหินตามชายหาดที่มีคลื่นซัดถึง ในแถบ Indo-West Pacific และฮาวาย (Hawaii) แต่ในประเทศไทยนั้นมีรายงานการพบหอยเม่นชนิดนี้น้อยมาก โดยรายงานการพบครั้งแรกในปี พ.ศ.2530



"หอยเม่นหมวกกันน็อค" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Colobocentrotus atratus หอยเม่นหมวกกันน็อค (Helmet Urchins) หรือบางทีรู้จักกันในชื่อ หอยเม่นกระเบื้องมุงหลังคา (shingle urchin) รูปลักษณะที่แตกต่างจากหอยเม่นทั่วไปก็คือพวกเนื้อตัวที่เกลี้ยงเกลาดุจมุงด้วยกระเบื้อง ไร้ซึ่งหนามแหลมแม้แต่อันเดียว

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าหอยเม่นหมวกกันน็อคได้มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่อาศัย เนื่องจากถิ่นที่อยู่ของพวกมันมีคลื่นลมรุนแรง ทำให้มีนักล่าน้อยนักที่จะเข้าถึงตัวพวกมันได้ ประกอบกับการที่อยู่ในพื้นที่มีคลื่นลมรุนแรง หนามแหลมนั้นเป็นอุปสรรค เนื่องจากมันจะต้านคลื่นอาจทำให้พวกมันถูกซัดหลุดจากโขดหินที่อยู่อาศัย และเมื่อไม่มีผู้ล่าหนามแหลมที่ใช้ป้องกันตัวจึงหมดความจำเป็นไป


https://www.naewna.com/likesara/453750

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ


"เมืองปลอดฝุ่น" เป็นไปได้ ................. คอลัมน์ CSR talk โดย ชยากรณ์ กำโชค



มลพิษทางอากาศ เคยเป็นวิกฤตที่ประเทศจีนต้องเผชิญความท้าทายตลอดทศวรรษที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เปิดเผยสถิติผู้เสียชีวิตจากปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะจากฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่คนไทยคุ้นหูอย่าง PM 2.5 พบว่าเฉพาะปี 2014 มีชาวจีนเสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบไหลเวียนเลือดถึงกว่า 1 ล้านราย หรือมีอัตราการเสียชีวิต 74 รายต่อประชากร 100,000 คน กระทั่งปี 2015 ที่ผ่านมา ค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) กลับมามีคุณภาพที่ดีขึ้น และล่าสุดปี 2019 ค่า AQI เฉลี่ยอยู่ที่ 42 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต

ขณะที่กรุงเทพมหานครเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (51-100) ถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (101-200) และเคยอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (มากกว่า 201) มาแล้วในช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา จนกระทรวงศึกษาธิการต้องประกาศปิดโรงเรียนในกรุงเทพฯ และต้องตระเวนฉีดน้ำระงับฝุ่นบนผิวการจราจรกันให้วุ่น ที่สำคัญผู้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยกันถ้วนหน้า

ทั้งนั้น หากพูดถึงประเทศไทย ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังกรุงเทพมหานครกลายเป็น "เมืองจมฝุ่น" ขั้นอันตราย สาเหตุหลักเกิดจากควันท่อไอเสียยานพาหนะ การก่อสร้างอาคาร และโครงสร้างพื้นฐาน การเผาไหม้ขยะ และโรงงานอุตสาหกรรม บางหน่วยงานบอกว่าหมูกระทะก็เป็นสาเหตุ ฯลฯ แต่ความจริงแล้วพี่น้องชาวเหนือนั้นคุ้นชินกับปัญหาเป็นอย่างดีในนาม "หมอกควันไฟป่า" ในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อน มีสาเหตุหลักจากการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตร ขณะที่พี่น้องชาวใต้ต้องเผชิญกับฝุ่นละอองที่ลอยมาไกลจากอินโดนีเซีย สาเหตุใกล้เคียงกับการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือ

จากสถานการณ์ข้างต้น หากจะบอกว่าไทยเป็น "ประเทศ 3 ฝุ่น" เห็นจะไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากนัก จึงถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ก่อนที่สถานการณ์จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้น ความพยายามลองผิดลองถูกของจีนในทศวรรษที่ผ่านมา น่าจะมีประโยชน์ต่อประเทศ 3 ฝุ่นกำลังพัฒนาไม่มากก็น้อย เพียงแต่ต้องเชื่อมั่นว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข เพียงแต่ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุเท่านั้น

