เลือกสีตามสไลต์ที่คุณชอบ:
SaveOurSea.NET  

กลับไป   SaveOurSea.NET > สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม

ตอบ
 
Share คำสั่งเพิ่มเติม เรียบเรียงคำตอบ
  #1  
เก่า 5 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default สรุปข่าวทะเลและสิ่งแวดล้อม : วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2562

ขอบคุณข้อมูลพยากรณ์จาก กรมอุตุนิยมวิทยา


สภาวะอากาศทั่วไป

ภาคใต้ตอนล่างยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรขึ้นมามีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้า ในตอนกลางวันท้องฟ้าโปร่งและมีแสงแดดจัด โดยพื้นราบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอุณหภูมิต่ำสุด 16-22 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม


คาดหมาย

ในช่วงวันที่ 1 ? 2 ธ.ค. 62 พื้นราบบริเวณในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดอุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลาง และภาคตะวันออกมีอากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า สำหรับภาคใต้จะมีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 3 - 6 ธ.ค. 62 บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลงอีก 3-5 องศาเซลเซียส อากาศจะหนาวเย็นลงกับมีลมแรง สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็ง อุณหภูมิต่ำสุด 3-11 องศาเซลเซียส ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส อากาศเย็นกับมีลมแรง สำหรับภาคใต้จะมีฝนลดลง ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ตลอดช่วง

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่นระดับ 5 "คัมมูริ" (kammuri) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงทะเลจีนใต้ในช่วงวันที่ 3-4 ธ.ค. 62 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงในระยะต่อไป โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย


ข้อควรระวัง

ในช่วงวันที่ 1 - 2 ธ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสครศรีธรรมราชลงไประมัดระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมและฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับในช่วง 3 ? 6 ธ.ค. 62 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง



*********************************************************************************************************************************************************



ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "อากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย(มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 3-7 ธันวาคม 2562)" ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 01 ธันวาคม 2562

ในช่วงวันที่ 3-7 ธันวาคม 2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวอุณหภูมิจะลดลง 5-10 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นราบอุณหภูมิต่ำสุด 12-19 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 2-10 องศาเซลเซียส สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งตลอดช่วง

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงอีกระลอกจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น

รูป
ชนิดของไฟล์: jpg Sat1.jpg (102.4 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Warning.jpg (70.3 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Forecast1.jpg (97.7 KB, 0 views)
ชนิดของไฟล์: jpg Wave&Pressure.jpg (103.4 KB, 0 views)
__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #2  
เก่า 5 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ


"ปูหน้าขาว" ขนาดยักษ์ หนัก 2.4 กก. ในทะเลเกาะลันตา สุดอุดมสมบูรณ์

ชาวบ้านเกาะลันตาน้อย ฮือฮา "ปูหน้าขาว" ขนาดยักษ์ หนัก 2.4 กก. ติดเข้ามาในไซแถวอ่าวแตเล็ง ย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ชายฝั่งทะเลแถบนี้



เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ชาวบ้านบนเกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ต่างตื่นเต้นเมื่อมีผู้พบปูขนาดใหญ่ ซึ่งต่างเข้าใจกันว่าเป็นปูดำ ภายหลังนายอนันต์ ยั่งยืน อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 223 หมู่ 4 บ้านโล๊ะใหญ่ ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา เป็นผู้จับปูตัวดังกล่าวได้ เผยว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 29 พ.ย. ได้ออกเรือไปวางไซดักปู บริเวณอ่าวแตแล็ง หมู่ 4 ต.เกาะลันตาน้อย กระทั่งช่วงเย็นพบปูขนาดใหญ่ติดเข้ามาในไซ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมาก จึงนำกลับมาบ้าน แต่ไม่คิดจะนำมาแกงเป็นอาหารเพราะตัวใหญ่เกินไป และเมื่อลองชั่งน้ำหนักพบว่าหนักถึง 2.4 กก. ขนาดของกระดองกว้าง 20 ซม. ถือเป็นปูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจับได้

ด้านนายศักดิ์ดา ทวีเมือง ประมง อ.เกาะลันตา กล่าวว่า ปูดังกล่าวเป็นปูหน้าขาว ไม่ใช่ปูดำ ตามที่หลายคนเข้าใจ และชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่าปูทองหลาง อาศัยตามป่าโกงกาง โดยเมื่อ 2 ปีก่อน ชาวประมงในพื้นที่ อ.เหนือคลอง พบปูขนาดใหญ่ลักษณะนี้ หนักประมาณ 2.5 กก. คาดว่าปูตัวล่าสุด ยังโตได้อีก 3-5 กิโลกรัม ส่วนสาเหตุที่ยังมีปูขนาดใหญ่ อาศัยอยู่ในทะเล แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ชายฝั่งทะเลเกาะลันตา.


https://www.thairath.co.th/news/local/south/1715248

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #3  
เก่า 5 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์


"ลดโลกเลอะ X รักษ์ปันสุข" แก้วิกฤติขยะล้นโลก เปลี่ยนขวด PET เป็นประติมากรรม "เต่ามะเฟืองแม่ลูก" ริมหาดจอมเทียน



ททท.ร่วมกับบางจากฯ และเทศบาลเมืองพัทยา จัดโครงการ "ลดโลกเลอะ X รักษ์ปันสุข" รณรงค์ "ลดขยะพลาสติก" และ "หมุนเวียนนำกลับมาใช้ซ้ำ" แก้วิกฤติขยะล้นโลก ด้วยแนวคิดส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปลี่ยนขยะให้เป็นงาน "ศิลปะ" นำขวด PET มาสร้างเป็นประติมากรรม"เต่ามะเฟืองแม่ลูก" ติดตั้งริมชายหาดจอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาขยะทะเล และพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว ควบคู่ไปกับการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถปรับอันดับประเทศที่มีขยะทางทะเลสูงสุดในโลกจากอันดับ 5 ลงมาอยู่ที่อันดับ 10 ได้สำเร็จ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาของประเทศไทย

"ททท. ในฐานะบทบาทหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ โดยได้ทำปฏิญญา ?ลดโลกเลอะ? และในโอกาสที่ ททท. ครบรอบ 60 ปี ในปี 2563 ททท. มีแนวคิดและให้ความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) โดยได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง รณรงค์ปลูกจิตสำนึกและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยว ร่วมกันรับผิดชอบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดการสร้างภาระขยะในแหล่งท่องเที่ยว"

"พร้อมกันนี้ ยังกำหนดเป้าหมายลดการใช้พลาสติกในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ลดลงร้อยละ 50 ภายในปี 2563 ลดขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) อาทิ หลอด ฝาครอบแก้ว ถุง กล่องอาหาร พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้วัสดุสำหรับทดแทนพลาสติกและภาชนะที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น การใช้ถุงผ้า กระบอกน้ำ กล่องข้าวพกพา หลอดดูดน้ำจากวัสดุธรรมชาติ การใช้ผ้าเช็ดหน้า เพื่อไม่สร้างภาระในการกำจัดให้กับแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน อีกทั้ง ยังช่วยรักษา ความสวยงามให้คงอยู่ตลอดไป"

ล่าสุดเพื่อกระตุ้นคนในสังคมให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเทศบาลเมืองพัทยา จัดทำโครงการ "ลดโลกเลอะ x รักษ์ปันสุข" ด้วยการรวมพลังและความร่วมมือในการลดใช้พลาสติก และหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์โดย ททท. และบางจากฯ ขอเชิญชวนนักเดินทางร่วมบริจาคขวด PET ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อนำมาสร้างสรรค์งานประติมากรรมรูป ?เต่ามะเฟืองแม่ลูก? สัตว์สงวนที่ได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก ขนาด 6x8 เมตร ณ บริเวณริมชายหาดจอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 - มิถุนายน 2563 เพื่อเป็นสัญลักษณ์รณรงค์การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะจัดงานเปิดตัวประติมากรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ธันวาคม 2562

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เน้นการนำนวัตกรรมมาเพิ่มคุณค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสร้างความยั่งยืน ยึดแนว BCG Economy Model สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้น Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว) มุ่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นกรอบใหญ่ ครอบคลุม Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ) เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และ Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) ที่ใช้วัสดุจากผลิตภัณฑ์ชีวภาพหรือวัสดุหมุนเวียน

โดยได้ใช้แนวคิดนี้ในทุกกระบวนการธุรกิจของบริษัทฯ ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 S และ ไฮพรีเมียมดีเซล S ที่ได้มาตรฐาน Euro 5 รวมทั้งการริเริ่มใช้แก้ว ฝา และหลอด ที่ย่อยสลายได้ 100% ในร้านอินทนิลทุกสาขา เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ริเริ่มโครงการ "รักษ์ ปัน สุข" จัดให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดรวบรวมขวด PET นำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใย ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ส่งมอบหมวกกันแดดผลิตจากเส้นใยรีไซเคิลจากขวดพลาสติก PET ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ด้านรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะของกทม. จำนวน 50 เขต รวมจำนวน 11,000 ใบ

ในโอกาสครบรอบ 35 ปีบางจากฯ บริษัทฯ ได้ต่อยอดโครงการรักษ์ ปัน สุข ด้วยการร่วมมือกับ ททท. จัดทำโครงการ ?ลดโลกเลอะ x รักษ์ปันสุข? เพื่อรณรงค์การลดขยะพลาสติกกับกลุ่มนักเดินทาง โดยจัดจุดรวบรวมและ รับบริจาคขวดน้ำดื่ม PET ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล ชลบุรี ระยอง จันทบุรี จำนวน 262 จุด เพื่อนำขวด PET ไปสร้างประติมากรรมรูปเต่ามะเฟืองแม่ลูก พร้อมนิทรรศการให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเวลา 6 เดือน หลังจากนั้น จะนำขวดพลาสติกทั้งหมดไปรีไซเคิลผลิตเป็นหมวกกันแดดเพื่อส่งมอบ ให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ดูแลรักษาความสะอาดในเมืองพัทยานำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

"การแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก ทุกคนจะต้องร่วมมือกันลดการใช้พลาสติกทุกชนิดอย่างจริงจัง ลดการเกิดขยะจากต้นทาง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้สิ่งของด้วยการ Reduce - Reuse - Recycle โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว (Single - use plastics) เริ่มจากตัวเราในองค์กร เช่น การไม่ใช้หลอด / ขวดพลาสติก ในการประชุม การใช้แก้วชีวภาพ และการลดขยะพลาสติก จึงขอเชิญชวนลูกค้าบางจาก นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปร่วมนำขวด PET ใช้แล้วมาบริจาค เพื่อร่วมลดขยะพลาสติก ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และแบ่งปันความสุขให้สังคม ช่วยรักษาชีวิตของเต่าทะเล และสัตว์ทะเลอื่นๆ ให้คงอยู่ตามธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานในอนาคต"

นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่า เมืองพัทยา เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกและถือเป็นส่วนหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก : EEC ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ในทุกรูปแบบ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวสามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชม. และครอบคลุมทุกอายุ ด้วยเหตุนี้พัทยาจึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการปัญหาขยะในทะเลโดยตรง ซึ่งส่งผลกระทบกับสัตว์ทะเลโดยตรง ดังที่มีข่าวการเสียชีวิตของสัตว์ทะเลจำนวนมากจากขยะพลาสติกไม่ว่าจะเป็นเต่าทะเล พะยูน ที่พบว่าเสียชีวิตจากการกลืนกินพลาสติกเข้าไป

"ส่วนเมืองพัทยากำลังดำเนินงานอยู่แล้ว จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดสรรพื้นที่ในการติดตั้ง ประติมากรรม "เต่ายักษ์" บริเวณโค้งดงตาน หาดจอมเทียน เมืองพัทยา ซึ่งเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าประติมากรรมชิ้นนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจ และสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ต่างชาติ รวมไปถึงชาวพัทยาทุกคนได้เป็นอย่างดี เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ร่วมมือกันดูแลชายหาดเมืองพัทยาให้สะอาดสวยงาม ลดการใช้ทรัพยากร ลดขยะพลาสติกให้ได้มากที่สุด"


https://mgronline.com/greeninnovatio.../9620000114416

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #4  
เก่า 5 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก Nation TV


โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน จังหวัดระยอง



ภาพเต่าทะเลที่กำลังขึ้นมาวางไข่บนชายฝั่งของหลายหมู่เกาะ ในทุกวันนี้ ครั้งหนึ่งเกือบสูญหายไปจากการรับรู้รับเห็นของคนไทย แต่ด้วยพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงห่วงใยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก เช่น เต่าทะเล ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์ โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลจึงได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเพิ่มและขยายพันธุ์เต่าทะเลในธรรมชาติ และเป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเต่าทะเล เพื่อกระตุ้นให้คนไทยร่วมกันอนุรักษ์ให้ท้องทะเลของไทยกลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง


https://www.nationtv.tv/main/content/378752731/

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
  #5  
เก่า 5 วันที่ผ่านมา
สายน้ำ's Avatar
สายน้ำ สายน้ำ is offline
Senior Member
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 25,135
Default

ขอบคุณข่าวจาก Greennews


ผู้เชี่ยวชาญชี้ แม่น้ำโขงสีคราม ส่งสัญญาณเตือนไทยเสียดินแดน

จากปรากฎการณ์แม่น้ำโขงเปลี่ยนสีเป็นสีคราม คล้ายน้ำทะเล ผู้เชี่ยวชาญระบุ เป็นสัญญาณของ "ปรากฎการณ์น้ำหิว" (hungry water effect) กัดกร่อนตะกอน เสี่ยงทำตลิ่งพัง กระทบเส้นเขตแดน ไทย ? ลาว ชี้เป็นอีกผลกระทบจากเขื่อนจีนที่ปล่อยน้ำใสปราศจากตะกอน ให้เรือสินค้าเดินเรือช่วงหน้าแล้ง

ภายหลังประชาชนและนักท่องเที่ยวในจังหวัดริมแม่น้ำโขงต่างพากันแชร์รูปแม่น้ำโขงเปลี่ยนสีเป็นสีครามน้ำทะเล แปลกตาไปจากภาพคุ้นของแม่น้ำโขงสีขุ่นปูน นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศน้ำจืด ให้ข้อมูลว่า ปรากฎการณ์แม่น้ำโขงเปลี่ยนสี เป็นสีครามดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าน้ำในแม่น้ำโขงขณะนี้เป็นน้ำใสปราศจากตะกอน ส่งสัญญาณอันตรายถึงปรากฎการณ์น้ำหิว หรือการที่น้ำที่ปราศจากตะกอนจะกัดเซาะพาเอาตะกอนออกจากตลิ่งและท้องน้ำเพื่อคืนสมดุลตะกอน ซึ่งจะนำไปสู่การพังทลายของตลิ่งตลอดลำน้ำโขงในที่สุด


ทัศนียภาพแม่น้ำโขงเปลี่ยนสีจากสีขุ่นปูนเป็นสีครามน้ำทะเล ที่บริเวณตลาดอินโดจีน จ.นครพนม //ขอบคุณภาพจาก: Chomnaphus Aki Khamentkit

"ภาพนี้คือแม่น้ำโขงที่ถ่ายจากจ.พครพนม น้ำห่างฝั่งใสปิ๋งเป็นสีฟ้ายังกับน้ำทะเล ส่วนน้ำใกล้ฝั่งจะเห็นว่าขุ่นกว่าอย่างชัดเจน อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "น้ำหิว" คือน้ำที่ถูกกักมาหลังเขื่อนและไหลช้าในฤดูนี้ตะกอนจะตกอยู่ในอ่างเก็บน้ำท้ายเขื่อนหมด" นณณ์ กล่าว

"น้ำที่ปล่อยออกมาจะเป็นน้ำใสที่ไม่มีตะกอน น้ำพวกนี้หิวตะกอน ผ่านตลิ่งผ่านท้องน้ำตรงไหนก็ดึงเอาตลิ่งตรงนั้นออกมา เกิดการกักเซาะตลิ่งและพื้นท้องน้ำมากกว่าปกติ อย่าลืมว่าตลิ่งริมน้ำโขงพังนี่สูญเสียดินแดนนะครับ เกิดขึ้นแล้วทุกอย่างตามทฤษฏี เห็นน้ำขุ่นๆตรงชายตลิ่งแล้วเหมือนเห็นแผ่นดินไทยกำลังเลือดไหล"

อนึ่ง ตามสนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างไทยและฝรั่งเศส เขตแดนของไทยในแม่น้ำโขงจะสิ้นสุดที่ตลิ่งฝั่งไทยเท่านั้น มิได้วางอยู่ที่ร่องน้ำลึกในแม่น้ำ ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงของตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ย่อมส่งผลกระทบต่อแนวเขตแดนของไทยเช่นกัน

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน จิรศักดิ์ อินทะยศ ผู้ประสานงานกลุ่มรักษ์เชียงของ ให้ข้อมูลว่า แม่น้ำโขงช่วงเขต อ.เชียงของ จ.เชียงราย เริ่มเปลี่ยนสี โดยมีลักษณะใสขึ้นอย่างผิดสังเกตตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า น้ำที่เปลี่ยนสีไป สอดคล้องกับระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ยกตัวสูงขึ้นเป็นระยะ แม้ในขณะนี้จะเข้าสู่ฤดูแล้งที่ระดับน้ำแม่น้ำโชงควรลดลงแล้วก็ตาม

"จากสภาพการณ์ดังกล่าวชี้ชัดเจนว่าสภาพน้ำแม่น้ำโขงที่ใสผิดปกติ เป็นน้ำที่เพิ่งปล่อยออกมาจากเขื่อนในประเทศจีน เพื่อยกระดับน้ำในแม่น้ำโขง ให้เรือสินค้าจีนสามารถเดินเรือค้าขายในแม่น้ำโขงได้ในช่วงฤดูแล้ง" จิรศักดิ์ กล่าว


ชาวประมงกำลังหาปลาในแม่น้ำโขงสีคราม ที่บริเวณ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม //ขอบคุณภาพจาก: เที่ยวนครพนม

แม้ว่าเขากล่าวว่า ในฤดูกาลนี้แม่น้ำโขงจะเริ่มใสขึ้นแล้ว หลังจากช่วงน้ำหลากที่แม่น้ำจะขุ่นตม หากแต่แม่น้ำโขงเวลานี้กลับใสกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีการพัดพาเอาตะกอนริมตลิ่งไปกับน้ำด้วย นอกจากนี้ผลพวงจากการลดระดับของแม่น้ำโขงอย่างเป็นประวัติการณ์ในช่วงหน้าฝนที่ผ่านมา ทำให้ตลิ่งขาดตะกอนที่ปกติจะถูกพัดพามากับน้ำหลากในช่วงหน้าฝน อีกทั้งความแปรปรวนของระดับน้ำ ยังให้พืชริมตลิ่งเช่นต้นไคร้ ซึ่งทำหน้าที่ยึดเกาะตลิ่งตายเป็นจำนวนมาก

ยิ่งไปกว่านั้น จากรายงานการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตะกอนแม่น้ำโขงจากการคาดการณ์ผลกระทบของเขื่อนในแม่น้ำโขง โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ยังระบุว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเต็มรูปแบบตามที่ได้วางแผนไว้ในลุ่มน้ำโขง จะก่อให้เกิดการลดลงของการพัดพาตะกอนในแม่น้ำอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในเขตประเทศเวียดนาม

โดยผลการศึกษาดังกล่าวคาดการณ์ว่า ภายในปีพ.ศ. 2563 ตะกอนแม่น้ำโขงจะหายไปจากระดับปกติราว 67% และหากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ตัวเลขการหายไปของตะกอนจะทะยานขึ้นถึง 97% ภายในปีพ.ศ.2583

รายงานเตือนว่า การสูญเสียตะกอนปริมาณมหาศาลจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ ธรณีสัณฐานริมตลิ่งตลอดทั้งลำน้ำ และความอยู่รอดของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เพราะตะกอนแม่น้ำที่จะคอยเติมผืนดินให้กับแผ่นดินเกิดใหม่ที่ปากแม่น้ำจะถูกกักไว้ในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ทำให้ปากแม่น้ำถูกคลื่นทะเล และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกัดเซาะ จนจมหายภายใต้เกลียวคลื่นในที่สุด


https://greennews.agency/?p=19806

__________________
การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักษ์ทะเลไทยจ้า ....
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
ตอบ

คำสั่งเพิ่มเติม
เรียบเรียงคำตอบ

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:23


vBulletin รุ่น 3.8.10
สงวนลิขสิทธิ์ ©2000-2019, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด
Ad Management plugin by RedTyger