โดยมลพิษทางอากาศในจีนเกิดวิกฤตมากในช่วงปี 2008-2014 แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจีนโดยเฉพาะเทศบาลกรุงปักกิ่ง เริ่มต้นให้ความสนใจตั้งแต่ปี 1998 หรือกว่า 20 ปีก่อน โดยคาดการณ์จากการเติบโตของเมือง อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จึงได้ออกแผนบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระยะสั้น-กลาง-ยาว ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เพื่อรับมือกับมลพิษทางอากาศ โดยพุ่งเป้าไปที่การควบคุมการเผาไหม้ถ่านหิน และท่อไอเสียยานพาหนะ แผนดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จ เมืองลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ตามมาตรฐาน

กระทั่งฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM 2.5 เข้ามาเป็นปัญหาใหม่ต่อการดำรงชีพในเมือง รัฐบาลจีนจึงได้ตอกย้ำมาตรการไปทั่วประเทศ ด้วยการประกาศแผนปฏิบัติการปี 2013-2017 พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 7 แสนหยวน สำหรับบรรลุเป้าหมายสร้างอากาศสะอาดโดยมีวิธีการต่าง ๆ ทั้งการเปลี่ยนเตาเผาถ่านหินกว่า 2 ล้านเครื่องในกรุงปักกิ่งเป็นเตาประเภทไร้ควัน ออกคำสั่งปิดหรือย้ายโรงงานรอบกรุงปักกิ่ง มีตำรวจสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมการกระทำผิดของโรงงานโดยเฉพาะ ควบคุมการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลและรถยนต์เก่าพร้อมสนับสนุนให้คนใช้รถพลังงานไฟฟ้า ควบคุมการใช้รถยนต์ในแต่ละวันตามหมายเลขทะเบียน ยุติการก่อสร้างอาคารในช่วงฤดูหนาวเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งเสี่ยงปัญหาฝุ่นพิษมากที่สุด พร้อมใช้การจัดเก็บข้อมูล (data) รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน รายปีเพื่อใช้เป็นผลประเมินการดำเนินโครงการทั้งหมด และนี่ยังไม่นับรวมถึงการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมทันสมัยเข้ามาแก้ปัญหา เช่น อาคารขนาดใหญ่สำหรับกรองฝุ่นละอองในเขตเมือง

จากรายละเอียดเพียงเล็กน้อยข้างต้นพอจะอนุมานได้ว่าการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศนั้น จำเป็นต้องมองลึกให้เห็นถึงสาเหตุของปัญหาและประเมินตามความเป็นจริงและจำเป็นต้องมองไกลไปยังอนาคต แม้เป็นช่วงเวลาที่ยังมาไม่ถึง แต่เต็มไปด้วยความท้าทายที่น่าวิตกกังวลชนิดที่ไม่มีเมืองใดในโลกปฏิเสธ การมองลึก และมองไกลจะนำมาซึ่งแผนบริหารจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน ไปพร้อมกับการสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคม แทนที่จะทำเป็น "มองไม่เห็น" อันส่งผลให้ทำได้เพียงตั้งรับปัญหาและแก้ไขไปวันต่อวันตามกระแส

อีกความท้าทายของปัญหาที่มองข้ามไม่ได้คือมลพิษทางอากาศไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับเมืองต่อเมือง และประเทศต่อประเทศ เช่น ฝุ่นละอองจากการเผาสวนปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียที่ส่งผลกระทบกว้างไกลทุกปีถึงประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย หรือการเผาป่าในพื้นที่ภาคเหนือของไทย ซึ่งเป็นค่านิยมร่วมของพี่น้องในพื้นที่ชายแดนฝั่งพม่าอีกด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศจำเป็นต้องจับมือกันในระดับภูมิภาค ผนวกไปกับการเจาะจงแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนั่นเอง

"แกรี ฟูลเลอร์" นักวิทยาศาสตร์ด้านมลพิษทางอากาศแห่งคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ผู้เขียนหนังสือ "ฆาตกรที่มองไม่เห็น : ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกของมลพิษทางอากาศ-และเราจะต่อสู้ได้อย่างไร" กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชากรโลกกว่าร้อยละ 80 ทั่วโลกที่กำลังสูดดมเอาอากาศเป็นพิษ เฉพาะปี 2015 มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกกว่า 4.5 ล้านคน และปัญหายากที่จะแก้ไข หากเมืองยังไม่มีแผนตัดวงจรการสร้างอากาศเป็นพิษ เนื่องจากแนวโน้มประชากรจะย้ายเข้ามาอาศัยในเขตเมืองมากขึ้นกว่า 2 ใน 3 ภายในปี 2050

"แกรี ฟูลเลอร์" ยังแนะนำการสร้าง "เมืองปลอดฝุ่น" (smog-free city) ว่า เมืองต้องจำกัดพื้นที่หรือโซนนิ่งเขตห้ามปล่อยสารที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ หยุดการใช้พาหนะประเภทสันดาปเชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล เปลี่ยนผิวจราจรสำหรับรถยนต์เป็นพื้นที่สาธารณะ สร้างเมืองเดินได้พร้อมลำดับความสำคัญของการใช้พาหนะในเมืองเป็นการเดิน ปั่นจักรยาน และรถยนต์ตามลำดับ กระตุ้นการใช้ยานพาหนะร่วมกันหรือส่งเสริมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน เปลี่ยนระบบการจัดการขยะโดยลดการเผาไหม้

ทั้งนี้ แม้ดูจะเป็นไปได้ยากสำหรับกรุงเทพฯ แต่หากมองลึก และมองไกลด้วยสายตาอันไม่ประมาท ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยของเราต้องดำเนินการอะไรสักอย่าง เพื่อฟื้นฟูคุณภาพอากาศ และส่งต่อมันให้กับลูกหลานของเราต่อไป


https://www.prachachat.net/csr-hr/news-390417

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #6  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก PPTV


ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน! กระทบกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 19 พื้นที่

ปลัดกทม. เร่งผลักดัน "เมืองปลอดฝุ่น" บูรณาการแก้ปัญหาภาพรวม รณรงค์ใช้ขนส่งสาธารณะ เพิ่มทางเลือกการเดินทางแทนใช้รถยนต์ส่วนบุคคล



วันที่ 13 พ.ย.2562 กรมควบคุมมลพิษ รายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ เวลา 07.00 น. จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร ทั้ง 44 สถานี พบว่าปริมาณฝุ่นละอองตรวจวัดค่าได้ระหว่าง 40 - 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลงจากเมื่อวาน 33 สถานี

โดยพบพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 19 พื้นที่ ดังนี้

1. ริมถนนกาญจนาภิเษก

2. ริมถนนดินแดง

3. เขตสัมพันธวงศ์

4. เขตวังทองหลาง

5. เขตปทุมวัน

6. เขตบางคอแหลม

7. เขตยานนาวา

8. เขตคลองสาน

9. เขตภาษีเจริญ

10. เขตบางเขน

11. เขตบางขุนเทียน

12. เขตบางพลัด

13. เขตสาทร

14. เขตคลองเตย

15. เขตบางซื่อ

16. เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

17. ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง

18. ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

19. ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมการแจ้ง และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดจามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด



ด้าน นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำนักสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการเพื่อผลักดันแนวทาง "เมืองปลอดฝุ่น" โดยบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่ิอง และได้ยกระดับการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่แหล่งกำเนิดอย่างเข้มข้น พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานครตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องยนต์ไม่ให้เกิดควันดำ ดูแลบำรุงรักษารถยนต์ให้พร้อมใช้งาน และตรวจสภาพเครื่องยนต์ตามระยะทางหรือระยะเวลาที่กำหนดเพื่อไม่ให้ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด กำชับพนักงานขับรถยนต์ให้ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อไม่ปฏิบัติงานหรือจอดรถรอรับ-ส่ง ลดการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล

นางศิลปสวย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังให้สำนักงานเขตดำเนินการจัดเก็บขนมูลฝอยในถนนสายหลักและถนนสายรองให้แล้วเสร็จก่อนเวลา 04.00 น. ของทุกวัน เพื่อลดการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน และให้รถราชการในสังกัดกรุงเทพมหานครเข้ารับการตรวจวัดมลพิษทุก 6 เดือน กรณีพบมลพิษเกินมาตรฐานให้แก้ไขทันที อีกทั้งได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า อาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่ที่ได้รับเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือให้ติดตั้งระบบฉีดพ่นละอองน้ำบริเวณพื้นที่ก่อสร้างเพื่อป้องกันฝุ่นละอองฟุ้งกระจายและโครงการก่อสร้างที่ไม่ได้จัดทำรายงาน EIA ให้ปฏิบัติตามมาตรการลดฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง เช่น กวดขันให้ผู้รับเหมาฉีดน้ำทำความสะอาดล้อรถบรรทุกหรือรถอื่นๆ ก่อนออกจากสถานที่ก่อสร้าง การล้างทำความสะอาดพื้นที่ก่อสร้างทุกวัน เพื่อลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง รวมทั้งการควบคุมฝุ่นละอองจากกิจกรรมการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน



สำหรับแผนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองปลอดฝุ่น กรุงเทพมหานครได้ผลักดันการปรับปรุงมาตรฐานการระบายไอเสียรถยนต์และคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง สนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายการให้บริการขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงทุกระบบ รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมและจูงใจให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ/เพิ่มทางเลือกการเดินทางแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพหานคร จากปัจจุบัน 6.9 ตร.ม./คน ให้เป็น 10 ตร.ม./คน ในปี 2573 โดยได้กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองด้วย นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้พิจารณามาตรการทางผังเมืองเพื่อช่วยบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ โดยวางผังเมืองด้วยแนวคิดเมืองกระชับ เพื่อให้มีที่อยู่ใกล้แหล่งงาน ลดระยะการเดินทาง ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชนทางรางด้วยการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นช่วยลดการเดินทาง ลดการใช้พลังงาน และลดมลพิษ


https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8...0%B8%99/113922

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #7  
เก่า 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก BBCThai


น้ำท่วมเวนิส : ระดับน้ำขึ้นสูงสุดในรอบ 50 ปี

พื้นที่บางส่วนของเมืองเวนิสต้องจมอยู่ใต้น้ำ หลังระดับน้ำขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี


Image copyright AFP

ศูนย์เฝ้าระวังระดับน้ำรายงานว่าระดับน้ำขึ้นสูงสุดที่ 1.87 เมตร ถือเป็นระดับน้ำที่ขึ้นสูงสุดเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เริ่มจัดเก็บสถิติตั้งแต่ปี 1923 โดยครั้งก่อนหน้านั้นน้ำขึ้นสูงแตะระดับ 1.94 เมตร เมื่อปี 1966

สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งของเมืองอยู่ในสภาพน้ำท่วมขัง นักท่องเที่ยวและชาวเมืองต้องเดินลุยน้ำหลังเกิดพายุที่ทำให้ฝนตกหนัก

จัตุรัสเซนต์มาร์ก เป็นพื้นที่ต่ำที่สุดของเมือง และได้รับผลกระทบหนักที่สุด ขณะที่โบสถ์บาซิลิกาเคยถูกน้ำท่วมมาแล้ว 6 ครั้ง ในรอบ 1,200 ปี

สมาชิกสภาท้องถิ่นระบุว่า 4 ครั้งในจำนวนนั้น เกิดขึ้นในรอบ 20 ปีมานี้เอง


Image copyright AFP

มีผู้เสียชีวิต 2 คน ที่เกาะเปลเลสตรินา เกาะรูปร่างเรียวยาวที่กั้นแบ่งเวนิสกับทะเลเอเดรียติก โดยชายหนึ่งในสองคนถูกไฟฟ้าดูดขณะพยายามปั๊มน้ำออกจากบ้าน

นายลุยจิ บรุกนาโร นายกเทศมนตรีเมืองเวนิส กล่าวว่าจะประกาศให้เวนิสเป็นเขตภัยพิบัติและเตือนว่าน้ำที่ท่วมขังจะ "ทิ้งร่องรอยไว้อย่างถาวร"

"ขณะนี้สถานการณ์เลวร้าย เรากำลังขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ค่าใช้จ่ายน่าจะสูง นี่คือผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ" เขาเขียนในโพสต์ทางทวิตเตอร์


Image copyright EPA

ธุรกิจและร้านรวงหลายแห่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โต๊ะ เก้าอี้ ที่ร้านอาหารและคาเฟ่หลายแห่งลอยน้ำ

พนักงานที่ร้านขายของแห่งนี้พยายามเก็บข้าวของไม่ให้จมน้ำเสียหายไปมากกว่าที่เป็นอยู่

เรือโดยสาร 3 ลำ พลิกคว่ำ แต่นักท่องเที่ยวยังคงหาทางท่องเที่ยวในเมืองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสคู่หนึ่งบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าต้อง "ว่ายน้ำ" หลังแท่นยกพื้นที่ทำด้วยไม้ที่ทำขึ้นเพื่อให้คนเดินเกิดพลิกคว่ำ

นอกจากนี้ในวันนี้เรือโดยสารหลายลำไม่สามารถออกไปรับผู้โดยสารได้

นับตั้งแต่ปี 2003 ทางการเมืองเวนิสได้ดำเนินโครงการเพื่อป้องกันเมืองจากปัญหาน้ำท่วมขัง แต่โครงการยังล่าช้าทั้งจากปัญหาค่าใช้จ่ายและจากอื้อฉาวหลายกรณี


Image copyright EPA

ตามแผนป้องกันน้ำท่วมจะมีการสร้างประตูน้ำที่สามารถลอยน้ำได้ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำเข้าท่วมเมืองตอนที่ระดับน้ำขึ้นสูง

ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่หลายแห่งของอิตาลี และคาดว่าสภาพอากาศจะยังคงเลวร้ายต่อไปในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้


https://www.bbc.com/thai/international-50402948

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:27


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger